Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

(8 ส.ค. 68) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมพิธี

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ฯ ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยพิธีต่างๆ ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล , พิธีทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายพระพรชัยมงคลและลงนามถวายพระพร

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ ลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 9-15 สิงหาคม 2568

อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เสนอใช้จุลินทรีย์ EM ดับกลิ่นศพทหารเขมร เชื่อกลิ่นเหม็นหายภายใน 30 นาที เพราะเคยใช้แล้วได้ผลที่ปัตตานี

(8 ส.ค. 68) พลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร อดีตแม่ทัพภาค 4 และอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เสนอแนวทางดับกลิ่นศพทหารกัมพูชาที่ยังไม่ถูกเก็บกู้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการใช้ 'EM' หรือจุลินทรีย์ชีวภาพชนิดดี ผสมกับน้ำและกากน้ำตาล แล้วนำไปฉีดพ่นในพื้นที่ เชื่อว่ากลิ่นเหม็นจะหายภายใน 30 นาที

พลเอกพิเชษฐ์ระบุว่า ได้ประสานกับรองแม่ทัพภาค 2 และรองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีแล้ว เพื่อให้นำ EM ไปใช้ในพื้นที่ทันที พร้อมแนะนำให้ใช้เครื่องพ่นสเปรย์ร่วมด้วย เพื่อให้ได้ผลเร็วและครอบคลุมมากขึ้น เพราะหากปล่อยไว้นานจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากการเน่าเปื่อย

อดีตแม่ทัพรายนี้ย้ำว่า เคยใช้วิธีเดียวกันนี้ตอนอยู่ที่ปัตตานีกับกองขยะที่มีกลิ่นเหม็น และเห็นผลชัดเจน จึงมั่นใจว่าใช้ได้ผลกับศพเช่นกัน โดยจุลินทรีย์ดีจะเข้าไปยับยั้งจุลินทรีย์ก่อกลิ่นและเชื้อโรคได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ยังแนะนำเพิ่มเติมว่า EM ยังสามารถใช้ฉีดรองเท้าคอมแบตที่มีกลิ่นเหม็นจากการใช้งานหนักของทหารได้ด้วย ซึ่งเจ้าตัวเคยทดลองมาแล้ว และผลลัพธ์ดีเกินคาด

‘คลัง’ จัดแพ็กเกจมาตรการเยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน 'ออมสิน' เด้งรับ แจกเงินช่วยทหาร-ชาวบ้าน เจ็บตายได้ทุกคน

(8 ส.ค.68) 'คลัง' ออกรวมชุดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งมาตรการภาษี มาตรการการเงิน 7 แบงก์รัฐ ช่วยพักหนี้ ยกหนี้ ให้สินเชื่อฟื้นฟู ขณะที่ 'ออมสิน' แจกเงิน ช่วยทหาร-ชาวบ้าน เจ็บตายได้ทุกคน ยอดทะลุ 6 ล้าน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประชุมเพื่อติดตามมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ของกระทรวงการคลัง ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยเฉพาะ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีโอกาสรับฟังความเห็นจาก 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อรับทราบสถานการณ์จริง และได้รับข้อมูลการปฏิบัติงาน ผลของมาตรการที่ได้มีการออกไปแล้ว ที่ประชุมได้มีการชี้แจงในประเด็น

1. มาตรการช่วยเหลือด้านประกันชีวิตและประกันวินาศภัยของ คปภ. ในส่วนของการประกันภัย และการประกันวินาศภัย ทั้งในส่วนของการขยายการผ่อนผันรับชำระเบี้ยประกันภัย การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ทำประกัน เช่น การงดตรวจสุขภาพหรือยกเว้นดอกเบี้ยตามแต่กรณี 

2. การสรุปทำความเข้าใจในมาตรการช่วยเหลือ และบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบฯ ของกรมสรรพากร ทั้งมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่ให้สิทธิประชาชนสามารถหักลดหย่อนค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจากเหตุการณ์ความเสียหายได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท และสำหรับยานพาหนะไม่เกิน 30,000 บาท พร้อมเลื่อนเวลาการยื่นแบบ และการชำระภาษี 

3. มาตรการช่วยเหลือ และบรรเทาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่มีการออกมาตรการพักชำระหนี้ มาตรการสินเชื่อพิเศษเพื่อฟื้นฟูภายหลังได้รับผลกระทบ สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ และสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย

ด้านนายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารขานรับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง โดยมอบความช่วยเหลือ เป็นเงินรายละ 50,000 บาท แก่ผู้บาดเจ็บทุกรายที่ยังรักษาตัวตามรายชื่อที่รวบรวมได้ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2568 จากโรงพยาบาลรวม 8 แห่ง เพื่อเป็นการส่งกำลังใจรวมเป็นเงิน 4,300,000 บาท

นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบโอกาสในการประกอบอาชีพเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต/ทุพพลภาพ ทั้งทหารและพลเรือน ด้วยการฝึกอาชีพให้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมมอบเงินทุนตั้งต้นให้รายละ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,050,000 บาท

โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารได้มอบเงินงบประมาณส่วนแรก ในการสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือเฉพาะหน้าแก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และตราด เพื่อใช้ในการสนับสนุนของใช้ที่จำเป็น เช่น ผ้าห่ม อาหารแห้ง อาหารปรุงสุก และน้ำดื่ม เป็นเงิน 1,314,800 บาท รวมงบประมาณช่วยเหลือ ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นจำนวนเงิน 6,664,800 บาท ทั้งนี้ ธนาคารออมสิน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนคนไทยในทุกวิกฤติ ให้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากและเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง โดยจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังตามเจตนารมณ์ของการเป็นธนาคารเพื่อสังคม 

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าว กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ภ.5 จับกุมคนจีนและคนไทยรวม 3 คนรับจ้างถอนเงินสดจากบัญชีม้า พื้นที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่

เมื่อวานนี้ (7 ส.ค. 68)  เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปฏิบัติคดีอาชญากรรมรายสำคัญในพื้นที่ ภ.5 กรณีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ศปอส.ภ.5 (PCT ภ.5)  - สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ได้สืบสวนหาข่าวว่ามีชาวจีน ได้ทำธุรกรรมถอนเงินสดต้องสงสัย จนสืบทราบว่ากลุ่มคนจีนรับจ้างถอนเงินดังกล่าว มีความเคลื่อนไหว ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จึงได้รวบรวมข้อมูลและลงพื้นที่ในการตรวจสอบ และจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯและ พรก. มาตรการป้องกันและปราบปรามฯต่อมาได้สืบสวนขยายผลผู้ร่วมขบวนการเพิ่มอีก 1 คน รวมออกหมายจับจำนวน 4 ราย จับกุมได้จำนวน 3 คน
โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, ผกก.สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ห้องประชุม สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์  ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.5 จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย นายฉิน หลง หรือ MR.QIN LONG อายุ 29 ปี สัญชาติจีน หนังสือเดินทาง EQ1225867 (ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1588 /2568 ลงวันที่ 5 สค.2568) นายจาง ลู่ผิง หรือ MR.ZHANG LUPING อายุ 30 ปี สัญชาติจีน หนังสือเดินทางWQ2158533(ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1583/2568 ลงวันที่ 5 ส.ค.2568)น.ส.สุดารัตน์ ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ ม.2 ต.บ้านสวน อ.เมืองสุโขทัย จว.สุโขทัย (ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 1586/2568 ลงวันที่ 5 ส.ค.2568)

ฐานความผิด ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 กล่าวหาว่า "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและโดย ทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและร่วมกันเป็น ธุระจัดหา โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการ ซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญา อื่น" ผู้ต้องหาที่ 3 กล่าวหาว่า "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ 

โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง"พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย ธนบัตรไทย ฉบับละ 1,000 บาท และ ฉบับละ 500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,140,000 บาท โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวน 3 เล่ม บัตรกดเงินสด จำนวน 2 ใบ

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ผนึกกำลังพันธมิตร เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยจาก ICAO

(7 ส.ค. 68) พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วยนายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาเศรษฐกิจการบิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัย จากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ซึ่งมีกำหนดในช่วงปลายปีนี้ โดยมีนายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ ผู้แทนฝ่ายมาตรฐานและควบคุมคุณภาพการรักษาความปลอดภัยกิจการการบิน ทอท. ผู้แทนสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ CAAT

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นท่าอากาศยานสำคัญของประเทศไทย ที่มีบทบาทรองรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐาน ICAO และ CAAT อย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี เพื่อยกระดับความพร้อมในการตรวจประเมิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานต่าง ๆ เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการบางส่วนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น 

