Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ (5 ส.ค.68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยมี รองผู้บังคับการกองบิน 41, รองประธานคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41, ข้าราชการ, สมาชิกชมรมคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41 และ ทหารกองประจำการกองบิน 41 ร่วมพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะกองบิน 41

ภายในกิจกรรมได้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป เจริญพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล และกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล เพื่อเทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมลงนามถวายพระพร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ด้วย

2 พี่น้องคนเก่ง ‘น้องอิน-น้องเอม ทองแตง’ ได้รับคัดเลือก เข้าร่วมโครงการ!! ‘Thailand Youth Climate Action’

(9 ส.ค. 68) ‘กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม’ ได้มีประกาศทางเฟซบุ๊ก Children & Youth : CCE – กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า …

ประกาศผลการคัดเลือกเยาวชนเข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 เพื่อเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ รวมถึงการเสริมศักยภาพและความรู้ให้กับเยาวชน ในการเตรียมความพร้อมเป็นผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สามารถดูรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ตามลิงก์ประกาศด้านล่างนี้
https://www.dcce.go.th/9456/

โดยผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับที่ 1-10 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อให้กับแหล่งทุน เพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมเวทีประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติ และหากได้รับการจัดสรรแหล่งทุนเพิ่มเติม ลำดับที่ 11-22 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อลำดับถัดไป

จากการตรวจสอบรายชื่อพบว่า มีผู้ผ่านเข้ารวม 41 คน โดยในลำดับที่ 2 และ 4 พบว่า มีรายชื่อ น.ส.อริสา หรือ 'น้องเอม' ทองแตง นักเรียน Year 11 และ นายอริณชย์ หรือ 'น้องอิน' ทองแตง นักเรียน Year 12 จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ ได้รับการประกาศชื่อเป็นหนึ่งในผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองถือเป็นเยาวชนที่มีหัวใจนักอนุรักษ์ อย่างแท้จริง ร่วมกันทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 'Below the Tides' มีรางวัลการันตีมากมาย อาทิล่าสุด คว้ารางวัลเหรียญทอง ในการประชุมเคมีนานาชาติ ACC 2025 สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เมื่อเดือนมิ.ย.2568 ที่ผ่านมา

ผบ.ตร.เดินหน้าขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ คนต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิด และเกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กำชับทุกหน่วยต้องดำเนินการอย่างเต็มที่และบูรณาการทุกภาคส่วน

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บัญชาการทุกหน่วย และข้าราชการตำรวจ เฝ้าฟังทั่วประเทศ โดยเป็นการขับเคลื่อนงานด้านอาชญากรรมที่เกิดขึ้น , งานด้านยาเสพติด ตามนโยบาย No Drugs No Dealers , การปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์และอาชญากรรมออนไลน์ , การปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย , การแก้ไขปัญหาด่านตรวจคนเข้าเมืองแนวชายแดนไทย-กัมพูชา , การปราบปรามหนี้นอกระบบ บุหรี่ไฟฟ้า , การปรับแผน มาตรการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (การปรับสถานที่ , อุปกรณ์ป้องกันตัวเจ้าหน้าที่ , เสริมขีดความสามารถ) , การแก้ไขปัญหางานสอบสวนที่ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนจากระดับกองบังคับการลงไปช่วยในระดับสถานีตำรวจ , รายงานสถิติและผลการดำเนินการทางวินัย ตลอดจนผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 - 2568

ผบ.ตร. ได้ขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้นโยบาย 15 ข้อ และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจโดยใช้กลไกสหกรณ์และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของตำรวจแต่ละราย นอกจากนี้ ได้รับรายงานจากที่ประชุมว่า สถิติอาชญากรรมฉ้อโกงทางออนไลน์มีสถิติสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ศปอส.ตร. (บช.สอท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สืบสวน ปราบปราม จับกุม ตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพทุกคดี โดยพบว่าคดีออนไลน์เฉลี่ยเกิดขึ้นวันละ 1,100 ราย ค่าเสียหายวันละ 100 ล้านบาท จากการสืบสวนพบศูนย์กลางการกระทำความผิดอยู่ในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชั้นในของประเทศกัมพูชา รวมกว่า 38 แห่ง/จุด สามารถพัฒนาปรับปรุงระบบให้มีการอายัดเงินได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ กำชับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ตรวจสอบ คัดกรองคนต่างด้าวที่เข้า-ออกราชอาณาจักร ต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้บุคคลต้องห้าม บุคคลเฝ้าระวัง เข้ามาในราชอาณาจักร , ตรวจสอบคนต่างด้าวที่อาจแทรกซึมมาก่อเหตุ หรือกระทำการเป็นสายลับ โดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา และให้คงความเข้มและการปฏิบัติทั้งในจังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้พัฒนาต่อยอดกล้องตรวจจับใบหน้าตามหมายจับ (AI Police Cyborg) ขยายไปยังพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กำชับการปฏิบัติ 9 ข้อ ดังนี้

