Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

สมุทรปราการ-เทศบาลตําบลบางเมือง ต้อนรับคณะศึกษาดูงานเทศบาลตำบลบางกระทึก สามพราน นครปฐม

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากเทศบาลตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 

โดยมี คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม เทศบาลตำบลบางเมือง ร่วมให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากเทศบาลตำบลบางกระทึก จังหวัดนครปฐม 

นําโดย ผศ.ดร.อุบล วุฒิพรโสภณ นายกเทศมนตรีตำบลบางกระทึก นำคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม ตลอดจนประชาชนผู้สนใจด้านเศรษฐกิจพอเพียง จำนวนกว่า 200 คน เดินทางมาศึกษาดูงานโครงการต่างๆ ของทางเทศบาลตำบลบางเมือง พร้อมทั้งรับฟังการบรรยาย เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเพิ่มความรู้และทักษะด้านอาชีพให้แก่ประชาชนตำบลบางกระทึก

และสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพเป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือน เสริมสร้างให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้และได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนนวัตกรรมผักเคล เทศบาลตำบลบางเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

‘บุญหลง’ นักมวยไทยเจ้าของฉายา ‘ซ้ายปรมาณู’ ร่วมปฏิบัติภารกิจใน ‘หน่วยรบพิเศษ’ ชายแดนไทย–กัมพูชา

(25 ก.ค. 68) 'บุญหลง คลองสวนพลูรีสอร์ต' นักมวยไทยเจ้าของฉายา 'ซ้ายปรมาณู' ที่เคยขึ้นสังเวียนกับยอดมวยดังอย่าง วันฉลอง พี.เค.แสนชัยฯ และ ฟ้าประทาน ล่าสุดเข้าปฏิบัติภารกิจในแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในฐานะทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษของกองทัพไทย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังปะทุ

โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพเจ้าตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยฝั่งกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนที่ปราสาทตาเมือนธม ทำให้ทหารไทยต้องใช้สิทธิ์ปกป้องอธิปไตย ส่งผลให้เหตุการณ์ลุกลามไปในหลายพื้นที่ ครอบคลุมถึง 4 จังหวัดชายแดน

สำหรับ บุญหลง หรือ 'ซ้ายปรมาณู' เป็นที่รู้จักในวงการมวยจากจังหวะเตะซ้ายอันหนักหน่วง เปรียบเสมือนอาวุธร้ายแรงในสังเวียน ขณะนี้เขากลายเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในสมรภูมิจริง นอกจากนี้แฟนมวยและประชาชนจำนวนมากยังร่วมส่งแรงใจให้เจ้าตัวและเหล่าทหารผู้กล้าที่ปกป้องแผ่นดินไทย

ปทุมธานี เร่งสนองนโยบาย 'ภูมิธรรม' กวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' รวมพลังทุกภาคส่วน ประกาศปฏิญญา 'รวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด'

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมบัวหลวง  ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี  นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในการประกาศปฏิญญา 'รวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด' ตามนโยบายปฏิบัติการ ( Quick Win ) กวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ของ นายภูมิธรรม  เวชยชัย  รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี  โดยมี นายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ. ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 1 พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี พ.อ.ธวัชชัย วรรณดิลก รอง.ผบ.มทบ.11  นายแพทย์อภิชน จีนเสวก รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมลงนามปฏิญญา 

ทั้งนี้ จากการมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลและ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนายภูมิธรรม มอบนโยบายหลักในเรื่อง 1) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจับมือร่วมกันทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ด้วยการบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงาน ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานเรื่องยาเสพติด ทั้งการสกัดกั้น เฝ้าระวัง ตรวจตรา และ X-Ray ทุกพื้นที่ นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา รวมถึงการหาข่าวในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้ค้าและต่อยอดไปสู่การทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดทั้งระบบต่อไป 2) ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ให้ยึดหลัก "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ที่ต้องได้รับการรักษา ตามรูปแบบและกลุ่มของผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดได้มาฟื้นฟูสมรรถนะและศักยภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนจะกลับเข้าไปใช้ชีวิตในสังคมโดยไม่กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำอีก และ 3) ใช้ "พลังของพี่น้องประชาชน" ผู้นำของหมู่บ้าน/ชุมชน 

โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำหนดกติการ่วมหรือ "ธรรมนูญหมู่บ้าน" เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ทุกคนรับทราบและปฏิบัติร่วมกัน พร้อมทั้งสนธิกำลังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) สร้างพลังมวลชนในการ X-Ray ทุกพื้นที่ และส่งเสริมให้มีขบวนการตาสับปะรด ช่วยสอดส่องดูแลและให้ข่าวกับภาครัฐ เพื่อทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากทุกพื้นที่ นำมาสู่ การ ประกาศปฏิญญารวมพลัง  จังหวัดปทุมธานี ยับยั้งปัญหายาเสพติด โดยทุกหน่วยงานให้คำมั่นว่า “จะมุ่งบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด จะป้องกันมิให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด มิให้มีผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านชุมชนมีระบบ กลไก การจัดการปัญหา ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง”

‘สม รังสี’ อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา จี้ ‘ฮุน เซน’ ลาออก ชี้เหตุปะทะชายแดน!! เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาแก๊งไซเบอร์มาเฟียในเขมร

(25 ก.ค. 68) อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา 'สม รังสี' ออกแถลงผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ 'ฮุน เซน' ประธานวุฒิสภากัมพูชา ลาออกเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลที่ชอบธรรม พร้อมกับเปิดเผยว่าเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจจากการถูกปราบปรามขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักของระบอบปัจจุบัน

สม รังสี ระบุว่า ขบวนการไซเบอร์มาเฟียที่มีฐานตามแนวชายแดนกัมพูชา สร้างรายได้กว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวครึ่งหนึ่งของ GDP กัมพูชา โดยมีนักการเมืองและผู้มีอำนาจในประเทศเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง และกำลังถูกกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากไทย ทำให้ฮุนเซนใช้ความขัดแย้งกับไทยจุดชนวนกระแสชาตินิยมเพื่อปกป้องผลประโยชน์

เขายังเตือนว่าพฤติกรรมของฮุน เซน เสี่ยงลากภูมิภาคเข้าสู่ความไม่สงบ พร้อมชู “ข้อตกลงปารีส 2534” เป็นเกราะทางกฎหมายที่มีผลผูกพันนานาชาติในการปกป้องเอกราชและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา และเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติปารีสอีกครั้งทันที เพื่อยุติวิกฤติ

สม รังสี ย้ำว่าความโกรธแค้นของ ‘ฮุน เซน’ ต่อไทย ไม่ได้เกิดจากความรักชาติ แต่เป็นความกลัวการล่มสลายของระบอบที่เลี้ยงตัวด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ โดยระบุว่า ฮุน เซน มีพฤติกรรมซ้ำซาก ใช้ความขัดแย้งชายแดนเพื่อปกปิดปัญหาภายใน เหมือนในเหตุจลาจลปี 2546 และกรณีปราสาทพระวิหารปี 2554

ท้ายที่สุด สม รังสี เตือนว่าหากปล่อยให้ระบอบไร้ความรับผิดชอบนี้ดำเนินต่อไป โดยอาศัยกระแสชาตินิยมเป็นเกราะกำบัง จะทำให้ภูมิภาคเสี่ยงต่อความปั่นป่วน พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกช่วยรื้อถอนเครือข่ายมาเฟียเหล่านี้ แม้จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพนมเปญก็ตาม 

‘ลอรี่’ ย้ำต่างชาติ รับไม่ได้ทหารเขมรโจมตีพลเมือง-โรงพยาบาล ลั่น ไทยยืนบนหลักการสากล จะเอาชนะบนความถูกต้อง

‘ลอรี่’ ย้ำต่างชาติ รับไม่ได้กัมพูชาโจมตีพลเมือง-สถานพยาบาล ไทยยืนบนหลักการสากล จะเอาชนะบนความถูกต้อง ให้นานาชาติได้ประจักษ์