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ จึงเตรียมมาตรการรองรับและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้โดยสาร การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ

ไทย-กัมพูชา ลงนามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ ตามผลประชุมจีบีซีหวังคลี่คลายปมชายแดน

GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ผู้แทน 2 ชาติ ลงนามบันทึกผลการประชุม หวังคลี่คลาย สถานการณ์ชายแดน นำมาซึ่งสันติภาพ

(7 ส.ค.68) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย - กัมพูชา สมัยวิสามัญ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เตีย เสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ทั้งสองฝ่ายหารือ และตกลงกันตลอด 3 วันที่ผ่านมา ด้วยความหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาคลี่คลาย นำมาซึ่งสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงไทยสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ระหว่างกันในการพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา - Team Thailand โพสต์ข้อมูลรายละเอียด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา ดังนี้

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี

2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา

4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน

5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา : การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ

7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้
8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่
8.2 จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค.68
8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ

9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง

10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค.2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย

11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซียเป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ 3 การประชุม GBC

13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 ส.ค.68 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง

'ประชาธิปัตย์' ร่วมงานฉลอง 60 ปีวันชาติสิงคโปร์ ชื่นชมช่วยผลักดันอาเซียนสู่เศรษฐกิจดิจิตอล

ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ60ปีวันชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อวานนี้ตามคำเชิญของ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ หว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ ภายใต้สโลแกน “60ปีแห่งการเดินทางร่วมกันของไทยและสิงคโปร์” (Celebrating 60 Years Shared Journey of Thailand and Singapore)

ทั้งนี้ประเทศไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี พ.ศ. 2508 แต่เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่ารากฐานความสัมพันธ์ไทยและสิงคโปร์ เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายตัน กิม เจ็ง ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน เป็นกงสุลใหญ่คนแรกของไทยประจำสิงคโปร์เมื่อปี พ.ศ. 2406 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ พร้อมพระราชทานช้างสำริดให้กับสิงคโปร์ เพื่อเป็นการระลึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก และทรงซื้อที่ดิน พร้อมอาคาร Hurricane House โดยที่ดินแปลงดังกล่าวได้สืบทอดมาเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในปัจจุบันและต่อมาทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ในปี พ.ศ. 2510 ภายใต้ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ที่พระราชวังสราญรมย์ กรุงเทพฯ

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อลงกรณ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งในปี พ.ศ.2489 จึงมีโอกาสร่วมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมืออันดีในทุกมิติระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า ในปี 2567 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียนและอันดับที่ 10 ของไทยในระดับโลก โดยการค้าระหว่างไทย-สิงคโปร์ มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐและต้องขอแสดงความชื่นชมสิงคโปร์ในฐานะมิตรประเทศที่ช่วยผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิตอลของอาเซียนหรือ DEFAให้มีความคืบหน้าและมีมาตรฐานสูงเพื่อการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลและสิงคโปร์ยังเชิญชวนไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิดิจิทัลหรือ DEPA 

ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี และ เกาหลีใต้อีกด้วย

‘เสธ.หิ’ โพสต์สะเทือนใจ!! ทหารเขมรแนวหน้ายอมเสียสละชีวิต แต่ผู้นำยังป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรี จี้ถาม ‘มาลี’ ไม่อายหรือ?? แถลงโกหกทับซากศพ

(7 ส.ค. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการ พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ‘ตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร’

การเป็นทหาร ของทุกประเทศ สิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของพวกเขา ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็นเกียรติยศที่ได้รับจากการเสียสละเพื่อประเทศชาติ อันเป็นที่รักของพวกเขา เพราะทุกคนที่เป็นทหาร ทราบถึงความรู้สึกเช่นนี้ดี ทหารจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะรู้ดีว่า ถึงที่สุดแล้ว ทหารทุกคนย่อมเสียสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง

การที่ทหารไทย ส่งมอบศพทหารที่เสียชีวิตของกัมพูชาให้กลับคืนสู่มาตุภูมิของพวกเขา ด้วยความเคารพ ถือเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำ ของนักรบผู้มีเกียรติทั้งสองฝ่าย ทหารไทยซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพวกท่าน ยังให้เกียรติพวกท่านถึงเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ปัจจุบัน ผู้กล้าหลายท่านกลับถูกทางการของท่านเอง ปล่อยร่างของท่านให้เน่าเปื่อยเป็นทานแร้งกาอย่างไม่เหลียวแล เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

