Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

PULO ยก “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี” ขึ้นสหประชาชาติ (UN) สะท้อนสิทธิชนกลุ่มน้อย ที่ถูกละเลยกว่า 240 ปี

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 68 ความขัดแย้งยืดเยื้อในพื้นที่ปาตานี หรือจังหวัดชายแดนใต้ของไทย แม้จะถูกลดทอนในสื่อกระแสหลักภายในประเทศ แต่ความพยายามเรียกร้องสิทธิ ความยุติธรรม และการยอมรับตัวตนของชาวมลายูปาตานีก็ยังคงเดินหน้าบนเวทีระหว่างประเทศ 

ล่าสุด ประเด็นนี้ถูกนำเสนออย่างเป็นทางการใน เวทีสหประชาชาติที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 27–28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการประชุม 18th Session of the UN Forum on Minority Issues ภายใต้การนำของ กัสตูรี มะห์โกตา ประธาน PULO (Patani United Liberation Organisation) 

คณะผู้แทนได้เสนอเอกสารและถ้อยแถลงในนาม “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี (The Cry from Patani)” ซึ่งสะท้อนความเจ็บปวดสะสมของชาวมลายูในพื้นที่กว่า 240 ปี ตั้งแต่การเสียดินแดนปาตานีจนถึงปัจจุบัน
ในสุนทรพจน์ของกัสตูรี เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ยังเผชิญอยู่ ได้แก่

- การถูกจำกัดภาษาและอัตลักษณ์ Bahasa Melayu Patani ไม่ได้รับความเป็นธรรมในระบบการศึกษา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมปาตานีถูกลดทอนจากเรื่องเล่าของรัฐ
- การควบคุมด้านความมั่นคง พื้นที่ยังเต็มไปด้วยกฎหมายพิเศษ การซ้อมทรมาน การหายตัวไป และการเสียชีวิตที่ยังไม่คลี่คลาย
- สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ประชาชนจำนวนมากเติบโตท่ามกลางความกลัว การตรวจค้น และการควบคุมจากหน่วยความมั่นคง

กัสตูรีระบุว่า ชาวปาตานี “ไม่ใช่ภัยความมั่นคง” หากแต่เป็นประชาชนที่ต้องการ ศักดิ์ศรี การยอมรับ และสิทธิในการดำรงอยู่ตามอัตลักษณ์ของตนเอง

PULO เสนอ 3 ข้อเรียกร้องหลักในเวที UN ได้แก่
1.ให้รับรองปัญหาปาตานีในฐานะเรื่องสิทธิชนกลุ่มน้อยที่ต้องได้รับการคุ้มครองสากล
2.ให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพมีความครอบคลุม รับฟังเสียงตัวแทนชาวปาตานีอย่างแท้จริง
3.ให้รัฐบาลไทยเคารพมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และแก้ไขปัญหาความรุนแรง การลอยนวลพ้นผิด และการเลือกปฏิบัติ

กัสตูรีกล่าวทิ้งท้ายว่า“เสียงร้องไห้จากปาตานีไม่ใช่เสียงแห่งความเกลียดชัง แต่เป็นเสียงเรียกร้องศักดิ์ศรีและสันติภาพสำหรับคนรุ่นต่อไป”

การผลักดันประเด็นปาตานีสู่สหประชาชาติครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของ PULO และขบวนการชาวปาตานี เพราะเป็นการเน้น “การต่อสู้ทางการทูต” มากกว่าการเผชิญหน้าเชิงความมั่นคง
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การเคลื่อนไหวเช่นนี้จะช่วยให้ประชาคมโลกมองปัญหาปาตานีในกรอบสิทธิชนกลุ่มน้อยและความยุติธรรมสากลมากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการสันติภาพ

ในท้ายที่สุด “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำบนกระดาษ แต่คือความหวังใหม่ว่า วันหนึ่งสันติภาพในพื้นที่ปาตานีจะไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นความจริงของชาวบ้านที่รอคอยมายาวนาน
 

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ผลักดัน Soft Power ไทยเป็นระบบ บูรณาการงานอนุรักษ์-ต่อยอด-เศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับ “วัฒนธรรมไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นตาในหนังสือราชการ” แต่มีความสงสัยว่าทำหน้าที่อะไร แล้วมีผลอะไรต่อชีวิตประจำวันของคนไทย แท้จริงแล้วสำนักงานฯ แห่งนี้คือ “ศูนย์บัญชาการ” ที่แปลงวิสัยทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรมให้กลายเป็นนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงานจริงในพื้นที่ เป็นหน่วยงานกลางที่ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมของประเทศ กำกับดูแลหน่วยงานระดับกรมในสังกัด รวมถึงนิเทศ ติดตาม และบังคับบัญชาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ

เมื่อมองลึกลงไป สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมยังเป็น “กลไกเบื้องหลัง” ของหลายภารกิจที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วัฒนธรรมชาติ การผลักดันเศรษฐกิจวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การสนับสนุนงานภาพยนตร์และสื่อร่วมสมัยของไทยในระดับนานาชาติ การประสานเครือข่ายวัฒนธรรมกับจังหวัดและองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลของกระทรวงฯ บนฐานงบประมาณหลายพันล้านบาทต่อปี

ภายใต้โครงสร้างที่ซับซ้อนเช่นนี้ บทบาทของ “ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม” ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทาง เชื่อมโยงทุกหน่วยให้ทำงานสอดประสานกัน

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่ปลายปี 2567 ตามพระบรมราชโองการที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นการดัน “ลูกหม้อวัฒนธรรม” ที่เติบโตจากภายในกระทรวง มาทำหน้าที่นำทัพในจังหวะที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีวัฒนธรรมและคณะรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลด้านความเข้าใจหน้างาน ความสามารถในการบริหารจัดการ และประสบการณ์ต่อเนื่องในตำแหน่งสำคัญแทบทุกระดับของกระทรวงวัฒนธรรมตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

>>ประวัติการศึกษา
-ปริญญาตรี สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พ.ศ. 2534)
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2540)

เส้นทางการทำงานในกระทรวงวัฒนธรรม (โดยสรุป)
-พ.ศ. 2540 - 2554 ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
-18 พ.ค. 2555 - 25 มี.ค. 2556 ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
-26 มี.ค. 2556 - 4 พ.ย. 2561 ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม
-5 พ.ย. 2561 - 17 ม.ค. 2563 ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-18 ม.ค. 2563 - 30 ก.ย. 2563 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2563 - 22 ก.พ. 2565 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-23 ก.พ. 2565 - 30 ก.ย. 2565 หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2565 - 3 มิ.ย. 2567 ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)
-4 มิ.ย. 2567 - 28 ธ.ค. 2567 อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.)
-28 ธ.ค. 2567 เป็นต้นมา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) และดำรงตำแหน่งกรรมการ/ผู้บริหารในคณะกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD)

หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ได้ประกาศกรอบนโยบายการทำงาน “3+1” ของตนเองทันที สอดรับกับนโยบาย “4-3-2-1” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

(1) การใช้ศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศให้เข้มแข็ง สามารถต่อยอดรากเหง้าวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าเศรษฐกิจและเกียรติภูมิในเวทีโลก 

(2) การปรับบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น “กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ” ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ตั้งแต่ฐานรากถึงระดับนานาชาติ 

(3) การขับเคลื่อน Soft Power ไทยในอย่างน้อย 11 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ด้วยพลังของเครือข่ายศิลปิน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทั้งในและนอกกระทรวงฯ 

ส่วน “อีก 1 เรื่องสำคัญ” คือ การพัฒนาสมรรถนะองค์กรและการบริหารจัดการเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าประเมินการทำงานทุก 3 เดือน เพื่อให้สังคมเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

บนภารกิจระดับประเทศ เขายังต้องกำกับดูแลการบูรณาการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนงานระดับนานาชาติ เช่น มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานปลัดฯ ทำหน้าที่ประสานทุกภาคส่วนให้การจัดงานศิลปะร่วมสมัยของไทยสะท้อนศักยภาพวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลกอย่างงดงาม เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

เมื่อพิจารณาจากเส้นทางชีวิตราชการ นายประสพ เรียงเงิน จึงไม่ใช่เพียง “ข้าราชการอาวุโส” แต่คือผู้นำที่เติบโตมาจากทุกระดับในกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านงานเชิงนโยบาย งานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ งานตรวจราชการในพื้นที่ และงานขับเคลื่อนโครงการศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจ เขาถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่ “เข้าใจทั้งระบบและหน้างาน” สามารถประสานผลประโยชน์ของภาครัฐ ชุมชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบกฎหมายและคุณธรรมราชการที่เคร่งครัด จึงได้รับความไว้วางใจจากทั้งฝ่ายการเมือง ผู้บริหารในกระทรวง และเครือข่ายวัฒนธรรมในจังหวัดต่าง ๆ ว่าจะนำพากระทรวงวัฒนธรรมก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนได้ผู้นำที่รู้ทั้ง “รากเหง้า” และ “โอกาสใหม่” ของวัฒนธรรมไทย เขามีประสบการณ์เต็มมือจากการทำงานด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับนโยบาย เข้าใจว่าอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องต่อยอดให้เป็นพลังเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมกันนั้นยังยืนยันความมุ่งมั่นในการทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็น “กระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ” ที่คนทั้งประเทศจับตามอง ด้วยระบบบริหารจัดการโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากเดินตามกรอบนโยบายที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความหวังว่าภายใต้การนำของเขา สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะสามารถประสานพลังทุกภาคส่วน ให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นพลังสร้างสังคมที่ดี และสร้างอนาคตเศรษฐกิจชาติได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

Co-Payment โครงการจ้างงานเด็กจบใหม่ในยุคโควิด-19 ความพยายามกระตุ้นตลาดแรงงานยุควิกฤต ที่ต้อง “ปรับเงื่อนไข” ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง

ช่วงโควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่ยอดขายธุรกิจ แต่ยัง “ชะงักชีวิต” ของคนทั้งรุ่น โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาเจอตลาดงานเงียบสนิทพอดี

หนึ่งในมาตรการที่ออกมาแก้โจทย์นี้ คือโครงการลักษณะ “Co-Payment การจ้างงานเด็กจบใหม่” ที่รัฐช่วยแบกรับค่าจ้างบางส่วน เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเปิดประตูรับคนรุ่นใหม่เข้าทำงานในช่วงวิกฤต 

ถ้ามองจากไอเดียภาพใหญ่ ต้องบอกว่าเป็นนโยบายที่ “ทิศทางถูก” แต่เมื่อดูการใช้งานจริง หลายเสียงก็ยอมรับว่า “ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มศักยภาพ”

บทความนี้เลยอยากชวนผู้อ่าน TST BIZ มองโครงการนี้แบบใจเย็น ๆ ในเชิง “ติ-ชม-แนะนำ” เพื่อเก็บเป็นบทเรียนสำหรับรอบหน้า มากกว่าจะไปโฟกัสว่า “ใครผิด” หรือ “ใครถูก”

>>ภาพรวมไอเดีย: สะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่-นายจ้าง ในวันที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าจ้าง

โจทย์ตอนโควิดค่อนข้างชัด คือ…
- เด็กจบใหม่จำนวนมากกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน  
- ธุรกิจจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะรอดปีหน้าไหม จะให้ “เพิ่มคน” ก็กลัวแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว  

โครงการ Co-Payment จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างสองฝั่ง หลักการแบบง่าย ๆ คือ…
- รัฐช่วยจ่ายเงินเดือนบางส่วนให้เด็กจบใหม่  
- นายจ้างจ่ายอีกส่วนหนึ่ง  
- เด็กจบใหม่ได้งาน-ได้ประสบการณ์  
- ธุรกิจลดต้นทุนช่วงวิกฤต-ได้แรงงานรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทีม  

ในเชิงแนวคิด ถือเป็นมาตรการแบบ win-win-win
- เด็กไม่ตกงาน  
- นายจ้างมีแรงจูงใจจ้างเพิ่ม  
- รัฐชะลอปัญหาว่างงานและผลกระทบทางสังคมในระยะยาว  

ทิศทางนี้ “ดี” และ “จำเป็น” สำหรับประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และต้องการให้คนรุ่นใหม่ “ไม่หลุดจากตลาดแรงงาน” ตั้งแต่ก้าวแรก

>>สิ่งที่ทำได้ดี: ส่งสัญญาณว่ารัฐเห็นความสำคัญของ “วัยแรกเข้า”

ถึงแม้ตัวเลขการเข้าร่วมอาจต่ำกว่าที่ตั้งใจ แต่ต้องยอมรับว่า โครงการลักษณะนี้ส่งสัญญาณที่ดีหลายอย่างออกมาสู่ตลาด

1) บอกกับเด็กจบใหม่ว่า “คุณไม่ได้ถูกลืม” มีมาตรการเฉพาะกลุ่มที่ตั้งใจมองมาที่คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่วิธีคิดแบบ “ช่วยรวม ๆ ทั้งระบบแล้วเดี๋ยวทุกคนได้ประโยชน์ไปเอง”

