Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์อีก!! โทษไทยยิงก่อน อ้างกัมพูชาตอบโต้เพราะไม่มีทางเลือก

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ (24 ก.ค.68) ระบุว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฐานทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จนเกิดการปะทะลุกลามถึงจุดสามเหลี่ยมมรกต พร้อมย้ำว่าแม้กัมพูชาพยายามใช้สันติวิธี แต่ครั้งนี้ “ไม่มีทางเลือก” จึงต้องตอบโต้ 

ฮุน มาเนต กล่าวว่ากัมพูชายึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกโจมตีก่อน ก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ โดยดำเนินการทั้งในด้านทหารและทางการทูต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพ ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมวิงวอนให้ประชาชนกัมพูชาอย่าตื่นตระหนก และใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐและกองทัพ

ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหนัก หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้แนวเขตโบราณสถาน ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพบกขอประณามการกระทำอันรุนแรงและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่มีการใช้อาวุธจรวด BM-21 จำนวน 2 นัด ยิงเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภายในศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 09.40 น. ของวันนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพบกกำลังเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะได้รายงานให้ทราบต่อไปโดยเร็วที่สุด

'บิ๊กเล็ก' ลั่นเลิกคุย หลังทหารเขมรเปิดฉากยิง พร้อมให้อำนาจ ผบ.ทสส. ลุยจัดการเต็มที่

'บิ๊กเล็ก' หมดความอดทน กร้าวเลิกคุยกัมพูชา รับทหารเขมรไม่ได้ ไร้ความจริงใจ ลั่นจากนี้ว่าตามกองทัพ ศบ.ทก. เป็นฝ่ายสนับสนุน บอกไม่ยอมแน่ถ้าล่วงล้ำอธิปไตย เผยบ่ายนี้ 'ภูมิธรรม' ประชุม สมช. ถกสถานการณ์