1. ด้านยาเสพติด ให้ดำเนินการเชิงรุก ค้นหาผู้ค้าและผู้เสพทุกตารางนิ้ว ขยายผลในทุกมิติ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ต้องรับผิดชอบ

2. ด้านอาชญากรรมออนไลน์ ให้เร่งรัดการดำเนินคดี ออกหมายจับและยึดอายัดทรัพย์สินให้ได้โดยเร็ว เพื่อนำคืนให้กับผู้เสียหาย รวมทั้งคัดกรองคนไทยและคนต่างด้าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านทุกราย 

3. กรณีคนต่างด้าวที่เข้ามาจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวในพื้นที่ กำชับข้าราชการตำรวจทุกนายต้องไม่ยุ่งเกี่ยว พัวพัน ประพฤติตนไม่เหมาะสมในการขนคนที่ผิดกฎหมาย

4. กำชับกวดขันสถานบริการในพื้นที่รับผิดชอบ ปราบปรามยาเสพติดแหล่งมั่วสุม โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และในสถานศึกษา

5. ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 พบว่าคดีเกี่ยวกับทรัพย์มีแนวโน้มสูงขึ้น จึงให้สถานีตำรวจนครบาล/สถานีตำรวจภูธร/กองบังคับการตำรวจนครบาล/ตำรวจภูธรจังหวัด พิจารณาปรับแผนตามแต่ละพื้นที่ และแผนประทุษกรรมของผู้กระทำความผิด อาชญากรรมต่าง ๆ

6. กำชับข้าราชการตำรวจต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่กระทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมายเสียเอง โดยเฉพาะความผิดที่เป็นนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า พืชกระท่อม กัญชา ฯลฯ

7. ให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การป้องกันชายแดนประเทศ พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง รักษาความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชนและสถานที่อพยพชั่วคราว ตลอดจนการกระทำความผิดที่อาจจะเป็นการซ้ำเติมประชาชน

8. การสืบสวนตามหมายจับ ให้สืบสวนหมายจับทุกหมาย บริหารจัดการการสืบสวน จับกุม การส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจ การบริหารงบประมาณที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่

9. ขับเคลื่อนการสร้างวินัยจราจร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยที่ได้รับปฏิบัติหน้าที่กันมาในระยะเวลาหนึ่งได้เป็นอย่างดี ขอบคุณกองวินัยที่ได้พัฒนาระบบงานวินัย , โรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ได้รับรางวัลทางวิชาการและการแข่งขันทางไซเบอร์มาโดยตลอด และสำนักงานกฎหมายและคดีในการเสวนาการแก้ไขงานสอบสวนที่จะแก้ไขปัญหาได้อาจจะต้องใช้ในระยะเวลาหนึ่ง

พร้อมกันนี้ ผบ.ตร. ฝากเตือนประชาชนคนไทยอย่าไปร่วมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะกรณีใด หรือการเปิดบัญชีม้า เป็นธุระจัดหาบัญชีม้า เพราะตำรวจจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทุกรายและมีอัตราโทษสูง เช่นที่ผ่านมา ศาลได้พิพากษากรณีแก๊งธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า คนไทย 6 ราย ข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร ฉัอโกง , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบปรามการมีส่วนร่วมใบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน และความผิดต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” จำคุกสูงสุดถึง 119 ปี 234 เดือน

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ในข้อปฏิบัติที่สั่งการทุกเรื่อง ให้ทุกหน่วย ทุกพื้นที่ ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ดูแลควบคุมการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด หากปล่อยปละละเลยจะมีการคาดโทษเอาผิดกับผู้บังคับบัญชา และจะพิจารณาโดยนำผลการปฏิบัติงานในแต่ละด้านไปใช้ในการแต่งตั้งโยกย้ายวาระการแต่งตั้งที่ใกล้ห้วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2568 นี้ และหากพบว่ามีข้าราชการตำรวจรายใดไปพัวพัน ยุ่งเกี่ยว ประพฤติตนไม่เหมาะสม จะดำเนินการทั้งในทางอาญา วินัย และทางปกครองโดยเด็ดขาดทันที

