Saturday, 1 August 2026
NEWS FEED

ดร.ปิติ ชี้ แลนด์บริดจ์!! มากกว่าเชื่อม 2 ทะเล ต้องเชื่อมจีนให้ได้ ไทยต้องสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมแผ่นดินใหญ่เอเชีย อย่ามองเป็นแค่ทางลัดข้ามทะเลไทย แต่คือประตูเชื่อมจีน-อาเซียนสู่ 2 มหาสมุทร

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Piti Srisangnam กล่าวว่า

อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

บทความวิเคราะห์โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงการระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย หรือ "Land Bridge" (แลนด์บริดจ์) ชุมพร-ระนอง ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นความหวังในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย โดยมักถูกนำเสนอด้วยวาทกรรมหลักที่ว่า "นี่คือเส้นทางลัดที่จะมาทดแทนหรือแข่งขันกับช่องแคบมะละกา" อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ลอจิสติกส์เชิงลึก และภูมิรัฐศาสตร์โลก วาทกรรมดังกล่าวอาจเป็น "กับดักทางความคิด" ที่ทำให้การออกแบบยุทธศาสตร์ของประเทศเดินหลงทาง หากไทยยังคงดึงดันที่จะสร้าง Land Bridge เพียงเพื่อเป็น "ทางผ่าน" ข้ามคอคอดกระ โครงการนี้อาจกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่สูญเสียความคุ้มค่าทางการลงทุน (ตามความคิดส่วนตัว ผมกังวลเรื่อง คลองลัด มากๆ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์, ความมั่นคง, สิ่งแวดล้อม และ สังคม เคยวิเคราะห์อย่างละเอียดไว้แล้วในหนังสือ Amidst the Global Sea Power ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน

ทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) อย่างแท้จริง คือการพลิกกรอบคิดใหม่: เราต้องไม่สร้าง Land Bridge เพื่อแค่เชื่อมสองฝั่งทะเลไทย แต่ต้องสร้างให้เป็น "ประตูการค้า" (Macro-Regional Gateway) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (Mainland ASEAN) ออกสู่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

ส่วนที่ 1: ภาพลวงตาของ "ทางลัด" และฝันร้ายของ "Double Handling"

เหตุผลสำคัญที่สายการเดินเรือระดับโลกตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของ Land Bridge ในฐานะเส้นทางทดแทนช่องแคบมะละกา คือปัญหาทางเทคนิคและต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Double Handling (การยกขนสินค้าซ้ำซ้อน) ซึ่งเป็น "จุดสลบ" ทางลอจิสติกส์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในโลกของการขนส่งทางทะเลยุคใหม่ "ระยะทางที่สั้นกว่า" ไม่ได้แปลว่า "ใช้เวลาน้อยกว่า" เสมอไป หากเรากางตัวเลขเปรียบเทียบกระบวนการขนส่ง จะเห็นภาพความซับซ้อนที่ชัดเจนดังนี้:

1. ขีดความสามารถที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Capacity)

ฝั่งทะเล: ปัจจุบันเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) สามารถบรรทุกสินค้าได้ถึง 20,000 - 24,000 TEU (ตู้ขนาด 20 ฟุต) ต่อลำ

ฝั่งราง: รถไฟบรรทุกสินค้า (Freight Train) 1 ขบวนที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขนตู้คอนเทนเนอร์ได้เพียงประมาณ 100 - 200 TEU เท่านั้น

คอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: การจะระบายสินค้าจากเรือ ULCV เพียง 1 ลำให้หมดเพื่อข้ามฝั่ง ต้องใช้ขบวนรถไฟมากถึง 120 - 200 ขบวน นี่คือฝันร้ายของการบริหารจัดการพื้นที่ลานกองตู้สินค้า (Yard Management) และตารางการเดินรถไฟ (Train Scheduling)

2. การสูญเสียเวลาในทุกจุดเชื่อมต่อ (Time Lost in Transitions)

หากเรือสินค้าเลือกแล่นผ่านช่องแคบมะละกา ระยะทางที่เพิ่มขึ้นราว 1,200 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ถึง 2.5 วัน โดยเป็นการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transit) แต่หากเลือกใช้ Land Bridge ระยะเวลาที่สูญเสียไปในแต่ละขั้นตอนจะประกอบด้วย:

การรอคิวเทียบท่า (Berthing Wait Time): 12 - 24 ชั่วโมงในฝั่งแรก

การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ (Unloading): แม้จะใช้เครนหน้าท่า (Gantry Crane) ที่ทันสมัยที่สุดที่มีความเร็ว 30-40 Moves/Hour/Crane การยกตู้ระดับหมื่นตู้ลงลานกองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 - 3 วัน

การรอคิวจัดขบวนรถไฟ (Train Marshalling): การยกตู้จากลานกองขึ้นรถไฟกว่าร้อยขบวน และเดินทางข้ามระยะทาง 90 กิโลเมตร อาจใช้เวลาอีก 1 - 2 วัน เป็นอย่างน้อย

การขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือฝั่งตรงข้าม (Reloading): เมื่อถึงฝั่งตรงข้าม ต้องรอเรือแม่ลำใหม่มารับ และใช้เวลายกตู้ขึ้นเรืออีก 2 - 3 วัน

สรุปต้นทุนเวลา: การผ่าน Land Bridge แบบ Double Handling อาจใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 6 - 9 วัน ในขณะที่การอ้อมช่องแคบมะละกาใช้เวลาเพียง 2 - 3 วัน นี่ยังไม่นับรวม "ต้นทุนค่ายกตู้" (Handling Charge) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการทำงานซ้ำซ้อนสองฝั่งท่าเรือ สายการเดินเรือจึงไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะหยุดเรือเพื่อย้ายของ หากเป้าหมายคือการขนส่งจากตะวันออกกลางไปเอเชียตะวันออกโดยตรง

