Tuesday, 23 June 2026
NEWS FEED

'ผบช. ตชด' สั่งวาง 4 มาตราการเข้ม แนวตะเข็บชายแดนพื้นที่ ภ.7 เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ทุกรูปแบบ เร่งขานรับนโยบาย 'สร.1- ผบ.ตร.'

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจชายแดน ถนนพหลโยธิน พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผบช.ตชด. เปิดเผยว่าได้มีคำสั่งเป็นวิทยุในราชการฯด่วนที่สุด ถึงผู้รับปฏิบัติ ผกก.ตชด.13,14,33,34,41 ผู้รับทราบ ศปก.ตร., รอง ผบช.ตชด.,ศปก.ตชด., ผบก.ตชด.ภาค 1,3,4

คำสั่งดังกล่าวมีใจความระบุว่า (1.)อ้างถึง แผนปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของ บช.ตชด. เพื่อให้หน่วยปฏิบัติในสังกัดใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ นั้น    

(2.) ตามข้อ 1 ด้วยในห้วงเดือน ก.พ.67 นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้ ผบ.ตร. ติดตามการทำงานของ ภ.7 พื้นที่ จว.กาญจนบุรี ในประเด็นเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด โดยเฉพาะยาเสพติด และแรงงานผิดกฎหมาย ประกอบกับสถานการณ์ในประเทศ เพื่อนบ้านมีความไม่สงบ ทำให้เกิดการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองเป็นจำนวนมาก  

(3.)เพื่อให้การปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ บช.ตชด. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำชับการปฏิบัติ ดังนี้ -กำชับกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจ ,จุดสกัดต่างๆ โดยเฉพาะชุดเฝ้าตรวจชายแดน (ชฝต.)ให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เคร่งครัด เพื่อระมัดระวังและป้องกันปราบปรามการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
โดยเฉพาะตามช่องทางธรรมชาติ

เพิ่มความเข้มในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ,จุดสกัด ตามช่องทางเข้า-ออก ตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามต่างๆ ทั้งในเส้นทางหลัก และเส้นทางรอง เพื่อป้องกันและสกัดอั้นการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการลักลอบลำเลียงยาเสพติด และการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมือง

ขี้แจง ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับผลกระทบและบทลงโทษตามกฎหมายที่เกิดจากการลักลอบลำเลียงยาเสพติด และการลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
รวมถึงแสวงหาความร่วมมือในการแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว

การรายงานผลการปฏิบัติกรณีที่มีเหตุสำคัญเร่งด่วนในเขตพื้นที่รับผิดของหน่วย ให้รายงาน ผบช.ตชด.และ รอง ผบช.ตชด. ที่รับผิดชอบตามสายงานทราบ ผ่านเครื่องมือสื่อสารที่เร็วที่สุด และให้รายงานเหตุเบื้องต้นเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ บช.ตชด.ผ่าน ศปก.ตชด.)  ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุม กำกับ ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาห้ามมิให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
การกระทำความผิดในการลักลอบลำเลียงยาเสพติด, การลักลอบนำพาแรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมือง หรือเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ โดยเด็ดขาด หากตรวจพบว่ากระทำความผิดให้ดำเนินการทางวินัยและอาญาโดยทันที

(4.) จึงแจ้งมาเพื่อทราบ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด คำสั่งดังกล่าวระบุ

รำลึก 'มณเฑียร บุญตัน' ผู้ขับเคลื่อนโอกาสแก่ 'คนพิการ-ผู้คนในสังคม' เปลี่ยนความเวทนา เป็นความศรัทธาว่า "ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน"

ภายหลังจากเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 67 ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา แจ้งข้อความผ่านไลน์กลุ่มสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ว่า 'มณเฑียร บุญตัน' สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน บรรดาผู้คนในภาคสังคมต่างก็ออกมาร่วมไว้อาลัย เสียใจ ถึงการสูญเสียผู้สร้างคุณูปการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิทธิความเสมอภาคให้กับคนพิการ และผู้คนในสังคมในสังคมไทยมาโดยตลอด

นั่นก็เพราะ อ.มณเฑียร เป็นผู้ที่มีความชัดเจนในหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ใช่เฉพาะการขับเคลื่อนแค่คนพิการ แต่ทุกคนในสังคมก็ต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ อ.มณเฑียร ขับเคลื่อน ผลักดันร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ป้องกัน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในสังคม 

โดย อ.มณเฑียร ได้เข้ามาทำงานร่วมกับภาคประชาชน และกรรมการสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มข้นในช่วงหลังมานี้ เพื่อที่ต้องการอยากเห็นกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล เป็นกฎหมายกลางให้ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน 

และที่ผ่านมา อ.มณเฑียร ได้ตั้งกระทู้ถามสดในสภาฯ หลายครั้งเพื่อให้ทุกส่วนได้เข้าใจ และเห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้

นอกจากนี้ อ.มณเฑียร ยังมีส่วนช่วยทำงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง ถึงขั้นที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ได้มอบเกียรติบัตรเพื่อยกย่อง ในฐานะบุคคลที่เป็นผู้เชื่อมสัมพันธไมตรี และทำคุณประโยชน์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น กันเลยทีเดียว (เมื่อ 22 มี.ค.64 ) 