(24 ก.ค.68) - พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบ.ทก. ถึงเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ได้รับรายงานแล้วหรือยัง ว่า ถ้าถึงขั้นนี้ก็คงไม่คุยกันแล้ว ขอย้อนไปก่อนหน้านี้เราพยายามเชิญชวนให้มาคุยทวิภาคี เพื่อแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยในกระบวนการที่เรามีอยู่ สิ่งที่ตนยื่นให้เขาเสมอคือ ทั้งสองฝ่ายต้องเคลื่อนย้ายกำลังพลออกจากชายแดน เพราะถ้ายังอยู่อาจมีเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันได้ ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ตน ทหารกัมพูชาค่อนข้างไม่มีวินัยและยั่วยุ แต่ทางฝ่ายผู้บังคับบัญชาของเขาบอกว่า ยึดแนวทางสันติ เพราะฉะนั้น ตนมองสองอย่าง ผู้บังคับบัญชาไม่จริงใจ ไม่ดำเนินการสอบสวนความเป็นจริง หรืออีกอย่างคือ รัฐบาลไม่จริงใจ ดังนั้น จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ได้หารือกับกองทัพและตกลงใจว่า มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการดำเนินการต่อไป เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 39 ทั้งนี้ จากที่หารือกันแล้ว ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ขออนุญาตวางลวดหนามในพื้นที่ที่ทหารกัมพูชามักล่วงล้ำเข้ามา เพราะจากเหตุการณ์วันที่ 23 ก.ค. แสดงว่า นอกจากเข้ามาแล้วยังประสงค์ร้ายกับฝ่ายไทยด้วย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า ขณะนี้เขากำลังปฏิบัติการกันอยู่ ไม่อยากไปซักถามมาก รอให้รายงานในรายละเอียด ซึ่งเมื่อเวลา 08.20 น.วันนี้ ทางฝ่ายไทยได้เข้าไปวางลวดหนาม และฝ่ายกัมพูชายิงกลับมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องมีการประกาศภาวะพิเศษ หรือภาวะฉุกเฉินหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มี เพราะกองบัญชาการกองทัพไทยสามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมได้แล้ว ซึ่งเช้าวันนี้ ผบ.ทสส.กับ ผบ.เหล่าทัพจะหารือกัน ตอนนี้ตนจะไม่พูดแล้ว เพราะเข้าสู่เวอร์ชันใหม่แล้ว เมื่อถามว่า ไทยจะต้องใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง แผนจักรพงษ์ภูวนาถคือ สิ่งที่กองทัพบกแจ้งไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ถ้าลองดูในคำสั่งดีๆ แผนจะใช้เมื่อสั่ง และแผนนี้ต้องมาพูดคุยกันก่อนด้วย แต่วันนี้ ผบ.ทสส.จะเชิญเหล่าทัพมาหารือกัน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ อยากบอกอะไรกับประชาชน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งสองส่วนคือ ส่วนพี่น้องประชาชนไทยทั่วประเทศ ขอให้มั่นใจว่า กองทัพไทยยังปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนของเราได้เป็นอันขาด และกราบขออภัย รวมถึงให้กำลังใจพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติครั้งนี้ เพราะทางกองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปเราจะไม่อดทนแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติของทหารกัมพูชาที่เรารับไม่ได้ ฝากพี่น้องประชาชนทุกคนให้กำลังใจกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนด้วย โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เมื่อถามอีกว่า จุดอื่นในพื้นที่ชายแดน ได้มีการรับรายงานว่ามีการปะทะกันมาบ้างหรือยัง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง เพราะฉะนั้น ตนขอความร่วมมือสื่อมวลชน ขณะที่ทหารกำลังปฏิบัติการ พยายามอย่าไปซักถามเหมือนกับหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทางฝ่ายกัมพูชาจะทราบหมด เพราะสื่อได้ถ่ายทอดภาพสถานการณ์ฝ่ายเราออกไป โดยที่เราไม่ทราบฝ่ายกัมพูชา ตนเข้าใจสื่อมวลชนตลอดว่าต้องพยายามหาข่าวให้กับพี่น้องประชาชนที่อยากให้กำลังใจทหาร แต่ขณะเดียวกัน อยากให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย ตนมั่นใจในดุลยพินิจของสื่อมวลชนว่าแค่ไหนคือจุดที่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริเวณชายแดน จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว ตรงนี้จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ที่หารือกันเบื้องต้น ณ วันนี้ปิดบริเวณด่านชายแดนทั้งหมดแล้ว และจะเข้าหารือในที่ประชุม ศบ.ทก. ซึ่งว่าตามกองทัพ เป็นการหารือเพื่อให้กองทัพมีความชอบธรรมในการปฏิบัติ จริงๆ อำนาจให้กับกองทัพไปแล้ว เพียงแต่ ศบ.ทก.มารับทราบและเห็นชอบ นอกจากนี้ ในบ่ายวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ จะประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอแจ้งประชาชนว่า ในการปฏิบัติเราได้มอบอำนาจให้กับกองทัพไทยไปแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในยุคปัจจุบัน จะปฏิบัติอะไรต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้น ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ จากการไปสัมภาษณ์พี่น้องตามแนวชายแดน ตนดีใจว่าในยามที่สถานการณ์เป็นอย่างนี้ พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนเข้าใจสถานการณ์และยินดีให้ความร่วมมือ สำหรับบทบาทของ ศบ.ทก.หลังจากนี้คือ ให้การสนับสนุนกับกองทัพไทยในการจัดการ ตนเองก็คงให้ความสำคัญกับไปทางกองทัพมากกว่า การประชุมจะมอบให้เลขาธิการ สมช.ดูต่อไป

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกัมพูชาไม่ยอมรับผิดเลย ไทยจะมีสิทธิไปยื่นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือประเทศอื่นๆ ให้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า “แล้วท่านคิดว่าที่ผ่านมาเขายอมรับผิดเรื่องไหนบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผมได้เห็นถึงความไม่จริงใจ แต่ขณะเดียวกัน เราจะไปทำแบบนั้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นศีลเสมอกัน แล้วเวลามีปัญหาจะต้องมาพิจารณา สอบสวน ตรวจสอบ ไต่สวนกัน กลายเป็นว่าเราเป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราต้องยึดมั่นคำพูด อะไรที่ใช่ อะไรที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เราจะไม่ทำศีลเสมอกันกับเขา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไรว่า เหตุการณ์จะไม่บานปลายกว่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำอธิปไตยเราก็ยอมไม่ได้ ขอให้สื่อมวลชนทำความเข้าใจกับประชาชนว่า เรายึดถืออธิปไตย ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก เราพยายามจะไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำหรือละเมิดก็คงไม่สามารถจะหยุดได้ คงต้องว่าไปตามกระบวนการ อันนี้เรามีกฎของเราอยู่แล้ว มีกฎหมาย กฎการใช้กำลัง ซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว โดยเหล่าทัพทราบดี