สภา ม.รามคำแหง มีมติเพิกถอนปริญญา ‘ฮุนเซน’ แล้ว ชี้ชัดเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยสวนทางคำประกาศเกียรติคุณ

สภา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 'ฮุนเซน' มีผลทันทีวันนี้ หลังแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

(8 สิงหาคม 2568) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกแถลงการณ์ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สมเด็จ ฮุนเซน มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อเวลา 13:30 น. วันนี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 โดยมีวาระสำคัญที่ขอชี้แจงให้สื่อมวลชนได้ทราบทั่วกัน คือ วาระที่ 5.1 เรื่อง ข้อเสนอเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุนเซน

โดยที่ประชุมได้อภิปรายและพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว มีมติให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จ ฮุนเซน ด้วยเหตุผลดังนี้

ตามที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 6/2544 วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2544 วาระที่ 5.1 ได้มีมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ให้แด่ สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้น โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า 

“สมเด็จ ฮุนเซนได้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ ฯลฯ”

บัดนี้ ปรากฏว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานพฤฒสภากัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการทหารกองทัพกัมพูชา และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา ได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว 

โดยมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

รวมตลอดทั้งสมเด็จ ฮุนเซน ส่งเสริมให้มีการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่สมเด็จ ฮุนเซน เคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดังนั้น หากปล่อยให้สมเด็จ ฮุนเซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าวต่อไปย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว 

เมื่อพฤติกรรมของผู้ได้รับมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เปลี่ยนแปลงไป คำประกาศเกียรติคุณดังกล่าวย่อมสมควรจักต้องถูกลบล้างไปด้วย ซึ่งการลบล้างคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ดำเนินการได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น คือ การเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ได้เคยมอบให้แด่สมเด็จ ฮุนเซน

กอรป์กับข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ พ.ศ. 2560 ข้อ 5 ระบุว่า “ผู้ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดีเด่น มีคุณธรรมและต้องมีคุณสมบัติเฉพาะดังต่อไปนี้

ข้อ 5.2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือการงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ หรือแก่สังคมนานาชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับปริญญาที่จะได้รับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ผู้ได้รับมอบจักต้องธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และคุณค่าของปริญญากิตติมศักดิ์นั้น ๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จ ฮุนเซน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงมติเป็นต้นไป

ขอนแก่น-'รพ.ขอนแก่น' ชู!ผลงานนวัตกรรมผ่าตัดรักษามะเร็งกระดูกข้อเข่า เข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

ผลงานที่โรงพยาบาลขอนแก่นนำเสนอสู่การประกวดครั้งนี้ คือ “การผ่าตัดรักษาเนื้องอกและมะเร็งกระดูกบริเวณข้อเข่า โดยใช้กระดูกบริจาค หรือกระดูกตนเองร่วมกับข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา” ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่พัฒนาขึ้นโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาโรคมะเร็งกระดูกและเนื้องอกในบริเวณข้อเข่า

(8 ส.ค.68)  ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่นรายงานว่า ที่ห้องประชุมจำลอง มุงการดี โรงพยาบาลขอนแก่น นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ประธานคณะผู้ตรวจจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมและประเมินผลงานนวัตกรรมเพื่อเข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประเภทนวัตกรรมการบริการ ประจำปี 2568

นวัตกรรมดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่การผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อกับเทคโนโลยีการผลิตข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนกระดูกจากผู้บริจาคหรือจากตัวผู้ป่วยเอง ทำให้สามารถรักษาพื้นที่ข้อเข่าที่ได้รับความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความจำเป็นในการตัดขา เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ รวมทั้งลดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ เปิดเผยว่า การได้รับโอกาสเข้ารับการประเมินรางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลขอนแก่น และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของบุคลากรทุกฝ่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก เพื่อคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการรักษาที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย พร้อมยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการด้านสาธารณสุขของภาครัฐให้ก้าวหน้าทัดเทียมมาตรฐานสากล

รางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติสูงสุดของภาครัฐ จัดโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อมอบให้กับหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านการบริหารจัดการ การให้บริการ และการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการที่โรงพยาบาลขอนแก่นได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบประเมินผลงานในปีนี้ ไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพด้านวิชาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของโรงพยาบาลในฐานะศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

"การประเมินผลงานครั้งนี้เป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโรงพยาบาลขอนแก่นในการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่และทั่วประเทศว่า จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก"

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน กลับบ้านวันแม่อย่างปลอดภัย

(8 ส.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ในการเดินทางวันหยุดยาวต่อเนื่องช่วงวันแม่แห่งชาติ จึงได้สั่งการกำชับโดยให้ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) กำกับดูแลและสั่งการให้ข้าราชการตำรวจสายงานจราจร และงานป้องกันปราบปราม ดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงดังกล่าวดังนี้

ด้านการอำนวยความสะดวกการจราจร : มอบหมายให้กองบังคับการตำรวจทางหลวง จัดการจราจรบนถนนทางหลวง และถนนสายหลัก จุดใดที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง ให้เร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรีบระบายรถโดยเร็ว โดยให้กองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสนับสนุนการปฏิบัติ เช่น จุดทางร่วมทางแยกสำคัญที่มีปริมาณรถจำนวนมาก จุดที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่บ่อยครั้ง หากมีความจำเป็นให้เปิดสัญญาณไฟวับวาบเพื่อแจ้งเตือนให้ชะลอความเร็วในจุดนั้นๆ , จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาจราจร อำนวยการจราจรสำหรับถนนสายรอง ในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น  รวมถึงการจัดระเบียบการจอดรถสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ , เตรียมความพร้อมรถยกหรืออุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายรถกรณีมีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็วอำนวยความสะดวกการจราจร และเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร 10 ข้อหาหลัก โดยเฉพาะข้อหาที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น เมาแล้วขับ รวมถึงตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง

ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม : ให้เพิ่มวงรอบในการกวดขันตรวจตรา การกระทำความผิดอาญาทุกประเภท เช่น การพนัน ยาเสพติด สถานการณ์เกี่ยวกับความมั่นคง  โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน , ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นในเคหะสถาน บริเวณสถานีขนส่ง/ที่พักผู้โดยสาร จุดพักรถ/สถานีบริการน้ำมัน สถานที่/แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรมที่พัก การป้องกันการโจรกรรมอุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้า การลักลอบตัดสายไฟฟ้า และสายเคเบิลสื่อสาร พร้อมกำชับป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง หรือขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือมีพฤติการณ์อันน่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทาง และการเตรียมการป้องกันและระงับเหตุทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะในสถานพยาบาล รวมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน หรือสายด่วนของตำรวจในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุการณ์ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุมดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวันหยุดต่อเนื่อง จะมีประชาชนที่เดินทางกลับบ้านเป็นจำนวนมาก จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเพิ่มความเข้มออกตรวจตราร้านอาหาร สถานบริการ แหล่งท่องเที่ยว ป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทจากการเมาสุรา และอาชญากรรมที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยว พร้อมให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้และความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยเน้นการสื่อสารเชิงบวก เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่า “ตำรวจพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนทุกที่ ทุกเวลา”

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานส่งเสริมภาพลักษณ์ตำรวจจราจร และหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลพี่น้องประชาชนเพื่อเดินทางกลับไปหาครอบครัว และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคล่องตัวในการเดินทางมากที่สุด จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนวางแผนในการเดินทาง ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าขอให้วางแผนในเรื่องจุดพักรถและจุดชาร์จไฟฟ้า ตรวจสอบความพร้อมของรถ เมาไม่ขับ และง่วงไม่ขับ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น เคารพกฎจราจร และช่วยเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมต่างๆ ร่วมกันสร้างความปลอดภัยเพื่อให้วันหยุดยาวนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกครอบครัวอย่างแท้จริง 

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูล แจ้งอุบัติเหตุบนท้องถนน หรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร หมายเลข 1197 , สายด่วนตำรวจทางหลวง หมายเลข 1193 , แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘กรมการค้าภายใน’ ชวนร่วมงาน “เทศกาลกินกุ้งชล” 6-10 ส.ค.นี้ พร้อมเร่งกระจายไข่ไก่ทั่วปท. ช่วยเกษตรกร-ลดค่าครองชีพปชช.

