Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

Solis เปิดเกม ESS!! FlexAIO นำเสนอระบบครบวงจร EverCore จัดเต็ม 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง เน้นตอบโจทย์ทุกภาคส่วนพลังงาน บูธ Hall B3 มิวนิก 23-25 มิ.ย.

Solis เปิดตัวโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานครบวงจร
ในงาน Intersolar Europe 2026 ชู FlexAIO และ EverCore
ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการพลังงานอัจฉริยะในยุโรป

เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี, 17 มิถุนายน 2569 – Solis (Ginlong Technologies) เตรียมเข้าร่วมงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) รุ่นล่าสุดสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังกว่า 20 ปี Solis ได้นำเสนอระบบนิเวศพลังงานที่เชื่อมโยงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การควบคุมอัจฉริยะ การติดตามประสิทธิภาพ และบริการสนับสนุนในระดับท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานให้แก่ผู้ใช้งานในทุกภาคส่วน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ FlexAIO ระบบกักเก็บพลังงานแรงดันสูงแบบ All-in-One ที่ผสานอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในชุดเดียว รองรับการใช้งานทั้งระบบไฟฟ้าเฟสเดียวและสามเฟส พร้อมความสามารถในการขยายความจุเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม Solis นำเสนอ EverCore ระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรความจุ 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งรวมแบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนของระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานระยะยาว
ภายในงาน บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบสำหรับที่อยู่อาศัยไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ในภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรม สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่มุ่งตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นาย Sandy Woodward ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคยุโรปของ Solis กล่าวว่า
"ปี 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Solis ในยุโรป เรากำลังนำเสนอโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ Solis ยังนำเสนอแพลตฟอร์ม SolisCloud ที่ทำงานร่วมกับ Solis AI เพื่อช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน คาดการณ์กำลังการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการใช้พลังงานโดยอัตโนมัติ
ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธของ Solis ได้ที่ Hall B3, Stand B3.430 ภายในงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

เกี่ยวกับ Solis
Solis (Ginlong Technologies) ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำของโลก พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ และโครงการสาธารณูปโภค เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก

จีนลุยฝึกสู้รบทางทะเล!! กองกำลังเหลียวหนิงกลับท่าเรือปลอดภัย ฝึกในทะเลจีนใต้-แปซิฟิกตะวันตก ญี่ปุ่นติดตามและยั่วยุการฝึกซ้อม จีนเน้นตอบโต้ด้วยความเป็นมืออาชีพ

ปักกิ่ง, 22 มิ.ย. (ซินหัว) -- กองทัพเรือจีนรายงานว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เสร็จสิ้นการฝึกซ้อมสู้รบในทะเลไกลและเดินทางกลับถึงท่าเรือประจำการอย่างปลอดภัยในวันจันทร์ (22 มิ.ย.) โดยกองกำลังเฉพาะกิจได้ปฏิบัติการในน่านน้ำและน่านฟ้าหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก พร้อมวางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ เช่น การบินทางยุทธวิธีของอากาศยานประจำเรือ การค้นหาและช่วยเหลือของกองกำลังเฉพาะกิจ

รายงานระบุว่ากองกำลังเฉพาะกิจได้วางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ ทั้งปฏิบัติการครองอากาศและการป้องกันภัยทางอากาศ การโจมตีทางทะเล ปฏิบัติการสนับสนุนและคุ้มกัน การช่วยเหลือในทะเลไกลอย่างรอบด้าน และการใช้อาวุธจริง ซึ่งอิงตามการสู้รบที่แท้จริงในทะเลไกล โดยการฝึกซ้อมนี้เป็นไปตามแผนการประจำปี มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายเฉพาะใดๆ
อย่างไรก็ดี เรือและอากาศยานของญี่ปุ่นได้ติดตามและสังเกตการณ์การฝึกซ้อมครั้งนี้ในระยะประชิด ซึ่งถือเป็นการรบกวนและยั่วยุ

กองทัพเรือจีนเสริมว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เฝ้าระวังระดับสูงตลอดกระบวนการฝึกซ้อมทั้งหมด ดำเนินการปล่อยอากาศยานประจำเรือขึ้นบินอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนการจัดกำลังต่อสู้อย่างยืดหยุ่น และรับมือกับการกระทำอันเป็นอันตรายของฝ่ายญี่ปุ่นด้วยความเป็นมืออาชีพ สุขุมรอบคอบ และเหมาะสม