2) ทำให้ภาคธุรกิจเห็นโอกาสใช้เครื่องมือจากรัฐ หลายบริษัทที่เข้าร่วม เริ่มมองว่า ถ้าเราอยู่ในระบบ มีเอกสาร-โครงสร้าง HR พร้อม เราจะ “เชื่อมต่อกับมาตรการรัฐ” ได้ง่ายกว่าคู่แข่งเวลามีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอีก

3) วางฐานข้อมูลตลาดงานได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่สมบูรณ์ แต่ฐานข้อมูลการจับคู่เด็กจบใหม่-นายจ้าง ก็เป็นต้นทุนข้อมูลที่ต่อยอดไปสู่การวางนโยบายด้านแรงงานในอนาคตได้

พูดง่าย ๆ คือ ในมุม “เจตนาและสัญญาณ” โครงการ Co-Payment จับแกนปัญหาได้ถูก และสะท้อนว่าเราเริ่มให้ความสำคัญกับ “จุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน” มากขึ้น

>>จุดที่ติดขัด: โลกงานเปลี่ยนไปเร็วกว่ารูปแบบมาตรการ

แต่เมื่อมองจากมุมคนทำธุรกิจและเด็กจบใหม่ จะเห็นจุดสะดุดชัด ๆ อยู่ 3 เรื่องใหญ่ ๆ

(1) รูปแบบการจ้างงาน “ยุคใหม่” vs เงื่อนไข “ยุคเก่า”  
ตลาดงานหลังโควิด เต็มไปด้วยรูปแบบการจ้างงานหลากหลาย:
- งาน project-based  
- งานชั่วคราว  
- ฟรีแลนซ์  
- hybrid / remote  

แต่โครงการเน้นไปที่การจ้างแบบงานประจำเต็มเวลา (full-time) ในกรอบค่อนข้างแข็ง เช่น ตำแหน่งประจำในธุรกิจที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบประกันสังคมชัดเจน

ผลคือ ธุรกิจที่ “อยากลองรับเด็กมาช่วยงานเป็นโปรเจกต์” อาจรู้สึกว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ ในขณะที่เด็กที่อยากลองงานหลายแบบ หรืออยากสำรวจสายงานดิจิทัล-สตาร์ตอัป ก็รู้สึกว่าตัวเลือกในโครงการไม่หลากหลายนัก

(2) SMEs ตัวเล็ก “อยากร่วม แต่กลัวเหนื่อย-กลัวเสี่ยง” เงื่อนไขบางข้อออกแบบมาเพื่อกันความเสี่ยงในภาพใหญ่ เช่น  
- ห้ามเลิกจ้างพนักงานเดิมเกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด  
- ต้องมีเอกสาร-ระบบประกันสังคมครบถ้วน  

ในมุมความรับผิดชอบด้านนโยบาย เข้าใจได้ว่าต้องมีเกณฑ์ป้องกันการ “เอาเปรียบระบบ” แต่ในมุมของ SMEs ที่กำลังหายใจรวยรินช่วงโควิด เงื่อนไขเหล่านี้อาจถูกมองว่า “เราอยากช่วยรับเด็กนะ แต่ถ้าวันหนึ่งยอดไม่ดี ต้องลดพนักงานบางส่วน จะผิดเงื่อนไขไหม?”

เมื่อนายจ้างรู้สึกว่า “ข้อผูกมัดสูงกว่าความสบายใจ” หลายรายจึงเลือกไม่เข้าร่วม แม้ชอบไอเดียโครงการก็ตาม

(3) Mismatch ระหว่างงานที่มี กับงานที่เด็กอยากทำ อีกจุดหนึ่งที่สะท้อนจากประสบการณ์จริงคือ ความไม่ตรงกันระหว่าง  
- ตำแหน่งที่นายจ้างต้องการ (เช่น งานภาคผลิต/บริการ)  
- งานที่เด็กจบใหม่จำนวนมากอยากทำ (งานออฟฟิศ งานด้านคอนเทนต์ งานดิจิทัล ฯลฯ)

เมื่อดีมานด์-ซัพพลายไม่เจอกันเต็มที่ โครงการที่ตั้งใจจะให้ “จับคู่กันง่ายขึ้น” ก็กลายเป็น “แพลตฟอร์มที่มีตำแหน่งและคน แต่จับคู่สำเร็จน้อยกว่าที่ควร”

>>บทเรียนสำหรับรอบหน้า: ทำให้ยืดหยุ่นขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ SMEs เข้าถึงได้ง่ายจริง ๆ

ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ ที่อยากชวนคิดต่อแบบสร้างสรรค์ ไม่โทษใครคนเดียว แต่ใช้เป็น “คู่มือ” สำหรับออกแบบมาตรการครั้งต่อไป

(1) ออกแบบให้ “ยืดหยุ่น” รับรูปแบบงานยุคใหม่  

ถ้ามี Co-Payment รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะสำหรับเด็กจบใหม่หรือแรงงานกลุ่มอื่น ๆ สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ…

- จ้างแบบโครงการ (6-9 เดือน)
- จ้าง part-time พร้อมเส้นทางพัฒนาเป็น full-time
- จ้าง remote ในสายงานดิจิทัล

ใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระเอกสาร เช่น ระบบลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน-อัปโหลดเอกสารที่ใช้ง่าย  

Dashboard ให้ทั้งหน่วยงานรัฐ-ธุรกิจ-เด็กจบใหม่เห็นสถานะตรงกัน

ยิ่งมาตรการ “ใกล้ชีวิตจริงของคนทำงานยุคนี้” มากเท่าไร โอกาสสำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

(2) ออกแบบให้ SMEs เข้าได้ “จริง” ไม่ใช่แค่ในหลักการ  

ถ้าอยากให้โครงการแบบนี้มีผลในเศรษฐกิจจริง ต้องให้ SMEs ที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เข้าถึงได้จริง ๆ

คำถามที่อาจใช้เป็นตัวชี้นำ คือ…
- SMEs ที่มีพนักงาน 5-20 คน ถ้าอยากเข้าร่วม ต้องผ่านกี่ขั้นตอน?  
- มีวิธีลดความเสี่ยงให้รัฐ โดยไม่เพิ่ม “ความกลัว” ให้ผู้ประกอบการหรือไม่? เช่น ใช้ระบบแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานะที่ยืดหยุ่น หรือ ให้ที่ปรึกษา/เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำแบบ 1:1 กับกลุ่ม SMEs  

ถ้า SMEs รู้สึกว่า “ไม่ยากเกินไป-ไม่เสี่ยงเกินไป-มีคนช่วยดู” ตัวเลขการเข้าร่วมจะสูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่มมากนัก