กรมการค้าภายใน DIT เดินหน้าสร้างสมดุลในระบบการตลาดสินค้าเกษตร จัดกิจกรรม “เทศกาลกินกุ้งชล” รณรงค์บริโภคกุ้งภายในประเทศ สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง พร้อมผนึกกำลังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เชื่อมโยงตลาดไข่ไก่จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง ในราคาย่อมเยา เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคและเพิ่มศักยภาพการตลาดสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัด “กิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งภายในประเทศ” ภายใต้ โครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันสินค้าประมง ปี 2568 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น และสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงกุ้งคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นการดูแลค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกุ้งซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนตลาดภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ กรมการค้าภายในได้กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งใน 22 จังหวัด ทั้งในและนอกแหล่งผลิต โดยมอบหมายให้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบการจัดงาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2568 คาดว่าจะสามารถเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตจากเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 154,000 กิโลกรัม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ ลานกิจกรรมศูนย์การค้าเซ็นทรัลชลบุรี จังหวัดชลบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้จัดงาน “เทศกาลกินกุ้งชล ครั้งที่ 2” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–10 สิงหาคม 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมความเข้มแข็งของตลาดสินค้าเกษตรภายในประเทศเพื่อส่งเสริมการบริโภคกุ้งในประเทศ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการสินค้าประมงและชุมชนในพื้นที่ ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากุ้งสด กุ้งแปรรูป สินค้าประมงคุณภาพ รวมถึงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากชุมชน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น “กิจกรรมตักกุ้ง” และ “การแข่งขันแกะ-กิน-กุ้ง” ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างคึกคัก สร้างบรรยากาศการบริโภคภายในประเทศให้มีชีวิตชีวา และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่โดยตรง

นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ยังได้ร่วมมือกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) ทั้ง 76 จังหวัด ในการดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดไข่ไก่ โดยนำไข่ไก่สดคุณภาพดีในราคาย่อมเยา จากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกร และลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยกรมการค้าภายในได้ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้เลี้ยงไก่ไข่ หรือกลุ่มองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่ ให้นำไข่ไก่ขนาดเบอร์ 2-4 มาจำหน่ายในจุดกระจายสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ โดยตรงถึงมือผู้บริโภค

โครงการนี้มีเป้าหมายดำเนินการให้ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยกำหนดให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการเชื่อมโยงการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 1,200 แผง หรือ 36,000 ฟองต่อจังหวัด รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 2,736,000 ฟองทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2568

จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่อย่างใกล้ชิด รวมถึงหารือร่วมกับ กรมปศุสัตว์ และองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ พบว่า ปัจจุบันมีไข่ไก่ออกสู่ตลาดประมาณ 45.46 ล้านฟอง/วัน ขณะที่ความต้องการบริโภคอยู่ที่ 43.14 ล้านฟอง/วัน จึงยังมีปริมาณส่วนเกินที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรไทย ทั้งกุ้งและไข่ไก่ ผ่านจุดจำหน่ายต่าง ๆ ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำหนดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง เว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th หรือ Facebook กรมการค้าภายใน DIT

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ MOU ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนกลแนวทางป้องกันปราบปรามปัญหาธุรกรรมออนไลน์เชิงรุก

(8 ส.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนและจัดการปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยมี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นผู้แทนร่วมลงนาม และมี พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร. , นางสาวทรงศิริ จุมพล รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค , นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ , พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และผู้แทนทั้ง 3 หน่วยงาน ร่วมพิธี ณ ห้องประชุม 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการสนับสนุนและจัดการปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ เชื่อมโยง และส่งต่อ เรื่องร้องเรียน เรื่องแจ้งความ และเรื่องร้องทุกข์ ประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้มีกลไกการขับเคลื่อนแนวทางการป้องกันปราบปรามปัญหาธุรกรรมทางออนไลน์ในเชิงรุก สนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับประชาชน ร่วมกันสนับสนุนและร่วมมือทางด้านวิชาการ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ บุคลากร และเครื่องมือของแต่ละหน่วยงาน

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า ขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่ง สคบ.เป็นหน่วยงานกลางในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค เป็นหน่วยงานที่ประชาชนนึกถึงเป็นลำดับต้นเมื่อได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อสินค้าและบริการ แต่บางครั้งเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนเกินขอบข่ายความรับผิดชอบของ สคบ. ความร่วมมือนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ส่งต่อข้อมูลในเชิงลึก เพื่อป้องกันและปราบปรามในอีกมิติหนึ่งที่จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป 