ที่มา : Xinhua

อังกฤษเกิดการยึดอำนาจในพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทั้งๆที่มีจำนวน สส ถล่มทลายจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

“อังกฤษเกิดการยึดอำนาจในพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทั้งๆที่มีจำนวน สส ถล่มทลายจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ส่งผลให้ เซอร์เกียร์ สตอมเมอร์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าพรรค
เขาถูกโจมตีเรื่องปัญหาผู้ลี้ภัยและปัญหาพลังงาน
เปิดทางให้นายแอนดี้ เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรี แมนเชสเตอร์เข้าท้าชิง
ปรากฏการณ์แบบนี้ ยากที่จะเกิดขึ้นในบ้านเรา!”

รศ.ดร.ไชยันตร์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์

“กัมพูชา” ถูกจับตาวิกฤตภาพลักษณ์!! สายการบินจีนระงับ–ลดเที่ยวบิน สะท้อนปัญหาท่องเที่ยวกัมพูชาฟื้นช้ากว่าเพื่อนบ้าน หลังเที่ยวบินจีนลด 35% หนักสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพลักษณ์ฉ้อโกงซ้ำเติมวิกฤต

ผลสำรวจเส้นทางการบินไปกรุงพนมเปญลดลงกว่า 27% และเมืองเสียมราฐลดลง 73% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สันนิฐานว่าการเปิดเผยข้อมูลการฉ้อโกงและการลงทุนที่ซบเซาอาจเป็นสาเหตุ

สถิติเดือนเมษายน 2026 จากกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ซึ่งเน้นย้ำถึงการลดลงอย่างไม่ยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กัมพูชาซึ่งล้าหลังกว้าประเทศเพื่อนบ้านในการฟื้นตัวหลังโควิด-19 กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต โดยการลดลงอย่างมากและการระงับเที่ยวบินในเส้นทางจีนได้ทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวรุนแรงขึ้น

1. อัตราการลดลงที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 35.0%

จากเว็บไซต์ของสายการบิน "Aeroroots" ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน เที่ยวบินขาเดียวทั้งหมดในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการโดยสายการบินจีน ลดลงโดยรวมประมาณ 14.2% ในจำนวนนี้เส้นทางไปกัมพูชามีอัตราการลดลงที่แย่ที่สุด อยู่ที่ 35.0% ตัวเลขนี้สูงกว่าการลดลงในมาเลเซีย (25.2%), สปป.ลาว (20.0%), เวียดนาม (17.0%), ไทย (10.0%) และสิงคโปร์ (9.0%) อย่างมีนัยสำคัญ

2. สนามบินเตโช-ตาเขมา สนามบินประจำกรุงพนมเปญ มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในเดือนเมษายน 2026 จำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศอยู่ที่ 175,607 คน ลดลง 21.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) ในจำนวนนี้ สนามบินนานาชาติเตโช (KTI) มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เหลือ 125,922 คน ซึ่งมันแย่มากเมื่อเทียบกับสถิติอื่นในอาเซียน

การลดลงนี้เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมากหลังจากการล่มสลายของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน (การเข้ามาลงทุนของชาวจีนในกัมพูชา แต่ปัจจุบันเหมือนผึ้งแตกรัง) และการปราบปรามแหล่งฉ้อโกงออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมันเจอปัญหาทุกจุดอย่างปฏิเสธไม่ได้, การลดลงอย่างมากของบุคคลที่เข้ามากัมพูชาโดยใช้ข้ออ้างที่น่าสงสัย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่าปีที่แล้วที่มีคนเดินทางมากัมพูชาเยอะนั้นเข้ามาทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังโดนไล่ออกไปเยอะมาก ๆ

สะท้อนให้เห็นในตัวเลขผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินหลัก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยวขาเข้าส่วนใหญ่มาจากจีน (30.4%) และเวียดนาม (26.2%) ซึ่งคิดเป็น 56.6% ของชาวต่างชาติทั้งหมด และการชะลอตัวพร้อมกันของตลาดหลักเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวม นั่นหมายความว่ากัมพูชาอาจต้องเพิ่มต้นทุนและภาระการดูแลสนามบิน กับจ่ายค่าพนักงานดูแลสนามบินต่าง ๆ และค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมบำรุง ในวันนี้ที่มันใหม่ แต่ในอนาคตอาจพังไวจากการซ่อมบำรุงที่ต้นทุนลดลง