(3) ใช้โครงการเป็น “ห้องทดลองนโยบายแรงงาน” ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ครั้งเดียวจบ แทนที่จะมอง Co-Payment เป็นมาตรการแบบ “ครั้งเดียวแล้วจบ” เราอาจมองมันเป็นห้องทดลอง (sandbox) ด้านนโยบายแรงงานได้ด้วย
- ทดลองรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ  
- ทดลองวิธีวัดผลด้านทักษะ-ผลิตภาพของแรงงานรุ่นใหม่
- ทดลองความร่วมมือระหว่างรัฐ-มหาวิทยาลัย-เอกชน ในการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดงาน แล้วนำบทเรียนทั้งที่สำเร็จและที่ไม่สำเร็จ มาปรับปรุงรุ่นถัดไปเป็นวงจรต่อเนื่อง

>>ข้อคิดทิ้งท้าย: จาก “Co-Payment” สู่ “Co-Responsibility”

ท้ายที่สุด โครงการ Co-Payment ช่วงโควิดอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ และหลายฝ่ายก็มองว่าช่วยได้ไม่เต็มเป้าที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้ามองในมุมบวก มันคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดสำคัญอย่างหนึ่งคือ “การร่วมรับผิดชอบตลาดแรงงาน” (Co-Responsibility)  
- รัฐ: วางกรอบ-สนับสนุน-ลดความเสี่ยงเชิงระบบ  
- ธุรกิจ: เปิดโอกาส-ให้พื้นที่เรียนรู้แก่คนรุ่นใหม่  
- เด็กจบใหม่: พัฒนาตัวเองให้พร้อมรับโอกาสที่เข้ามา  

ถ้ารอบหน้าเราสามารถออกแบบมาตรการที่ยืดหยุ่นขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และสอดคล้องกับโลกการทำงานใหม่มากขึ้น  

แพ็กเกจใหญ่ที่ไม่เคยบอกคุณ รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน พร้อมคำสวยๆ ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%

Quick Big Win ที่ไม่เคยบอกคุณ: รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน…แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%
รัฐบาลเคาะมาตรการ “Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย” พร้อมคำสวย ๆ ว่า  
> “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

ตั้งเป้าทุ่มวงเงินสินเชื่อและค้ำประกันผ่านสถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่ง รวม **267,000 ล้านบาท**  
ประกาศชัดว่าจะช่วยเติมสภาพคล่องให้ SMEs ฟื้นตัว ดันเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตขึ้น แถมยังช่วยเยียวยาภาคใต้ที่เจออุทกภัยซ้ำเติม

บนกระดาษ มาตรการนี้ดู “ใหญ่และเร็ว”  
แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบความจริงอีกด้านว่า **นี่คือแพ็กเกจที่ช่วยได้จริงแค่ SMEs ส่วนน้อย**  
และแทบไม่แตะ “ตัวเล็ก–ตัวนอกระบบ–ตัวสะบักสะบอม” ที่กำลังจะล้มเป็นโดมิโนอยู่แล้ว

2.67 แสนล้าน vs 107,000 ราย: ตัวเลขที่บอกเองว่า “ช่วยไม่กว้าง”
ในรายละเอียดของมาตรการ รัฐบาลประเมินเองว่า  
- จะทำให้ **SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ราว 270,000 ล้านบาท**  
- และคาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ **ประมาณ 107,000 ราย**
ลองเทียบกับความจริงง่าย ๆ:  
- ประเทศไทยมี SMEs **หลักแสนถึงหลักล้านราย** (แล้วแต่จะนับเฉพาะที่อยู่ในระบบหรือรวมกึ่งไม่เป็นทางการ)  
- ตัวเลข 107,000 ราย หมายความว่า **มาตรการนี้แตะได้เพียงส่วนเล็ก ๆ ของภูเขา SMEs ทั้งลูก**
ถามตรง ๆ ว่า “Quick Big Win” ของใคร?  
คำตอบคือ: ของ **SMEs กลุ่มที่เข้าเงื่อนไขของระบบเครดิตธนาคาร** เท่านั้น  
ไม่ใช่ “SMEs ทั้งประเทศ” อย่างที่วาทกรรมทางการเมืองพยายามขาย

ช่วย “คนที่ยังยืนได้” มากกว่าชุบชีวิต “คนที่กำลังจะล้ม”
ถ้าไล่ดูโครงการย่อยแต่ละตัว จะเห็น Pattern เดียวกันชัดมาก:
- ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ **เข้าถึงธนาคารได้อยู่แล้ว**  
- ต้องมี **เอกสาร / งบการเงิน / ภาษี / เครดิต** พอให้แบงก์เอาไปวิเคราะห์ได้  
- หลายโครงการเน้น **คนในซัพพลายเชนของรัฐ หรือบริษัทใหญ่**  
- บางส่วนเน้นธุรกิจที่ “พร้อมลงทุนต่อ” เช่น ท่องเที่ยว, Transformation, Reinvent Thailand

แปลไทยเป็นไทยก็คือ  
> **ถ้าคุณเป็น SMEs ที่ยังไม่เจ๊ง ยังเดินได้ แต่อึดอัดเรื่องดอกเบี้ย–สภาพคล่อง**  
> คุณมีสิทธิ์ได้ออกซิเจนชุดนี้

แต่ถ้าคุณคือกลุ่มนี้:  
- รายได้ผันผวนหนัก แทบไม่มีงบการเงินเป็นเรื่องเป็นราว  
- เคยเป็นหนี้เสีย หรือมีประวัติเคยค้าง  
- พึ่งหนี้นอกระบบ / พึ่งเจ้าหนี้ค้าส่ง มากกว่าพึ่งธนาคาร
คุณเกือบจะ **ถูกทิ้งไว้นอกสนาม** โดยอัตโนมัติ  
เพราะต่อให้รัฐการันตี หรือมี บสย. ค้ำประกัน แบงก์ก็ยังดู “ความเสี่ยง” เป็นหลัก  
และความเสี่ยงของ SMEs กลุ่มนี้ “แดง” ตั้งแต่บรรทัดแรกของรายงานเครดิตแล้ว

ปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงินกู้” แต่คือ “ระบบไม่รับ”
รัฐบาลพูดเองว่า **มากกว่าครึ่งของ SMEs ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ**  
แล้วคำตอบคือ… อัดสินเชื่อเพิ่ม 2.67 แสนล้าน ผ่าน “ระบบเดิม” นี่แหละ

คำถามคือ ถ้า “ระบบเดิม” ไม่เคยรับเขาอยู่แล้ว  
วันนี้เติมเงินเข้าระบบอีกกี่แสนล้าน คนกลุ่มนั้นก็ยังถูกกันอยู่ข้างนอกเหมือนเดิม
ความจริงที่ต้องพูดให้ชัดคือ  
> ปัญหาของ SMEs ไทยตอนนี้ **ไม่ใช่แค่ “ไม่มีวงเงินกู้”**  
> แต่คือ **“ไม่มีคุณสมบัติในสายตาแบงก์”**