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า

“จากสถานการณ์การปะทะชายแดนบริเวณไทย-กัมพูชา 'ปราสาทตาเมือนธม' ไทยใช้ความอดทนอดกลั้นถึงขีดสุด เมื่อกองทัพกัมพูชา ตัดสินใจโจมตีใส่ไทยก่อนในช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. ด้วยอาวุธ BM-21 มีการโจมตีปั๊มน้ำมัน โรงเรียน สถานพยาบาล ทำให้พลเรือนไทยที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งเด็กและบุคลากรทางการแพทย์ จนมีผู้เสียชีวิต 12 ราย บาดเจ็บครึ่งร้อย

เป็นการละเมิดสนธิสัญญาเจนีวา ปฏิบัติต่อพลเมืองผู้บริสุทธิ์ในสงครามอย่างไม่มีมนุษยธรรมจนถึงแก่ความตาย รวมถึงการผิดอนุสัญญาออตตาวา ใช้ทุ่นระเบิดสังหาร ทั้งที่ลงนามเลิกใช้ตั้งแต่ ค.ศ.1997 ทำให้ประเทศไทยต้องใช้สิทธิกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 ในการตอบโต้ปกป้องชีวิต ทรัพย์สินคนในประเทศ

ซึ่งผมมั่นใจว่ากองทัพบกไทยจะยืนยันในการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยเราด้วยความระมัดระวัง มีมนุษยธรรมกว่า โปร่งใส ไม่ทำร้ายพลเรือนกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ 

พร้อมเปิดให้เวทีโลกเข้าสังเกตการณ์ และขอยืนยันว่าไทยต้องการให้จบเรื่องนี้อย่างสันติ ไม่ให้มีชีวิตผู้คนทั้งทหารและพลเรือนทั้ง 2 ฝ่าย ต้องสูญเสียไปกว่านี้

เพราะคนที่โลกควรต้องประณามคือ นักการเมือง ผู้นำกองทัพกัมพูชาไม่กี่คน ที่ลงมือใช้อาวุธสงครามคร่าคนบริสุทธิ์ อย่างเหี้ยมโหด เพื่อหวังสถานการณ์สงครามบางอย่าง

ไทยหวังคืนความสงบสู่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศโดยไว และหวังให้ทั้งโลกยืนหยัดบนความถูกต้อง ในหลักการ 'มนุษยธรรม' ระหว่างประเทศ เพราะหากไร้สิ่งเหล่านี้ สันติภาพบนโลกก็ไร้ความหมาย” 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการทุกหน่วยเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีหนังสือสั่งการไปยังหน่วยต่างๆ เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้การปฏิบัติในการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ บังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนการปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนการยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลการปฏิบัติในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และร่วมประชุมขับเคลื่อนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่

ทั้งนี้ ผบ.ตร.สั่งการให้ทุกหน่วยจัดเตรียมกำลัง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และดำรงการติดต่อสื่อสารให้พร้อมปฏิบัติเมื่อได้รับการสั่งการ พร้อมทั้งยกระดับมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ออกตรวจตราเพิ่มความเข้มในการดูแลทรัพย์สินบ้านเรือนประชาชน ในห้วงเวลาที่มีการอพยพประชาชนออกจากบ้านพักไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีกลุ่มคนร้ายฉวยโอกาสกระทำความผิดต่อทรัพย์สินของประชาชน 

รวมทั้งกำหนดจุดการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด เพื่อเพิ่มความเข้มในการตรวจตราผู้ลักลอบกระทำผิด ลักลอบขนอาวุธ หรืออาจจะมีการแทรกซึมทางการข่าว และเตรียมความพร้อมในด้านการสอบสวนดำเนินคดี โดยเฉพาะพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมให้ติดตามเฝ้าระวัง สืบสวนหาข่าวในส่วนที่เกี่ยวข้อง ประสานการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน และเป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ได้ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอหรือสั่งการ