แม้วันนี้ท่านจะจากไป แต่คุณประโยชน์ที่ท่านทำไว้ต่อคนพิการ และผู้คนอื่น ๆ เป็นพลัง ที่มอบวิถีที่จะให้ผู้สานต่อได้ขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ให้กับสังคมภายใต้ปณิธานต่าง ๆ ที่ท่านวางเอาไว้ก็จะได้รับการสานต่ออย่างแน่นอน

ทุกวันนี้ ท่านได้เปลี่ยนความเวทนาคนพิการ เป็นความเชื่อแห่งสังคมเท่าเทียม ซึ่งเป็นความฝันสำคัญที่ท่านมองว่า สังคมควรจะเลิกมองคนพิการในเชิงเวทนานิยม คือ เลิกสงสารและเลิกเวทนาคนพิการ แต่ให้มองคนพิการเป็นคน ๆ หนึ่งที่มีคุณค่าเหมือนกับคนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรจะต้องสานต่อความคิด ความเชื่อ และร่วมมือกันเพื่อทำให้สังคมมองคนให้เท่าเทียมกันมากขึ้น

ในหนังสือพิมพ์สกุลไทย ฉบับที่ 2833 วันที่ 3 ก.พ. 2552 ได้เผยแพร่เรื่องราวน่าประทับของ อ.มณเฑียร บุญตัน ส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า…

“ผู้ที่เคยได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-mail จาก มณเทียร บุญตัน ย่อมต้อง เคยเห็นคำลงท้ายใต้ชื่อของเขา ซึ่งไม่ใช่คำว่า ‘สมาชิกวุฒิสภา’ หรือ ‘นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย’ แต่เป็น servant of the blind and the poorest ‘ผู้รับใช้คนตาบอดและผู้ยากไร้ที่สุด’ คำนิยามที่เขาใช้อธิบายสถานภาพของตัวเองในฐานะ ‘ผู้รับใช้’ สะท้อนทัศนคติที่น่าสนใจบางประการของสมาชิกวุฒิสภาผู้พิการทางสายตาท่านนี้ อาจจะมากกว่าตำแหน่งอันทรงเกียรติอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือฉายา ‘คนดีศรีสภา’ ในการตั้งฉายาของผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติเมื่อปลายปีที่แล้ว ด้วยคำถามที่ว่าชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในฐานะผู้พิการทางสายตา เหตุใดจึงเลือกที่จะเป็น ‘ผู้รับใช้’ สังคมแทนการเป็น ‘ผู้รับ’ จากสังคม? คำตอบของคำถามนี้ มีอยู่ในเรื่องราวทั้งชีวิตของเขา ทั้งภูมิหลัง แรงบันดาลใจ พลังของการเรียนรู้และสร้างสรรค์อันเต็มเปี่ยมอย่างที่โลกอันมืดมิดไม่อาจตีกรอบไว้ได้”

และในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนั้น อ.มณเฑียร ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องอุปสรรคของผู้พิการทางสายตา และการต่อสู้ไว้ว่า…

“ตั้งแต่เด็ก ๆ มาแล้วผมไม่ชอบคำว่า ‘ผู้ใหญ่’ คำว่าผู้ใหญ่เป็นคำที่ผมแสลงหูมากที่สุด จนถึงทุกวันนี้เลยยนะครับ ตอนเด็ก ๆ ผมมักจะถูกขู่ว่าทำไมไม่เชื่อผู้ใหญ่ เวลาจะทำอะไรผู้ใหญ่ต้องมาก่อน เราเป็นเด็กต้องอ่อนน้อม ผมจะเป็นพวกที่...เฮ่ย ฝากไว้ก่อนเถอะ แล้วผมก็เป็นเด็กที่ชอบแกล้งผู้ใหญ่ด้วย ถ้าผู้ใหญ่ได้รับความอับอาย ผมสนุกมากเลย เป็นพวกรวมตัวกันกบฏต่อผู้ใหญ่เป็นประจำ ทำให้ผู้ใหญ่เสียหน้าเป็นความสุขของผม เพราะผมเป็นคนที่ไม่ชอบอำนาจไง ผมจะต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับอำนาจเสมอ ใครใช้อำนาจกับผม ผมก็ต้องตอบโต้ ด้วยวิธีแบบใดก็แล้วแต่ แต่ผมต้องเอาชนะฝ่ายที่มีอำนาจอยู่เสมอ”

อ.มณเฑียร กล่าวต่อว่า “ความด้อยโอกาสของคนตาบอดก็เหมือนกับการต่อสู้กับอำนาจ คืออำนาจของคนที่ไม่ต้องดิ้นรนมากก็มีการศึกษา ไม่ต้องดิ้นรนก็มีงานทำ แต่พวกเราต้องดิ้นรนมาก เหมือนกับว่าเราต้องต่อสู้กับฝ่ายที่มีอำนาจเหนือเรา เพราะฉะนั้นแรงขับของผมก็คือต้องเอาชนะฝ่ายที่มีอำนาจ อาจไม่ถึงขนาดล้มล้าง แต่ต้องอยู่ด้วยกันได้ เขาก็ต้องไม่สามารถมาขี่เราได้ ผมทำอย่างนี้ตั้งแต่คนในครอบครัวเลยนะครับ ถ้าใช้อำนาจกับผม ผมจะตอบโต้ทันที”