ซึ่งเกิดจากหลายอย่างสะสมกันมานาน:
- ทำธุรกิจแบบกึ่งนอกระบบ ไม่มีงบ ไม่มีบัญชี ไม่มีเครดิต  
- รายได้ไม่สม่ำเสมอ หลังโควิดโดนดอกเบี้ย–ต้นทุน–ยอดขายบีบพร้อมกัน  
- พึ่งหนี้นอกระบบมานาน แบงก์ไม่เห็นประวัติจริงของการจ่ายเงิน  
- ขาดทักษะจัดการตัวเลข / ขาดคนทำบัญชี / ขาดการวางระบบบริหารเงิน
มาตรการ Quick Big Win ไม่ได้แตะ “โครงสร้างจริง” เหล่านี้เลย  
มันแค่เอาเงินก้อนใหญ่ไปวางในระบบเดิม แล้วหวังว่า “ใครปีนถึงก็หยิบเอาไปใช้เอง”

Quick จริงไหม? Big แค่ไหน? Win ของใคร?
รัฐบาลขาย Narrative ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”  
แต่ถ้าดูในทางปฏิบัติ ต้องผ่านหลายด่านมาก:
- แบงก์รัฐต้องออกระเบียบ–คู่มือผลิตภัณฑ์ใหม่  
- ระบบ IT, การเทรนพนักงานสาขา, การสื่อสารลูกค้า  
- และด่านใหญ่ที่สุด: **ใจของสถาบันการเงิน** ว่าพร้อมเสี่ยงแค่ไหน
ในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง แบงก์ไทยระวังตัวมากกับลูกค้ารายเล็ก  
เพราะหนี้เสีย SMEs ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในงบดุลของธนาคาร

ดังนั้น “Quick” ในสายตารัฐบาล  
อาจกลายเป็น **“ช้าแบบเดิม”** ในสายตา SMEs  
และ “Big” ที่เขียนในข่าว  
อาจเป็นแค่ **“ใหญ่บนกระดาษ แตะไม่ถึงในชีวิตจริง”**

เมื่อ “กระจายตัว” กลายเป็น “กระจายไม่ถึง”
รัฐบาลบอกว่าเป้าคือ **ช่วย SMEs 107,000 ราย**  
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่เมื่อวางทับกับโครงสร้างจริงของ SMEs ไทย ตัวเลขนี้ฟ้องเองว่า:
- ส่วนที่จะได้ประโยชน์จริงคือ  
- ธุรกิจที่อยู่ในสายตารัฐ–แบงก์อยู่แล้ว  
- คู่ค้าภาครัฐในระบบ e-GP และ PromptBiz  
- ผู้ประกอบการที่พร้อมลงทุนปรับตัว (ดิจิทัล, ท่องเที่ยว, Reinvent ฯลฯ)
- ส่วนที่จะ “แทบไม่ได้แตะ” คือ  
- ร้านเล็ก ๆ หน้า neighborhood, ร้านอาหารครอบครัว, ร้านโชห่วย, ร้านซ่อม, ร้านบริการที่อยู่ในกึ่งนอกระบบ  
- ผู้ประกอบการที่หนี้ล้นมือ แต่ยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร  
- คนที่กำลัง “กลัวจะปิดกิจการ” มากกว่าจะ “กล้าขยายกิจการ”

สุดท้ายคำว่า “กระจายตัว” เลยกลายเป็นแค่  
> **กระจายไปหากลุ่มที่ระบบเลือกแล้วว่า “สมควรได้รับเงินกู้”**  
ไม่ใช่ “กระจายไปช่วยคนที่กำลังจมน้ำมากที่สุด”

ถ้ารัฐอยากช่วย SMEs ส่วนใหญ่จริง ๆ ต้องทำมากกว่าปล่อยกู้
ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านี้  
> **เงินกู้ 2.67 แสนล้าน = เครื่องมือช่วย SMEs “ชั้นบน” ของพีระมิด**  
> แต่ “ฐาน” ของพีระมิดยังแทบไม่ได้อะไร
สิ่งที่ควรเดินคู่กัน ถ้ารัฐบาลจริงใจจะช่วย SMEs ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ “Quick Big Win” คือ:
1. **มาตรการฟื้นฟูหนี้เชิงรุก (ไม่ใช่แค่รีไฟแนนซ์เฉพาะราย)**  
   - กลไกรวมศูนย์ช่วยเจรจาหนี้ให้ SMEs รายย่อย  
   - แพ็กเกจ “หนี้เก่า–แผนธุรกิจใหม่” ที่แบงก์และรัฐแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน  
   - ให้โอกาสคนที่เคยล้มกลับเข้าสู่ระบบได้ ไม่ใช่ติด “ตราบาปเครดิต” ไปตลอดชีวิตธุรกิจ
2. **ทุนกึ่งให้เปล่า / Matching Grant สำหรับการปรับตัว**  
   - SMEs ที่อยากลงทุนเรื่องดิจิทัล, AI, ระบบบัญชี, ระบบโลจิสติกส์ ฯลฯ  
   - รัฐไม่ควรให้แต่ “หนี้” แต่ควรใส่ “ทุนร่วม” เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดจริง
3. **ศูนย์ช่วย SMEs รายเล็กแบบ One Stop**  
   - จัดการทั้งเรื่องบัญชี, ภาษี, การเงิน, การตลาด, การเข้าถึงแพลตฟอร์ม e-commerce  
   - เปลี่ยนจาก “คุณต้องพร้อมก่อนแล้วค่อยมากู้” เป็น “เดี๋ยวเราช่วยให้พร้อม แล้วค่อยเชื่อมไปหาเงินทุน”
4. **ยอมรับความจริงเรื่องหนี้นอกระบบ และดึงเข้ามาอยู่ในเกม**  
   - SMEs จำนวนมากไม่มีเครดิตในสายตาแบงก์ แต่มี “ประวัติการจ่ายดอกหนี้นอกระบบ” หนักมหาศาล  
   - ถ้าไม่มีเครื่องมือแปลงข้อมูลพวกนี้ให้กลายเป็น “เครดิตเชิงบวก” ในระบบการเงิน  
     คนกลุ่มนี้ก็จะติดอยู่ในหลุมเดิมไม่รู้จบ

