Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

เฮซบอลเลาะห์ฟื้นกำลัง เร่งฟื้นศักยภาพหลังสงครามปี 2024 ยิงจรวดโจมตีอิสราเอล 100 ลูก ใช้ยุทธศาสตร์สงครามกองโจรใหม่ ยังได้แรงหนุนจากอิหร่านและทางการเงิน

เฮซบอลเลาะห์เร่งฟื้นกำลัง ปรับยุทธศาสตร์สู้ใหม่ หลังสงครามปี 2024 เขย่าศักยภาพหนัก

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณพรมแดนอิสราเอล-เลบานอนกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศ “ไอรอนโดม” ของอิสราเอลสามารถสกัดจรวดได้เพียงครึ่งหนึ่ง จากทั้งหมด 100 ลูกที่เฮซบอลเลาะห์ยิงโจมตีเข้าใส่อิสราเอลเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มติดอาวุธจากเลบานอนยังคงมีศักยภาพในการตอบโต้ แม้จะผ่านการสูญเสียอย่างหนักจากสงครามในปี 2024

ก่อนหน้านี้ เฮซบอลเลาะห์ยังคงหลีกเลี่ยงการเปิดฉากปฏิบัติการแบบกองโจรอย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน แม้จะมีการกล่าวหาว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2024 มากถึง 10,000 ครั้งก็ตาม ความอดทนและการชะลอการตอบโต้ของกลุ่ม ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาจังหวะและประเมินสถานการณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความขัดแย้งรอบใหม่ที่อาจรุนแรงกว่าเดิม

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ท่าทีของเฮซบอลเลาะห์ต่อความเป็นไปได้ของสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน โดยมีรายงานว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายกัสเซมได้ออกมาระบุอย่างเปิดเผยว่า คนกลางที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาพยายามเรียกร้องให้เฮซบอลเลาะห์รับปากว่าจะไม่เข้าแทรกแซง หากเกิดความขัดแย้งกับอิหร่านในอนาคต แต่กลุ่มจะไม่วางตัวเป็นกลางในสถานการณ์เช่นนั้น

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า เฮซบอลเลาะห์ตระหนักดีว่า ไม่ว่าจะมีบทบาทหรือไม่ ก็อาจตกเป็นเป้าหมายจากอิสราเอลอยู่แล้ว ดังนั้น การเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตนเองจึงกลายเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่าทีดังกล่าวยังสะท้อนว่ากลุ่มไม่ได้มองความขัดแย้งในมิติของเลบานอนเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับสมการความมั่นคงระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้สงครามในปี 2024 จะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อเฮซบอลเลาะห์ โดยเฉพาะการสูญเสียฐานที่มั่นแนวหน้าทางตอนใต้ใกล้ชายแดนอิสราเอล การสูญเสียขีปนาวุธจำนวนมาก รวมถึงการถูกตัดทอนเส้นทางเติมอาวุธจากซีเรีย แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า กลุ่มไม่ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ตรงกันข้าม เฮซบอลเลาะห์ยังคงเก็บสะสมอาวุธไว้ในฐานใต้ดินที่อยู่ลึกเข้าไปภายในเลบานอน ซึ่งแม้อิสราเอลจะพยายามทำลาย แต่ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างเด็ดขาด

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างหลักของเฮซบอลเลาะห์ ทั้งในด้านการทหารและเครือข่ายพลเรือน ยังถือว่ายังคงอยู่ในระดับที่ทำให้กลุ่มสามารถดำรงบทบาทต่อไปได้ ไม่เพียงในฐานะกองกำลังติดอาวุธ แต่ยังรวมถึงฐานอิทธิพลทางสังคมและการเมืองภายในเลบานอนด้วย

อาลี ริซก นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงและการเมืองจากกรุงเบรุต มองว่า ในช่วงหลังสงคราม 66 วัน เฮซบอลเลาะห์พยายาม “ซื้อเวลา” เพื่อฟื้นฟูศักยภาพของตัวเอง หลังถูกโจมตีอย่างหนัก เขายังอ้างถึงข้อมูลรั่วไหลจากโทรเลขทางการทูตของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ที่ระบุว่า เฮซบอลเลาะห์กำลังฟื้นกำลังในอัตราที่เร็วกว่าที่กองทัพเลบานอนจะสามารถสกัดหรือลดทอนขีดความสามารถของกลุ่มได้

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า เฮซบอลเลาะห์อาจมองเห็นล่วงหน้าแล้วว่า การโจมตีครั้งใหม่จากอิสราเอลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จึงใช้ช่วงเวลาหลังสงครามเร่งปรับโครงสร้าง ฟื้นฟูคลังอาวุธ และเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการฟื้นกำลัง คือการเปลี่ยนแปลงด้านยุทธศาสตร์ของเฮซบอลเลาะห์ โดยริซกระบุว่า กลุ่มกำลังหวนกลับไปใช้แนวทาง “สงครามกองโจร” มากขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยเป็นจุดแข็งของเฮซบอลเลาะห์มาตั้งแต่ช่วงที่มีบทบาทโดดเด่นหลังปี 2006 เนื่องจากหากต้องเผชิญหน้ากับอิสราเอลในรูปแบบกองทัพต่อกองทัพโดยตรง เฮซบอลเลาะห์ย่อมเสียเปรียบอย่างมาก