นอกจากนี้ อ.มณเฑียร บุญตัน ยังได้เล่าถึงแรงขับเคลื่อนในชีวิต และประโยคทองประจำใจของตนไว้ในหนังสือพิมพ์ สกุลไทย ฉบับที่ 2833 วันที่ 3 ก.พ. 2552 หน้าที่ 40 ว่า…

แรงขับเคลื่อนของผมคือครอบครัวของผม ที่ทำให้ผมเป็นนักสู้ พ่อของผมซึ่งเป็นนักสู้ กับคำพูดของแม่ที่ว่า ‘ใต้ฟ้านี้ไม่มีอะไรน่ากลัว’ ต่อมาคือครูของผม ‘คุณครูปราณี สุดเสียงสังข์’ ท่านเป็นคนตาบอด ท่านไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่ต้องไปสอนหนังสือที่เชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2507 แล้วท่านต้องส่งเสียครอบครัวท่านจนถึงเกษียณ มันน่าเอาอย่างไหมล่ะครับ”

อ.มณเฑียร กล่าวต่อว่า “แล้วคนที่ผมได้เรียนรู้ประวัติทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นคนที่จุดประกายให้กับผมทั้งนั้นเลย อย่าง ‘อาจารย์เจเนวีฟ คอลฟิลด์’ ท่านเป็นชาวอเมริกัน ซึ่งมาตั้งโรงเรียนคนตาบอดเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงที่ประเทศไทยประกาศสงครามกับอเมริกา คือความรักอันยิ่งใหญ่ ความไม่ยอมแพ้ของผู้หญิงตาบอดชาวอเมริกัน ซึ่งมาตั้งโรงเรียนในแผ่นดินศัตรู ฟังแล้วขนลุกไหมครับ” 

อ.มณเฑียร เล่าถึงที่มีของประโยคทองที่ใช้ในชีวิตประจำวันว่า “แล้วพอตอนที่ผมมาเรียนที่มงฟอร์ต ผมก็เจอครูอีกท่านหนึ่งชื่อ ‘มาเซอร์จิมมี่’ ท่านเป็นผู้ลี้ภัยชาวพม่า ท่านเรียนจบจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด แต่ท่านต้องมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่เชียงใหม่ ทั้งหมดนี้ก็ให้บทเรียนกับผมว่าคนเรานี่มันต้องไม่ยอมจำนน ตอนผมสอบชิงทุนไปอเมริกาได้ ผมไปหาท่าน ท่านให้โอวาทผมสั้น ๆ ว่า “No Pain No Gain” ผมจำขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตผมมีประโยคทองอยู่สองประโยค ประโยคแรก คือที่มาเซอร์จิมมี่ให้ อันที่สองคือ “I have giving up on giving up” อันนี้ผมคิดขึ้นเอง ก็คือข้าเลิกล้มความคิดที่จะ
เลิกล้มความคิดโดยสิ้นเชิง หรือปฏิเสธการยอมแพ้โดยสิ้นเชิง แต่ไม่ได้หมายความว่าเวลาเราแข่งขัน
เราจะไม่รู้จักแพ้ แต่หมายถึงว่าเราไม่รู้จักการยอมจำนน"

สำหรับ นายมณเฑียร บุญตัน เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2508 ปัจจุบันมีตำแหน่งในวุฒิสภา เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2551 - 2557 และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี 2557 - 2562

อีกทั้งยังเป็นผู้แทนคนพิการคนแรกในประเทศไทย และคนแรกในอาเซียนที่ได้รับการเลือกตั้งให้เป็น คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (UN-Committee Convention on the Rights of Persons with Disabilities-CRPD) วาระปี พ.ศ. 2556-2559

นอกจากนี้ ท่านยังเคยได้รับฉายา 'คนดีศรีสภา ปี 2551' จากสื่อมวลชนประจำรัฐสภาอีกด้วย

ความจริงที่คนส่วนใหญ่ ยังเข้าใจผิด กับ ‘ย่านคนดำในนิวยอร์ก’ เมื่อหลายเชื้อชาติเข้ามามากขึ้น จนเมืองถูกพัฒนาไปในทางที่ดี

เมื่อไม่นานมานี้ จากยูทูบช่อง ‘Mara Mara In New York’ โดย คุณการ์ด ได้โพสต์คลิปวิดีโอ ขณะสำรวจ ‘ย่านคนผิวสี’ หรือ ‘ย่านคนดำ’ (Harlem) ของมหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อฉายภาพให้เห็นว่ามันจะอันตรายจริง ๆ อย่างที่เขาเล่าขานกันหรือไม่ และคนที่นี่จะเหยียดคนไทยหรือคนเอเชียอย่างเราหรือเปล่า ว่า…

มีคนเตือนมาว่า ย่าน ‘Harlem New York City’ ไม่น่าเที่ยว ไม่ต้องมา เพราะมันไม่มีอะไรที่น่าสนใจ แถมยังดูอันตรายด้วย แต่ความเป็นจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ จะน่ากลัวจริงหรือเปล่า และผู้คนแถวนี้จะมีปฏิกิริยายังไงกับคนเอเชียอย่างเรา