สรุป: Quick Big Win หรือ Quick Big PR?
ในมุมการเมืองและการสื่อสาร มาตรการนี้คือ **“ชัยชนะเชิงภาพลักษณ์”**  
รัฐบาลได้จังหวะประกาศตัวเลขใหญ่ ๆ วงเงินอลังการ รายชื่อโครงการยาวเหยียด  
พูดได้เต็มปากว่า “เราไม่ทอดทิ้ง SMEs”
แต่ถ้ามองจากพื้นร้านอาหารเล็ก ๆ, โรงงาน 20–30 คน, ร้านบริการรายย่อย,  
คำถามยังคงเดิมว่า

> **“แล้วฉันล่ะ ได้อะไรจาก Quick Big Win นอกจากข่าวดีบนหน้าจอ?”**
คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดในตอนนี้คือ:
- ถ้าคุณยังเดินได้ ยังมีเอกสารครบ ยังมีเครดิตพอไหว คุณมีสิทธิ์ได้ “ออกซิเจนเพิ่ม”  
- แต่ถ้าคุณคือ SMEs ส่วนใหญ่ที่เปราะบางที่สุด  
  **Quick Big Win อาจเป็นแค่ Quick Big PR**  
  ที่เดินผ่านหน้าร้านคุณไป… โดยไม่ได้แวะเข้า
และนี่คือความจริงที่มาตรการนี้ “ไม่เคยบอกคุณ” ตั้งแต่ต้น

‘ม้า อรนภา’ ผ่าดราม่า 5 ปี ลั่นไม่ขอโทษเพื่อให้มีที่ยืน บอกกาลเวลาพิสูจน์แล้วใครของจริง

(3 ธ.ค. 68) ‘ม้า’ อรนภา กฤษฎี อดีตพิธีกร นางแบบ นักแสดงชื่อดัง วัย 71 ปี เปิดใจในรายการแฉ เล่าชีวิตหลังมรสุมดรามาเมื่อ 5 ปีก่อน จากกรณีโพสต์ด่าเด็กที่เห็นต่างทางการเมืองจนถูกถอดจากงานหน้าจอแทบทั้งหมด เจ้าตัวยืนยันไม่เคยคิด “ก้มหัวขอโทษเพื่อให้มีที่ยืน” เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร 

ทุกวันนี้ “ม้า อรนภา” นิยามอาชีพหลักตัวเองว่าเป็น “แม่ค้าห่อหมก” ขายตามตลาดนัดในห้าง ขายดีจนหมดทุกวัน บอกว่ารายได้จากการขายห่อหมกและช่องทางออนไลน์ “พอ ๆ กับตอนอยู่ในวงการ” ไม่ได้ใช้เงินเก่า พร้อมเล่ากิจวัตรว่าเริ่มวันด้วยการเล่นโยคะ แล้วค่อยไปช่วยแม่ทำห่อหมกที่บ้าน และพอได้พักจากงานวงการช่วงแรก ๆ ก็ทำให้รู้ว่าชีวิตนอกสตูดิโอก็มีความสุขได้

ส่วนเรื่องดรามาในอดีต “ม้า อรนภา” ยังยืนยันชัดว่าไม่เคยคิดจะออกมาขอโทษ เพราะเชื่อว่าคนที่ควรขอโทษคือฝ่ายที่ทำผิด ไม่ใช่ตัวเอง พร้อมบอกว่า และวันนี้กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าใครคือของจริง พร้อมเผยว่ามีเด็ก ๆ ที่เคยด่าในโซเชียลส่งข้อความมาขอโทษ ยอมรับว่าถูกชักจูงและกดดันจากสังคมในช่วงนั้น

ในมุมมองต่อชีวิต ม้า อรนภา บอกว่าไม่เคยมองตัวเองว่าตกอับ แต่ใช้โอกาสเริ่มต้นใหม่ในวัยเกิน 70 อย่างมีสติ ทั้งปรับมายด์เซ็ต ไลฟ์ขายของ ลองผิดลองถูกจนธุรกิจลงตัว พร้อมย้ำว่าความแข็งแรงของร่างกายซื้อไม่ได้ ทุกวันนี้ซิตอัปวันละ 600 ครั้ง กินอาหารง่าย ๆ อย่างถั่ว กุ้งแห้ง แอปเปิ้ล และไม่อินการช้อปแบรนด์เนมเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สิ่งที่ให้ค่าที่สุดตอนนี้คือ “สุขภาพดี มีงานทำ มีเงินเก็บ และใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท”

ฮายาชิ ทาดาทากะ ไดเมียวแห่งแคว้นโจไซ ในช่วงปลายยุคเอโดะ ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขาคือ “ซามูไรคนสุดท้าย” ที่แท้จริง_TEST

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka) ซามูไร...คนสุดท้าย

เมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่เราท่านมักนึกถึงคือ การเป็นดินแดนแห่งซามูไร ซึ่งแน่นอนว่า ญี่ปุ่นเป็นชาติเดียวในโลกเท่านั้นที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับตำนานของซามูไร

ซามูไรคือใคร ซามูไรถือเป็นชนชั้นนักรบที่มีทักษะสูงในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 ถึงปลายศตวรรษที่ 19 โดยซามูไรทำหน้าที่รับใช้ขุนนาง และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองของญี่ปุ่น คำว่า “ซามูไร” มาจากคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง "การรับใช้" พวกเขาเหล่านั้นต่างมีชื่อเสียงในด้านทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม, ความจงรักภักดี, และชุดเกราะที่ประณีตงดงาม

เชื่อกันว่า รูปแบบของเหล่านักรบบนหลังม้า มือธนู และทหารเดินเท้าในช่วงศตวรรษที่ 6 น่าจะเป็นตัวบทต้นแบบของซามูไรดั้งเดิม ขณะที่จุดกำเนิดของซามูไรสมัยใหม่ยังเป็นปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ หลังจากการสู้รบในสงครามนองเลือดกับราชวงศ์ถังของจีน และอาณาจักรซิลลาของเกาหลี ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป โดยการปฏิรูปครั้งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปไทกะ ซึ่งกระทำโดยจักรพรรดิโคโตกุเมื่อปี 646 การปฏิรูปในครั้งนั้น ได้เริ่มนำเอาวัฒนธรรมการปฏิบัติและเทคนิคการบริหารต่าง ๆ ของจีนมาใช้กับกลุ่มชนชั้นสูงและระบบราชการของญี่ปุ่น

