Saturday, 6 June 2026
NEWS FEED

เจรจา ‘ไดกิ้น’ สำเร็จ โบนัส 7 เดือน เงิน 15,000 บาท เปลี่ยนทองเป็นเงิน 50,000 บาท พนักงานกลับเข้างานตามปกติ

(9 ธ.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาร่วมกันระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สหภาพแรงงานไดกิ้น อมตะ รักษ์เสรี ว่า หลังการเจรจานานกว่า 12ชม.โดยมีการเจรจาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. - วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 00.30 น.ในที่สุดก็ได้ข้อยุติเป็นทางออกร่วมกัน 

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบหมายให้นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหัวหน้าคณะเจรจาไกล่เกลี่ย พร้อมด้วยนายเชิดศักดิ์ อุ่นคำ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี นายดุสิต สุขไสย ผอ.กลุ่มงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและข้อขัดแย้ง นายชุมพล ไพโรจน์สมบัติ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักแรงงานสัมพันธ์ และทีมงาน ร่วมเจรจา ณ ห้องลานนา โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ จากการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

1. บริษัทฯ ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2568 ในอัตรา 7 เดือน + 12,000 + 3,000 บาท
2. บริษัทฯ ตกลงปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2569 ที่ค่ากลางเกรด C ในอัตรา 3.0%
3. สวัสดิการรางวัลสถิติการทำงานต่อเนื่อง เปลี่ยนระบบการจ่ายจากทองคำเป็นการจ่ายด้วยเงิน 10 ปีขึ้นไป 50,000 บาท
4. บริษัทตกลงปรับเพิ่มสวัสดิการค่ากะจากเดิม 150 บาท/วัน เปลี่ยนเป็น 160 บาท/วัน
5. บริษัทตกลงพิจารณากำหนดวันหยุดเพิ่มเติมในปฏิทินปี 2569 วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน และวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 9 วัน
.
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ข้อตกลงมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จะกลับเข้าทำงานตามปกติในวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์และคุ้มครองแรงงานทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างดีที่สุด
 

ไม่มีเดือนปกติ รวมคำทำนายหมอดูไทย ในอีก 12 เดือน ข้างหน้า ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปีม้าไฟ 2569 “ไม่มีเดือนปกติ” – รวมคำทำนายหมอดูไทย 12 เดือน ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปี 2569 กำลังถูกพูดถึงว่าเป็น “ปีม้าไฟ” ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน และการพลิกชะตาแบบแรง ๆ

หมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนักในไทย ทั้งสายดวงเมืองและดวงส่วนตัว ต่างออกมาให้คำทำนายล่วงหน้า

ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไปจนถึงภัยธรรมชาติและดวงชีวิตรายบุคคล

เมื่อรวบรวมคำทำนายจากทั้ง อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ผู้เปิดไพ่ยิปซีดวงเมืองปีม้าไฟ,

หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ที่ผูกดวง 12 ราศีแบบละเอียดตลอดปี,

หมอปลาย พรายกระซิบ และซินแสภาณุวัฒน์ ที่เตือนแรงเรื่องภัยธรรมชาติ–โรคใหม่,

รวมถึงโหรฟองสนาน จามรจันทร์ ที่อ่านดวงเมืองและดวงบุคคลสำคัญทางการเมือง

จะเห็น “ธีมร่วม” ว่า ปี 2569 ไม่ใช่ปีเบา ๆ แต่เป็นปีที่มีทั้งโอกาสและแรงสั่นสะเทือนสลับกันไปตลอด 12 เดือน

【ดวงเมืองปีม้าไฟเด็กครองเมือง – อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม, ไทยรัฐออนไลน์】

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – ซินแสภาณุวัฒน์, หมอปลาย พรายกระซิบ (สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์)】

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ฟองสนาน จามรจันทร์, ไทยโพสต์】

บทความนี้ไม่ใช่การฟันธงว่า “ต้องเกิดจริง” แต่ชวนผู้อ่าน The States Times มาดู “ปฏิทินคำทำนาย” ปี 2569

แบบไล่เดือน ตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคม ว่าตามสายตาหมอดูไทยแล้ว ปีม้าไฟนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

พร้อมทั้งชวนคิดต่อว่า ถ้าคำทำนายเป็นเพียง “สัญญาณ” เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้รอด ไม่ว่าจะเชื่อมากหรือน้อยก็ตาม

---------------------------------

มกราคม: เริ่มปีด้วยแผลเก่าของดวงเมือง – แต่บางราศีกลับเป็น “นาทีทอง”

---------------------------------

ดวงเมืองจากอาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ระบุว่าเดือนมกราคมของปี 2569 อยู่ในอิทธิพลของ “ไพ่ 3 ดาบ”