ส่วนที่ 2: Land Bridge ในฐานะ "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative)

แม้ Land Bridge จะล้มเหลวหากมองในมุมของการ "ทดแทน" แต่โครงการนี้จะทรงคุณค่ามหาศาลหากถูกวางตำแหน่งให้เป็น "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative) ช่องแคบมะละกาในปัจจุบันรองรับปริมาณการค้าราว 25-30% ของโลก และการขนส่งน้ำมันกว่า 60% ของเอเชีย แต่ช่องแคบนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงระดับวิกฤต (Chokepoint Risks) ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของการจราจรทางน้ำ ภัยคุกคามทางความมั่นคง หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน (เช่น กรณีเรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานโลกนับพันล้านเหรียญต่อวัน)

ในบริบทนี้ การมี Land Bridge จะทำหน้าที่เสมือน "ระบบประกันภัยทางลอจิสติกส์ของโลก" เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน (Food and Energy Security) หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบมะละกาหรือทะเลจีนใต้ถูกปิดกั้น Land Bridge ของไทยจะเป็นเส้นทางเดียวที่สามารถรักษาระบบการไหลเวียนของสินค้าจำเป็นให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้

ส่วนที่ 3: ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (The Hinterland Connection)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ Double Handling ยุทธศาสตร์หลักของ Land Bridge ต้องเปลี่ยนจากการเป็น "ทางผ่านชั่วคราว" ไปสู่การเป็น "จุดกำเนิดและจุดหมายปลายทาง" (Origin & Destination Hub) ของสินค้า ซึ่งหมายถึงการดึงเอาพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเชื่อมต่อกับโครงข่ายนี้

แผนยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ระยะยาวต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:

1. การเชื่อมต่อโครงข่ายรางระดับทวีป (Pan-Asian Railway Network Integration)

Land Bridge ต้องไม่สิ้นสุดแค่ระนองและชุมพร แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่านแนวยาวของประเทศ จากภาคใต้ขึ้นสู่กรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อหนองคาย สปป.ลาว ไปจนถึงนครคุนหมิง (มณฑลยูนนาน) และพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน (ผ่านเส้นทาง R3A และรถไฟจีน-ลาว)

2. ปลดล็อกศักยภาพ Mainland ASEAN

สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สปป.ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ สามารถใช้เส้นทางรางมุ่งตรงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน (ระนอง) เพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ้อมลงไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง หรืออ้อมช่องแคบมะละกา นี่คือจุดที่ Land Bridge จะประหยัดเวลาและต้นทุนได้อย่างแท้จริง เพราะสินค้าถูกบรรจุใส่ตู้ตั้งแต่ต้นทาง และทำการยกขึ้นเรือ (Single Handling) เพียงครั้งเดียวที่ท่าเรือระนอง

3. เชื่อมโยง SEC กับ EEC อย่างไร้รอยต่อ

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปรับแต่งสินค้า (Customization) ประกอบชิ้นส่วน หรือแปรรูปขั้นสุดท้าย ก่อนส่งออก และต้องมีโครงข่ายลอจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งสองมหาสมุทร (Two-Ocean Gateway) ได้อย่างคล่องตัว และสิ่งที่ต้องดำเนินการคู่ขนานไปด้วยคือเชื่อมโยง SEC, EEC และ Land Bridge กับ Central Economic Corridor ภาคกลาง, Northern Economic Corridor ภาคเหนือ และ Northeastern Economic Corridor ภาคอิสาน กับอีก 10 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ที่จะเชื่อมไทยกับเพื่อนบ้าน

ส่วนที่ 4: ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจ (Balancing Geopolitical Powers)

ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรง โครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ย่อมหนีไม่พ้นการถูกมองเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมือง

หากประเทศไทยพึ่งพิงเงินทุนจากมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว (เช่น การพึ่งพาข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative - BRI ของจีนทั้งหมด) อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Debt-trap Diplomacy) และก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากมหาอำนาจขั้วตรงข้าม ซึ่งรวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

การออกแบบโมเดลการลงทุนแบบ "กลุ่มทุนผสมผสาน" (Multinational Consortium):

ไทยต้องใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) และหลักการความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) เข้ามาบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลควรเปิดประมูลและจัดตั้งกลุ่มร่วมทุนระดับนานาชาติที่ประกอบด้วย:

จีน: ในฐานะผู้ใช้บริการหลักจากพื้นที่ตอนล่างของประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน

อินเดีย: ภายใต้นโยบาย Act East เพื่อให้ฝั่งอันดามันเชื่อมโยงกับโครงการ Trilateral Highway อย่างเป็นรูปธรรม สร้างฐานตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงและนักลงทุนหลักใน EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล

สหรัฐฯ และยุโรป: เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีสีเขียว (Green Port) และรักษาดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy)

โมเดลการลงทุนแบบพหุภาคีนี้ จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายมี "ผลประโยชน์ร่วมกัน" (Vested Interests) ในการปกป้องและรักษาเสถียรภาพของ Land Bridge ของไทย แทนที่จะใช้เป็นพื้นที่ประลองกำลัง