เมื่อพิจารณาการลดเที่ยวบินเฉพาะเจาะจง เส้นทางพนมเปญลดลงจาก 43 เที่ยวบินจากปักกิ่งเหลือ 27 เที่ยวบิน และเส้นทางคุนหมิงของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ลดลงจาก 61 เที่ยวบิน เหลือ 46 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากกว่างโจวลดลงอย่างมาก โดยสายการบินหลักลดเที่ยวบินจาก 183 เที่ยวบินเหลือ 135 เที่ยวบิน และสายการบินต้นทุนต่ำลดจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากเซี่ยงไฮ้ผู่ตงก็ลดลงจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน และเที่ยวบินจากเซี่ยเหมินลดลงจาก 115 เที่ยวบินเหลือ 64 เที่ยวบิน

3. ความกังวลเกี่ยวกับการ "หยุดชะงักของเที่ยวบินตรงไปยังจีน" และความเป็นจริงของการบำรุงรักษาที่จำกัดในเมืองเสียมราฐ

จำนวนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์ (SAI) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลกนครวัด-นครธม ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 39,365 คน ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) นี่เป็นการลดลงที่ต่ำมากถึง 73.1% เมื่อเทียบกับปี 2019 (146,195 คน) ซึ่งยิ่งทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวนี้ สวนทางกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเพื่อนบ้านนั้นรุนแรงขึ้น

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ชดเชยความต้องการด้วยการผ่อนปรนวีซ่าและมาตรการอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อค่าโดยสารที่พุ่งสูงขึ้น และการชะลอตัวในตลาดจีน การตอบสนองที่ล่าช้าของกัมพูชานี้ส่งผลให้สูญเสียโอกาสอย่างชัดเจน

ส่วนเวียดนามคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 21.2 ล้านคนในปี 2025 (117.8% ของปี 2019) เนื่องจากการขยายการยกเว้นวีซ่าเข้ายุโรปและการพัฒนาในอินเดีย ในขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดของกัมพูชาคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 5.57 ล้านคนในปี 2025 (84.3% ของปี 2019) โดยจำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศประจำปีของสนามบินเสียมเรียบคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 672,000 คน (34.6% ของปี 2018) จำนวนเที่ยวบินไปยังสนามบินคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 6,418 เที่ยวบิน (42.9% ของปี 2019) ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะชะงักงันของอุปทานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังเรื่องนี้ในกัมพูชา คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของกัมพูชาเอง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแสดงความไม่พอใจ โดยกัมพูชาอ้างว่าสนามบินใหม่ (SAI) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร (จังหวัดเสียมราฐ) ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางอิสระ (FIT) ไม่กล้าเดินทางมามากขึ้น

นอกจากนี้ในปี 2025 ยังซ้ำเติมด้วยคำเตือนการเดินทางและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากเนื่องจากความตึงเครียดทางทหารในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย การรวมกันของการเปลี่ยนผ่านตลาดที่ล่าช้า ต้นทุนการเข้าถึงที่สูงขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียง อาจกล่าวได้ว่านำไปสู่การลดลงอย่างมากในเดือนเมษายน 2026 ในขณะที่ประเทศไทยที่เป็นคู่ขัดแย้งของกัมพูชากลับได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่สำหรับกัมพูชานั้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ส่วนการลดของเส้นทางบินของสายการบินจีนนั้นรุนแรงยิ่งขึ้นในเส้นทางมาเสียมราฐ โดยเฉพาะเส้นทางคุนหมิง-เสียมราฐ ของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์จากมณฑลยูนนาน ถูกระงับโดยหลักการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน (ให้บริการเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคมเท่านั้น) และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สายการบินอินดิโก (IndiGo) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศระงับเส้นทางบินเสียมราฐชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2026

4. ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองสีหนุวิลล์ แต่สวนทางกับเมืองโดยรอบ

ในขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ (KOS) พบว่าจำนวนผู้โดยสารขาเข้าในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 161.9% จาก 3,940 คนในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) เป็น 10,320 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่ผิดปกติ รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์ในพื้นที่ เมืองสีหนุวิลล์นั้นน่าสงสัยที่สุด เพราะมันส่วนทางกับเมืองที่กำลังมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์และตึกร้างจำนวนมากมาย