นอกจากนี้ สั่งการให้โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ จัดเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติทางการแพทย์ ตลอดจนเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนร่วมบริจาคโลหิต เพื่อเตรียมสำรองโลหิตไว้ในกรณีหากจำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พร้อมมอบหมายให้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองสารนิเทศ ประชาสัมพันธ์ชี้แจง ทำความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน สื่อมวลชน ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงการระมัดระวังข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงต่างๆ

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่ 'จันทบุรี' ด่วน! สั่งยกระดับดูแลประชาชน 3 จว.ชายแดน ป้องกันอาชญากรรมขั้นสูงสุด 

'ผบช.ภ.2' ลงพื้นที่จันทบุรี กำชับ 3 จังหวัดชายแดนเตรียมกำลังพร้อมเสริมกองกำลังป้องกันชายแดน ยกระดับการดูแลประชาชนพื้นที่ส่วนหลัง สืบสวน หาข่าว ป้องกันอาชญากรรมขั้นสูงสุด ส่งตำรวจลงชุมชนลดความตระหนก สแกนกลุ่มเปราะบางรับมือแผนอพยพ ใช้ AI ช่วยเฝ้าระวัง 

เมื่อวานนี้ (25 ก.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) ลงพื้นที่ จว.จันทบุรี ติดตามสถานการณ์พื้นที่แนวชายแดนติดต่อประเทศกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ตามข้อสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ  พร้อมปฏิบัติการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน  และมีมาตรการปฏิบัติยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/67) 

“ในส่วนของตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการให้ ภ.จว.จันทบุรี ตราด และ สระแก้ว เตรียมกำลัง ยุทโธปกรณ์ พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติกองกำลังป้องกันชายแดน และกำชับให้ยกระดับความเข้มในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยให้ระดมตำรวจชุมชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน มิให้ตื่นตระหนกกับข่าวลือ ข่าวลวง และเตรียมความพร้อมอพยพประชาชนไปสู่พื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น ให้สำรวจกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เพื่อเตรียมแผนการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันอาชญากรรมทุกรูปแบบที่อาจอาศัยสถานการณ์เช่นนี้ลอบก่อเหตุ โดยกำชับให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (บก.สส.ภ.2) สืบสวนหาข่าวเฝ้าระวังขั้นสูงสุด” ผบช.ภ.2 กล่าว

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จว.จันทบุรีวันนี้ พบว่าสถานการณ์โดยรวมในพื้นที่ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี โดยกำชับว่าตำรวจการ์ดอย่าตก เพิ่มความเข้มสูงสุด ไม่ประมาท ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ สร้างความอุ่นใจ และความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชน ขณะเดียวกันวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ร้านทอง ธนาคาร  ร้านสะดวกซื้อ โดยจากการใช้งานที่ผ่านมาช่วยในการแจ้งเหตุ ติดตามจับกุมคนร้ายได้ทันท่วงที และได้กำชับว่าในสถานการณ์เช่นนี้ให้นำเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาและนำมาใช้ในพื้นที่มาช่วยดูแลประชาชน เช่น การแจ้งเหตุ การเฝ้าระวังเหตุไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตามขอให้กำลังใจตำรวจทุกนายในพื้นที่ โดยในฐานะผู้บังคับบัญชาพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติทุกภารกิจให้สำเร็จ ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค.68) จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมให้ขวัญกำลังใจและกำชับการปฏิบัติตำรวจในพื้นที่ จว.ตราด ต่อไป 

“ตำรวจภูธรภาค 2 ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ส่วนหน้าผู้ปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยชายแดนไทย - กัมพูชาครั้งนี้ และส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกคน และขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดต่อผู้สูญเสียจากสถานการณ์นี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมดูแลพิทักษ์ความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้หากต้องการความช่วยเหลือจากตำรวจ โปรดโทร.191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

