Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

สตูล  หนุน “เกาะหลีเป๊ะ” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว “หมอชลน่าน” ยกระดับระบบบริการสุขภาพตามนโยบายนักท่องเที่ยวปลอดภัย 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ติดตามการยกระดับระบบบริการสุขภาพตามนโยบายนักท่องเที่ยวปลอดภัย พร้อมเปิดอาคารใหม่ รพ.สต.บ้านหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ชี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นภาคการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล เปิดรับแพทย์อาสาหมุนเวียนมา รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ เพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่เฉพาะได้มีแพทย์ดูแลสุขภาพ ขณะที่บุคลากรได้ทำงานควบคู่การพักผ่อน

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหาร ติดตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นนักท่องเที่ยวปลอดภัย พร้อมทั้งเปิดอาคารหลังใหม่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล และกล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งภาคการท่องเที่ยวถือเป็นจุดเด่นที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก โดยในปี 2567 คาดการว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยถึง 34.5 ล้านคน กระทรวงสาธารณสุข จึงสนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยกำหนดให้เรื่องนักท่องเที่ยวปลอดภัยเป็นนโยบายเร่งรัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทางสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยว ดำเนินการผ่าน 4 มาตรการหลัก คือ 1.ยกระดับเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ 2.ยกระดับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน/ระบบสาธารณสุขฉุกเฉิน 3.ยกระดับที่พักและอาหารปลอดภัย และ 4.ยกระดับสถานพยาบาลในพื้นที่ท่องเที่ยว 

นายแพทย์ชลน่านกล่าวต่อว่า เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง มีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละประมาณ 500,000 – 1,000,000 คน มีผู้ประกอบการและพนักงานประมาณ 3,000 คน มีสถานพยาบาลรองรับการดูแลสุขภาพประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้แก่ คลินิกเอกชน 2 แห่ง และหน่วยบริการระดับปฐมภูมิของรัฐ 1 แห่ง คือ รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ป่วยเข้ารับบริการประมาณ 10,000 ราย ต่อปี จึงมีการก่อสร้างอาคาร รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะหลังใหม่ทดแทนหลังเดิม โดยใช้งบกลางจำนวน 80.7 ล้านบาท ตามโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเกาะหลีเป๊ะ รองรับการท่องเที่ยวนานาชาติ จังหวัดสตูล และในส่วนของการให้บริการ ได้จัดบริการการแพทย์ทางไกลในรูปแบบ Virtual OPD กับโรงพยาบาลสตูล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย ด้วยระบบ Telemedicine ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ ยังเป็นหน่วยปฏิบัติการแพทย์ขั้นสูง สามารถทำการส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาต่ออย่างไร้รอยต่อ ทั้งการส่งต่อทางทะเลโดยเรือไปยังโรงพยาบาลสตูลและโรงพยาบาลละงู มีเรือที่ขึ้นทะเบียนในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 75 ลำ ตั้งแต่ ปี 2566 –มกราคม 2567 ส่งต่อผู้ป่วยแล้ว 199 ราย และการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤติทางอากาศโดยเฮลิคอปเตอร์ (Sky doctor) ไปยังโรงพยาบาลสตูล ตั้งแต่ปี 2565 – พฤศจิกายน 2566 ส่งต่อผู้ป่วยแล้ว 17 ราย ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และยังมีโครงการแพทย์อาสา (Volunteer Doctor) หมุนเวียนให้บริการ ที่รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ ช่วยให้มีแพทย์ดูแลประชาชนในพื้นที่เฉพาะ สร้างความเชื่อมั่นด้านการรักษาพยาบาลให้กับนักท่องเที่ยวบนเกาะ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค โดยเป็นการทำงานแบบ Workation คือ ทำงานควบคู่กับการพักผ่อน ได้รับความร่วมมือจากแพทย์สภา และได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากชมรมผู้ประกอบการบนเกาะ ในปี 2565 - 2566 มีแพทย์อาสาที่เข้ามาปฏิบัติงานถึง 80 คน โดยแพทย์ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขการปฏิบัติงานที่ได้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล หรือลงทะเบียนผ่าน https://www.facebook.com/doctorkohlipe “แพทย์อาสา เกาะหลีเป๊ะ” นอกจากนี้ รพ.สต.บ้านเกาะหลีเป๊ะ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ฝึกอบรมของศูนย์เรียนรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขชายแดนและพื้นที่เฉพาะ โรงพยาบาลสตูล ในหลักสูตรระบบ EMS/Referal System การท่องเที่ยวปลอดภัย การควบคุมโรคระบาด แพทย์อาสา และการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ชายแดน สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ ด้วยนอกจากนี้ยังได้ชมการแสดง รองแง็ง ของน้องๆเยาวชนชาวเลอุรักลาโว้ย พร้อมกันเชิญท่านมาร่วมเต้นงานนี้ท่านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  โชว์ลีลาการเต้นรองเง็งในเพลงตะแล๊กแต๊กของพี่น้องชาวเลอุลักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะหลังเดินงานมาเปิดตัวอาคารของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบนเกาะ สร้างสีสันเสียงหัวเราะแก่พี่น้องที่ร่วมเข้าชม
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดสตูล

เชียงใหม่-เลขาฯ รมว.สาธารณสุข ติดตามสถานการณ์ไฟป่า และผลกระทบ pm2.5 ความร่วมมือของทุกภาคส่วน​ในเขตสุขภาพที่​1

วันที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 13.00 น.นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขานุการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง​  นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และผลกระทบด้านสุขภาพจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข รักษาการผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 มอบหมายให้​ นพ.จตุชัย​ มณีรัตน์​  นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ พญ.นงนุช ภัทรอนันตนพ ผู้ช่วยอธิบดีกรมอนามัย และผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ และคณะ และ พญ.เสาวนีย์ วิบูลสันติ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันความคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมและมอบสิ่งของสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันและควบคุมไฟป่า อาสาสมัคร และประชาชน ณ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคเหนือ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  จากสถานการณ์ PM2.5 อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ในจังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างต่อเนื่องใน 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา และตาก โดยสถานการณ์มีค่าฝุ่น PM2.5 สูงสุดเท่ากับ 199.0  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน (ข้อมูลวันที่ 9 มีนาคม 2567) เนื่องมาจากสภาพอุตุนิยมวิทยาประกอบกับพบจุดความร้อนในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยจากการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสมลพิษทางอากาศ พบมีแนวโน้ม การกำเริบของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนังอักเสบ และโรคเยื่อบุตาขาวอักเสบ ที่เพิ่มขึ้น

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายดำเนินงาน 4 มาตรการ 10 กิจกรรม ได้แก่ ส่งเสริมการลดมลพิษทางอากาศ สื่อสารสร้างความรอบรู้ สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและประชาชน ผ่านทุกช่องทาง จำนวน 29,736 ครั้ง ส่งเสริมองค์กรลดมลพิษ Green energy (รถยนต์ไฟฟ้า/พื้นที่สีเขียว/ลดขยะ) ลดและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ เฝ้าระวังสถานการณ์และแจ้งเตือนความเสี่ยงต่อสุขภาพ เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพและรายงานผลกระทบด้านสุขภาพจากภาวะหมอกควันโดยเฉพาะ 4 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ โรคผิวหนังอักเสบ และโรคเยื่อบุตาขาวอักเสบ โดยใช้ฐานข้อมูล smog-epinort  

จัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข จัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นของเขตสุขภาพที่ 1 ทั้งสิ้น 2,095 แห่ง และห้องปลอดฝุ่นสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 1,115 แห่งให้ความรู้เพื่อเป็นการป้องกันตนเองโดยแนะนำวิธีทำห้องปลอดฝุ่นหรืออาจใช้มุ้งสู้ฝุ่นเพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่น ให้บริการคลินิกมลพิษ 37 แห่งและคลินิกมลพิษออนไลน์ 48 แห่ง ลงพื้นที่บริการเชิงรุกเพื่อดูแลประชาชน รวมทั้งสิ้น 43,954 ครั้ง สนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแก่กลุ่มเสี่ยงโดยมีหน้ากาก คงคลังของเขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 748,346 ชิ้น หน้ากาก N95 จำนวน 110,629 ชิ้น

เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Public health emergency operation center: PHEOC) เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 สูงสุดของจังหวัด โดยอ้างอิงจากสถานี Air4Thai เท่ากับ 37.5 ติดต่อกัน 3 วัน หรือ มากกว่า 37.6 มคก. /ลบ.ม. 1 จุดตรวจขึ้นไป ปัจจุบันได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินแล้วทุกจังหวัด ส่งเสริมและขับเคลื่อนกฎหมาย พรบ. การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พรบ. โรคจากการประกอบอาชีพและโรคสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562

นายสุรชาติ กล่าวย้ำเตือน ขอให้ประชาชนตรวจสอบสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ได้ที่ Application Air4Thai หรือ Life Dee   และปฏิบัติตนตามระดับสีค่าฝุ่นสูง ดังนี้ สีเหลือง ระดับปานกลาง (25.1 – 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) เลี่ยงการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก สังเกตอาการตนเอง สีส้ม (37.6 – 75.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และ สีแดง (75.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขึ้นไป)ควรลดเวลาการทำกิจกรรมนอกบ้าน ถ้าออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และสังเกตตนเอง หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ และผู้มีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยอาจะใช้ หน้ากาก N95 ต้องเลือกที่มีขนาดเหมาะ แนบกระชับกับใบหน้า ครอบจมูกและใต้คางได้อย่างมิดชิด  หรือหน้ากากอนามัยเลี่ยงการไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นสูง หรือลดระยะการอยู่นอกอาคารปิดประตูหน้า หน้าต่างให้มิดชิด หมั่นทำความสะอาด และอยู่ในห้องปลอดฝุ่น ลดกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดฝุ่น
 
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถมาใช้บริการห้องปลอดฝุ่น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ให้หน่วยบริการสาธารณสุขจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นให้บริการเพื่อลดโอกาสรับสัมผัสมลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 สนับสนุนให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานศึกษาและสถานที่เอกชนจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นร่วมด้วย 

หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือ ค้นหาห้องปลอดฝุ่นใกล้บ้าน ได้ที่เวปไซต์ห้องปลอดฝุ่น https://podfoon.anamai.moph.go.th  

นภาพร/เชียงใหม่

‘ตาหลอย’ ดีใจได้ขึ้นเรือ โต้คลื่นลม ไปชมเกาะกูด   พรุ่งนี้ขี่ซาเล้งกลับ อย่างปลอดภัย เจ้าของร้านซ่อมให้ พร้อมออกเดินทาง

(10 มี.ค.67) นายพรชัย เขมะพรรค์พงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจ.ตราด ได้มอบหมายให้นางสาวพลับพลึง เพิ่มทรัพย์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ตราด นำตาหลอย เดินทางจากโรงแรมที่พักแล้วเดินทางไปยังท่าเรือบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้

เพื่อขึ้นเรือโดยสารบุญศิริ ที่เดินทางจากอำเภอเกาะช้าง ไปยังอำเภอเกาะกูด และผ่านเกาะหมาก ท่ามกลางคลื่นลมแรง ซึ่งเรือบุญศิริเดินทางถึงเกาะกูดในเวลา 10.30 น. และมีผู้ประกอบการเกาะกูดเดินทางมาต้อนรับและนำรถซาเล้ง 1 คันมาให้ตาหลอยใช้ขับเพื่อท่องเที่ยวในอำเภอเกาะกูดด้วย

ซึ่งมีนายเดชาธร จันทร์อบ นายกอบต.เกาะกูด และเจ้าของโรงแรมสวนย่ารีสอร์ทดูและให้ที่พักพร้อมอาหารให้กับตาหลอยทั้งหมด และยังพาไปเที่ยวเกาะกูดในสถานที่ต่างๆด้วย

ระหว่างทางที่เดินทางไปเกาะกูด ตาหลอยยังได้เข้าไปพบกัปตันเรือบุญศิริและพูดคุย และสอบถามถึงการขับเรือโดยสารจากกัปตันเรือด้วยความสนใจ