5. ข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ "การยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีนเท่านั้น" เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026

รัฐบาลกัมพูชากำลังทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการนี้ สาเหตุหลักคือการขาดการเข้าถึง ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยแทบไม่มีเที่ยวบินตรงตามตารางเวลาเลย สายการบินที่มากัมพูชามันดูบิดเบี้ยวไปหมด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาอย่างไทยและเวียดนามที่เจริญรุ่งเรือง แต่กัมพูชากับถอยหลังลง และการบริหารที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เช่น สนามบินใหม่ที่สร้างออกไปห่างไกลอย่างมาก และด้วยรากฐานของเที่ยวบินตามตารางเวลาที่กำลังพังทลาย แม้จะมีการยกเว้นวีซ่ามายังกัมพูชาก็ตาม แต่อุปสรรคในการเดินทางก็ยังคงสูงอยู่ มันทำให้กัมพูชาไม่น่ามาเยือน นอกจากนี้ยังมีภาพลักษณ์เชิงลบของจีนในกัมพูชา เนื่องจากรายงานว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงนั้นฝังรากลึกไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ใช่เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่มันคือทุกที่ในประเทศที่กลุ่มผึ้งแตกรังเหล่านี้ย้ายสถานที่ไปตลอด มันดูไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกเว้นนักท่องเที่ยวเสี่ยงภัยแบบ Backpacker และ Bloger ซึ่งพวกเขาดูไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะพวกเขามาเพื่อคอนเทนต์เป็นหลัก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาเยือนกัมพูชา หรือที่ใด ๆ บนโลกก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ยังยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854636669202228/?rdid=b8RfTsie8DOtq8A7#

จีนควบคุมส่ง แรเอิท ให้อเมริกา!! จีนขึ้นบัญชีบริษัทสหรัฐฯ หลังเพ่งเล็ง Alibaba–BYD–Baidu ขึ้นบัญชีควบคุมส่งออก 10 บริษัทสหรัฐ จับตาแรร์เอิร์ธกลายเป็นสมรภูมิใหม่

จีนประกาศควบคุมการส่งออก 10 บริษัทสหรัฐ รวมผู้ผลิต 'แร่หายาก' ตอบโต้วอชิงตันที่ขึ้นบัญชีบริษัทจีนหลายแห่งว่ามีส่วนสนับสนุนกองทัพจีน ตั้งแต่ 'อาลีบาบา' ถึง 'บีวายดี'

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทางการจีน ประกาศเพิ่มรายชื่อ "บริษัทสหรัฐ 10 แห่ง" ซึ่งอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพสหรัฐ เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก (Export Control List) ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงบริษัทด้านแร่หายาก หรือ "แรร์เอิร์ธ" 2 แห่งด้วย เพื่อตอบโต้กรณีที่สหรัฐขึ้นบัญชีจำกัดการค้าของบริษัทจีนหลายแห่งเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ฐานสนับสนุนกองทัพจีน

บริษัทด้านแรร์เอิร์ธที่ถูกขึ้นบัญชี คือ MP Materials และ USA Rare Earth โดยมาตรการดังกล่าวจะระงับการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้สองทางทั้งในภาคพลเรือน และการทหาร (Dual-use goods) จากจีนไปยังบริษัทเหล่านี้

ทั้ง MP Materials ซึ่งเป็นบริษัทซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และดำเนินการเหมืองแร่หายากที่ยังเปิดดำเนินงานอยู่เพียงแห่งเดียวในสหรัฐ รวมถึง USA Rare Earth ต่างมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของสหรัฐ ตั้งแต่การทำเหมืองไปจนถึงการผลิตแม่เหล็ก

ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อ “พฤติกรรมที่มุ่งร้ายของรัฐบาลวอชิงตัน” และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติของจีน ตลอดจนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธ (Non-proliferation)

“องค์กร และบุคคลในทุกประเทศ และทุกภูมิภาค ถูกห้ามเคลื่อนย้ายหรือจัดหาสินค้าแบบใช้ได้สองทางที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานเหล่านี้” กระทรวงพาณิชย์จีนระบุ พร้อมเสริมว่ากิจกรรมการส่งออกที่เกี่ยวข้องจะต้องยุติลงโดยทันที