เป็นสัญลักษณ์ของบาดแผล ความผิดหวัง และเรื่องที่ยังคาใจจากปีเก่า

จึงถูกเตือนให้ “อดทน” และระวังทั้งเรื่องฟืนไฟ แผ่นดินไหว และปัญหาน้ำฝน–น้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลายหมดไปในทันที

พร้อมทั้งชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการจัดการน้ำและที่อยู่อาศัย เพราะ “แก้ฟ้าไม่ได้ ต้องแก้ที่คน”

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ในอีกมุมหนึ่ง หมอช้าง ทศพร กลับมองว่า เดือนมกราคมคือ “จุดเริ่มต้นที่ปังมาก” ของหลายราศี เช่น

– ราศีเมษ: การงานเปลี่ยนแล้วดีขึ้น มีโอกาสเริ่มเส้นทางใหม่ ถ้าลงมือช่วงต้นปีจะเห็นผลชัดเจน

– ราศีธนู: ม.ค.–มิ.ย. คือครึ่งปีทอง โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่ถูกย้ำว่าควรลุยงาน–ดีลใหญ่ให้เต็มที่

เพราะทั้งงานและเงินมีพลังสนับสนุนสูงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ภาพรวมเดือนแรกของปีจึงออกมาแบบ “สองหน้า” ดวงเมืองยังแบกแผลเก่า แต่ดวงส่วนบุคคลของบางกลุ่ม

กลับได้จังหวะเริ่มต้นใหม่ ถ้ามองเชิงสัญลักษณ์ ก็คือปีที่เริ่มต้นท่ามกลางความไม่แน่นอน

แต่โอกาสก็มีให้กับคนที่เตรียมตัวพร้อมและกล้าลงมือก่อน

---------------------------------

กุมภาพันธ์: เศรษฐกิจ–อสังหาฯ เริ่มขยับ และจังหวะดีของการเจรจา

---------------------------------

จากการเปิดไพ่ของอาจารย์มงคล ไพ่ “7 เหรียญ” ถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มของการเก็บเกี่ยวผล

โดยเฉพาะตั้งแต่ “เดือนกุมภาพันธ์ขึ้นไป” ค้าขาย การซื้อขายที่ดิน บ้าน คอนโด

รวมถึงตลาดมือสองและการซ่อมแซม–รีโนเวต มีแนวโน้มคึกคักขึ้น

คนไทยถูกมองว่าจะ “ขยันมากขึ้น” และเริ่มใช้บทเรียนจากปีแย่ ๆ มาปรับวิธีหาเงิน

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ฝั่งดวงส่วนตัว หมอช้างระบุว่า

– ราศีเมษ: ยังอยู่ในช่วง “นาทีทอง” ยาวจากมกราคมถึงกุมภาพันธ์ งาน–โชคลาภเด่น

– ราศีพฤษภ: เดือนมีนาคมคือจุดพีค แต่จังหวะดีเริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การพูด การเจรจา

– ราศีมิถุน: ช่วงม.ค.–พ.ค. ถือว่าดีทั้งหมด แต่กุมภาพันธ์ถูกระบุว่าเป็นเดือนที่ “พีคสุด”

ทั้งการเริ่มงานใหม่และโอกาสสำคัญในชีวิต

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ขณะเดียวกัน โหรฟองสนาน จามรจันทร์ ยังระบุว่า ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

คือจุดเริ่มเกณฑ์สำคัญในชีวิตของบุคคลการเมืองหลายคน

ทั้งในแง่ “เสียไปแล้วได้กลับ” หรือ “ได้แล้วรักษาไว้ไม่ง่าย”

สะท้อนภาพว่าโหรสายการเมืองมองกลางไตรมาสแรกของปี 69

เป็นจุดเริ่มเกมใหม่บนเวทีอำนาจ

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มีนาคม: พลังมวลชน–คลื่นคนรุ่นใหม่เริ่มชัด และจังหวะเด่นของพฤษภ–มิถุน

---------------------------------

อาจารย์มงคลตีความไพ่ “10 ถ้วย” ว่าเป็นพลังของกลุ่มคน การรวมตัวของมวลชน และพลังใหม่ ๆ

ที่จะปรากฏชัดขึ้นในช่วง “มีนาคมถึงมิถุนายน” โดยเชื่อมโยงกับภาพ “เด็กครองเมือง”

และการสิ้นสุดวาสนาของผู้ใหญ่บางกลุ่ม

เป็นช่วงที่พลังของคนรุ่นใหม่ กลุ่มอาชีพใหม่ หรือขบวนการบางอย่างจะชัดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านดวงส่วนบุคคล

– ราศีพฤษภ: หมอช้างระบุชัดว่า “เดือนมีนาคม” คือจังหวะดวงดีมากเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะงานขาย เจรจา นายหน้า หรือการสอบสัมภาษณ์

– ราศีกุมภ์: ถูกเตือนให้ระวังการเดินทางและอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม แม้ดวงภาพรวมจะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