บทสรุป

การผลักดันโครงการ Land Bridge ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่ความผิดพลาดคือการพยายามขายโครงการนี้ในฐานะ "ทางลัดเพื่อฆ่าช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ขัดกับหลักฟิสิกส์ของการขนส่งและหลักเศรษฐศาสตร์ของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องนำเสนอภาพจำใหม่ต่อประชาคมโลก Land Bridge คือ "Gateway of the Mainland" หรือประตูบานใหญ่ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ทุน และเทคโนโลยีจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย (อาเซียนและจีน) ออกสู่สองมหาสมุทร การสร้างยุทธศาสตร์ที่ผนวกโครงข่ายทางราง การพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่า และการถ่วงดุลทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชาญฉลาดเท่านั้น ที่จะทำให้เมกะโปรเจกต์นี้แปรเปลี่ยนจากความฝันบนหน้ากระดาษ สู่การเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียให้เติบโตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163875751577225&id=625882224&rdid=zfrTEIh8CUG5t32O#

กีฬาพาเยาวชนเติบโต!! 18 ปี BTTC ผลักดันทุกโอกาส กีฬาไม่ใช่แค่แข่งขันเฉพาะในสนาม แต่เป็นพื้นที่ให้เยาวชนเล็งเห็นศักยภาพ เยาวชน BTTC สานฝันสู่เส้นทางอาชีพ

กีฬาพาไปไกลกว่าสนามแข่งขัน
จากเทเบิลเทนนิสสู่เส้นทางชีวิตของเยาวชนสโมสรฯ บ้านปู

เสียงลูกปิงปองกระทบโต๊ะดังสลับไปมาในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน สำหรับใครบางคน อาจเป็นเพียงเกมกีฬาเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับเยาวชนในสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (Banpu Table Tennis Club - BTTC) เสียงเหล่านี้คือจังหวะแห่งการเติบโต เปลี่ยนผ่าน และการเริ่มต้นสร้างชีวิตในแบบของตัวเอง
ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา BTTC ไม่ได้เป็นสโมสรที่เน้นเพียงการสร้างผลงาน แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านกีฬาและการใช้ชีวิต ผ่านการฝึกซ้อมและส่งแข่งขันที่เป็นระบบและเท่าเทียม กิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ไปถึงวัฒนธรรมของการซัปพอร์ตซึ่งกันและกันในสโมสรฯเยาวชนที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่นักกีฬา แต่ยังได้ค้นหาตัวตน เรียนรู้ที่จะเผชิญกับอุปสรรค และต่อยอดทักษะไปสู่เส้นทางชีวิตที่หลากหลาย

จากสนามแข่งขันสู่เส้นทางอาชีพ: “โอม” นายจีรัฐติกุล เกษมพงศ์เรือง 
“โอม” เริ่มต้นจากการเล่นปิงปองด้วยความชอบในวัย 11 ปี ก่อนจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ BTTC ในวัย 14 ปี ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามองเห็นศักยภาพของตัวเองได้ชัดขึ้น ไม่เพียงจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและโอกาสลงแข่งขันในนามสโมสรฯ ทั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติ แต่ยังรวมถึงการได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากโค้ช และการได้เรียนรู้ทักษะการถ่ายทอดองค์ความรู้ในบทบาท “พี่สอนน้อง” ผ่านการออกไปช่วยสอนเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลร่วมกับสโมสรฯ อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ พาโอมก้าวสู่การเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ และทำให้เขามองเห็นความเป็นไปได้ของการต่อยอดกีฬาเป็นอาชีพในอนาคต

ปัจจุบันโอมเลือกที่จะต่อยอดประสบการณ์จากสนามแข่งขันสู่บทบาท “โค้ช” อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวจากสิ่งที่เขารัก “สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู ทำให้ผมได้ลอง ได้พัฒนา และได้โอกาสเรียนรู้ในหลายบทบาท จนผมมั่นใจว่าปิงปองเป็นอาชีพที่ทำให้ผมสามารถดูแลครอบครัวได้ วันนี้ผมจึงอยากส่งต่อโอกาสและทักษะที่ผมเคยได้รับ เพื่อผลักดันให้น้อง ๆ รุ่นหลังเติบโตไปได้ไกลกว่าที่ผมเคยเป็น”

กีฬาพาไปเจอความฝันใหม่: “เจฟฟี่” นายชลสิทธิ์ บุญสิริวัชรกุล

สำหรับ “เจฟฟี่” ที่เติบโตมากับ BTTC มากว่า 10 ปี การเล่นปิงปองจึงไม่ใช่แค่ชัยชนะในสนาม แต่เป็นรากฐานที่ช่วยสร้างความมั่นใจในชีวิต จากผลงานการแข่งขันระดับประเทศสู่โควตานักกีฬาในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทำให้เจฟฟี่เติบโตไม่ใช่แค่การลงแข่งขัน แต่คือสภาพแวดล้อมของสโมสรฯ ที่เปิดกว้างและไม่ตีกรอบเส้นทางชีวิต นักกีฬาสามารถบริหารเวลาของตนเองได้ แม้ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ก็ยังสามารถไปทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ถูกกดดันให้ต้องมีชีวิตอยู่แค่ในสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว
เมื่อเดินตามเส้นทางกีฬาไปถึงจุดหนึ่ง เจฟฟี่จึงเริ่มต่อยอดความสนใจสู่สายสื่อสารมวลชนและวงการบันเทิง ปัจจุบันเขากำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะวารสารศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเข้าศึกษาผ่านโควตานักกีฬาควบคู่กับการเป็นนักแสดงในสังกัดค่ายที่มีชื่อเสียง พร้อมทั้งเริ่มต้นงานถ่ายแบบเข้าร่วมรายการวาไรตี้ และกำลังมีผลงานซีรีส์ที่เตรียมออกอากาศภายในปีนี้ โดยยังคงรักษาบทบาทนักกีฬาไปพร้อมกัน

“สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปูไม่เคยตีกรอบว่าเราต้องเป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุด สโมสรฯ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ลอง ได้พยายาม ได้ผิดพลาด และได้ค้นหาตัวเอง ความมั่นใจของผมเกิดจากการที่มีคนคอยสนับสนุนและรู้ว่าไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็ยังมีเพื่อนพี่น้องในทีมของผมคอยเชียร์อยู่ข้างหลังเสมอ” เจฟฟี่กล่าว

กีฬาพาไปเจอวัคซีนทางใจ: “ครีม” นางสาวสรวีย์ ยุติธาดา
แม้เส้นทางของ “ครีม” จะไม่ได้มุ่งไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัว แต่ช่วงเวลาที่อยู่ใน BTTC ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทักษะชีวิตที่จำเป็น ครีม นิสิตคณะเภสัชศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านอกจากการฝึกซ้อมกีฬา สโมสรฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจควบคู่กัน ซึ่งจะสอดแทรกผ่านกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬา หรือกิจกรรมรวมพลประจำปี ที่เปิดโอกาสให้เธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพื่อน โค้ช และรุ่นพี่จากศูนย์ฝึกต่าง ๆ รวมถึงระบบของสโมสรฯที่มีความเป็นระเบียบ ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการจัดการอารมณ์ ซึ่งกลายเป็นทักษะที่ติดตัวและถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเรียน

“การแข่งเทเบิลเทนนิสไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ใจหนูเข้มแข็ง เติบโต เป็นสนามฝึกให้หนูเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก และเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้” ครีมกล่าว

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูเชื่อมั่นในพลังของ ‘คน’ และมองว่ากีฬาจะช่วยสร้างคนทำให้เยาวชนได้เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และต่อยอดศักยภาพสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคต เราไม่ได้คาดหวังว่าเด็กทุกคนต้องไปเป็นนักกีฬาอาชีพหรือต้องได้ที่หนึ่งในทุกการแข่งขัน แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน สร้างการเรียนรู้ในฐานะนักกีฬาที่มีคุณธรรม และมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศ เราหวังว่าพวกเขาจะส่งต่อพลังความรู้ พลังกาย และพลังใจที่พวกเขาเคยได้รับจากสโมสรฯ   ไปยังน้อง ๆ ในรุ่นถัด ๆ ไป”
ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (BTTC) ได้ที่ https://www.facebook.com/BanpuTableTennisClub

เกี่ยวกับบ้านปู

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) US Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ) Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ด้วยการสร้างสมดุลพลังงานที่มีความเสถียร สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“Darkest Before Dawn” เปิดโลกศิลปะนอกขนบ ผ่านผลงานเดี่ยวของ ‘ไกรลาศ มณี’ นิทรรศการเดี่ยวที่เชียงใหม่ เปิดแสดง 16 พ.ค.-26 มิ.ย. 69

DARKEST BEFORE DAWN
นิทรรศการเดี่ยวโดย ไกรลาศ  มณี
คิวเรทโดย จิรารัตน์ ไชยราช และ ไรน์ฮาร์ด เครสส์เนอร์
จัดแสดงที่ Head High Second Floor เชียงใหม่ 
16 พฤษภาคม – 26 มิถุนายน 2569

นิทรรศการนี้หยิบยกประเด็น “ศิลปะนอกขนบ” หรือ “Outsider Art” คำนิยามที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดยนักวิชาการชาวอังกฤษ Roger Cardinal ซึ่งได้ขยายขอบเขตแนวคิด Art Brut หรือ “ศิลปะนอกกรอบ” ที่ Jean Dubuffet ศิลปินชาวฝรั่งเศส บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่ออธิบายงานศิลปะของผู้ที่อยู่นอกสังคมกระแสหลัก อาทิ ผู้ป่วยจิตเวช หรือบุคคลชายขอบ ต่อมา Cardinal ได้ขยายนิยามดังกล่าวให้ครอบคลุมศิลปินนอกระบบสถาบันศิลปะอย่างเป็นทางการในวงกว้างยิ่งขึ้น

ภายในห้องจัดแสดงนำเสนอผลงานของ ไกรลาศ มณี ศิลปินและนักสร้างสรรค์นอกกระแส เชื้อสายอินเดีย–อเมริกัน ผู้มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดอารมณ์อันดิบสด อิสระ และไร้ขอบเขต ผ่านกระบวนการทำงานที่ตกผลึกทั้งในด้านความคิด รูปแบบ และเทคนิค เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และประสบการณ์การโยกย้ายถิ่นฐาน ตั้งแต่อินเดีย สหรัฐอเมริกา จนถึงการตัดสินใจชักชวนครอบครัวมาตั้งรกรากในประเทศไทย

จุดเปลี่ยนดังกล่าวนำพาให้เขาย้อนทบทวนความทรงจำ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความมืดหม่น การสูญเสีย การรอคอย และการต่อสู้กับภายในจิตใจของตนเอง เขาจึงแสวงหาความหวังและความเป็นไปได้ของการเริ่มต้นใหม่ ดั่งเช่นผู้คนในสังคมที่ต่างเผชิญความท้าทายของชีวิต นิทรรศการ ก่อนจะถึงรุ่งสาง: Darkest Before Dawn ยังเชื้อเชิญผู้ชมให้หวนกลับมาค้นพบความงามอันน่าหลงใหลของศิลปะนอกขนบ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการตีความ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างของสังคมมนุษย์
ไกรลาศ  มณี | ศิลปิน นักสร้างสรรค์ - เกิดปี พ.ศ. 2527 ประเทศสหรัฐอเมริกา