ตาหลอย ได้กล่าวกับเกาะกูดว่า ดีใจ และขอบคุณทุกคนมากที่ให้การต้อนรับและช่วยเหลือจนสามารถมาเที่ยวเกาะช้างและเกาะกูดได้

โดยในวันพรุ่งนี้ (11 มี.ค.67) ตาหลอย จะเดินทางกลับ จ.อุบลราชธานี ส่วน รถซาเล้งของตาหลอยที่มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ทั้งล้อ ทั้งยาง และอุปกรณ์บางส่วนนั้น ทางเจ้าของร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ได้เปลี่ยนล้อ เปลี่ยนยางให้ทั้งหมด เพื่อให้อยู่ในสภาพดีและเดินทางไปยังภูมิลำเนาโดยปลอดภัยด้วย

พยาบาลเพิ่งออกเวร เจอคนเจ็บระหว่างทาง รีบลงรถ ช่วยปั๊มหัวใจ แม้สุดท้าย ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ แต่ก็ได้รับคำชมจากโลกโซเชียล 

(10 มี.ค.67) เมื่อเวลา 09.40 น. ร.ต.อ.นที ดวนพล รอง สว.ทล.1 กก.8 บก.ทล. (บางละมุง) พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมอเตอร์เวย์ และกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์บนถนนสาย 7 ตอน 5 ขาเข้าพัทยา ก่อนถึงแยกสุขุมวิทประมาณ 100 เมตร

มื่อไปถึงที่เกิดเหตุได้พบพยาบาลสาว และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมอเตอร์เวย์ กำลังช่วยกันปั๊มหัวใจยื้อชีวิตผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อคือ น.ส.ศิริกานต์ เศกกลาง อายุ 51 ปี เพื่อรอให้รถพยาบาลมารับตัวไปทำการรักษา แต่เนื่องจากผู้บาดเจ็บมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะจนทำให้มีเลือดไหลออกเป็นจำนวนมาก ส่วนขายังหักผิดรูปจนทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถจักรยานยนต์ Retro 110 สีฟ้า ทะเบียน 3 กธ 4525 ชลบุรี สภาพพังยับ ส่วนในเลนขวาห่างออกไปประมาณ 30 เมตร พบรถยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ สีดำ หมายทะเบียน กข 9888 กรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าซ้ายพัง กระจกด้านซ้ายล่างมีรอยร้าว กระจกมองข้างซ้ายหัก โดยมี Mr.Peng Zhimin อายุ 46 ปี ชาวจีน เป็นคนขับ และมีลูกน้องชาวต่างชาติอีก 2 คน

ด้านคนขับรถสองแถวซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ขณะกำลังขับรถออกจากห้องน้ำจุดบริการตำรวจทางหลวง ได้เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิตวิ่งอยู่เลนกลาง กระทั่งมีรถยนต์เก๋งของชาวต่างชาติที่ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนอย่างจัง

ขณะที่พยาบาลสาวซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ บอกว่า ตนเพิ่งออกเวรจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และได้เดินทางมาเที่ยวพัทยากับแฟนหนุ่ม แต่มาถึงจุดเกิดเหตุได้เห็นว่ามีผู้บาดเจ็บอยู่กลางถนนจึงรีบลงมาช่วยเหลือและพยายามปั๊มหัวใจยื้อชีวิต แต่ไม่สำเร็จ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ทางตำรวจทางหลวงบางละมุง ได้เชิญตัวคนขับรถเก๋งชาวจีนไปสอบสวนเพื่อหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ พร้อมจะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

'ภูมิกิตติ์' กดลบ 4 ศึกแชมป์สวิง 'บางจาก โอเพ่น 2024' พร้อมคว้าสิทธิ์ ไปแข่งต่อที่ญี่ปุ่น ตามคาด

(10 มี.ค.67) 'บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด' ร่วมกับ 'บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)' ระเบิดศึกดวลสวิงกอล์ฟเยาวชนรายการ 'บางจาก โอเพ่น 2024' สนามแรกของ 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2024' ซึ่งแข่งขันระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2567 ที่สนามสปริงฟิลด์ รอยัล คันทรี คลับ (คอร์สบี-ซี) จ.เพชรบุรี 