หากเริ่มต้นกันที่ถนน W 125 ST ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของฮาเล็ม ก็จะมีร้านขายของเต็มไปหมด อย่างเช่น ร้านไก่ทอด Popeyes ซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอยู่บ่อย ๆ หรือร้านขายวิก เพราะคนดำมักจะนิยมใส่อีกเช่นกัน ก็จะมีวิกหลากหลายรูปแบบให้เลือก หรือถัดมาก็จะมีห้างที่เหมือนเดอะมอลล์ในบ้านเรา ที่รวมสิ่งของหลาย ๆ อย่าง มีทั้งโรงหนัง ร้านขายขนม ร้านเสื้อผ้าอย่างแบรนด์ Old Navy ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่มีราคาย่อมเยาว์ สามารถจับต้องได้ ราคาไม่ได้แพงมาก หรือร้านเสื้อผ้าที่ขายอยู่ตามข้างทางก็จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 20 บาทเมืองไทย ส่วนคุณภาพเสื้อก็โอเคเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากที่ได้เดินมาก็รู้สึกได้ว่าไม่มีใครมองเราแบบว่า ไอ้เจ็กมาเดินอะไรอยู่แถวนี้…

นอกจากนี้ สิ่งที่ขึ้นชื่ออีกอย่างที่ฮาเล็มก็คือ เรื่องของดนตรีนั่นเอง อย่างพวก ฮิปฮอป ดนตรีแจ๊ส ที่ได้รับความนิยม แล้วก็มีชื่อเสียงโด่งดัง อย่างจุดที่ได้มาสำรวจก็คือ ‘Apollo Theater’ ซึ่งถ้าให้ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1930 โรงละครแห่งนี้เป็นโรงละครแห่งเดียวเลยที่ให้มีการแสดงของคนชาวแอฟริกัน-อเมริกันมาแสดง โดยจะมีผู้ชมคอยให้คะแนนจากการแสดงนั้น พูดง่ายๆ ผลงานไหนจะดังหรือดับก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมล้วนๆ เลย

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีตึกที่ชื่อว่า Adam Clayton Powell Jr. ซึ่งเป็นตึกที่มาจากชื่อชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่ได้รับเลือกจากนิวยอร์กเข้าสู่สภาคองเกรส และเป็นโฆษกประจำชาติด้านสิทธิพลเมืองและประเด็นทางสังคม และเป็นบุคคลสำคัญที่พัฒนาการเมืองในย่านฮาเล็ม ที่ทำให้ฮาเล็มในปัจจุบันมีความพัฒนา ซึ่งการที่ Adam Clayton Powell Jr. เป็นคนผิวสีคนแรกที่ได้เข้าไปทำงานในเกี่ยวกับสภาของนิวยอร์ก ทำงานในวงการการเมืองของนิวยอร์ก ตัวเขาก็เลยมีความสำคัญ จนมีตึกชื่อของเขาขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์

จากที่ลองสำรวจคร่าวๆ แล้ว สิ่งที่รู้สึกได้จากย่านนี้ คือ ความเป็นมิตร เพราะจากที่ได้เห็นพบว่าผู้คนยิ้มแย้มทักทาย ไม่ได้รู้สึกว่ามีสายตาโกรธหรือโหดกับคนเอเชียแบบเรา ถ้าให้เทียบกับตอนที่ไป เดอะบร็องซ์ จะรู้สึกว่าอันนั้นดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร เพียงแค่มองหน้ากันก็มีโกรธแล้ว 

นอกจากนี้ คุณการ์ด เจ้าของช่อง ก็ยังได้สัมภาษณ์คุณป้าใจดีท่านหนึ่งที่อาศัยอยู่แถวฮาเล็มมาแล้ว 20 ปี โดยคุณป้าระบุว่า “ในสมัยก่อนนั้นฮาเล็มไม่ได้เปิดกว้างมาก และไม่ได้มีความหลากหลายเหมือนปัจจุบัน มันเป็นเหมือนชุมชนของคนดำอย่างเดียวซะมากกว่า แต่ในปัจจุบันฮาเล็มมีคนมาอยู่อาศัยหลากหลายเชื้อชาติ และต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตของตนเอง”

ต่อมาคุณป้าได้ตอบคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการเหยียดคนเอเชียว่า “คนชอบมาถามว่าอยู่แถวนี้ปลอดภัยไหม? แน่นอนมันปลอดภัย ซึ่งคนขาวสามารถวิ่งออกกำลังกายแถวนี้ได้ แต่ถ้าเป็นแต่ก่อน คนขาววิ่งแถวนี้ไม่ได้เลย และคนส่วนใหญ่ก็กลัว เพราะแต่ก่อนยาเสพติดมันเยอะ อาชญากรรมก็เยอะ คนโดนปล้น โดนขโมยของเป็นประจำ แต่ปัจจุบันนี้มันปลอดภัยแล้ว ถ้าเทียบกับยุค 80 หรือ 90 เพราะรัฐบาลเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเลย…”