เดือนมีนาคมจึงเป็นเดือนที่ดวงเมืองพูดถึง “พลังมวลชน”

ขณะที่ดวงส่วนบุคคล บางราศีได้ใช้ “ปาก–การสื่อสาร” เป็นอาวุธสำคัญ

ใครที่อยู่ในอาชีพที่ต้องเจรจาต่อรอง ช่วงนี้คือเดือนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

---------------------------------

เมษายน: เดือนดาวแรงเรื่องสุขภาพ–อุบัติเหตุของหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างเตือนชัดเจนว่า “เดือนเมษายน” เป็นเดือนที่ต้องระวังสุขภาพและอุบัติเหตุเป็นพิเศษสำหรับบางราศี เช่น

– ราศีกันย์: มีเกณฑ์เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดในเดือนเมษายน แม้ภาพรวมทั้งปีจะเป็นปีที่งาน–ธุรกิจคึกคัก

– ราศีมีน: ถูกเตือนเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุในเมษายนเช่นกัน

แม้จะมีจังหวะการเงินดีมากในเดือนพฤษภาคมต่อเนื่อง

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งโหรสายดวงเมือง ฟองสนานยังเขียนถึงเกณฑ์ “เสียแล้วไม่ได้คืน”

ของนักการเมืองบางคนในช่วง 2 เมษายน–12 พฤษภาคม 2569

สะท้อนว่าเมษายนไม่ใช่เดือนสบาย ๆ บนเวทีอำนาจ

แต่เป็นช่วงที่หลายคนอาจต้องแลกอะไรบางอย่างอย่างถาวร

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมษายนจึงเป็นเดือนที่ควร “เพลาเกมเสี่ยง” ลงบ้าง

ใครคิดจะลงทุนหรือเดินทางแบบลุยสุดตัวอาจต้องถามตัวเองอีกครั้ง

ว่าเวลานี้เหมาะกับการเร่งเครื่อง หรือเหมาะกับการเช็กสภาพรถ–สภาพร่างกายก่อนจะลุยต่อกันแน่

---------------------------------

พฤษภาคม: การเงินเริ่มขยับ – ทั้งดวงเมืองและดวงส่วนบุคคล

---------------------------------

จากคำทำนายดวงเมืองของอาจารย์มงคล การค้าขายและอสังหาฯที่เริ่มฟื้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

จะทยอยส่งผลชัดขึ้นในไตรมาสสองของปี

คนไทยถูกมองว่าจะ “กลับมาขยัน” มองหาโอกาสต่อยอดรายได้จากสิ่งที่มี

และหันมาใส่ใจความมั่นคงระยะยาวมากขึ้น

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านหมอช้าง

– ราศีเมษ: ดาวการเงินส่งผลจริง ๆ ตั้งแต่ช่วง “ประมาณเดือนพฤษภาคม” เป็นต้นไป

ต้นปีต้องวางแผนดี ๆ แล้วจะได้ใช้ผลในช่วงนี้

– ราศีมีน: เดือนพฤษภาคมถูกระบุว่าเป็นจังหวะการเงินแข็งแรง มีโอกาสทั้งรายได้ประจำและรายได้พิเศษ

รวมถึงลุ้นโชคลาภเล็ก ๆ เข้ามาพร้อมกัน

– หลายราศีถูกย้ำว่ากลางปีคือช่วง “เงินเริ่มฟื้น” จากการลุยงานมาตั้งแต่ต้นปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในเวทีการเมือง โหรฟองสนานยังชี้จังหวะ 31 พฤษภาคม–กลางมิถุนายน

เป็นช่วง “ลุ้นตำแหน่งสำคัญ” ของนักการเมืองบางคน

สะท้อนว่าเกมอำนาจมีโอกาสขยับแรงในช่วงนี้

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มิถุนายน: เดือนจุดเปลี่ยน – ทั้งงาน การเงิน และตำแหน่ง

---------------------------------

มิถุนายนถูกย้ำหลายครั้งในคำทำนาย

– ราศีตุลย์: หมอช้างบอกว่า “เดือนมิถุนายน” คือจุดเปลี่ยนสำคัญของปี

เหมาะกับการเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ หรือการขยับงานสำคัญที่รอจังหวะอยู่

– ราศีพิจิก: ถูกเตือนว่ามิถุนายนเป็น “เดือนแรง” เรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุ ต้องระวังเป็นพิเศษ

แม้ภาพรวมจะเป็นปีแห่งการก้าวหน้าทางการงานและการเงินก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งดวงการเมือง ฟองสนานก็ชี้ว่าช่วงปลายพฤษภาคมถึงกลางมิถุนายน

คือหน้าต่างเวลาที่หลายคนอาจ “ได้ตำแหน่ง–ได้โอกาส”