กองทัพไทย เปิดปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ตอบโต้กัมพูชา ทั้งภาคพื้นดิน-อากาศ ลั่นพร้อมบดขยี้!! ผู้เหยียบย่ำรุกลํ้าแผ่นดินไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพไทยเปิดยุทธการ “ยุทธบดินทร์” (Yuttha Bodin) ตอบโต้กัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยไทย ด้วยการใช้กำลังทั้งทางบกและอากาศ พร้อมประกาศชัด “บดขยี้ทุกผู้ที่เหยียบย่ำแผ่นดินไทย” โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ รับหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์

ชื่อปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” มาจาก “ยุทธ” หมายถึง การรบ และ “บดินทร์” หมายถึงแผ่นดิน สื่อถึงการรบเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างถึงที่สุด พร้อมคำขวัญว่า “เพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีไทย” ย้ำความชอบธรรม และเด็ดขาดในการตอบโต้

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ไทยตอบโต้การโจมตีของกัมพูชา 
• ช่องบก ทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลัง
• ช่องอานม้า F16 ทิ้งไข่ที่ตั้งกำลังกัมพูชา
• พื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ ใช้รถถังเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่
• จุดตรวจการณ์ภูผี ตรงข้ามปราสาทโดนตวล ใช้ F-16 ช่องตาเฒ่า
• จุดตรวจการณ์เขาสัตตาโสม ทำลายรถถังกัมพูชาได้จำนวน 2 คัน
• เขาพระวิหาร วัดแก้วฯ ใช้รถถังระดมยิง ส่งทหารราบเข้ายึด
• ภูมะเขือ ปัจจุบันสามารถทำลายกระเช้าส่งกำลังได้บางส่วน
• ช่องจอม โจมตีกันไปมา
• พื้นที่ปราสาทตาควาย กัมพูชาวางกำลัง ฝ่ายไทยเข้าตีระลอกที่ 2
• พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ไทยวางกำลัง กัมพูชาพยายามเข้าตี

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล พร้อมเฝ้าระวังและตรึงกำลังต่อเนื่อง เพื่อปกป้องประชาชนและความมั่นคงของชาติอย่างถึงที่สุด 

กาฬสินธุ์- รับเหมา 7 ชั่วโคตรทิ้งงานทำชาวบ้านผวาดินสไลด์  โยธาฯ ยืนยันทำดีที่สุดเพื่อประชาชน

(24 ก.ค. 68) ชาวบ้านอาศัยติดตลิ่งริมน้ำจุดก่อสร้าง 7 ชั่วโคตร ผวาหนักน้ำลำพานขึ้นหวั่นกัดเซาะทำตลิ่งพังกลืนบ้านเรือนประชาชน เรียกร้อง กรมโยธาฯ จัดงบก่อสร้าง-เรียกเงินคืนจากรับเหมา ขณะที่ โยธาฯคุมเข้มก่อสร้างท่อระบายน้ำเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมแจงดราม่า ปลูกหญ้า-ปูถนน เป็นการคืนผิวจราจรให้ประชาชนเพื่อความปลอดภัยย้ำทำดีที่สุด ด้านผู้ตรวจและคณะธรรมาภิบาลเดินหน้าสอดส่องเผยปัญหา 7 ชั่วโคตรทำดีที่สุดแล้วต่อไปขึ้นอยู่กับ กรมโยธาฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้รับจ้างทิ้งงาน

จากกรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ จ. กาฬสินธุ์ จำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์  5 โครงการ อ.ฆ้องชัย 2 โครงการ และ อ.กมลาไสย 1 โครงการ  งบประมาณกว่า 545 ล้านบาท จากข้อมูลของกรมโยธาธิการฯ เจ้าของโครงการได้ว่าจ้าง 2 หจก. เริ่มทำสัญญาก่อสร้างในแต่ละโครงการตั้งแต่ปี 2562-2565 แต่ถึงปัจจุบัน ทุกโครงการก่อสร้างไม่เสร็จแม้แต่โครงการเดียว เนื่องจากผู้รับจ้างทิ้งงาน จนชาวบ้านขนานนามให้ว่าโครงการ 7 ชั่วโคตร ขณะที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ยังเฝ้าติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก  ถึงแม้ต้นปี 2568 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ประกาศเวียนห้างให้ทั้ง 2 หจก. นี้ตกเป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน มีผลหมดสิทธิ์เข้ารับงานกับภาครัฐในทุกกระทรวง ทบวง กรม การเอาผิดยังอยู่ในมือ ปปช.- สตง. ที่จะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการเรียกเงินคืนตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