ดังนั้นฮาเล็มในวันนี้ จึงไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป…เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ส่วนหนึ่งก็คงเพราะด้วยความที่หลายๆ เชื้อชาติได้เข้ามาอาศัยอยู่ในฮาเล็มมากขึ้น ก็เลยทำให้ชุมชนตรงนี้มีความหลากหลาย แล้วก็เกิดการพัฒนาไปตามกาลเวลาในทางที่ดีขึ้น อย่างพวกยาเสพติดหรือการปล้นอะไรพวกนี้ ก็ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว

คุณการ์ด พาทัวร์ต่อ โดยเธอพาไปร้าน Sylvia’s Restaurant ซึ่งที่มาของชื่อมาจาก Queen of Soul food ที่เป็นเจ้าของของที่นี่ โดยอาหาร Soul Food เป็นคำที่ใช้เรียกอาหารของชาวแอฟริกันอเมริกัน ซึ่งเป็นอาหาร Style Home Cook ภายใต้การตกแต่งในร้านที่ดูเรียบง่ายไม่หวือหวา ประกอบด้วยรูปภาพตามกำแพงที่เป็นรูปในอดีตของคุณซีเรีย และก็มีรูปของคนดังหลายคนที่มาทานที่ร้าน หรือแม้กระทั่งอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ก็มากินที่นี่

หลังจากนั้น เธอได้พาไปต่อกับ ย่านฮาเล็มฝั่งตะวันออก (East Harlem) ซึ่งเป็นย่านหนึ่งที่ผู้มีรายได้น้อยมักอยู่อาศัยกันเยอะ ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าเป็นย่านที่อันตราย แต่พอได้ลองมองดูจริงๆ แล้ว ย่านนี้ดูเหมือนจะเงียบสงบ ไม่ได้มีอะไรที่ดูน่ากลัว และผู้คนก็อยู่อาศัยกันตามปกติ รวมถึงยังมีร้านขายของ ผู้คน ใช้ชีวิตกันตามปกติ ภายใต้การดูแลของตำรวจที่อยู่ข้างทางคอยดูแลรักษาความปลอดภัยด้วย

ทั้งนี้ คุณการ์ด ได้เล่าอีกว่า จากข้อมูลของ ‘NBC News’ Professor Janelle Wong จาก University of Maryland ได้ทำการศึกษาเคสที่คนเอเชียถูกทำร้ายหรือถูกบูลลี่ ซึ่งวิเคราะห์จากวิดีโอ กล้องวงจรปิด หรือคลิปเสียงทั้งหลาย ค้นพบว่า 75% ผู้ก่อเหตุเป็น ‘คนผิวขาว’ ซึ่งจะเห็นได้จากคลิปที่คนขาวชอบไล่คนเอเชียให้ออกนอกประเทศไปเสียมาก

ทว่า ทำไมคลิปวิดีโอส่วนใหญ่ที่เราเห็น ถึงมีแต่คลิปที่เป็นคนผิวสีทำร้ายร่างกาย ซึ่งคุณการ์ด เล่าว่า เพราะคลิปวิดีโอส่วนใหญ่ที่เราเห็น ได้มาจากย่านที่เป็นเหมือนคนรายได้ไม่สูงรวมตัวกันอยู่ ซึ่งย่านเหล่านี้ ก็มักจะมีคนผิวสีอาศัยอยู่เยอะ แล้วมันก็ถูกจับจ้องด้วยกล้องวงจรปิดเยอะเป็นพิเศษ ทำให้มีพวกข้อมูลด้านความรุนแรงหลุดออกมาเยอะนั่นเอง…

รู้จัก ‘กมลพรรณ’ จิตอาสาผู้รักและหวงแหนผืนป่า  สู่เจ้าหน้าที่ตัวจริงของอุทยานเขาคิชฌกูฏ

เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช’ โพสต์ข้อความแนะนำ ‘กมลพรรณ วงค์วิจิตร์’ เจ้าหน้าที่ตัวจริงของอุทยานเขาคิชฌกูฏ ผู้มีจิตใจรักและหวงแหนผืนป่า โดยระบุว่า…

พามารู้จัก ‘น้องกมลพรรณ’ อดีตผู้เข้าร่วมโครงการนักเรียน นักศึกษา ช่วยปฏิบัติงานอุทยานแห่งชาติ สู่เจ้าหน้าที่ตัวจริงของอุทยานเขาคิชฌกูฏในปัจจุบัน

นางสาวกมลพรรณ วงค์วิจิตร์ ได้เข้าร่วมโครงการนักเรียน นักศึกษาช่วยปฏิบัติงานอุทยานแห่งชาติ เมื่อปีงบประมาณ 2557 ขณะนั้นศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์ หลังจบโครงการฯ น้องเข้าศึกษาต่อจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะศิลปศาสตร์​ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นเข้าทำงานที่ จ.เชียงใหม่ เป็น Operator ของบริษัทเอกชน 5 ปี ก่อนมาทำงานที่อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ตำแหน่ง พนักงานธุรการ

และเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 67 ได้มีแถลงข่าวตัวโครงการนักเรียน นักศึกษาช่วยปฏิบัติงานอุทยานแห่งชาติ กมลพรรณ วงค์วิจิตร์ ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและเส้นทางก่อนจะได้เป็นมาเจ้าหน้าที่ของอุทยานเขาคิชฌกูฏว่า…