หรืออย่างน้อยก็มีข่าวความเคลื่อนไหวใหญ่ในชีวิต

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

มิถุนายนจึงถูกมองว่าเป็นเดือน “เปลี่ยนเฟส” ของปี 2569

ทั้งในระดับบุคคลและระดับโครงสร้างอำนาจ

---------------------------------

กรกฎาคม: เดือนพีกของงาน–ธุรกิจหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างให้ความสำคัญกับ “เดือนกรกฎาคม” ในฐานะเดือนพีกของบางราศี เช่น

– ราศีกรกฎ: ปีที่ “พลิกจากร้ายเป็นดี” อย่างชัดเจน และกรกฎาคมถูกย้ำว่าเป็นช่วงที่ไม่มีดาวร้าย

งานก้าวหน้า การเงินฟื้น ครอบครัวคลี่คลาย

– ราศีกันย์: แม้ทั้งปีต้องเจองานหนักและบททดสอบจากดาวเสาร์

แต่กรกฎาคมคือช่วงที่มีตัวช่วย–ผู้สนับสนุนชัดเจน ธุรกิจคึกคัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

สำหรับดวงเมือง แม้จะไม่ได้มีการล็อกเดือนกรกฎาคมแบบเฉพาะเจาะจง

แต่หากมองจากจังหวะที่พลังมวลชนเริ่มชัดขึ้นตั้งแต่มีนาคม–มิถุนายน

กรกฎาคมอาจกลายเป็นเดือนที่เราเริ่มเห็น “ผลจากแรงสั่นสะเทือน”

ทั้งฝั่งเศรษฐกิจและการเมืองเริ่มหาจุดทรงตัวชั่วคราว

---------------------------------

สิงหาคม: เดือนอันตรายของสิงห์ – เดือนเงินก้อนของบางราศี

---------------------------------

สิงหาคมคือเดือนที่หมอช้างเตือนแรงที่สุดเดือนหนึ่ง

– ราศีสิงห์: ถูกระบุให้ “รีบเริ่ม–รีบจบ” สิ่งสำคัญให้ทันก่อนเดือนมิถุนายน

เพราะ “เดือนสิงหาคม” คือเดือนอันตราย มีหลายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

ทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ทำให้ดวงดาวแรงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในอีกด้านหนึ่ง

– ราศีพิจิก: สิงหาคมคือเดือนที่ “เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ” โดยเฉพาะด้านการเงิน เห็นเงินก้อน ชัดเจน

– ราศีมังกร: สิงหาคมก็ถูกมองว่าเป็นเดือนลงตัวทั้งงาน เงิน และความรัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ด้านคำทำนายดวงเมือง สายหมอปลาย–ยมทูตคำทำนาย เตือนภาพใหญ่ของปี 2569

ทั้งเรื่อง “มวลน้ำยักษ์ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห้องทดลอง”

แม้จะไม่ระบุเดือนชัดเจน แต่เมื่อเชื่อมกับฤดูฝนและช่วงดวงดาวแรงในครึ่งปีหลัง

สิงหาคมจึงกลายเป็นเดือนที่หลายคนจับตาเป็นพิเศษ

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ยมทูตคำทำนาย (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

---------------------------------

กันยายน: เดือนพักหายใจ – ทบทวนสิ่งที่เกิดใน 8 เดือนแรก

---------------------------------

คำทำนายที่พูดถึง “กันยายน 2569” โดยตรงมีไม่มากเมื่อเทียบกับเดือนอื่น

ส่วนใหญ่เป็นการลากยาวจากจังหวะครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม หากดูจากรูปแบบทั้งปีที่ต้นปี–กลางปีเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง

และครึ่งปีหลังกดดันเรื่องภัยธรรมชาติ–การเมือง–เศรษฐกิจ

กันยายนอาจถูกมองว่าเป็นเดือน “พักหายใจเชิงยุทธศาสตร์”

– คนทำธุรกิจอาจใช้เวลานี้สำรวจว่า สิ่งที่ลงทุนตั้งแต่ต้นปีเริ่มให้ผลอย่างไร

– คนทำงานประจำหลายราศี เพิ่งผ่านทั้งเดือนดีและเดือนอันตรายอย่างเมษายน–สิงหาคมมา

กันยายนจึงเหมาะกับการจัดระบบชีวิตมากกว่าลุยอะไรใหม่สุดตัว

ในแง่ดวงชะตา เราแทบไม่เห็นหมอดูคนไหน “ฟันธงหายนะ” ในเดือนนี้

ซึ่งก็อาจเป็นข่าวดีเล็ก ๆ ของปีม้าไฟ

---------------------------------

ตุลาคม: โอกาสใหม่–เกณฑ์ช่วยของบางคน

---------------------------------

โหรฟองสนาน ระบุว่า สำหรับบางบุคคลสำคัญทางการเมือง

“20 ตุลาคม–สิ้นปี 2569” เป็นช่วงที่หัวหน้าเทวดาประจำตัว “อำนวยโชคชัย”