รายงานล่าสุด วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ทีมข่าวแจ้งว่า มีกระแสดราม่าที่เกิดจากความอึดอัดต่อความล่าช้าในการก่อสร้าง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำ ในส่วนของผู้รับเหมารายใหม่ที่ได้ดำเนินการเกือบจะแล้วเสร็จภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ด้วยงบประมาณกว่า 68 ล้านบาท หลายจุดมีการคืนผิวการจราจร บางแห่งมีการปลูกหญ้า บางแห่งมีการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต แต่ประชาชนพบเห็นความเปลี่ยนแปลงสงสัย จึงมีกระแสดราม่าออกมาต่อว่าไปต่างๆนานา สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้ขอชี้แจงว่าการก่อสร้างที่มีการเปิดผิวถนนจราจร จะต้องการมีซ่อมแซมเพื่อคืนสภาพพื้นผิวถนนเพื่อความปลอดภัยและสวยงามให้กับประชาชน 

ที่บริเวณถนนผังเมือง 2 ชุมชนหนองเรือ-หัวคู เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นจุดก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมือง (ส่วนที่เหลือและซ่อมแซมบูรณะส่วนที่ชำรุดบกพร่อง) นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างและปรับปรุงผิวจราจร ที่เป็นกระแสดราม่า เปิดเผยว่า ทุกปัญหาเกิดจากการทิ้งงานก่อสร้าง และที่ผ่านมาได้มีการขุดเปิดถนนทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ผิวจราจรคอนกรีตเดิมที่อยู่ข้างเคียงมีการทรุดตัว เมื่อทำการก่อสร้างและคืนผิวจราจรคอนกรีตแล้วเสร็จ ระดับถนนก็ยังไม่สม่ำเสมอ ไม่เรียบร้อย บางจุดมีรอยร้าว เป็นหลุมเป็นบ่อ มีการร้องเรียนจากประชาชนบ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการ จ.กาฬสินธุ์ เร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ผิวจราจรเรียบร้อยและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ซึ่งหากรื้อผิวคอนกรีตเดิมทำใหม่ จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน จึงได้ดำเนินการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต ซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างน้อยกว่ามาก และลดผลกระทบต่อประชาชนในการก่อสร้าง 

นายวิจิตร กล่าวว่า ทั้งนี้ กรณีพี่น้องประชาชนสงสัย ว่าทำไมถึงมีการปูแอสฟัสติกส์คอนกรีตทับผิวจราจรเดิม ก็ขอทำความเข้าใจว่า เป็นส่วนหนึ่งของงานเก็บรายละเอียดเนื้องานโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักฯ นี้ เพื่อคืนสภาพถนน ตามมติของคณะกรรมการตรวจรับงานฯ ซึ่งจะดำเนินการในทุกๆจุดที่มีการก่อสร้าง เพื่อคืนสภาพผิวถนนให้มีความเรียบร้อย สวยงาม ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรสะดวกและปลอดภัย ในส่วน 7 โครงการที่เหลือ ซึ่งถูกทิ้งงานนั้น อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และคาดว่าน่าจะได้ผู้รับจ้างประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป

ขณะที่ชาวบ้านตำบลลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ ในจุดก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เริ่มหวาดผวาเนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นและเกรงว่ามวลน้ำจะกัดเซาะตลิ่งบ้านเรือนประชาชนรวมถึง ตลาดที่อยู่ติดกับลำน้ำพาน นายดวง ฉายอำไพ อายุ 62 ปี ชาวบ้านวังยูง ต.ลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณหลังบ้านติดกับตลิ่งลำน้ำพานหนึ่ง ในจุดก่อสร้างโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่ง ได้พยายามสะท้อนปัญหาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข  แต่ขณะนี้เข้าฤดูฝนระดับน้ำในลำพานเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เป็นภาวะเสี่ยงดินริมตลิ่งหลังบ้านจะเกิดการสไลด์ตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ตนรู้สึกวิตกกังวล ต้องการให้กรมโยธาฯ รีบจัดหาผู้รับจ้างมาทำงานอย่างเร่งด่วน หรือว่าหากไม่มีงบประมาณ ก็ขอให้เร่งรัดเรียกคืน กับผู้รับจ้างรายเดิมที่เบิกจ่ายไปแล้วกว่า 250 ล้านบาท ก่อนทิ้งงานไป ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ท่านรับผิดชอบกรมโยธาฯ ได้เร่งดำเนินการโดยเร็ว ก่อนที่อาคารบ้านเรือนของตนและเพื่อนบ้าน รวมทั้งอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลลำพาน และอาคารตลาดสดที่อยู่ติดกับตลิ่งจะเกิดการทรุดพังลงไปในลำน้ำพานในฤดูน้ำหลากนี้

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (23 ก.ค.68 เวลา 15.00 น.) นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 12 ในฐานะประธานกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ พร้อมคณะ ลงพื้นติดตามสอดส่องโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำปาว 2 ฝั่ง จากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ บริเวณต่อเนื่องจากซอยน้ำทิพย์ไปทางทิศเหนือ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์  ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กธจ.กาฬสินธุ์, นายชาญยุทธ โคตะนนท์  ที่ปรึกษาด้านวิชาการ กธจ.กาฬสินธุ์, นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ (กธจ.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ร่วมลงพื้นที่ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามสอดส่อง 8 โครงการผู้รับจ้างทิ้งงาน ที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ร่วมกับคณะธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ติดตามมาอย่างต่อเนื่องนั้น ยืนยันว่า ทางคณะผู้ตรวจฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และถึงที่สุดแล้ว ขึ้นอยู่กับทางกรมโยธาธิการและผังเมืองและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการต่อไปอย่างไร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัด “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” เสริมเขี้ยวเล็บครูฝึกทั่วประเทศ เน้นฝึกจริง สอนจริง รับมือสถานการณ์จริง ลดความสูญเสียตำรวจด่านหน้า

(24 ก.ค. 68) สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีการฝึดอบรม “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม ศปป.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การฝึกอบรม พร้อมให้คำแนะนำและมอบนโยบายแก่ครูฝึกและผู้เข้ารับการฝึกอบรม

สำหรับโครงการฝึกอบรมครั้งนี้ มุ่งสร้างกำลังครูฝึกคุณภาพจากทั้ง 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ครูฝึกตำรวจจากกองบัญชาการต่างๆ ที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่ตำรวจผู้ปฏิบัติตามสถานีตำรวจทั่วประเทศ และครูฝึกประจำศูนย์ฝึกตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนนายสิบและตำรวจใหม่ในศูนย์ฝึก

เนื้อหาการฝึกอบรมครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแนวหน้าอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้เรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิและข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังอย่างเหมาะสมโดยยึดหลักความจำเป็นและความสมเหตุสมผล ตลอดจนแนวทางปฏิบัติของ First Responder หรือผู้เผชิญเหตุคนแรก ซึ่งต้องสามารถประเมินสถานการณ์ รายงาน และตอบโต้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้เข้ารับการฝึกยังได้เรียนรู้เทคนิคการแบ่งบทบาทระหว่างฝ่ายคุ้มกัน (Cover) และฝ่ายสื่อสารหรือควบคุมเหตุการณ์ (Contact) การควบคุมและจับกุมผู้ต้องหา การใส่กุญแจมืออย่างถูกวิธีและปลอดภัย ตลอดจนวิธีการแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกควบคุมตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพ และเคารพสิทธิมนุษยชน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาเนื้อหาการฝึกให้รัดกุม สมจริง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ปฏิบัติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top