"โครงการนักเรียน นักศึกษา ช่วยปฏิบัติงานอุทยานแห่งชาติ เป็นโครงการที่ดี นอกจากจะได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แล้วยังสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการทำงานเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย พี่ ๆเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ใจดี ตนรู้สึกอบอุ่นใจ ช่วงนั้นก็ได้ทำงานหลายอย่างเพราะพี่ ๆ อยากให้เราเรียนรู้เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติไปด้วย ทั้งงานบริการ งานเอกสาร งานปรับปรุงภูมิทัศน์ เรียกได้ว่าช่วยแบ่งเบางานของพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ หลังจบโครงการก็กลับไปศึกษาต่อจนจบ และก็ได้ทำงานในบริษัทเอกชน ก่อนกลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดจันทบุรี” 

“ต่อมาอุทยานแห่งชาติเขาคิชกูฏรับสมัครงาน จึงเข้ามาสมัครงาน พอได้เข้ามาทำงานก็ได้นำประสบการณ์จากที่เคยช่วยงานกับอุทยานฯ ในครั้งนั้นมาปรับใช้ในการทำงาน สิ่งที่แตกต่างจากครั้งนั้นคือได้รับผิดชอบงานเฉพาะทางมากขึ้น แต่ที่นี่ยังอบอุ่นเหมือนเดิมค่ะ" กมลพรรณ กล่าว

เชียงใหม่-ชุด“แรด” หนึ่งเดียวในไทย”soft power “ limited edition สวนสัตว์เชียงใหม่

มาแล้วชุด“แรด” หนึ่งเดียวในไทย”soft power “ limited edition สวนสัตว์เชียงใหม่ ใส่ต้อนรับสงกรานต์ นี้ รายได้ส่วนหนึ่งจะนำบริจาคทำบุญเป็นค่าอาหารสัตว์สวนสัตว์เชียงใหม่

นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ ขานรับกิจกรรม“soft power” โดยได้ให้ผลิตเสื้อผ้าชุดลำลอง คลายร้อน เป็นเสื้อเชิ้ตคอฮาวาย กางเกงขาสั้นแบบสุภาพ ใส่สบาย สวยน่ารัก หล่อเท่ห์  ต้อนรับสงกรานต์ โดยเสื้อและกางเกงเนื้อผ้าพื้นสีครีมโอรส พิมพ์ลายด้วยทองกวาวสีแสด ดอกไม้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ และพิมพ์ลายตัวกาลิแรดอินเดียที่มีอยู่หนึ่งเดียวประเทศไทย ที่สวนสัตว์เชียงใหม่สกรีนลายและตัดเย็บโดยช่างมืออาชีพติดกระดุมกะลาแท้ 

เบื้องต้นนี้ ผู้ประกอบการได้ผลิตและจำหน่าย จำนวนทั้งสิ้น 800 ชุดๆ ละ 399.-บาทเท่านั้น ได้ทั้งเสื้อและกางเกง ทุกชุดของการสั่งซื้อรายได้ส่วนหนึ่งจะนำบริจาคทำบุญเป็นค่าอาหารสัตว์สวนสัตว์เชียงใหม่ อีกด้วย

ผู้สนใจสามารถเข้าไปได้ที่ Facebook สวนสัตว์เชียงใหม่ และสั่งจองได้ที่ ช่องทาง link https://cmzcollectionbywarinn.page365.net หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง Line :    https://lin.ee/ezu1Guo  สั่งตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2567  รับสินค้าได้ภายใน10 เมษายน 2567 ก่อนสงกรานต์ ใส่ปีใหม่เมือง แน่นอน

นภาพร/เชียงใหม่

“เชียงราย”ทัพเจ้าตากปะทะเดือดกลางป่าชายแดนแม่ฟ้าหลวงตรวจยึดยาบ้าจำนวน1,600,000 เม็ด”

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 19.30 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพลจาก กองร้อยทหารม้าที่ 1 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 5 ปฏิบัติภารกิจ เฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน บริเวณ บ้านปูนะ ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 7 - 8 คน เจ้าหน้าที่ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ฝ่ายเรา  และเกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที ฝ่ายเราปลอดภัย เนื่องจากเป็นห้วงเวลากลางคืน ทำให้ ไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้ จึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ วางกำลังควบคุม พื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอการพิสูจน์ทราบเมื่อสามารถตรวจการณ์ได้

จนกระทั่งเมื่อเวลา 06.30 นาฬิกา ของวันที่ 11 มีนาคม 2567 จึงได้จัดกำลัง เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ตรวจพบเป้สะพายหลังดัดแปลง จำนวน 8 เป้ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนประมาณ 1,600,000 เม็ด

ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 นาฬิกา พันเอก มีชัย  นิลศาสตร์ รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย กองบังคับการควบคุมผาแด่น หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้กับสถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

‘ครม.’ ไฟเขียว!! ประกาศแต่งตั้ง ‘ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล’ นั่ง ‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ได้แต่งตั้งผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ตามที่พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ แทนศาสตราจารย์อุดม รัฐอมฤต กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายที่ได้มีหนังสือลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2566 เนื่องจากที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และยังเป็นแคนดิเดตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนใหม่