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ETDA มีภารกิจในการพัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุน และสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ขอขอบคุณทั้งสองหน่วยงานที่สร้างความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้การส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานเกิดความเชื่อมโยงในเชิงระบบ เพื่อให้ตอบโจทย์การดูแลประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้น

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงนามในครั้งนี้ ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าปัญหาซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นปัญหาหนึ่งที่มีมิจฉาชีพเป็นกลุ่มแก๊งขบวนการหลอกลวงในหลายรูปแบบ โดยพบว่าอาชญากรรมออนไลน์คอลเซ็นเตอร์ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการตั้งวอร์รูมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบปัญหาสามารถดำเนินการได้ทันทีในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล พบว่าตั้งแต่เปิดวอร์รูมมาเพียง 4 วัน สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น และสามารถส่งคดีต่อตำรวจพื้นที่ให้ดำเนินการจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว สำหรับความร่วมมือกับ สคบ. และ ETDA จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การป้องกันปราบปรามที่ได้ผลต่อไป

ห่วงโลกจะร้อนแล้ง น้ำจะแห้งจะเหือดหาย แผ่นดินจะมลาย และส่ำสัตว์จะสิ้นสูญ

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 หน่วยราชการในพระองค์ ได้เผยแพร่พระราชกรณียกิจ “ทรงพิทักษ์รักษาสรรพสิ่ง” เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดธรรมชาติยิ่งนัก พระองค์เข้าพระทัยดีว่าป่าไม้  ต้นน้ำลำธารมีความสำคัญต่อชีวิตคนอย่างไรบ้าง จะทรงสอนข้าราชบริพารเสมอให้ช่วยรักษาป่า ระหว่างที่เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่นั้น หากทรงว่างพระราชกิจ ตกบ่าย ๆ จะทรงพระราชดำเนินไปตามทางเท้าขึ้นเขาเข้าป่าไปเสมอ ถ้าทรงพบว่ามีคนทิ้งก้นบุหรี่ลงบนกองใบไม้แห้ง และไฟกำลังคุขึ้น จะทรงตำหนิและรับสั่งกับข้าราชบริพารว่าไม่ควรทิ้งเชื้อไฟลงในป่า เพราะใบไม้แห้งเป็นเชื้อไฟอย่างดี หากเกิดไฟไหม้ ไฟจะลุกลามไปอย่างรวดเร็วทำให้ดับยาก และจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้อย่างมากมาย สัตว์ป่าจะแตกตื่นและอาจจะตายในกองไฟได้

ทุกครั้งที่ทรงพระดำเนินไปพบว่าไฟกำลังลุกอยู่ ณ จุดไหน จะทรงหยุดขบวนและมีพระราชเสาวนีย์ให้คนในขบวนไปดับไฟเสีย  หากลุกลามเกินกำลังที่จะดับกันเองได้ ก็มีพระราชเสาวนีย์ให้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้มาดำเนินการ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นที่จะอบรมชาวบ้านให้ช่วยกันรักษาป่า เช่น สมุดภาพที่โปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นพระราชทานศาลารวมใจเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว ก็ได้ทรงสอดแทรกเรื่องรักษาป่าและต้นน้ำลำธารไว้ด้วย

เมื่อได้ทรงพบว่าป่าไม้ถูกทำลายจนเหลือน้อยลงทุกที สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงริเริ่มโครงการป่ารักน้ำขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดสกลนคร เมื่อพุทธศักราช 2525 โปรดเกล้าฯ ให้หาที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า หรือป่าที่เสื่อมโทรมแล้วเพื่อนำต้นไม้ไปปลูก และให้ชาวบ้านช่วยกันดูแล ทรงนำความขึ้นกราบบังคมทูลปรึกษาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในเรื่องต้นไม้ที่จะนำไปปลูก โปรดให้ปลูกต้นไม้หลายจำพวกด้วยกัน คือไม้โตเร็ว เช่น กระถินยักษ์ ยูคาลิปตัส เพื่อให้ช่วยเป็นร่มเงาแก่ไม้เศรษฐกิจ เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็งรัง เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีไม้ใช้สอย เช่น ไม้ไผ่ แคบ้าน กระถิน ไม้เหล่านี้ปลูกสับหว่างกันไป เมื่อไม้เศรษฐกิจเติบโตแข็งแรง ก็อนุญาตให้ชาวบ้านตัดไม้โตเร็วและไม้ใช้สอยออกไปใช้ได้