มาตรการใหม่นี้ถือเป็นการห้ามส่งออกสินค้าประเภทใช้ได้สองทางให้แก่บริษัทที่ถูกระบุชื่อโดยสมบูรณ์ ซึ่ง "เข้มงวดกว่ากฎเดิม" ที่เพียงกำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตส่งออกเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ ในประกาศอีกฉบับหนึ่งกระทรวงการคลังจีน ระบุว่า ได้ตัดสินใจใช้มาตรการกับบริษัทสหรัฐเพิ่มเติมอีก 46 แห่ง

ภายใต้มาตรการดังกล่าวของกระทรวงการคลัง ผู้ซื้อในจีนจะไม่สามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเหล่านี้ได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ได้รับเงินทุนจากสหรัฐ และดำเนินธุรกิจอยู่ภายในจีน ยังคงสามารถจัดซื้อสินค้าเหล่านั้นได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดมีขึ้นหลังจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สหรัฐได้เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนหลายแห่งเข้าสู่บัญชีที่เชื่อว่ามีส่วนสนับสนุนกองทัพจีน ซึ่งรวมถึง "Alibaba, Baidu, BYD และ NIO"

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1239528?anf=

23 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์ คุมโทรศัพท์ คุมข่าวสาร คุมจังหวะประวัติศาสตร์ แผนสำคัญก่อนอภิวัฒน์ 2475 บทบาทการสื่อสารในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญก่อนเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” เตรียมปฏิบัติการขั้นสุดท้าย เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการวางแผนตัดระบบการสื่อสาร โดยเฉพาะสายโทรศัพท์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมสามารถติดต่อสั่งการหรือระดมกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่สยามยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะที่กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “คณะราษฎร” มีความเห็นร่วมกันว่าประเทศควรเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายให้มีหลักประกันด้านสิทธิ หน้าที่ และการบริหารประเทศภายใต้กติกาใหม่

ในทางยุทธศาสตร์ การสื่อสารถือเป็นหัวใจของอำนาจรัฐ หากฝ่ายใดควบคุมการสื่อสารได้ ฝ่ายนั้นย่อมมีความได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์ คณะราษฎรจึงต้องให้ความสำคัญกับโทรศัพท์ โทรเลข และสถานีสื่อสาร เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นช่องทางที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นสามารถใช้ติดต่อหน่วยราชการ กองกำลังทหาร ตำรวจ และบุคคลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลระบุว่า ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการวางแผนตัดการติดต่อสื่อสาร โดย พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมปฏิบัติการ เตรียมยึดสถานีโทรศัพท์ที่วัดเลียบในเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งจะกลายเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ภารกิจตัดสายโทรศัพท์จึงมิใช่เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ของปฏิบัติการ หากเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาแรก การตัดการสื่อสารทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถสั่งการได้สะดวก ลดโอกาสการประสานกำลังตอบโต้ และเปิดทางให้คณะราษฎรเข้าควบคุมจุดสำคัญในพระนครได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากการควบคุมสายโทรศัพท์แล้ว ปฏิบัติการของคณะราษฎรยังรวมถึงการควบคุมสถานที่ราชการและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในพระนคร การเคลื่อนกำลังไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และการควบคุมตัวบุคคลสำคัญบางส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นโดยลดโอกาสการปะทะให้น้อยที่สุด

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นเหมือน “คืนก่อนเปลี่ยนแผ่นดิน” เป็นช่วงเวลาที่ทุกแผนการต้องถูกจัดวางอย่างละเอียด เพราะหากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ปฏิบัติการทั้งหมดอาจล้มเหลว และผู้เข้าร่วมอาจต้องเผชิญโทษร้ายแรงทางการเมือง

การวางแผนตัดสายโทรศัพท์ยังสะท้อนให้เห็นว่า คณะราษฎรเข้าใจกลไกของอำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นอย่างดี อำนาจไม่ได้อยู่เพียงที่กำลังทหารหรือจำนวนอาวุธเท่านั้น แต่อยู่ที่การควบคุมข้อมูล ข่าวสาร เวลา และช่องทางสั่งการ การควบคุมระบบสื่อสารจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อถึงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เปิดฉากปฏิบัติการตามแผน และประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่

บทบาทของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจควบคุมการสื่อสารยังถูกกล่าวถึงในฐานะกลุ่มบุคคลที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหตุการณ์ 24 มิถุนายน บางแหล่งกล่าวถึงภารกิจยึดสถานีโทรศัพท์และตัดระบบสั่งการว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญของผู้ร่วมก่อการในเช้าวันนั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 2475 ยังเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็นการอภิวัฒน์เพื่อเปิดทางสู่ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจที่ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ความผันผวนในระยะยาว ไม่ว่าจะตีความอย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ยังคงเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้ามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงสำคัญในฐานะวันแห่งการเตรียมการก่อนเหตุการณ์ใหญ่ เป็นวันที่แผนปฏิบัติการถูกกำหนดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตัดสายโทรศัพท์และควบคุมระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการลดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลเดิม

เหตุการณ์นี้ยังให้บทเรียนสำคัญว่า ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การควบคุมข่าวสารและการสื่อสารมีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมกำลังพล เพราะใครที่ควบคุมการสื่อสารได้ ย่อมสามารถควบคุมจังหวะ เวลา และทิศทางของเหตุการณ์ได้มากกว่า

23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะคืนก่อนอภิวัฒน์สยาม วันที่คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์และควบคุมการสื่อสาร ก่อนเปิดฉากเปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยยุคใหม่

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_4045202?

ญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าวีซ่าต่างชาติ 5 เท่า!! เริ่ม 1 ก.ค. รับชาวต่างชาติพำนักเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี ค่าธรรมเนียมถิ่นพำนักถาวรสูงขึ้นเป็น 300,000 เยน รายได้เสริมใช้บริหารจัดการชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

สรุปข่าว

ญี่ปุ่นเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยว ครั้งแรกในรอบ 48 ปี ทั้งการเข้า-ออกครั้งเดียว และการเข้า-ออกหลายครั้ง เริ่ม 1 กรกฎาคมนี้

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด

ADVERTISEMENT

หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการขึ้นค่าธรรมเนียม คือ จำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากนับถึงสิ้นปี 2025 ญี่ปุ่นมีชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศถึง 4.13 ล้านคน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา รัฐบาลระบุว่า รายได้เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมจะถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น

-เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านตรวจคนเข้าเมือง 

-รองรับจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 

-ขยายโครงการสอนภาษาญี่ปุ่น 

-เสริมมาตรการจัดการกับผู้พำนักเกินกำหนดวีซ่า 

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238556/#google_vignette

จีนเอาคืนสหรัฐอเมริกา!! กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่มรายชื่อ บริษัทสหรัฐฯ 10 แห่งห้ามส่งออก ห้ามภาครัฐจัดซื้อบริษัท 46 แห่ง มาตรการตอบโต้จากปักกิ่ง

จีนคุมส่งออก 10 บริษัทสหรัฐฯ สั่งห้ามภาครัฐจัดซื้อสินค้าจาก 46 บริษัท

ปักกิ่ง, 22 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (22 มิ.ย.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่งเข้าในบัญชีควบคุมการส่งออก ตามกฎหมายควบคุมการส่งออกและระเบียบว่าด้วยการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางของจีน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในการไม่แพร่ขยายอาวุธ และเริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ประกาศ

มาตรการดังกล่าวห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางไปยังบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่ง ได้แก่ อาเวออกซ์ อิงค์ (Aveox) เรด แคท โฮลดิงส์ (Red Cat Holdings) ทีล โดรนส์ (Teal Drones) อิมซาร์ (IMSAR) ไจอา โรโบติกส์ (Jaia Robotics) บอล แอโรสเปซ แอนด์ เทคโนโลยีส์ คอร์ป (Ball Aerospace & Technologies Corp) ออชคอช ดีเฟนส์ (Oshkosh Defense) แอลทรี แฮร์ริส มาริไทม์ เซอร์วิสเซส (L3Harris Maritime Services) เอ็มพี แมตทีเรียลส์ คอร์ป (MP Materials Corp) และยูเอสเอ แรร์เอิร์ธ (USA Rare Earth)

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังห้ามบุคคลและองค์กรจากทุกประเทศหรือภูมิภาคส่งต่อหรือจัดหาสินค้าดังกล่าวที่มีต้นกำเนิดจากจีนให้แก่บริษัททั้ง 10 แห่ง โดยกิจกรรมการส่งออกที่เกี่ยวข้องซึ่งกำลังดำเนินอยู่จะต้องยุติลงทันที