ช่วยคานเกณฑ์ลบ โดยเฉพาะผู้ที่เจอแรงปะทะหนักมากมาตั้งแต่ปีก่อน

สะท้อนภาพว่าไตรมาสสุดท้ายของปี มีพื้นที่ให้ “ตั้งหลักใหม่” อยู่บ้างสำหรับบางคน

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

ในเชิงดวงส่วนบุคคล ช่วงปลายปีมักถูกพูดถึงในเชิง “เก็บเกี่ยว”

มากกว่าการเริ่มต้นใหม่ ใครที่ลุยงานมาตลอดปี

ตุลาคมจึงอาจกลายเป็นเดือนที่เห็นภาพชัดขึ้นว่า ปีม้าไฟให้บทเรียนอะไรกับเราไปแล้วบ้าง

---------------------------------

พฤศจิกายน: เกณฑ์ดวงแรง–คดีความ–ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

---------------------------------

ในคำทำนายของฟองสนาน หลายคนถูกชี้ว่า

“ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป”

จะเข้าสู่เกณฑ์ดวงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องคดีความ การเสียของรัก หรือแรงปะทะทางการเมือง

บางคนถูกระบุว่าเกณฑ์ลบจะลากยาวออกไปถึงปีถัดไปด้วย

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมื่อเชื่อมกับคำเตือนของหมอปลายและซินแสภาณุวัฒน์เรื่อง

“น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่” ในปีม้าไฟ

แม้จะไม่ระบุเดือนชัด แต่หลายสำนักก็เห็นตรงกันว่า

“ปลายปี” คือช่วงที่ทั้งดวงดาวและสถานการณ์โลกมีความผันผวนสูง

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ซินแสภาณุวัฒน์ (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

พฤศจิกายนจึงเป็นเดือนที่ควรระวังทั้งระดับ “บน–ล่าง”

ตั้งแต่เกมการเมือง ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนตัวเล็ก ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม

---------------------------------

ธันวาคม: สรุปบทเรียนปีม้าไฟ – คลื่นลูกใหม่กับการรีเซ็ตอนาคต

---------------------------------

แม้หลายคำทำนายจะชี้ว่า ปี 2569 เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง

แต่ดวงเมืองของอาจารย์มงคลก็ยังทิ้งภาพในเชิงบวกไว้ว่า

นี่คือปีที่ “เด็กครองเมือง” คนรุ่นใหม่–คนอายุน้อย

และคนที่พร้อมปรับตัวจะได้ขึ้นมาเป็นกำลังหลัก

เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวจากความขยันและการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ทางฝั่งดวงส่วนบุคคล หมอช้างเองก็มีมุมว่า ปี 2569 เป็นปีที่ “ดาวใหญ่มีพลังมากที่สุดในรอบ 12 ปี”

ซึ่งแปลว่าหลายราศีจะมีโอกาสสำคัญในชีวิต ถ้าใช้จังหวะให้ถูก

และถึงแม้บางช่วงจะเจอดาวแรง–เดือนอันตราย แต่ถ้าผ่านไปได้

ท้ายที่สุดก็อาจได้เซอร์ไพรส์ดี ๆ ส่งท้ายปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

---------------------------------

สรุป: อ่านดวงไม่ใช่เพื่อกลัว แต่เพื่อเตรียมตัว

---------------------------------

เมื่อเอาคำทำนายจากหมอดูไทยหลายสำนักมาวางเรียงกันเป็น “ปฏิทินปี 2569”

สิ่งที่เห็นชัดคือ ปีม้าไฟไม่ได้มีแค่ภาพมืดมิดหรือดีสุดขั้วด้านเดียว

แต่เต็มไปด้วย “จังหวะ” ที่สลับกันระหว่างโอกาสและความเสี่ยง

– ต้นปี: แบกแผลเก่าจากปี 2568 แต่เปิดพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่

– กลางปี: คือจุดเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ งาน และอำนาจ

– ปลายปี: เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง ทั้งคดีความ ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

แต่ก็มี “หน้าต่างแห่งโอกาส” ให้คนที่พร้อมจะรีเซ็ตตัวเอง

ในฐานะสื่อ เราไม่อาจยืนยันว่าคำทำนายเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงตามตัวอักษรหรือไม่

แต่ในฐานะ “สัญญาณ” มันสะท้อนอย่างน้อย 3 อย่างของสังคมไทยวันนี้คือ

1) คนไทยรู้สึกว่ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านใหญ่

2) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิอากาศ กลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดาพูดถึงในชีวิตประจำวัน

3) คนจำนวนไม่น้อยยังมองหา “ที่พึ่งทางใจ” เพื่อจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเผชิญอนาคตอย่างลำพัง

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะเชื่อหมอดูมากน้อยแค่ไหน

การอ่านดวงปี 2569 อาจไม่ใช่เรื่องของ “ถูก–ผิด”