โดย ภูมิกิตติ์ พิชยเสาวภาคย์ นักกอล์ฟเยาวชนในโครงการกอล์ฟบางจากฯ ในรุ่น Super GENZ (ชาย) โชว์ฟอร์มโหดจัดในรอบสองกดไป 4 อันเดอร์ คว้าแชมป์พร้อมสิทธิ์แข่งญี่ปุ่นไปตามคาดด้วยสกอร์รวม 4 อันเดอร์พาร์ 140 

ด้าน เขมณัฏฐ์ ศรลัมพ์ ชนะเพลย์ออฟที่หลุม 1 พาร์ 4 พัตต์เบอร์ดี้ลง คว้าแชมป์แรกของทัวร์นี้ไปครอง พร้อมกับสิทธิ์แข่งที่ญี่ปุ่น สกอร์รวม 5 โอเวอร์พาร์ 149  โดยมีนายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ (ที่ 2 จากขวา) ประธานจัดการแข่งขัน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์' และนายพงษ์ศิริ ศิริมงคล (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายปรับปรุงและซ่อมบำรุงสถานีบริการ ประธานชมรมกอล์ฟ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติมอบรางวัลและร่วมแสดงความยินดี

‘มาดามแป้ง’ สุดปลื้ม ตั๋วดู ช้างศึก ปะทะ เกาหลีใต้ ขายหมดเกลี้ยง เหตุ แฟนบอลกลับมา รัก-ศรัทธา ทีมชาติไทย เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน 

(10 มี.ค.67) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ปลาบปลื้มใจหลังเห็นศรัทธาทีมชาติไทย กลับมา จากที่ล่าสุดบัตรถูกจำหน่ายหมดทุกโซนเป็นที่เรียบร้อย ในเกมที่เตรียมเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 4

ก่อนหน้านี้ ในเกมคัดบอลโลก ที่ ช้างศึก ประเดิมเปิดบ้านพบกับ จีน มีแฟนบอลเข้าชม 35,009 คน แต่ล่าสุดในเกม ที่เตรียมเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ บัตรถูกจำหน่ายหมดเกลี้ยงแล้ว ในทุกโซน ภายใต้ความจุ 48,900 คน ของสนามราชมังคลากีฬาสถาน

มาดามแป้ง  นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ไม่มีอะไรสำคัญ และ ยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังจากผู้เล่นคนที่ 12 แป้ง รู้สึกปลาบปลื้มใจ และ ภูมิใจที่วันนี้เห็น ศรัทธา ทีมชาติไทย กลับมา และ อยู่ในความสนใจของคนไทยอีกครั้ง เหมือนภาพบรรยากาศที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว”

“แน่นอนว่าการเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ เป็นเกมที่ยากมาก แต่ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แป้ง เชื่อว่าจะทำให้ทีมงานโค้ช และ น้อง ๆ นักฟุตบอลมีกำลังใจมากขึ้นก่อนเข้าแคมป์ วันที่ 14 มีนาคม และ เชื่อว่า เมื่อเรามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันแบบนี้ ฟุตบอล 90 นาที อะไรก็เกิดขึ้นได้”

สำหรับ ทีมชาติไทย มีโปรแกรมเปิดบ้านพบกับ เกาหลีใต้ ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง นัดที่ 4 วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567 เวลา 19.30 น. ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี หมายเลข 32

ราชกิจจาฯ ประกาศห้ามจอดรถ บริเวณช่องเว้าเกาะกลาง ใต้สถานี BTS  เพื่อแก้ไขปัญหา รถติด-อุบัติเหตุ จัดระเบียบการจราจร

(10 มี.ค.67) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลา ยกเว้นรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสในบริเวณช่องเว้าเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถใต้สถานี พ.ศ. 2567

โดยระบุว่า ด้วยได้มีการจัดทําช่องเว้าเข้าไปในเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถ บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อใช้เป็นที่จอดรถเฉพาะรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ปรากฏว่ามีประชาชนนํารถเข้าไปจอดในบริเวณดังกล่าว ทําให้รถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่สามารถจอดรถได้ ประกอบกับมีการจอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจรในทางเดินรถ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด และอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงจําเป็นต้องออกประกาศข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร เพื่อจัดระเบียบการจราจรในบริเวณดังกล่าว