โดยผลการหยั่งเสียงในเบื้องต้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ศาสตราจารย์ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ คณะรัฐศาสตร์ ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 26 ส่วนงาน รองศาสตราจารย์พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 12 ส่วนงาน ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญาได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 5 หน่วยงาน จากทั้งหมด 51 หน่วยงาน

‘ฝรั่งเศส’ เสนอร่าง กม.ห้ามคนวิจารณ์ ‘วัคซีนโควิด mRNA’ เพราะจะกลายเป็นความผิดทางอาญา มีโทษทั้งจำ-ปรับ

เมื่อไม่นานมานี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่า มีการเสนอร่างกฎหมายใหม่ในฝรั่งเศสที่อาจทำให้การวิพากษ์วิจารณ์วัคซีนโควิด mRNA กลายเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับเงิน 45,000 ยูโร สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสมดุลระหว่างเรื่องสาธารณสุขและเสรีภาพการแสดงออก โหมกระพือประเด็นถกเถียงทั่วโลกเกี่ยวกับค่านิยมประชาธิปไตยและอำนาจของรัฐบาลในยุคศตวรรษที่ 21

โดยข้อเสนอร่างกฎหมายใหม่นี้ กระพือเสียงอึกทึกครึกโครมบนท้องถนนของฝรั่งเศส ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลในหมู่พลเมือง โดยเวลานี้บรรดาสมาชิกรัฐสภาฝรั่งเศสกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างดังกล่าว ที่อาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านสาธารณสุขในประเทศแห่งอย่างรุนแรง

รายงานข่าวระบุว่า ข้อเสนอร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายทำให้การวิพากษ์วิจารณ์วัคซีนโควิด mRNA เป็นความผิดทางอาญา ความเคลื่อนไหวที่มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับเงินอย่างหนักหน่วง 45,000 ยูโร (ประมาณ 1,750,000 บาท) อย่างไรก็ตาม แก่นกลางในประเด็นนี้ไม่ใช่แค่การคลอดกฎหมายฉบับหนึ่ง แต่มันเป็นช่วงเวลาสำคัญแห่งการทดสอบสมดุลระหว่างการปกป้องระบบสาธารณสุขกับการธำรงไว้ซึ่งข้อเท็จจริงตามระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพการแสดงออก

ปมคำสัญญาของประเด็นโต้เถียงนี้ก็คือท่าทีของรัฐบาลฝรั่งเศสที่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พวกผู้เสนออ้างว่ายามที่กำลังเผชิญโรคระบาดใหญ่ระดับโลก ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับวัคซีนอาจเป็นอันตราย และเป็นไปได้ที่อาจนำไปสู่ความลังเลใจของประชาชนในการเข้ารับวัคซีน และบ่อนทำลายความพยายามสกัดการแพร่ระบาดของไว้รัส พวกเขามองว่ากฎหมายเช่นนี้เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องความผาสุกโดยรวม

อย่างไรก็ตาม พวกวิพากษ์วิจารณ์มองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการบุกรุกเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างน่าเป็นกังวล พวกเขาเกรงว่าการลงโทษพวกที่วิพากษ์วิจารณ์วัคซีนโควิด mRNA อาจกลายเป็นแบบอย่างของการกัดเซาะเสรีภาพการแสดงออก ต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นแบ่งใดๆ ในอนาคตเกี่ยวกับประเด็นสาธารณสุขกับเสรีภาพการแสดงออก

ฝรั่งเศสไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่กำลังหาทางจัดการเกี่ยวกับสมดุลระหว่างความจำเป็นด้านสาธารณสุขกับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล โดยหลายชาติทั่วโลกได้บังคับใช้มาตรการต่างๆ ในการต่อสู้กับข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับโรคระบาดใหญ่ บางส่วนเลือกใช้ยุทธการมอบการศึกษาแก่ประชาชน ขณะที่อื่นๆ ใช้มาตรการทางกฎหมายอันเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสถูกจับตามองเป็นพิเศษเพราะว่าพวกเขาเล็งเป้าเล่นงานพวกวิพากษ์วิจารณ์วัคซีน mRNA โดยเฉพาะ และกำหนดบทลงโทษรุนแรง

ท่ามกลางการถกเถียงทั้งในแง่ของกฎหมายและในทางการเมือง ผู้คนชาวฝรั่งเศสมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างผสมผสานและมีหลายมุมมอง ไล่ตั้งแต่สนับสนุนรัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดกับการบิดเบือนข้อมูล ไปจนถึงแสดงความกังวลใหญ่หลวงต่อผลกระทบที่น่าตกใจต่อสิทธิเสรีภาพการแสดงออก

‘นศ.หนุ่ม’ ตัดสินใจ!! ลาออกจาก ‘ม.ธรรมศาสตร์’ มาเรียน ‘ม.ราม’ แทน ชี้ เพราะเบื่อสังคม หลังพยายามเอาแต่พูดเรื่อง ‘สถาบัน-การเมือง’

(11 มี.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความแชร์เรื่องราวของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง หลังตัดสินใจลาออกจาก ‘ม.ธรรมศาสตร์’ แล้วย้ายมาเรียนที่ ‘ม.รามคำแหง’ แทน โดยระบุว่า…