โฆษกกระทรวงฯ ชี้แจงในแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งว่ามาตรการข้างต้นมีขึ้นภายหลังจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มบริษัทจีนหลายแห่งเข้าไปในบัญชีที่เรียกว่าเป็นรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน พร้อมย้ำว่าผู้ประกอบการส่งออกทุกรายจะต้องไม่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางให้แก่บริษัทสหรัฐฯ ทั้ง 10 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของจีนประกาศห้ามหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทสหรัฐฯ 46 แห่ง ซึ่งรวมถึงล็อคฮีด มาร์ติน คอร์ปอเรชัน (Lockheed Martin Corporation) และเรย์ธีออน มิสไซล์ แอนด์ ดีเฟนส์ (Raytheon Missiles & Defense) โดยมาตรการข้างต้นได้รับการอนุมัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของจีน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศ แต่จะไม่บังคับใช้กับบริษัทที่ลงทุนโดยสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินกิจการอยู่ในจีน

ที่มา : Xinhua

ทัวร์คนไทยลงเพจ Phuket Times คอมเม้นต์เอกฉันท์ "คนภูเก็ตทำตัวเอง" นักท่องเที่ยวเลยหาย

“หรือ ‘ภูเก็ต’ จะต้องง้อคนไทยด้วยกันให้มาเที่ยวเพิ่มขึ้น ตอนนี้ท่องเที่ยวระส่ำหนัก! ฝรั่งหัวทองหาย มีแต่หัวดำ แขกอินเดีย ทั้งนั้น
”เดี๋ยวนี้คนไทย ไม่นิยมเที่ยวภูเก็ตแล้วเหรอคะ“

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1350083353909170&id=100067225537993&rdid=Toal3x5mV6uu3eQH#

“กัมพูชา” ชงขึ้นค่าบัตรอังกอร์!! กัมพูชาเสนอขึ้นค่าบัตรสะท้อนคุณค่ามรดกโลก ดันภาพลักษณ์มรดกโลกพรีเมียม เปลี่ยนจากท่องเที่ยวปริมาณสู่คุณภาพ ชูคุณค่าประวัติศาสตร์ระดับโลก

กัมพูชาเสนอให้พิจารณาใหม่ เกี่ยวกับราคาบัตรเข้าชมโบราณสถานอังกอร์ เพื่อให้มีคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมระดับพรีเมียม

เดิมราคาบัตรเข้าชมอุทยานโบราณสถานอังกอร์ อยู่ที่ประมาณ 37 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,200 บาท/วัน) นั้นกัมพูชามองว่ายังต่ำเกินไปอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแหล่งมรดกโลกอื่น ๆ บนโลก เช่น มาชูปิกชู, โคลอสเซียม และอะโครโพลิส ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาจึงเสนอให้ปรับราคาขึ้นเป็นประมาณ 50-99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,650 - 3,260 บาท) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของบัตร เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญระดับโลก, ขนาดพื้นที่ของโบราณสถาน และความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญคือ การกำหนดราคาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้ แต่ยังเป็นเรื่องของการวางตำแหน่งด้วย ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาเชื่อว่าราคาบัตรที่สูงขึ้นจะส่งสัญญาณให้นครอังกอร์เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ระดับพรีเมียม มากกว่าที่จะเป็นเพียงจุดแวะพักราคาประหยัด นอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่า การกำหนดราคาที่สูงขึ้นจะช่วยลดความแออัด ปรับปรุงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับการอนุรักษ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาการท่องเที่ยว

การเสนอให้ปรับเรทดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า แม้จะมีการขึ้นราคาก็ตาม แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ไม่น่าจะลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับการเดินทางและที่พักอยู่แล้ว และได้มีการเสนอแนะนำเพิ่มเติมว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นควรนำไปลงทุนอย่างโปร่งใสในการอนุรักษ์แหล่งโบราณสถาน, บริการสาธารณะ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรวมแล้วกัมพูชายังมีจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์จากการท่องเที่ยว ที่เน้นด้านปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่ามากกว่า เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะมาเยือนนครอังกอร์ในราคาประหยัด แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854283372570891/?rdid=ytVAjy1aGsmxUmCR#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top