เมื่อถามถึงอำนาจของกองทัพตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทสส.มีอำนาจสูงสุดในการบัญชาการใช่หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า ใช่ ซึ่งจะมีคณะผบ.เหล่าทัพ โดยมี ผบ.ทสส.เป็นหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทหาร

‘ฮุนเซน’ อ้างไทยรุกราน - โจมตีก่อน ลั่นกัมพูชาไร้ทางเลือกนอกจากตอบโต้

(24 ก.ค. 68) ‘ฮุนเซน’ อ้างไทยโจมตีก่อน หลังประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม กัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากตอบโต้ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก อย่ากักตุนหรือขึ้นราคาสินค้า

ภายหลังจากเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชนี้ เมื่อวันนี้ (24 ก.ค.) ล่าสุด เมื่อเวลา 09.40 น. ในเฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia

ของนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มีการโพสต์ข้อความว่า “การรุกรานครั้งนี้ กองทัพไทยประกาศว่าจะปิดปราสาทตาเมือนธมในวันนี้ ซึ่งได้รับคำสั่งเมื่อวานนี้ ทหารไทยได้เริ่มโจมตีกองทัพกัมพูชา กองทัพกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้ตอบโต้ ขอพี่น้องชาวกัมพูชา โปรดอย่าตื่นตระหนก ซื้อข้าวสารและกักตุนหรือขายสินค้าในราคาที่สูงกว่า ฯลฯ”

“โปรดดำเนินธุรกิจตามปกติในทุกภาคส่วนและทุกแห่ง ยกเว้นพื้นที่ชายแดนของจังหวัดอุดรมีชัยและจังหวัดพระวิหาร ซึ่งถูกกองทัพไทยที่รุกรานยิงถล่ม

“ขอพี่น้องประชาชน โปรดไว้วางใจในรัฐบาลและกองกำลังทหารของเรา”

เขมร ลดสัมพันธ์การทูตกับไทยสู่ระดับต่ำสุด เรียกตัว จนท.ประจำการที่กรุงเทพฯ กลับทั้งหมด

กัมพูชาลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับต่ำสุดตอบโต้ไทย เรียกเจ้าหน้าที่ประจำการในสถานทูตที่กรุงเทพฯ กลับประเทศทั้งหมด

(24 ก.ค. 68) สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับต่ำสุด เพื่อตอบโต้กรณีที่ไทยลดความสัมพันธ์กับกัมพูชา

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา หลังจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีกครั้งและได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณชายแดนพิพาท

มาตรการดังกล่าวรวมถึงการเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับจากพนมเปญ และการขับไล่เอกอัครราชทูตกัมพูชาออกจากกรุงเทพฯ

กัมพูชาได้ออกมาตอบโต้ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงสู่ระดับ 'อุปทูตรักษาการ'

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่การทูตกัมพูชาทุกคนที่ประจำการอยู่ที่สถานทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับประเทศ ฝ่ายไทยยังได้รับคำสั่งให้จัดการเรื่องการเดินทางกลับของเจ้าหน้าที่การทูตออกจากกัมพูชาด้วยเช่นกัน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ-จักรยานให้น้องนักเรียนพื้นที่ชนบทศรีสะเกษ กว่า 1.48 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ  นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษอีกครั้ง โดยมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ จำนวน 35 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 692,500 บาท เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้ง มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ จำนวน 10 ราย และมอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลนพร้อมกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 โรงเรียน รวม 20 คัน 

เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวศรีสะเกษในครั้งนี้ทั้งสิ้น 743,052 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครออกหน่วยให้บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมี นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสาววีรินท์ นิตย์สุวรรณ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางสาวจุรีพร ภิบาลจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ

หลังจากนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบเตียงผู้ป่วยพร้อมโต๊ะคร่อมเตียงสเตนเลสและตู้ข้างเตียง จำนวน 16 ชุด และเตียงผู้ป่วยไฟฟ้า จำนวน 4 เตียง สำหรับใช้ในการรักษาและบริการผู้ป่วย เนื่องด้วยทางโรงพยาบาลได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคาร ทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์และครุภัณฑ์ต่างๆ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 740,000 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) โดยมี แพทย์หญิงประภาภรณ์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ประวิทย์ธนา รองผู้อำนวยการ ภารกิจด้านบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ พร้อมกับหัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างานและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

รวมงบประมาณการช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิตให้กับชาวศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในครั้งนี้ทั้งสิ้น 1,483,052 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน)

ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อปี พ.ศ. 2563 รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้มีการสนับสนุนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบรถพยาบาลติดตั้งอุปกรณ์ มอบรถ X-Ray เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล มอบห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ มาตรฐาน ISO7 เป็นต้น รวมงบประมาณการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาไม่ต่ำกว่า 197 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ยังเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

กฟผ. พร้อมรับมือพายุ ‘วิภา’ ดูแลระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ คุมการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ยืนยันยังรับได้อีกมาก

(23 ก.ค. 68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ติดตามสถานการณ์พายุ 'วิภา' อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ดูแลระบบผลิตและส่งไฟฟ้าอย่างรอบคอบทั่วประเทศ เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงที่หลายพื้นที่เผชิญฝนตกหนัก

อย่างที่ทราบกันดีว่า พายุ 'วิภา' ขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ทำให้ไทยตอนบน รวมถึงภาคกลางตะวันตกและภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากระหว่าง 22-24 ก.ค. ส่งผลให้ กฟผ. ต้องเฝ้าระวังทั้งระบบไฟฟ้าและสถานการณ์น้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ในเส้นทางพายุ ปัจจุบันมีน้ำในอ่างอยู่ 63% ของความจุ และยังสามารถรับน้ำได้อีก 37% กฟผ. จึงปรับลดการระบายน้ำลงจากวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

หลังจากฝนลดลงในวันที่ 25-27 ก.ค. กฟผ. จะกลับมาเพิ่มการระบายน้ำอีกครั้ง เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้สมดุล ทั้งนี้เขื่อนใหญ่ของ กฟผ. ทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 37% ของความจุ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ผ่านเว็บไซต์ water.egat.co.th หรือแอปพลิเคชัน 'EGAT ONE' เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับระดับน้ำในเขื่อนและสถานการณ์พายุ

พิษณุโลก ม.นเรศวร จับมือ สสปท. สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย มุ่งลดอุบัติเหตุจากการทำงานอย่างยั่งยืน

(23 ก.ค. 68) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรูญ สารินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในส่วนภูมิภาค จังหวัดพิษณุโลก ประจําปี 2568 และ วันความปลอดภัยมหาวิทยาลัยนเรศวร ครั้งที่ 3 (NU Safety day 2025) 

โดยมี ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์  ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. เป็นประธานกล่าวเปิด ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยให้กับแรงงาน ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยังพบปัญหาอุบัติเหตุจากการทำงานในหลายสาขาอาชีพ 

โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ก่อสร้าง และการผลิต การสร้างพื้นที่การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัย นเรศวรได้เริ่มจัดกิจกรรมวันความปลอดภัยมหาวิทยาลัยนเรศวร อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 จนถึงปัจจุบัน แต่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้บูรณาการและประสาน ความร่วมมือกับในการจัดงานร่วมกับสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยฯ เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทํางาน และเพื่อเสริมสร้างการพัฒนา องค์ความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการให้กับผู้เข้าร่วมงาน อีกทั้งส่งเสริมวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย นเรศวรในการเป็น “มหาวิทยาลัย เพื่อสังคมของผู้ประกอบการ” (University for Entrepreneurial Society)

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการด้านความปลอดภัย การเสวนาวิชาการ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การสาธิตอุปกรณ์ความปลอดภัย และกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยใน รูปแบบที่เข้าถึงง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริงในสถานประกอบการทุกระดับ สามารถเข้าร่วมงานได้ในวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2568

สสส.-มสส.จับมือสื่อมวลชนถกประเด็นจัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ทิศทางแนวโน้มกัญชาเพื่อการแพทย์...ทำได้จริงหรือ?” 

สสส.-มสส.จับมือสื่อมวลชนถกประเด็นกัญชาทางการแพทย์แม้จะมีผลดีหลายอย่าง แต่เป็นห่วงเด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายนำกัญชาไปผสมยาเสพติดชนิดอื่นส่งผลต่อปัญหาจิตเวช เผยร่างพ.ร.บ.กัญชาฉบับประชาชนที่เสนอสภาฯห้ามโฆษณาสื่อสารการตลาดและมีมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ด้านบอร์ดสสส.ย้ำจุดยืนหนุนใช้กัญชาทางการแพทย์ ทั้งศึกษาวิจัยทางคลินิกในการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่ชัดเจน และรณรงค์สื่อสารให้ความรู้กับสังคม