ไกรลาศ มณี เป็นศิลปินและนักสร้างสรรค์ชาวอินเดีย-อเมริกัน เกิดที่ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ปัจจุบันพำนักและทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จาก มหาวิทยาลัยบอสตัน และปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียคอมมอนเวลธ์, สหรัฐอเมริกา คณะศิลปศาสตรบัณฑิต ด้านการสอนภาษาอังกฤษ ผลงานของเขาสะท้อนความสนใจในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ผ่านการสำรวจมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนของการดำรงอยู่ สร้างสรรค์จากจิตใต้สำนึกส่วนตัว และด้วยความที่ไม่ได้เรียนจบศิลปะโดยตรง ทำให้เขาไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบหรือกรอบตายตัว  งานของเขาจึงสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งรากเหง้าความเป็นอินเดียที่สืบทอดผ่านสายเลือด

ประสบการณ์การเติบโตในอเมริกา และการย้ายถิ่นฐานมาเมืองไทย ซึ่งมอบแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่หล่อหลอมแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา นิทรรศการ ที่ผ่านมาของเขา แสงดี แกลเลอรี เชียงใหม่ (2558), โรงเรียนวูดสต็อก เมืองมุสโซรี ประเทศอินเดีย (2562) และคาเฟ่เออร์บัน โซเลซ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย (2566)

เยาวชนสยายปีกสู่ฝัน!! กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมหนุน เวที WINGS OF DREAMS Season 4 โชว์พลังศิลปะสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายฝันเยาวชนไทย

26 เมษายน 2569 สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงาน WINGS OF DREAMS สยายปีกสู่ฝัน  

SERSON 4  โดยท่าน ดร. ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตวุฒิสภาสมาชิก ท่านเลขานุการกรมส่งเสริมวัฒนธรมผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นประธานร่วม และ มล. ทวีปัญญา 

เกษมสันต์ อดีตนายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน และอดีตผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศเป็นแขกพิเศษร่วมชมการแสดง การแสดงจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ TOT  เวลา 13.00 น - 17.30 น.

คกก.พักโทษ 'ทักษิณ' !! ลงมติพักโทษอดีตนายกฯ ไม่ต้องติดกำไลอีเอ็ม เตรียมปล่อยตัว 11 พ.ค. เข้าสู่คุมประพฤติ 4 เดือน

29 เมษายน 2569 คณะกรรมการพักการลงโทษ ระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมราชทัณฑ์ โดย พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์, กรมคุมประพฤติ, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อพิจารณาคุณสมบัติผู้ต้องขังเด็ดขาดจากทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษ

โดยเฉพาะกรณีการพักโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอดีตนายกฯ ทักษิณเข้าเกณฑ์การพักโทษ เพราะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และรับโทษจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด

ซึ่งที่ผ่านมา อดีตนายกฯทักษิณ ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบมาแล้ว 2 คณะ คือ คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ และคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จึงเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย ที่เป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการพักการลงโทษ ระดับกระทรวงยุติธรรม 

ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ใช้เวลาในการพิจารณานานกว่า 3 ชั่วโมง มีรายงานข่าวจากที่ประชุม ระบุว่า ที่ประชุมมีมติพักการลงโทษ อดีตนายกฯ ทักษิณ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขในการติดกำไลอีเอ็ม (EM) เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ต้องขังสูงวัย ที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป เพราะอดีตนายกทักษิณอายุ 76 ปีแล้ว และมีโรคประจำตัว

โดย นายทักษิณ จะได้รับปล่อยตัวพักโทษวันที่ 11 พ.ค.นี้ ซึ่งทักษิณจะเข้าสู่การคุมประพฤติอีก 4 เดือน

ที่มา : https://www.nationtv.tv/news/politics/378976743

CKPower คว้ารางวัล ชู นวัตกรรมลดโลกร้อน ได้รับ Golden และ Silver Award สานต่อความยั่งยืนด้านพลังงาน สร้างผลกระทบเชิงบวกสิ่งแวดล้อม

CKPower คว้า 2 รางวัลจากเวที
Thailand-Japan Decarbonization Award 2026
สะท้อนศักยภาพด้านนวัตกรรมการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ 29 เม.ย. 2569 –  เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 2 รางวัล จากเวที Thailand-Japan Decarbonization Award (TJDA) 2026 ได้แก่ Golden Award ผ่านโครงการจัดการของเสียและน้ำเสียในกระบวนการผลิตพลังงาน ของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น และ Silver Award ผ่านโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ซึ่งรางวัลนี้จัดขึ้นโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและเชิดชูองค์กรที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ในการนี้ นางสาวตวงพร บุณยะสาระนันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการสื่อสารและการบริหารความยั่งยืนองค์กร และนายอนุวัตร์ สาสะกุลผู้จัดการแผนกเดินเครื่อง เป็นผู้แทนบริษัทเข้ารับรางวัลเกียรติยศจาก ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า CKPower มุ่งยกระดับกระบวนการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากร โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘นวัตกร’ และการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคิดค้นและต่อยอดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

สำหรับ 2 โครงการที่ได้รับรางวัลจากเวที TJDA มีดังนี้

1. โครงการจัดการของเสียและน้ำเสียในกระบวนการผลิตพลังงาน จากโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เป็นแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการการจัดการระบบการใช้น้ำมันหล่อลื่นเพื่อลดของเสีย และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น (Cooling Tower) ผ่านการปรับค่าควบคุมทางเคมีเพื่อให้สามารถหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้มากขึ้น โครงการดังกล่าวสามารถลดการใช้น้ำกว่า 743 ล้านลิตร ประหยัดต้นทุนได้กว่า 19.5 ล้านบาท ทั้งนี้ยังลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นกว่า 28,000 ลิตร ซึ่งลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 2.6 ล้านบาท ที่สำคัญยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับแผนระยะยาวจะต่อยอดสู่ระบบสาธารณูปโภคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดของเสียต่อไป
2. โครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้า เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินและต่อยอดส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับสร้างความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาขยะได้กว่า 3,840 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สามารถผลิตวัสดุปรับปรุงดินได้ถึง 2,665 กิโลกรัม/ปี โดยสามารถนำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยของชุมชนได้กว่า 72,900 บาท/ปี สำหรับแผนต่อจากนี้มุ่งขยายเครือข่ายความร่วมมือท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชนที่ช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการทำเกษตรปลอดสารพิษ ตอกย้ำบทบาทภาคเอกชนในการสร้างคุณค่าสู่สังคม