ต่อมาประมวลกฎหมายโยโรและประมวลกฎหมายไทโฮก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 702 พร้อมกับประกาศคำสั่งที่ให้ประชาชนมารายงานตัวกับทางการเป็นประจำ เพื่อเก็บข้อมูลมาจัดทำสำมะโนประชากร ที่ต่อมาจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเกณฑ์ทหาร หลังจากนั้น เมื่อการทำสำมะโนประชากรเสร็จสิ้นลง ทำให้รู้ว่าประชากรในญี่ปุ่นมีการกระจายตัวกันอย่างไร จักรพรรดิคัมมุก็ได้ริเริ่มกฎหมายให้ประชากรเพศชายที่เป็นผู้ใหญ่ 1 ใน 3 ถึง 4 คนต้องถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นทหารเหล่านี้จะถูกขอความร่วมมือให้ส่งมอบอาวุธของตนแก่ทางการ แต่พวกเขาจะได้รับการยกเว้นในการเสียภาษีและการรับหน้าที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งตอบแทน

โดยซามูไรปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 8 และมีบทบาทโดดเด่นที่สุดในช่วงการปกครองของโชกุนระหว่างปี ค.ศ. 1185-1868 คำว่า "ซามูไร" (侍) มาจากคำในภาษาญี่ปุ่นว่า "ซาบุเรา" (saburau) ซึ่งแปลว่า "รับใช้" โดยมีหลักการที่ยึดถือคือ ด้วยวิถีแห่งนักรบ นั่นก็คือ บูชิโด (武士道) ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เน้นความกล้าหาญ, เกียรติยศ และความจงรักภักดี

เมื่อการปฏิรูปสมัยเมจิเกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นการแสดงว่าญี่ปุ่นมีความทันสมัย สมาชิกในคณะรัฐบาลเมจิจึงตัดสินใจที่จะเดินตามรอยเท้าของสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยให้อยู่บนฐานคติที่ว่า “สิทธิพิเศษย่อมมีข้อผูกมัด” (Noblesse obligé) ส่วนซามูไรนั้น ก็ถูกลดอำนาจทางการเมืองไปเหมือนกับของปรัสเซีย ชนชั้นซามูไรจึงสูญสลายไป และกองทัพประจำชาติแบบตะวันตกก็เกิดขึ้นแทน ทหารในกองทัพสมัยใหม่ขององค์พระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่ถูกเกณฑ์เข้ามาทั้งสิ้น แต่ก็มีซามูไร (เก่า) หลายคนที่อาสาไปเป็นทหารให้ และอีกหลายคนก็เข้าไปฝึกเพื่อที่จะเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในกองทัพ ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในกองทัพนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีจุดเริ่มต้นมาจากซามูไรแทบทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาเข้ามาทำงานพร้อมกับแรงจูงใจและวินัยขั้นสูง ประกอบกับการหมั่นฝึกฝนที่โดดเด่นผิดธรรมดา

นักเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศของญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนในช่วงนั้นก็ล้วนเป็นซามูไรมาก่อนเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะว่าซามูไรเท่านั้นถึงจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ แต่เป็นเพราะว่า ซามูไรหลาย ๆ คนอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษาที่ดี นักเรียนแลกเปลี่ยนบางคนเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนเอกชนก่อนเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ซามูไรเก่าอีกหลายคนก็หันมาจับปากกาแทนปืน และได้กลายเป็นนักข่าวและนักประพันธ์ และยังได้ตั้งสำนักหนังสือพิมพ์ของตนเองอีกด้วย ส่วนอดีตซามูไรคนอื่นๆ ก็เข้าไปรับใช้คณะรัฐบาล เนื่องจากพวกเขาอ่านออกเขียนได้และมีการศึกษานั่นเอง

ฮายาชิ ทาดาทากะ (Hayashi Tadataka: 林忠崇) (26 สิงหาคม 1848-22 มกราคม 1941) เป็นไดเมียว (ขุนนาง) แห่งแคว้นโจไซในสมัยโชกุนคนสุดท้ายในช่วงปลายยุคเอโดะ เป็นบุตรชายคนแรกของทาดาอากิระ ฮายาชิ ในแคว้นโจไซ เนื่องจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพี่ชาย ลุงของเขา ฮายาชิ ทาดาคาตะ จึงได้เป็นไดเมียว และได้เป็นไดเมียวหลังจากลุงของเขาเสียชีวิตรัฐบาลโชกุนเอโดะคาดหวังให้เขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบรรลุตำแหน่งระดับสูงได้โดยการผสมผสานทักษะด้านวรรณกรรมและการทหารทั้งหมดของเขา

เขายังเป็นที่รู้จักในชื่อ Ichimu (一夢) ในช่วงสงครามโบชินปี 1868 ด้วยวัยเพียง 20 ปี ฮายาชิได้นำกองกำลังของแคว้นสนับสนุนกองทัพของอดีตโชกุน และต่อมาเขาได้ยอมจำนนโดยสมัครใจ เมื่อได้รับข่าวว่าตระกูล Tokugawa จะได้รับที่ดินในShizuoka เขาวางดาบลง และต้องจ่ายราคาแพงจากการไปทำสงคราม แม้แต่ผู้ที่ต่อสู้และพ่ายแพ้ในปี 1868 ก็ได้รับเงินบำนาญอย่างสุขสบาย

แต่ ฮายาชิก็ยังคงประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก เขาประกอบอาชีพต่าง ๆ ต้องทำไร่ทำนาในที่ดินศักดินาเก่า ต่อมาได้ลองทำงานเป็นเสมียนในร้านขายของชำในฮาโกดาเตะ เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในโตเกียว และช่วงหนึ่งเป็นเสมียนในโอซาก้า จนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1890 ทาดาฮิโระ หลานชายและทายาทบุญธรรมของทาดาทากะ จึงได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง จากการล็อบบี้ของอดีตข้ารับใช้ของเขา ตัวทาดาทากะเองก็ได้รับยศชั้นราชสำนักชั้นรองที่ห้า ต่อมา เขายังเคยบวชเป็นพระชินโตที่วัดโทโชกูอันเลื่องชื่อในนิกโก ในชุดสามัญชนของเขา ไม่มีใครสามารถแยกแยะเขาออกจากชายอื่นได้ ในสมัยเมจิ ครอบครัวของเขาได้รับการสถาปนาเป็นขุนนาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Kazoku เขายังรับราชการที่โทโชกูในนิกโกช่วงหนึ่งด้วย ฮายาชิมีชีวิตอยู่จนถึงศตวรรษที่ 20 และมีชื่อเสียงในฐานะ " ไดเมียวคน สุดท้าย " หรือ "อดีตซามูไรคนสุดท้าย"