ฉะนั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 139 (2) แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอ่านาจตามบทบัญผัติแห่งกฎหมายที่ตราชึ้นเพื่อความั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ 62/2566 ลงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566 แต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจนครบาลหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทน เป็นหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร จึงได้ออกข้อบังคับไว้ ดังนี้

ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามจอดรถทุกชนิดตลอดเวลา ยกเว้นรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ในบริเวณช่องเว้าเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถใต้สถานี พ.ศ. 2567”

ข้อ 2 ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ห้ามหยุดหรือจอดรถทุกชนิดตลอดเวลา ยกเว้นรถที่ทํางานบํารุงรักษาระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ในบริเวณช่องเว้าเกาะกลางถนนทางด้านขวาของทางเดินรถใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ดังต่อไปนี้

1.สถานีห้าแยกลาดพร้าว
2.สถานีพหลโยธิน
3.สถานีรัชโยธิน
4.สถานีเสนานิคม

5.สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
6.สถานีกรมป่าไม้
7.สถานีบางบัว
8.สถานีกรมทหารราบที่ 11
9.สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ

10.สถานีพหลโยธิน 59
11.สถานีสายหยุด
12.สถานีสะพานใหม่
13.สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

14.สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ
15.สถานีแยก คปอ.
16.สถานีบางจาก
17.สถานีปุณณวิถี

18.สถานีอุดมสุข
19.สถานีบางนา
20.สถานีแบริ่ง
21.สถานีกรุงธนบุรี

22.สถานีวงเวียนใหญ่
23.สถานีโพธิ์นิมิต
24.สถานีตลาดพลู
25.สถานีวุฒากาศ
26.สถานีโรงจอดและซ่อมบํารุงรถไฟฟ้าบางหว้า

ข้อ 4 นับตั้งแต่วัน เวลา ที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ ให้ยกเลิก ข้อบังคับ กฎ ระเบียบ คำสั่งใดที่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้

ประกาศ ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

'สุริยะ' เยือน 'ฝรั่งเศส' ร่วมหารือพัฒนา อุตสาหกรรมการบิน ของไทย  พร้อมชวนภาคเอกชน ร่วมลงทุน 'ธุรกิจอากาศยาน - แลนด์บริดจ์'

(10 มี.ค.67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้ร่วมประชุมหารือกับนาย Damien Cazé ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (DGAC France) ณ โรงแรม Prince de Galles กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยได้หารือในหลายประเด็นสำคัญถึงความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้า และยั่งยืนในระยะยาวต่อไป 

ทั้งนี้ ตนได้แสดงความขอบคุณ DGAC France ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน และสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding on Technical Cooperation) มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแก้ไขปัญหาด้านการบินในช่วงที่ผ่านมามีประสิทธิผลที่ดี อีกทั้งยังทำให้การพัฒนาระบบการบินของไทยมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาใหม่ ๆ ที่มีความสำคัญต่อบทบาทของไทยในฐานะรัฐภาคีขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า สำหรับการหารือครั้งนี้ ได้พิจารณาถึงการเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศทางการบินในอนาคต ซึ่งจะมีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) หลากหลายประเภทเข้ามาใช้งาน ทั้งการใช้งานสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไป และความท้าทายในการนำอากาศยานประเภท eVTOL (Electric Vertical Take - offand Landing) ซึ่งใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ หรือ UAM (Urban Air Mobility) ที่เป็นการใช้อากาศยานขนาดเล็กในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าในระดับการบินต่ำในเขตเมืองเข้ามาใช้งาน

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการยกระดับการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อภาคการบินในปัจจุบัน รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมการบิน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ในภาคการบิน (Decarbonization) ผ่านการใช้เชื้อเพลิงพลังงานที่ยั่งยืน (SAF: Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญของโลกในปัจจุบัน และเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