วันนี้เมื่อปีที่แล้ว มีโอกาสได้เจอเด็กวัยรุ่นแถวบ้านคนหนึ่ง ที่สนามบินนครศรีฯ 

น้องบอกว่าจะเดินทางไปรายงานตัวและหาหอพัก น้องสอบติดคณะวิศวะฯ ม.ธรรมศาสตร์

เขาเป็นลูกชาวสวนยาง พ่อกับแม่กรีดยางส่งให้เรียน และน้องก็เป็นเด็กดี ผลการเรียนระดับมัธยมดีมากๆ

วันนั้น…ก็ได้แต่ยิ้ม (แม้ในใจมีเป็นหมื่นล้านคำที่อยากจะพูด…) และอวยพรให้น้องเดินทางปลอดภัย ให้ตั้งใจเรียน มุ่งมั่นเอาวิชาความรู้ อย่าไปยุ่งกับกิจกรรมและการเมืองให้มาก

วันนี้…ได้พบน้องคนนั้นอีกครั้ง น้องปิดเทอมกลับมาบ้านและน้องตั้งใจมาหาโดยตรง (มาซื้อมันหนึบ🍠) น้องยกมือไหว้ แล้วเล่าให้ฟังว่า…

#ผมลาออกจาก ม.ธรรมศาสตร์ แล้วนะครับ ตอนนี้ผมไปเรียนที่ ม.รามคำแหง

ด้วยความห่วงใย ก็ถามน้องไปว่า เรียนหนักหรือคะ หรือค้นพบว่า คณะที่เรียนมันไม่ใช่ที่น้องชอบ

น้องตอบว่า ผมเรียนคณะเดิมครับ ผมชอบและเรียนได้ดี แต่ผมเบื่อสังคมที่นั้น เบื่อสิ่งที่เขาพยายามให้ผมรับรู้ เรื่อง #สถาบัน #เรื่องการเมือง ซึ่งมันแตกต่างจากที่ผมเห็น และที่ปู่ย่าตายายพ่อแม่บอกเล่าตลอดมา...

วันนี้...ก็ได้แต่อวยพร ให้น้องประสบความสำเร็จในการศึกษา 

แต่ในใจ...มั่นใจว่าน้องคนนี้ต่อไปในอนาคตข้างหน้า เขาจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้รับสิ่งดีๆ แน่นอน…

ไม่ใช่เพราะน้องเปลี่ยนมหาวิทยาลัยหรอกนะ แต่เขาเลือกที่จะคิดเอง และไม่ยอมให้ใครจูงจมูกง่ายๆต่างหาก!!

เด็กใต้มันแน่จริงๆ

นครพนม -หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 บูรณาการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดจับผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 17 มัด จำนวนประมาณ 34,000 เม็ด

กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย ร้อยโท  วันชาติ  เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านแพง นำโดย ตำรวจเอก สุนันท์  สร้อยสุด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านแพง เข้าทำการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ยาเสพติด ขยายผลต่อเนื่อง ต่อพื้นที่เป้าหมาย หน่วย ได้ทำการบังคับใช้กฎหมาย ต่อบ้านเป้าหมาย ที่กระทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ยาเสพติด และสามารถ ตรวจยึดจับกุมผู้กระทำผิดฯ ได้ คือ น.ส.ประภัสสร มะละ พร้อมพวกรวม 3 คน พร้อมของกลางยาเสพติดประเภทที่ 1 ยาบ้) จำนวน 6,000 เม็ด จึงได้ควบคุมตัวมาทำการสืบสวนขยายผล ที่ สภ.บ้านแพง ผลการสืบสวนขยายผล น.ส.ประภัสสร ฯ ได้ให้การเพิ่มเติมเพื่อหวังสิทธิลดอัตราโทษ โดยให้การว่า ยังมียาเสพติดเหลืออยู่ที่ โรงนาเก็บฟาง ของนายดรัญภพ โพธิคาร ทราบชื่อภายหลัง ซึ่งถูกจับกุมได้พร้อม กับ น.ส.ประภัสสรฯ  หน่วยจึงได้เข้าทำการบังคับใช้กฎหมาย ฯ ต่อพื้นที่เป้าหมาย เป็นโรงนาเก็บฟาง อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 บ้านโนนสูง ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ผลการตรวจค้นพบยาเสพติดประเภทที่ 1 ยาบ้า จำนวน 17 มัดห่อทับด้วยกระดาษไขพันทับด้วยเทปกาวบรรจุอยู่ในถุงกระสอบปุ๋ยสีฟ้า ซุกซ่อนอยู่ในกองฟางภายในโรงนา จึงได้ทำการสอบสวนเบื้องต้น นายดรัญภพ  โพธิคาร ให้การยอมรับว่ายาเสพติดที่ทั้งหมดเป็นของตนจริง จึงได้ควบคุมตัวเจ้าของยาเสพติดที่ตรวจพบ,ผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 17 มัด จำนวนประมาณ 34,000 เม็ด ทั้งหมด มาที่ สภ.บ้านแพง เพื่อทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม พร้อมบันทึกภาพและวิดีโอผู้ถูกควบคุมตัว ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย รายงาน 092-5259-777 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top