แต่น่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคำถามกับตัวเองว่า

ถ้าปีหน้าเป็นปีม้าไฟจริง ๆ เราจะเลือก “ขี่ม้า” ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง

หรือยอมปล่อยให้ไฟเผาเราทั้งที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลยด้วยซ้ำ

*หมายเหตุ: เนื้อหาในบทความนี้เป็นการรวบรวม–สังเคราะห์คำทำนายจากหมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนัก

ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณ และไม่ควรนำไปใช้แทนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ การแพทย์ หรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย*

สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงาม ด้วยวิธีโบราณ “กี่เอว” เป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ “

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

ผ้าทอขนแกะ สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงามเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ"

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

‘รศ.ดร.อักษรศรี’ จี้รัฐบาลไทยถ้า ‘ทรัมป์’ โทรมาอย่ารีบยอม แนะเดินเกมยื้อเวลาเตือนอย่าซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน

(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน” 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง 

ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ (8 ธันวาคม 2568) โดยพบว่ากำลังทหารกัมพูชามีการเสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมถึงมีแนวโน้มว่าฝ่ายกัมพูชาระบุพิกัดใช้อาวุธระยะไกลลึกเข้ามาในเขตไทย

ส่งผลให้กำลังพลไทยมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ช่องบก โดยยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตทางการ 1 ราย และมีข้อมูลไม่เป็นทางการอีก 1 รายซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ เบื้องต้นความเสียหายจากการยิงช่วงเช้าอยู่ในพื้นที่การเกษตร ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บในกลุ่มประชาชน โดยกองทัพจะทยอยให้ข้อมูลผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต และการดูแลในศูนย์อพยพเป็นระยะ

ล่าสุดสำนักสาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี ได้ออกประกาศ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน #รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ใน 10 โรงพยาบาล ได้แก่

1. ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 เปิดบริการทุกวัน 08.30 -19.30 น. เสาร์ อาทิตย์ 09.00-19.30 น.

2. รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ณ งานธนาคารเลือด ชั้น 2 อาคารผ่าตัดและพยาธิวิทยา วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00-19.00 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09.00-18.00 น.

3. รพ.๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิตประตู 3 ชั้น 1 ตึก 9 ชั้น ทุกวันเวลา 08.00-20.00 น.

4. รพ.วารินชำราบ ณ ห้องบริจาคโลหิต อาคารบำบัด ตึก 3 ชั้น 2 วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.15-15.30 น.

5. รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ณ ห้องบริจาคเลือด งานเทคนิคการแพทย์ อาคาร 4 ชั้น 2 เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.

6. รพ.ตระการพืชผล ณ ห้องคัดกรองผู้บริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกอุบัติเหตุ ชั้น 2 เปิด จันทร์ - ศุกร์ (วันทำการ) เวลา 08.00-16.00 น.

7. รพ.พิบูลมังสาหาร ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 1 เปิดบริการทุกวันราชการ 08.30-15.30 น.

8. รพ.เขมราฐ ณ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกผู้ป่วยนอก เปิดบริการ ทุกวันราชการ เวลา 08.30-15.30 น.

9. รพ.บุณฑริก ณ ตึก 5 ชั้น 2 เปิดบริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-15.30 น.

10. รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ (วันทำการ) เช้า 09.00-11.00 น. บ่าย 13.00-15.30 น.

นอกจากนี้ ยังมี โรงพยาบาลศรีสะเกษ ขอรับบริจาคโลหิตจำนวนมากเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ธนาคารเลือด อาคาร 10 ชั้น 2 โรงพยาบาลศรีสะเกษเวลาทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-20.00 น. (ไม่หยุดพัก) และวันหยุด เวลา 09.00-15.30 น. (หยุดพักเที่ยง 12.00-13.00 น.)
.
โรงพยาบาลสุรินทร์ ขอรับบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานที่: บริจาคโลหิตได้ทุกวันที่คลังเลือด อาคารพยาธิ ชั้น 2 เวลาทำการ: เวลา 08.30-18.00 น. 

โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ สถานที่รับบริจาค 2 จุด ได้แก่ ศูนย์รับบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารจอดรถ และแผนกคลังเลือด ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เวลาทำการ: ทั้งสองจุดเปิดรับทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น. มีสถานที่จอดรถสำหรับผู้บริจาคโลหิตที่อาคารจอดรถ ชั้น 2 และบริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 5
 

อิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มากด้วยประสบการณ์งานด้านการปกครอง กำลังสำคัญขับเคลื่อนชลบุรีให้เติบโตมั่นคง

ในรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับทีมผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์การพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง 

หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามอง คือ “อิสรา เจริญชาศรี” ข้าราชการสายปกครองที่เติบโตมาจากทั้งระดับอำเภอ ส่วนกลาง และกรมการปกครอง ซึ่งได้รับการย้ายมาดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี” ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3513/2568 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

การมารับตำแหน่งครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มทีมบริหารจังหวัดชลบุรีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของส่วนกลางต่อบทบาทของชลบุรีในฐานะจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ในเชิงภูมิหลังส่วนตัว อิสราเป็น “ชาวจังหวัดชลบุรีโดยกำเนิด” เติบโตจากเมืองที่มีทั้งเศรษฐกิจดั้งเดิม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ก่อนจะไปต่อยอดองค์ความรู้ในต่างประเทศ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Conflict Development and Security (MA) จาก University of Leeds ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การจัดการความขัดแย้ง และความมั่นคงเชิงสังคม ฐานวิชาการด้านนี้ทำให้เขามองเห็นทั้งภาพเชิงนโยบาย โครงสร้างปัญหา และพลวัตของผู้คนในพื้นที่ที่หลากหลายไปพร้อมกัน

เส้นทางในราชการของนายอิสราเดินอยู่บนสายงานมหาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากบทบาทปลัดอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท และปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ที่ทำให้ได้เรียนรู้การบริหารงานปกครองใกล้ชิดประชาชนในระดับอำเภอ จากนั้นก้าวสู่ตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ในสมัยนายเสนีย์ จิตตเกษม) และเลขานุการรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายประชา เตรัตน์) ก่อนขึ้นมาทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในส่วนกลาง ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย รวมถึงตำแหน่งนายอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญของงานปกครองท้องที่

ในระดับกรมการปกครอง อิสรา ยังผ่านงานบริหารที่มีความซับซ้อนหลากหลาย ทั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการกองการสื่อสาร ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารบุคลากร การสื่อสารภายในองค์กร และการสนับสนุนกำลังภาคประชาชนในนาม “อาสารักษาดินแดน” ทั่วประเทศ 

บทบาทเหล่านี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับการทำงานเชิงระบบ การวางกลไกสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ และการประสานพลังระหว่างราชการกับประชาชนในสถานการณ์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในมิติความมั่นคงควบคู่ไปกับการบริการประชาชน

เมื่อมองจากประสบการณ์ทั้งหมดมาถึงวันนี้ การที่ชลบุรีได้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นทั้ง “ลูกหลานชลบุรี” และ “ข้าราชการมหาดไทยสายปฏิบัติ-สายยุทธศาสตร์” ในคนเดียวกัน ย่อมน่าจับตาในแง่แนวทางการพัฒนาจังหวัด 

ในด้านหนึ่ง เขามีพื้นฐานเข้มแข็งด้านการบริหารความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเป็นต่อจังหวัดที่เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม และส่วนหนึ่งของพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคตะวันออก 

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในงานบุคลากร การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับกำลังภาคประชาชน น่าจะช่วยให้เขาออกแบบกลไกการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากเขาสามารถดึงบทเรียนจากทั้งระดับอำเภอ ระดับกรม และระดับจังหวัดมาร้อยรวมกันได้อย่างลงตัว ก็มีโอกาสที่ชลบุรีจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ “เติบโต มั่นคง และไม่ทิ้งคนในพื้นที่ไว้ข้างหลัง”
 

ทัพเทคบอลไทยกวาด 2 แชมป์โลกกลางโรมาเนีย คว้า 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง เตรียมลุยต่อในซีเกมส์ที่ชลบุรี

(8 ธ.ค. 68) ทัพเทคบอลทีมชาติไทย สร้างชื่อเสียงระดับโลกอีกครั้งที่โรมาเนีย คว้าถึง 2 แชมป์โลก ในการแข่งขันเทคบอลชิงแชมป์โลก 2025 ที่เมืองโอดอร์เฮอู เซกุยเอสค์ ประเทศโรมาเนีย พร้อมกับเก็บเหรียญรวมสูงสุด 5 เหรียญ ได้แก่ 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง ลั่นสถานะมหาอำนาจเทคบอลโลก

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 ธันวาคม 2568 มี 5 ประเภทแข่งขันหลัก ทั้งเดี่ยวและคู่ชาย-หญิงและคู่ผสม ท่ามกลางการเชียร์จากแฟนกีฬาหลายชาติ ทั้งนี้ ทีมชาติไทยในฐานะแชมป์เก่าจากปี 2024 ที่เวียดนาม มีเป้าหมายป้องกันแชมป์และยืนยันความแข็งแกร่งบนเวทีโลกอีกครั้ง