"การคว้า 2 รางวัลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ CKPower ที่ได้ดำเนินการจริงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาของเวที TJDA 2026 ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน ในการสร้างการตระหนักรู้ด้านอนุรักษ์พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593" นายธนวัฒน์ กล่าวเสริม

เกี่ยวกับ “บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower”
บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ 3 ประเภท จำนวน 18 แห่ง รวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 3,640 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย (1) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ภายใต้ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 46% (ถือผ่าน บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ภายใต้ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 42.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ และ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ภายใต้ บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 50% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ (2) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 65% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 238 เมกะวัตต์ และ (3) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 13 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% จำนวน 11 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 28 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ และภายใต้บริษัท เชียงราย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์

“สวนนงนุช” จัดโปร!! มอบสิทธิ์เที่ยวฟรีเดือนพฤษภาคม 1-4 พ.ค.69 ห้ามพลาดวันหยุดยาว ไทยเกิดเดือนนี้เข้าฟรีแน่นอน กิจกรรมหลากหลายเพียบพร้อมสนุก

“ของขวัญแทนคำขอบคุณ…สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่รับวันแรงงาน เกินสุดคุ้ม! มอบสิทธิ์เที่ยวฟรีสำหรับคนเกิดในเดือนพฤษภาคม เข้าฟรี 1– 4 พ.ค.69 นี้สำหรับวันหยุดยาว”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมส่งมอบความสุขต้อนรับเดือนพฤษภาคมและวันหยุดยาว เนื่องใน “วันแรงงานแห่งชาติ” ด้วยการจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ เปรียบเสมือนของขวัญแทนคำขอบคุณสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ใช้แรงงานทุกคน ให้ได้พักผ่อน เติมพลังชีวิต ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม

ระหว่างวันที่ 1– 4 พฤษภาคม 2569 นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาแบบ Walk-in และ เกิดในเดือนพฤษภาคม รับสิทธิ์ บัตรผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเดือนเกิด พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดคุ้มในช่วงวันหยุดยาว เหมาะสำหรับครอบครัว กลุ่มเพื่อน และผู้ที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ภายในงานยังจัดเต็มด้วยกิจกรรมความบันเทิงหลากหลาย อาทิ
การแสดงดนตรีสร้างสีสันและความสนุกสนาน
การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อันงดงามและทรงคุณค่า
การแสดงของ “น้องช้างแสนรู้” ที่สร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวทุกวัย

สวนนงนุชพัทยา พร้อมเป็นจุดหมายปลายทางของการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข คุ้มค่า และเต็มไปด้วยความทรงจำที่น่าประทับใจ  เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

อ.อุ๋ย" ฟาดแรง!! แนะรัฐปัดฝุ่นเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน ตั้ง "พรีเมียม" จากต่างชาติ แทนรีดคนไทย เลิกมองคนไทยไปต่างแดนมีเงินเสมอ เพิ่มรายได้โดยไม่สร้างภาระแผ่นดิน

อาจารย์อุ๋ย" ฟาดแรง! แนะรัฐปัดฝุ่นเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากต่างชาติให้ "พรีเมียม" ดีกว่ารีดเงินคนไทยไปทำประชานิยม!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชาวบ้านต้อง “เขียม” กันจนตัวลีบ แนวคิดการปัดฝุ่นภาษีขาออก 1,000 บาท เพื่อนำไปอุดหนุนโครงการ “คนละครึ่งเที่ยวไทย” กำลังกลายเป็นประเด็นที่สะท้อนวิสัยทัศน์อันบิดเบี้ยวของรัฐบาล 

หากเรานำมาวางเทียบกับ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” 300 บาท ที่เรียกเก็บจากชาวต่างชาติ จะเห็นถึงความลักลั่นที่ทำร้ายคนไทยและด้อยค่าทรัพยากรท่องเที่ยวของชาติอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเลิกมองว่า “คนไทยที่ไปต่างประเทศคือคนมีเงินเสมอไป” เพราะในโลกความเป็นจริง การเดินทางออกนอกประเทศในยุคปัจจุบันมีทั้งการไปทำภารกิจ ไปเยี่ยมญาติหรือไปทำธุระจำเป็นของครอบครัว 

คนเหล่านี้ไม่ใช่ “นักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่ง” แต่คือพลเมืองที่กำลังดำเนินชีวิต การเก็บภาษี 1,000 บาท จึงไม่ต่างอะไรจากการตั้งกำแพงรีดไถต้นทุนชีวิตคนไทยด้วยกันเอง สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 38 ที่รัฐจะจำกัดสิทธิได้เฉพาะเหตุความมั่นคงหรือสวัสดิภาพประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่จำกัดเพื่อเอาเงินไปแจกเป็นประชานิยม

ทำไมไม่เก็บ "ขาเข้า" ให้มีคุณค่า?

ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับข้อกฎหมายและนโยบายสาธารณะ ผมขอแนะรัฐบาลให้เปลี่ยนทิศทาง คือแทนที่จะรีดเงินคนไทย 1,000 บาท รัฐควรพิจารณาปรับเพิ่มค่าเหยียบแผ่นดินจากคนต่างชาติให้สูงขึ้นและสมเหตุสมผลกว่านี้

การเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพียง 300 บาท คือการขายของถูกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในลักษณะปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งสร้างภาระด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศอย่างมหาศาล 

หากเราปรับฐานราคาค่าเหยียบแผ่นดินให้เป็นแบบ "พรีเมียม" นอกจากจะได้เม็ดเงินมาพัฒนาการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องรบกวนกระเป๋าคนไทยแล้ว ยังเป็นการ คัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourists) ที่มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อจริง เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่สร้างภาระให้แผ่นดินจนเกินเยียวยา

อย่าหากินกับคนในบ้าน:

การที่รัฐจะเรียกเก็บเงินคนในบ้านตัวเองสูงกว่าคนต่างชาติถึง 3 เท่านั้น เป็นตรรกะที่ย้อนแย้งและทำลายความรู้สึกของประชาชนอย่างยิ่ง ภาษีต้องไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อทำโปรเจกต์แจกเงินที่ไร้ความยั่งยืน

รัฐบาลต้องหยุดทำตัวเป็น "เจ้าหนี้" ที่ดักทวงเงินพลเมืองหน้าประตูสนามบิน แล้วหันมาทำตัวเป็น "ผู้บริหาร" ที่รู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ "หยุดรีดเลือดกับคนไทยที่กำลังดิ้นรน แล้วไปยกระดับการเก็บเงินจากผู้มาเยือนให้สมกับฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก" นั่นคือทางออกที่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมและเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน!

https://www.facebook.com/share/p/1Gs1GW1Qbu/?mibextid=wwXIfr

'มจธ.' ชี้วิธีประหยัดไฟ แนะตั้งแอร์ 25-26 องศาไม่ต่ำเกินไป เลือกแอร์ขนาดเหมาะสมลดค่าไฟ ขับรถนิ่งสม่ำเสมอประหยัดน้ำมัน เข้าใจพฤติกรรมช่วยสู้ภาระค่าไฟ

นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ “ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน” ทางรอดสู้วิกฤตพลังงานแพง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยในช่วงนี้ ทำให้หลายครัวเรือนต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศกันหนักขึ้น ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกำหนดปรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เย็นสบายโดยที่บิลค่าไฟไม่พุ่งจนน่าตกใจ

รศ.ดร.วันชัย อัศวภูษิตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ทางออกไม่ได้อยู่ที่การฝืนทนร้อนจนคุณภาพชีวิตแย่ลง แต่คือการทำความเข้าใจหลักฟิสิกส์ของการถ่ายเทความร้อนและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความสบายกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดร.วันชัย อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์นั้น "ความเย็น" ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการถ่ายเทความร้อน ที่ความร้อนจะไหลไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ โดยปกติร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส หากอากาศรอบตัวต่ำกว่านี้เราจะรู้สึกสบายตัว แต่เมื่อใดที่อากาศภายนอกร้อนจัดเกินกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเกิดอาการอึดอัดและหัวใจเต้นเร็ว หรือหายใจแรงขึ้น หรือมีเหงื่อออก เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย “หลักการนี้ใช้อธิบายการทำงานของเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ได้ เพราะแอร์ไม่ได้สร้างความเย็นขึ้นมาใหม่ แต่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนจากในห้องไปทิ้งไว้ข้างนอก ดังนั้นยิ่งเราตั้งอุณหภูมิต่ำมากเท่าไหร่ แอร์ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเพื่อซับความร้อนออกไปมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น เคล็ดลับสำคัญที่ทำได้ทันทีคือการตั้งอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 10 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 25 - 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายคนส่วนใหญ่รู้สึกสบายและประหยัดพลังงาน ยิ่งตั้งอุณหภูมิแอร์สูงขึ้นก็ยิ่งประหยัดพลังงานมากขึ้นดังนั้นเราอาจตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงกว่านี้ได้เช่น 27 - 29 องศาเซลเซียส ให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำแต่เรายังรู้สึกสบาย และที่สำคัญหากรู้สึกร้อนเมื่อเริ่มเปิดเครื่อง ไม่ควรใจร้อนกดลดอุณหภูมิลงไปต่ำมากเพราะจะทำให้เครื่องทำงานเหวี่ยงไปมาจนกินไฟ แต่ควรใช้วิธีเพิ่มความแรงพัดลมแอร์และกระจายลมแอร์ให้ทั่วถึง เพื่อให้ลมช่วยพาความร้อนออกจากผิวหนังได้เร็วขึ้น ซึ่งประหยัดกว่าการเร่งการทำงานของตัวเครื่องแอร์โดยลดอุณหภูมิลงไปต่ำมาก”

อีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ คือการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับการใช้งาน โดยควรดู 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ขนาดเครื่อง (BTU/hr) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง เทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ และค่าประสิทธิภาพพลังงาน โดยการเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ เพราะหากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักและนานกว่าจะลดอุณหภูมิได้ตามต้องการ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น ขณะที่แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อย่างไรก็ตาม การเลือกขนาดแอร์ต้องคำนวณปัจจัยร่วมด้วย เช่น ทิศทางแดด ความสูงของเพดาน จำนวนคนในห้อง สภาพแวดล้อม และลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในห้อง ส่วนด้านเทคโนโลยี แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ (Invertor) จะปรับรอบการทำงานตามภาระความร้อนของห้องได้อย่างต่อเนื่อง จึงใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพกว่าระบบปกติแบบ Fixed Speed ที่ทำงานด้วยการตัด-ต่อ จึงมีแนวโน้มกินไฟมากกว่าเมื่อใช้งานในระยะยาว

“การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรดูแค่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ควรดูที่ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio : อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล) ด้วย ซึ่งค่า SEER ยิ่งมีค่าสูงยิ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการใช้ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบแอร์ขนาด 12,000 BTU/hr เท่ากัน เราพบว่าเครื่องแบบ Fix Speed ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ที่มีค่า SEER 13.82 BTU/W-hr มีค่าไฟเฉลี่ยต่อปี 12,677 บาทต่อปี ขณะที่เครื่อง Inverter ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ค่า SEER 18 BTU/W-hr มีค่าไฟลดลงเหลือ 9,733 บาทต่อปี รุ่น 2 ดาว ค่า SEER 20 BTU/W-hr มีค่าไฟ 8,734 บาทต่อปี และรุ่น 3 ดาว ค่า SEER 23 BTU/W-hr มีค่าไฟเพียง 7,617 บาทต่อปี ข้อมูลนี้ชี้ชัดเลยว่า แม้จะเป็นแอร์ขนาดเท่ากัน แต่หากเลือกเทคโนโลยีและค่าประสิทธิภาพพลังงานที่ดีกว่า ก็สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้หลายพันบาทต่อปี ดังนั้น การซื้อแอร์จึงไม่ควรมองแค่ราคาตอนซื้อ แต่ต้องมองถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่มีแผนจะซื้อเครื่องใหม่ การหมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น หรือล้างแอร์ทุก 6 เดือน ก็เป็นวิธีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของแอร์และยืดอายุการใช้งานเครื่องได้เป็นอย่างดี” ดร.วันชัย กล่าว

นอกจากการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ดร.วันชัยยังเสริมอีกว่า การประหยัดพลังงานควรครอบคลุมไปถึงการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันด้วย โดยหลักง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันทีคือ ขับให้เหมือนการทำงานของแอร์แบบอินเวอร์เตอร์ คือเน้นการขับขี่ให้ “นิ่ง” และ “สม่ำเสมอ” ในความเร็วประมาณ 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะประหยัดน้ำมันได้ดีกว่าการขับด้วยความเร็วสูง หรือขับแบบกระชากที่เปลี่ยนความเร็วสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ที่สิ้นเปลืองพลังงานมาก

“เคล็ดลับทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง ปรับวิธีใช้พลังงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูก เราก็อยู่อย่างสบายได้โดยไม่ต้องเปลืองเงินในกระเป๋าเกินจำเป็น” ดร.วันชัยกล่าวทิ้งท้าย

ญาติวีรชน จี้ พ.ร.บ.สามัคคี จี้ฟื้นพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ย้ำไม่แตะคดีทุจริตและมาตรา112 เปิดโอกาสนิรโทษเยาวชนต่ำ16ปี หวังลดความแตกแยกประเทศยั่งยืน

คกก.ญาติวีรชน พฤษภา 35" จี้รัฐบาลฟื้นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติ ย้ำไม่แตะคดีทุจริต -คดีอาญาร้ายแรง และมาตรา 112 เว้นแต่อายุต่ำกว่า16 ปีนิรโทษกรรมได้

เมื่อวันที่ 28 เมย.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล  นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์  ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล

ผลักดันร่างพ.ร.บบสริมสร้างสังคมสันติสุขเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ

โดยมีรายละเอียดว่า กราบเรียน นายกรัฐมนตรี นายอนุหีน ชาญวีรกูล อ้างถึง

สร้างความสามัคคีสมานฉันท์สังคมไทยตามพระราชดำรัชในหลวงร.10เนื่องด้วยร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุขพ...ซึ่งได้ด่านความเห็นชอบจากสภา ผู้แทนราษฎร 3ร่าง ประกอบด้วยร่างของพรรคภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และ ต่อมาได้ผ่านวาระแรกของวุฒิสภา

กรรมาธิการของวุฒิสภาพิจารณาใกล้จะแล้วเสร็จแต่มีเหตุยุบสภาเสียก่อน ดังนั้นขอให้นายกรัฐมนตรี ได้แสดงภาวะความเป็นผู้นำ ด้วยการให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้รัฐสภาได้ดำเนินการพิจารณาต่อไป เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติในภาวะวิกฤติเช่นปัจจุบัน

ทั้งนี้กรรมการญาติวีรชนฯได้เรียกร้องความสามัคดีมากว่า 30ปี โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ ประเด็นหลักของร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังสมสันติสุข จะยกโทษกับผู้ชุมนุมทางการเมืองที่มีความผิดตามบัญชีท้ายพ.ร.บ.แต่ไม่ยกโทษให้ 3 ความผิดสำคัญคือ 1) คดีทุจริต 2)คดีอาญาร้ายแรง และ3)ความผิดตามมาตรา 112 ได้เปิดช่องทาง" นิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไขให้เยาวชนอายุไม่เกิน16 ปีที่ถูกคำเนินคดีได้กลับเนื้อกลับตัว กรรมการญาติวีรชนจึงเห็น ว่ากว่าสองทศวรรษ บ้านเมืองไทยบอบช้ำและซ่อนลึกความแตกแยก แบ่งค่ายแยกขั้วอย่างรุนแรง การปฏิรูปใดๆยากที่จะประสบความสำเร็จภายใต้บ้านเมืองที่แตกร้าวลึก หากร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุขมีผสบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อใด

เชื่อได้ว่าความปรองลองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนรัฐบาลก็เท่ากับได้ทำบุญใหญ่ให้กับประเทศและสังคมไทย ดังพระราชดำรัช"ไม่มีบุญใดเท่ากับการให้อภัย"

คณะกรรมการญาติวีรชนฯที่เป็นผู้เสียหายทุกครอบครัว ขอเรือกร้องดำเนินการก่อนงานร่ำลึกเหตุการพฤษภาในวันที่ 17 พฤษภาคม 2569


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top