สวนสัตว์ป่านั้น ทรงพระราชดำริที่จะอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์มานานแล้ว ก่อนที่จะตื่นตัวเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นปัจจุบันนี้ เวลาเสด็จฯ ไปต่างจังหวัด มักมีชาวบ้านนำสัตว์ป่ามาถวาย เช่น นกเงือก ไก่ฟ้า กระจง เป็นต้น จะโปรดเกล้าฯ ให้ส่งไปเลี้ยงไว้เพื่อขยายพันธุ์ เมื่อมีจำนวนมากแล้ว ก็ให้นำไปปล่อยคืนสู่ป่า

งานด้านอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ยังไม่ใคร่มีผู้ทราบกันนัก คือ งานอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เนื่องจากทรงเห็นว่าคนไทยนิยมรับประทานไข่เต่า หรือที่เรียกกันว่า ‘ไข่จะละเม็ด’ กันมาก ทรงเกรงว่าเต่าทะเลจะสูญพันธุ์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หาซื้อที่เพื่อเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เต่าทะเล ซึ่งเมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ทราบถึงพระราชประสงค์ ก็ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเกาะมันใน ในเขตจังหวัดระยอง ให้เป็นที่ทรงเพาะเลี้ยงเต่าทะเลตามพระราชดำริ โปรดเกล้าฯ ให้พลเรือเอกนิรันดร์ ศิรินาวิน สมุหราชองครักษ์ในสมัยนั้นเป็นผู้ดำเนินการโครงการ และพลเรือเอกนิรันดร์ได้ขอความร่วมมือจากกรมประมง “โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล” จึงได้กำเนิดขึ้นและอยู่ในความดูแลของกรมประมงตลอดมา สามารถเพาะพันธุ์เต่าทะเลได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเต่าโตและแข็งแรงพอที่จะหาอาหารกินเองได้แล้ว ก็นำไปปล่อยลงในทะเล อาจจะเป็นไปได้ว่าที่เต่าทะเลในน่านน้ำไทยยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะความมีสายพระเนตรกว้างไกลของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของเรานั้นเอง

ศึกแห่งศักดิ์ศรี!! ฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เตรียมปะทะ กัมพูชา รายการชิงแชมป์อาเซียน 2025 คิกออฟ 16.30 น. เสาร์นี้ (9 ส.ค.)

(8 ส.ค. 68) ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยลงฝึกซ้อมต่อเนื่องที่สนาม VIN 1 เมืองไฮฟอง ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อเตรียมพร้อมก่อนลงสนามนัดที่สองของศึกชิงแชมป์อาเซียน 2025 กลุ่มเอ พบกับทีมชาติกัมพูชา ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ เวลา 16.30 น. ที่สนามลัช ไช สเตเดียม

การฝึกซ้อมครั้งนี้ 'ฟูโตชิ อิเคดะ' หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวญี่ปุ่น เน้นแผนการฟื้นฟูร่างกายนักเตะ พร้อมปรับจุดบกพร่องจากเกมเปิดสนามที่ทีมไทยเอาชนะอินโดนีเซียมาได้ โดยใช้เวลาซ้อมประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

ด้าน 'จณิสตา จินันทุยา' กองหน้าดาวรุ่งจากสโมสรกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ดีใจที่สามารถยิงประตูแรกในทัวร์นาเมนต์ได้ เพราะช่วยปลดล็อกความกดดัน และสร้างความมั่นใจมากขึ้น พร้อมย้ำว่าทีมยังต้องปรับเรื่องการจบสกอร์ และไม่ประมาทกัมพูชา

สำหรับทีมชาติไทยอยู่ร่วมกลุ่มเอ กับเวียดนาม (เจ้าภาพ), อินโดนีเซีย และกัมพูชา โดยจะคัด 2 ทีมเข้ารอบรองชนะเลิศ เป้าหมายของ 'ชบาแก้ว' คือเข้ารอบให้ได้ก่อน และลุ้นคว้าแชมป์อาเซียนในปีนี้ต่อไป แฟนบอลสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดผ่าน ททบ.5 HD, AIS PLAY, True Visions Now และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ในวันที่ 9 และ 12 สิงหาคมนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top