ฮายาชิ ทาดาทากะ ก็มีชีวิตอยู่จนถึงปี ค.ศ. 1941 ขณะชราภาพ เขาอาศัยอยู่กับ มิตสึ บุตรสาว และหลาน ๆ ในวันที่เขาเสียชีวิต บุตรสาวของเขาได้ขอบทกวีเกี่ยวกับความตาย (จิเซ) นั่นคือ เธอได้ขอให้เขาทำพิธีกรรมสุดท้ายของชีวิตซามูไร ซามูไรคนสุดท้ายยังคงแจ่มใส มองตาเธอ และพูดด้วยประโยคที่เฉียบคมยิ่งกว่าคมดาบใด ๆ ว่า "พ่อเคยมีบทกวีนี้ในปี 1868 แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว" แล้วเขาก็จากไปในทันที วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1941 มีการประกาศอย่างไม่เป็นทางการใน Kanpō ซึ่งเป็นราชกิจจานุเบกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อแจ้งให้สาธารณชนทราบถึงการเสียชีวิตของ ฮายาชิ ทาดาทากะ ซามูไร...คนสุดท้ายของญี่ปุ่น

ขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 68/69 ราคาเดียวทั่วประเทศ ที่ 890 บาท/ตัน วางมาตรการจูงใจชาวไร่ตัดอ้อยสด-ลดเผา ตามข้อสั่งการ “รมว.ธนกร”

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 9/2568 ซึ่งมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ราคาเดียวทั่วประเทศ ในอัตรา 890 บาทต่อตัน ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. พร้อมกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยที่ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายอยู่ที่ 381.43 บาทต่อตัน ทั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์จากเกษตรกรชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเร็ว ๆ นี้ ก่อนที่จะประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
.
การพิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ปี 2568/69 เป็นวาระประชุมสืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 โดยผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลได้หารือกันอย่างเข้มข้นถึงการกำหนดราคาว่าจะมีราคาเดียวทั่วประเทศเหมือนเดิม หรือจะมี 2 ราคาเพื่อให้ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1 3 6 และ 9 ซึ่งมีค่า yield น้ำตาลที่สูง (ในฤดูการผลิตปี 2567/68) ได้รับราคาอ้อยมากกว่าประมาณ 50 บาทต่อตัน โดยมากกว่าชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 2 4 5 และ 7 ซึ่งมีค่า yield น้ำตาลต่ำกว่า (ในฤดูการผลิตปี 2567/68) จากการหารือในที่ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลได้ตกลงที่จะให้มีราคาอ้อยขั้นต้นฯ ปี 2568/69 ราคาเดียวทั่วประเทศเช่นเดิม นอกจากนี้ โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ได้มีเจตนารมณ์ยินดีจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 40 บาทต่อตัน ให้กับชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1 3 6 และ 9 เพื่อให้ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยคุณภาพดี มีค่า yield น้ำตาลสูง ได้มีเงินทุนไปหมุนเวียนในการประกอบอาชีพก่อน

นายใบน้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือและดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายธนกร วังบุญคงชนะ) เนื่องจากในปีนี้ชาวไร่อ้อยมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ประกอบกับนโยบายการไม่เผาอ้อยของภาครัฐมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นตาม “มาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กอน. เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และให้โรงงานหยุดรับอ้อยเข้าหีบตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 และรับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่เริ่มต้นหีบอ้อยจนถึงวันเด็ก (วันที่ 10 มกราคม 2569) 

นอกจากนี้ ในฤดูการผลิตปี 2568/69 สอน. ได้วางแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่ทำดี ประกอบด้วย โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิต 2568/2569 โดยสนับสนุนให้แก่ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดสะอาด 100% โครงการสนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสดและโมเดลธุรกิจใหม่-คนละครึ่ง Farmer Plus โดยให้โรงงานรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยมากกว่า 4,515 กลุ่ม ตามเงื่อนไขโดยมีจำนวนเกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมกลุ่มกว่า 60,000 ราย และภาครัฐสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ “เครื่องสางใบอ้อย ตัดอ้อยพ่วงข้าง เครื่องกวาดใบอ้อย เครื่องอัดใบ และผานสับคลุกใบอ้อย” ในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาซื้อตามนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล มาตรการจูงใจเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้สนับสนุนจูงใจให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% อยู่แล้ว การลดหย่อนภาษีให้แก่โรงงานน้ำตาลที่รับอ้อยเผาตามเกณฑ์ที่กำหนด และขอลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่รับซื้อใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง โครงการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พิจารณาสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำเข้ารถตัดอ้อยแบบปลอดอากร เพื่อให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาใช้งาน

“สอน. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ภายใต้แนวคิด ทำดี ต้องได้ดี และมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับชุมชน และหวังว่ามาตรการหรือแนวทางต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลร่วมมือร่วมใจกันทำสถิติอ้อยเผาได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (ต่ำกว่า 14%) ” นายใบน้อย กล่าวปิดท้าย

ลั่นรัฐบาลล้มเหลวปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ไล่ ‘นายกแป้น’ ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป

(2 ธ.ค. 68) โลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ร่วมประชุมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และทีมบริหารจังหวัดสงขลา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยนายชาดาเล่าว่าลงพื้นที่ไปดูหน้างานพบว่า “น้ำไม่มี ไฟไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี” 

ตอนหนึ่งของการประชุม นายชาดากล่าวว่า “เมื่อกี้ผมบอกท่านนายกแป้น ทำให้จบ ทำให้เสร็จ แล้วลาออกไปเลย ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป มันมีคนจะต้องลาออกตามนายกแป้นไปด้วย” พร้อมติงว่า วันนี้ผู้มีหน้าที่ “ไม่มีจิตวิญญาณ” ในการช่วยเหลือ ประชาชนบางส่วนต้องหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน ทั้งที่มีประกาศเขตภัย 100% แต่กลับไม่มีความพยายามเข้าไปช่วย “มันถือว่ารัฐล้มเหลวครับ กลไกของรัฐล้มเหลวหมดเลย ถ้าปีหน้าท่วมอีกจะทำยังไง”

นายชาดาย้ำว่า สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังน้ำลดคือ “ทำความสะอาดเมืองก่อน ฆ่าเชื้อก่อน นั่นคือการเยียวยาหัวใจคนหาดใหญ่” พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งการจัดการพื้นที่ปลอดภัย การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการวางระบบป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเดิมในปีถัดไป

ต่อมาเวลา 12.49 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวสอบถามนายอนุทินที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอของนายชาดาที่ให้ “นายกแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ลาออกจากตำแหน่ง นายกฯเพียงหัวเราะในลำคอ ก่อนปฏิเสธตอบคำถามแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที 

เมื่อถูกถามต่อถึงหลักเกณฑ์เงินเยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่าให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้ชี้แจง และทิ้งท้ายเพียงคำว่า “มีนัดๆ” ก่อนออกจากทำเนียบไปรับประทานอาหารกลางวัน แล้วจะกลับเข้าทำเนียบอีกครั้งในช่วงบ่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top