(23 ก.ค.68) ณ ห้องกรรณิการ์ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ “ทิศทางแนวโน้มกัญชาเพื่อการแพทย์...ทำได้จริงหรือ?” โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้านการสื่อสารมวลชน กล่าวเปิดการประชุมว่าประเด็นการใช้ประโยชน์และอันตรายจากการใช้กัญชายังเป็นที่ถกเถียงของคนทั่วโลก แม้หลายประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อนันทนาการแล้วเช่นอุรุกวัย แคนาดา เม็กซิโก มอลตา ลักเซมเบิร์ก แอฟริกาใต้ เยอรมนี แต่ประเทศไทยยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเรื่องการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ ส่วนการใช้กัญชาทางการแพทย์นั้นดูเหมือนว่าสังคมส่วนใหญ่จะไม่ต่อต้าน ด้านบทบาท สสส.กับการขับเคลื่อนประเด็นกัญชาและสิ่งเสพติดนั้น สสส.มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้กัญชาเพื่อนันทนาการและการนำไปผสมในผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานและมาตรการควบคุมที่ชัดเจนจึงสนับสนุนให้ภาคีที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจกรรมใน 2 แนวทางคือ การสนับสนุนให้มีการศึกษาและวิจัยสร้างองค์ความรู้เรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคลและสังคมโดยรวม ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการสื่อสารรณรงค์ให้ความรู้กับเด็ก เยาวชนและสังคมให้รับทราบถึงอันตรายของการใช้กัญชาในทางที่ไม่เหมาะสมเช่นการใช้กัญชาไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆรวมทั้งการสื่อสารให้รับรู้ถึงอันตรายจากได้รับกัญชามือสองเช่นเดียวกับบุหรี่มือสอง  

นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด หนึ่งในองค์กรที่ร่วมเสนอร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ...กล่าวว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 กำหนดให้ทุกส่วนของกัญชาไม่ถือเป็นยาเสพติดและสารสกัดกัญชาที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2% ไม่ถือเป็นยาเสพติด และการที่รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดพ.ศ.2564 โดยการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เท่ากับว่าตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เป็นการเปิดเสรีทางกัญชาอย่างไม่มีข้อจำกัด ประชาชนคนไทยจึงอยู่กับสถานการณ์เสรีกัญชามากกว่า 3 ปี มีทั้งคนที่ได้ประโยชน์และได้รับผลกระทบจากกัญชา เป็นโจทย์ทางสังคมที่ถกเถียงกันตั้งแต่ฝ่ายการเมืองจนถึงครอบครัวและชุมชน ปัญหาคือเด็กเยาวชนหาซื้อได้ง่ายใช้กัญชาผสมกับสารเสพติดประเภทอื่น ส่งผลให้เกิดปัญหาการเสพติดและบางคนกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช การใช้กัญชาเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการใช้กลายเป็นค่านิยมทางสังคม ถึงเวลาแล้วที่ควรต้องมีกฎหมายที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและลดผลกระทบจากการใช้กัญชาในทางที่ผิด 

“หากมองในมุมบวกประโยชน์ที่เกิดจากการใช้กัญชาในทางสร้างสรรค์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ การใช้กัญชาทางการแพทย์ที่มาจากฐานงานวิจัยเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ และสามารถบรรเทาอาการและรักษาโรคได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังข้อมูลจากกรมการแพทย์ได้ให้กับสังคม เช่น กรณี การรักษาโรคลมชักรักษายากในเด็กด้วยสารสกัดกัญชา CBD สูง การใช้กัญชาทางการแพทย์ในกลุ่มแคนนาบิไดออล (Cannabidiol) เป็นยาเสริมการรักษาโรคพาร์กินสันจึงอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วย หรือกรณีการดูแลผู้ป่วยมะเร็งแบบประคับประคองผ่านคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็ง ลดอาการไม่พึงประสงค์ระหว่างการรักษา ไม่ได้มุ่งผลการรักษาต่อก้อนมะเร็งโดยตรงก็ตาม หรืออาจกล่าวได้ว่าการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ทุกภาคส่วนในสังคมนั้นเห็นด้วย เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและใช้เป็นทางเลือกในการรักษา” นายวัชรพงศ์ กล่าว

ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ทนายความ และผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย). กล่าวว่าเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2568 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 เพื่อกำกับการขายในประเทศให้เข้มงวดมากขึ้นและเน้นให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น โดยเพิ่มเงื่อนไขที่ผู้ได้รับใบอนุญาต ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2552 ต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น สังคมไทยจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างปลอดภัย การมีพระราชบัญญัติควบคุมกัญชาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ขณะนี้เครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 17,343 คน ได้ร่วมกันเสนอ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ... ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเนื้อหาเน้นการใช้กัญชาทางการแพทย์ ไม่ส่งเสริมการขายหรือใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ โดยมีคณะกรรมการกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ที่ชัดเจน มีการออกใบอนุญาตกัญชาแยกออกจากกัญชง  

มีการป้องกันและควบคุมการใช้กัญชาไม่เหมาะสม ควบคุมการโฆษณาการสื่อสารการตลาดกัญชาหรือผลิตภัณฑ์กัญชา ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงพันธุ์ที่มีคุณภาพ สถานพยาบาลปลูกกัญชาเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้  ผู้ป่วยปลูกกัญชาได้ถ้าปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งการคุ้มครองเด็กเยาวชน โดยเชื่อว่าจะทำให้คนไทย อยู่ร่วมและใช้ประโยชน์จากกัญชาได้อย่างปลอดภัย โดยส่วนตัวไม่เชื่อว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะประกาศให้กัญชาเป็นยาเสพติด เพราะหากมีการเจรจากันได้ปัญหากัญชาก็จะถูกมองข้าม ดังนั้นเราควรจะมีกฎหมายควบคุมกัญชาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้เกิดการควบคุมอย่างจริงจัง โดยประชาชนสามารถร่วมแสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=474 ) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 นี้

​ด้านสื่อมวลชนที่เข้าร่วมการประชุมได้มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า จะต้องให้ความรู้กับสังคมว่า การปลูกกัญชาที่ใช้ในทางการแพทย์ต้องเป็นการปลูกในโรงเรือนที่เป็นระบบปิด มีการควบคุมแสงแดดและอุณหภูมิ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ใช่การปลูกในพื้นที่ระบบเปิดทั่วไปอย่างที่เป็นอยู่ นอกจากนี้จะต้องมีการวิจัยทางคลินิก ในกลุ่มโรคที่มีหลักฐานหนักแน่นว่าสามารถใช้กัญชารักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ ควรมีการจำกัดใบอนุญาตและกำหนด Zoning ให้เป็นพื้นที่ควบคุม รวมทั้งการมีมาตรการห้ามนำกัญชาไปผสมในสูตรอาหารต่าง ๆ และควรหาวิธีการในการสื่อสารกับเยาวชน กลุ่มเปราะบางให้รู้เท่าทันถึงอันตรายของกัญชา

​สุดท้าย นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ ได้กล่าวขอบคุณวิทยากร และสื่อมวลชนรวมทั้งให้ความเห็นว่า กัญชานั้นเป็นได้ทั้งพระเอกและผู้ร้าย มิติทางการแพทย์ หรือสุขภาพถือเป็นความหวังของผู้ป่วย มิติทางเศรษฐกิจอาจมีส่วนสร้างรายได้ แต่มิติทางสังคมอาจก่อให้เกิดผลกระทบตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ดังนั้นสมดุลในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรจะให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ โดยคำนึงผลกระทบทางบวกและทางลบให้ดี

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย ปราบปลั๊กไฟ-สวิตช์ไฟเถื่อน ‘ตราแรด’ พบแปะ มอก. ปลอม!! หลอกขายทั่วประเทศกว่า 6 แสนชิ้น

(23 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการให้ “ทีมสุดซอย” ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าตรวจค้นคลังสินค้าย่านบางขุนเทียน หลังพบเบาะแสการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานให้ร้านค้าตามต่างจังหวัด

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัท ดีเอส ทูลส์ จำกัด มีการนำเข้าปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ เต้ารับ และอุปกรณ์อื่นๆ รวมกว่า 6 แสนชิ้น โดยไม่มีเครื่องหมาย มอก. หรือแสดงหมายเลข มอก. ปลอม รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงยึดอายัดสินค้าและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สินค้าที่ตรวจยึดได้เป็นยี่ห้อ "ตราแรด" และ "SWORDFISH" ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของแบรนด์ และใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) นำเข้าสินค้าจากจีน ก่อนกระจายขายทั่วประเทศผ่านร้านวัสดุก่อสร้างและร้านค้าเบ็ดเตล็ด

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เตือนว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้และเป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาชน พร้อมเตรียมแจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมให้ประสานกรมศุลกากรเพิ่มมาตรการตรวจเข้มการนำเข้าสินค้าประเภทปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top