อยากจะกราบเรียนดวงวิญญาณของท่านทั้งหลายว่า ท่านจงภูมิใจเถิด ที่ท่านได้หน้าที่ทหารของท่านได้สมบูรณ์แล้ว เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ท่านได้ตายในสนามรบ แต่น่าเศร้าใจมาก ที่ประเทศของท่านไม่มีทหารแท้เป็นใหญ่แม้แต่คนเดียว จึงได้ทอดทิ้งพวกท่านเช่นนี้ อยากจะส่งคำถามข้ามประเทศโดยเฉพาะ พล.ท.หญิงมาลี และผู้บังคับบัญชาของท่านทั้งหลาย ว่าไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ เชิดหน้าชูตาแถลงข่าวโกหก อยู่บนซากศพของพวกเดียวกัน ผมอายแทน

กลับมาแล้ว!  เขี้ยวเล็บกองทัพเรือ เรือดำน้ำจำลองหน้า กองเรือยุทธการสัตหีบ หลัง ครม.ไฟเขียวเดินหน้าโครงการ S26T ต่อ

(7 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าประตูทางเข้ากองบัญชาการกองเรือยุทธการ ริมถนนสุขุมวิท อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตั้ง “เรือดำน้ำจำลอง” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของยุทโธปกรณ์ทางเรือ กลับมาจัดแสดงอีกครั้ง หลังถูกรื้อถอนไปเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงพื้นที่ นำเรือตรวจการณ์ ต.99 มาตั้งแสดง

การนำกลับมาติดตั้งในครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ซึ่งเป็นความร่วมมือในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยอนุมัติให้เปลี่ยนเครื่องยนต์จากรุ่น MTU396 ของเยอรมนี เป็นเครื่องยนต์ CHD620 ของจีน พร้อมขยายระยะเวลาการต่อเรือออกไปอีก 1,217 วัน

โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี 2560 โดยกองทัพเรือไทยได้ลงนามในสัญญากับบริษัท CSOC ของจีน วงเงินรวม 7,700 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 64% จ่ายเงินไปแล้ว 10 งวด จากทั้งหมด 18 งวด ยังคงเหลืออีก 8 งวด คิดเป็นวงเงินคงค้างประมาณ 5,500 ล้านบาท โครงการต้องหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากจีนไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมได้

นอกจากเรือดำน้ำจำลองแล้ว บริเวณโดยรอบหน้าหน่วยยังมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของกองทัพเรือ เช่น เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง แฮริเออร์ AV-8S ที่เคยประจำการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และปลดประจำการไปเมื่อกว่าสิบปีก่อน รวมถึงเรือตรวจการณ์ ต.99 ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชดำริและพระบรมราชวินิจฉัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนปกป้องอธิปไตยทางทะเล โดยประจำการมายาวนานถึง 34 ปี ก่อนปลดระวางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565

การนำเรือดำน้ำจำลองกลับมาตั้งโชว์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปรับภูมิทัศน์ของกองเรือยุทธการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคืบหน้าและความหวังของกองทัพเรือไทย ที่จะมีเรือดำน้ำลำแรกประจำการในอนาคตอันใกล้ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทบ. รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับโดรน 30 ชุด และของใช้จำเป็น จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สนับสนุนทหารชายแดนไทย

(7 ส.ค. 68) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นตัวแทนกองทัพบก รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับแบบพกพา จำนวน 30 ชุด พร้อมสิ่งของจำเป็นสำหรับทหารชายแดน จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่ากว่า 9.4 ล้านบาท

สำหรับสิ่งของที่มอบให้ เช่น เสื้อยืด 10,000 ตัว, กางเกงใน 15,000 ตัว, ถุงเท้าดำ 20,000 คู่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายสมชาย แสวงการ เป็นผู้แทนในการส่งมอบ

นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิ อาทิ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต มอบชุดยาจำเป็น, บ.วีนายเคเบิ้ล บริจาคสายไฟฟ้า และ บ.เอช.ดี.แอพพาเรล บริจาคของใช้จำเป็น เช่น ยากันยุง ยาทาแก้ปวด และพลาสเตอร์ เป็นต้น

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนว่า อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อภารกิจลาดตระเวนและการป้องกันชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าทหารจะปกป้องแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top