'หยก' จุฑาทิพย์ กันทะธง มือ 1 โลกประเภทเดี่ยวหญิง โชว์ฟอร์มสุดยอดคว้าแชมป์โลก 2 ประเภท ทั้งเดี่ยวหญิง และคู่หญิงกับ 'นิด' สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ คู่มือ 1 ของโลก โดยเฉพาะในรอบชิงชนะเลิศเดี่ยวหญิง เธอเอาชนะมือ 2 โลกเจ้าภาพโรมาเนียได้ด้วยสกอร์ 2-1 เซต เผยว่า "นี่คือชัยชนะที่ยืนยันว่าอันดับ 1 โลกของฉันไม่ได้มาเพราะกระแส แต่ด้วยฝีมือและความสม่ำเสมอ"

นอกจากนี้ ทีมไทยยังคว้าเหรียญเงินจากประเภทคู่ชายและคู่ผสม และเหรียญทองแดงจากเดี่ยวชาย แสดงให้เห็นศักยภาพและความลึกของทีม ขณะเดียวกันเตรียมลุยต่อในซีเกมส์ 2025 ที่ชลบุรีเกือบครบชุด พร้อมเป้าหมาย "ต่อยอดจากเวทีโลกสู่เวทีภูมิภาค"

เทคบอลกีฬาใหม่ที่ผสมผสานทักษะฟุตบอลและตะกร้อบนโต๊ะโค้ง ชี้เป็นสนามใหม่ที่ไทยรับมือได้ดีและอาจเป็นแหล่งเหรียญทองสำคัญของประเทศในอนาคต

หน้าตาทัพไทยยุคใหม่ ได้รับเกียรติ ควงคู่ถือธงไตรรงค์ นำทัพไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 สะท้อนพลังนักกีฬาเจนใหม่ของวงการกีฬาไทย

“กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” คู่ฮีโร่โอลิมปิก รับหน้าที่ถือธงไตรรงค์ นำทัพนักกีฬาไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 เดินหน้าเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เกียรติสูงสุดในพิธีเปิด นั่นคือการถือธงชาติไทยนำหน้าขบวนนักกีฬา จะเป็นของสองฮีโร่โอลิมปิก “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และ “บี” จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง

โดย “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย เปิดเผยว่า คณะทำงานได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนมีมติเอกฉันท์ให้ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ทำหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายชาย และ จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักมวยสากลสมัครเล่นหญิง เจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024 รับหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายหญิง ในพิธีเปิดซีเกมส์ วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

ธนา ระบุว่า ทั้งสองคนเป็นนักกีฬาที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในระดับโลก มีความประพฤติดี และได้รับการยอมรับในฐานะแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย จึงเห็นว่า “เหมาะสมทุกด้าน” สำหรับการเป็นตัวแทนถือธงไตรรงค์ นำหน้าทัพนักกีฬาชาติไทยเข้าสู่สนามในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญบนแผ่นดินบ้านเกิดสำหรับ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ถือเป็นดาวเด่นของวงการแบดมินตันโลกยุคปัจจุบัน เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกประเภทชายเดี่ยวให้ทีมชาติไทยเป็นคนแรก ก่อนต่อยอดผลงานกวาดแชมป์ระดับเวิลด์ทัวร์หลายรายการ และก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของโลก จนคว้าเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ในประเภทชายเดี่ยว สร้างความภาคภูมิใจให้แฟนกีฬาชาวไทยทั่วประเทศ

ด้าน จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักชกจากจังหวัดหนองคาย เป็นกำปั้นหญิงที่สร้างผลงานต่อเนื่องในเวทีนานาชาติ ทั้งรายการชิงแชมป์เอเชียและชิงแชมป์โลก ก่อนจะคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิก ปารีส 2024 รุ่น 66 กิโลกรัมหญิง กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกีฬามวยสากลหญิงไทย พร้อมดันให้ชื่อของจันทร์แจ่มขึ้นมาเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากคู่ธงชาติแล้ว พิธีเปิดซีเกมส์ครั้งนี้ยังมีการวางตัวนักกีฬาคนสำคัญร่วมทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการถือธงหรือคำปฏิญาณในสนาม ขณะที่ “หยู” บัลลังก์ ทับทิมแดง นักเทควันโดแชมป์โลก และ “ธัญญ่า” ธันยพร พฤกษากร นักยิงปืนมากประสบการณ์ จะร่วมกล่าวคำปฏิญาณในนามนักกีฬาไทย แสดงเจตจำนงแข่งขันด้วยน้ำใจนักกีฬาและเคารพกติกา

การได้รับเลือกให้ถือธงชาติในพิธีเปิด ถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตนักกีฬา เพราะหมายถึงการได้รับความไว้วางใจให้เป็น “ใบหน้า” ของทัพนักกีฬาทั้งประเทศ สำหรับครั้งนี้ การที่ “กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” ได้รับเกียรติดังกล่าว จึงไม่ใช่แค่ภาพสวยงามในพิธีการเท่านั้น หากยังสะท้อนว่า ทั้งสองคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในวงการกีฬาไทย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top