ขณะเดียวกัน ในการหารือครั้งนี้ ยังได้เชิญชวนภาคเอกชั้นนำจากภูมิภาคยุโรปมาร่วมลงทุนกับประเทศไทย ได้แก่ บริษัท SATYS (ซาทิส) บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสที่ดําเนินกิจการด้านทําสีอากาศยาน และตกแต่งภายในอากาศยานและรถไฟ ดําเนินงานให้กับ Airbus, Boeing, Stelia Aerospace และ Air France อีกทั้งเชิญชวนบริษัท Volocopter (โวโล คอปเตอร์) บริษัทสัญชาติเยอรมันที่ดําเนินการด้านการพัฒนาการเคลื่อนย้ายทางอากาศในเขตเมืองและชานเมือง (UAM) และมีการผลิตยานพาหนะที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) อาทิ VoloCity และ VoloConnect หรือที่เรียกว่าแท็กซี่อากาศ (Air Taxi) ที่จะให้บริการขนส่งผู้โดยสาร และ VoloDrone ที่จะให้บริการขนส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยและปลอดมลพิษ 

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า นอกจากการหารือด้านการบินแล้ว ในโอกาสนี้ ยังได้ประชุมหารือกับบริษัท CMA CGM จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการขนส่งทางทะเล อันดับที่ 3 ของโลก และบริษัท Artelia จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษา ออกแบบ และควบคุมงานก่อสร้างที่มีสาขากว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อนำเสนอโครงการและเชิญชวนนักลงทุน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อนำมาพัฒนารูปแบบการลงทุนในโครงการฯ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว ได้ให้ความสนใจและสอบถามรายละเอียดโครงการฯ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยได้มีการแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อ เพื่อประสานข้อมูลอย่างใกล้ชิดต่อไป

“การเดินทางมาประชุมร่วมกับฝรั่งเศสในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศสแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการขนส่ง และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจกับภาคเอกชน อันจะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตต่อไป” นายสุริยะ กล่าว

‘ธนกร’ ฝากผู้ว่าฯ-ตำรวจ ลงพื้นที่เข้มแหล่งท่องเที่ยว หวั่นลักลอบขายบริการ หลังเกิดเหตุ กลุ่มสาวประเภทสอง รุมทำร้ายฝรั่งที่ภูเก็ต กังวลภาพลักษณ์ ของประเทศ

(10 มี.ค.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ  อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ  สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงเหตุวิวาททำร้ายร่างกายระหว่างสาวประเภทสองในพื้นที่อ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต กับนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติ ว่า  ที่จังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก และในช่วงนี้ ก็พบว่ามีเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นหลายกรณี  ตั้งแต่กรณีฝรั่งชาวสวิสฯ มาเฟียรัสเซียและล่าสุด เกิดเหตุกลุ่มสาวประเภทสองรวมทำร้ายนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติขึ้นอีก จึงอยากขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ฝ่ายปกครอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงไปตรวจสอบอย่างเคร่งครัดเข้มงวด ว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องใด ตนมองว่าการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายใช้ความรุนแรงไม่ควรเกิดขึ้น และหากมีสาเหตุมาจากการตกลงกันไม่ได้เรื่องการขายบริการของสาวประเภทสอง  เจ้าหน้าที่ก็ต้องหามาตรการในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ให้กลุ่มดังกล่าวใช้แหล่งท่องเที่ยวบางหน้าเป็นที่รับลูกค้าลักลอบขายบริการได้ ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างมาก

ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลเดินหน้านโยบาย วีซ่าฟรีให้นักท่องเที่ยวหลายประเทศ ย่อมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาพักผ่อนตามแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น  ตนจึงอยากฝากผู้ว่าราชการทุกจังหวัด และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนคนไทยเจ้าของประเทศ ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวและเป็นเจ้าบ้านที่ดี สร้างภาพลักษณ์ให้เป็นที่น่าประทับใจเพราะหากมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก ก็จะทำให้เกิดการสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เติบโตตามมา  แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์อาจกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในประเทศได้  ส่วนที่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องได้รับการแก้ไขและดำเนินคดีตามกฎหมาย

“ขอฝากท่านผู้ว่าฯภูเก็ต ฝ่ายปกครองรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงไปตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว อย่าให้เกิดการใช้แหล่งท่องเที่ยวมาบังหน้าเพื่อลักลอบขายบริการทางเพศ เพราะจะทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในภาพรวมไปด้วย นอกจากนั้น อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญทุกจังหวัดด้วยไม่ใช่แต่เฉพาะภูเก็ตเท่านั้น”นายธนกรกล่าว

'อ.พงษ์ภาณุ' มอง!! Carbon Pricing กุญแจสำคัญสู่ Net Zero ตอบโจทย์ธุรกิจในโลกยุคใหม่ ช่วยต่อลมหายใจให้โลกใบเก่า

ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่มาร่วมพูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'Carbon Pricing กุญแจสู่ Net Zero' เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 67 โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า...

ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงสุดเป็นอันดับ 9 ของโลก ที่จะได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่มากับภาวะโลกร้อน 

ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาเราต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติครั้งแล้วครั้งเล่า ที่รุนแรงที่สุดดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 และฝุ่น PM 2.5 ซึ่งยังคงหลอกหลอนเราอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่าไทยจะไม่ใช่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก แต่ก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความกดดันที่จะต้องมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ 

แรงกดดันดังกล่าวมาจากทั้งองค์การระหว่างประเทศ ตลาดเงินตลาดทุน Supply Chains ในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้บริโภคและ NGO ต่าง ๆ

นายกรัฐมนตรีไทยได้ประกาศในที่การประชุม COP 26 ที่ Glasgow สหราชอาณาจักร ว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2065 ซึ่งแม้จะเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็ยังล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ รวมทั้ง มาเลเซีย, ลาว และกัมพูชา

เป้าหมายดังกล่าว กอปรกับแรงกดดันจากทุกภาคส่วน ยังคงความจำเป็นให้ต้องมี Roadmap ที่ชัดเจนและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดในด้านทรัพยากรและขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย 

ดังนั้น การใช้กลไกตลาด จึงน่าจะเป็นกุญแจสำคัญของเส้นทางไปสู่เป้าหมาย Net Zero การกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) อาจกระทำโดยการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และการจัดระบบซื้อขายคาร์บอนผ่านกลไกตลาดคาร์บอนเครดิต

ประการแรก การจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่สะท้อนต้นทุนทางสังคม เป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ กรมสรรพสามิตเป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์จัดเก็บภาษีบาป (Sin Tax) อยู่ในปัจจุบัน ทั้งจากสุรา, ยาสูบ และน้ำตาล จึงไม่มีปัญหาในการเพิ่มคาร์บอนเข้าไปในรายการสินค้าบาปแต่อย่างใด แต่ปัญหาอยู่ที่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจเกิดผลกระทบต่อประชาชนในระยะสั้น, ความสามารถในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่พลังงานสะอาด และที่สำคัญที่สุดความกล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาล

ประการที่สอง การซื้อขายคาร์บอนผ่านกลไกตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะในยุโรป สำหรับในประเทศไทยก็มีพัฒนาการในระดับที่น่าพอใจ แต่ยังต้องกระตุ้นให้เกิดสภาพคล่องมากกว่านี้ 

กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับใหม่ ซึ่งกำลังจะออกมาบังคับใช้ในเร็ววันนี้ จะมีการกำหนดระดับการปล่อยคาร์บอนภาคบังคับของธุรกิจขนาดใหญ่ในบางสาขาอุตสาหกรรม และน่าจะช่วยให้ตลาดคาร์บอนของไทยมีความคึกคักมากขึ้นทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง รวมทั้งยกระดับคาร์บอนเครดิตของไทยให้เป็นมาตรฐานสากล 

ดังนั้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ประเทศไทยน่าจะสามารถเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคาร์บอนในระดับภูมิภาคได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกำหนดราคาคาร์บอนจะเป็นหัวใจของเส้นทางเดินสู่ Net Zero ก็ตาม แต่คงไม่เพียงพอที่จะยับยั้งความเสื่อมโทรมของสภาพภูมิอากาศได้ 

ฉะนั้น ประเทศไทย จำเป็นต้องระดมทรัพยากรและสรรพกำลังทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาที่เลวร้ายที่สุดของมนุษยชาติในวันนี้ และก็จำเป็นที่ต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนเป้าหมายเดิมที่ประกาศไว้ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top