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ใหม่ของกลุ่มจึงเน้นการโจมตีแบบยืดหยุ่น ใช้การยิงขีปนาวุธควบคู่กับการเคลื่อนไหวเชิงกองโจร พยายามลดการเปิดเผยตำแหน่ง ลดการปรากฏตัวที่ชัดเจน และดำเนินงานด้วยความลับมากขึ้น เพื่อทำให้อิสราเอลมีเป้าหมายให้โจมตีน้อยลง ยุทธวิธีเช่นนี้ไม่เพียงช่วยลดความสูญเสีย แต่ยังทำให้เฮซบอลเลาะห์สามารถยืดการต่อสู้ให้ยาวนานและสร้างต้นทุนด้านความมั่นคงต่ออิสราเอลได้ต่อเนื่อง

อีกปัจจัยที่ทำให้เฮซบอลเลาะห์ยังคงยืนหยัดได้ คือความสามารถในการหล่อเลี้ยงกลุ่มทางการเงิน แม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า กลุ่มยังได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง รวมถึงเครือข่ายผู้บริจาคและกลุ่มอิทธิพลบางส่วนภายในเลบานอนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เฮซบอลเลาะห์ยังมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการรักษาโครงสร้างองค์กรและเดินหน้าฟื้นฟูศักยภาพทางทหารต่อไป

การกลับมาของเฮซบอลเลาะห์ในรูปแบบใหม่ จึงเป็นสัญญาณสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง เพราะแม้กลุ่มจะอ่อนแรงลงจากสงครามครั้งก่อน แต่ก็ยังไม่หมดศักยภาพ และกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับศัตรูที่เหนือกว่าทางเทคโนโลยีและกำลังรบ การผสมผสานระหว่างขีปนาวุธ เครือข่ายใต้ดิน การทำสงครามกองโจร และการได้รับแรงหนุนจากพันธมิตรภายนอก อาจทำให้เฮซบอลเลาะห์ยังคงเป็นหนึ่งในตัวแปรความมั่นคงที่อิสราเอลไม่อาจมองข้ามได้ในระยะต่อจากนี้

ที่มา :Sputnik

13 มีนาคม ของทุกปี “วันช้างไทย” รำลึกสัตว์คู่แผ่นดิน ชวนคนไทยร่วมอนุรักษ์ ยกระดับสวัสดิภาพช้างอย่างจริงจัง ย้ำช้างไม่ใช่พร็อพท่องเที่ยว

(13 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี คือ "วันช้างไทย" ซึ่งเป็นวันรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าของช้างในฐานะสัตว์คู่แผ่นดินและสัญลักษณ์สำคัญของชาติ งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนไทยหันมาคิดจริงจังเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสวัสดิภาพของช้างทั้งในธรรมชาติและในพื้นที่เลี้ยงดู

"วันช้างไทย" ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 โดยเลือกวันที่ 13 มีนาคม เพื่อสะท้อนถึงสถานะแห่งชาติของช้างและส่งเสริมการอนุรักษ์ในภาพรวมที่ยั่งยืน

ช้างในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับช้างอย่างแนบแน่น ทว่า พื้นที่ป่าที่หายไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ช้างบ้านจำนวนไม่น้อยยังเผชิญภาวะทำงานหนักและขาดการดูแลที่เหมาะสม

วันช้างไทยจึงไม่ใช่แค่วันที่จัดกิจกรรมสนุกสนาน แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานด้านสวัสดิภาพ และเรียกร้องการดูแลช้างอย่างจริงจัง รวมถึงความรับผิดชอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่สร้างความเครียดให้ช้าง "เราควรสนับสนุนรูปแบบท่องเที่ยวที่ช้างอยู่ได้จริง" เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์

นอกจากนี้ คนทั่วไปยังช่วยได้ด้วยการเลือกสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับช้าง และสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อช้างอย่างโปร่งใส รวมถึงการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดพฤติกรรมที่ทำให้ "การทรมานช้าง" กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_16200?utm_source=chatgpt.com

GC เดินเครื่องต่อ!! เร่งบริหารรอบด้านพยุงลูกค้า และอุตสาหกรรมไทยในภาวะผันผวน คุมวัตถุดิบ-ต้นทุน-การผลิต รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

GC เดินโรงงานต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน ลดผลกระทบกับลูกค้า และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

กรุงเทพฯ – 12 มีนาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงมีความรุนแรงและผันผวน ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลกตึงตัวจากกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่ลดลง โดย GC ได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน GC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม: บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC)

ยื่นหนังสือด่วน!! พรรครักชาติยื่นฟิลิปปินส์ ทวงความชัดเจนคลิปอาเซียน อย่าปล่อยเขมรเคลมชุดไทย ยุติความเข้าใจผิดวัฒนธรรม

“พรรครักชาติ”ยื่นหนังสือ ถึง ฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียน อย่าปล่อยให้เขมรเคลมชุดไทย แนะเขมรใส่ชุด “ซัมปอต ” ชุดประจำชาติเขมร

12 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. จากกรณีฟิลิปปินส์ประธานอาเซียนเผยแพร่ VTR โปรโมทการท่องเที่ยวอาเซียน โดยนักแสดงตัวแทนกัมพูชาและไทย ใส่ชุดห่มสไบ ลักษณะเหมือนกันจนเป็นกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ ซึ่งพรรครักชาติ ได้ออกมาเรียกร้องผ่านสื่อไปแล้วก่อนหน้านี้

ล่าสุด ทีมพรรครักชาติ ประกอบด้วย นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค, นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค, นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค, นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรค, นายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรค และนางสาวพัชรวณัน เบ็ญจวิทย์วิไล อดีตผู้สมัคร สส.กทม. เข้ายื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย เพื่อทวงถามความรับผิดชอบต่อกรณี VTR ดังกล่าว ซึ่งฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ปล่อยให้นักแสดง "กัมพูชา" แต่งกายเลียนแบบชุดไทย ใส่สไบ แล้วเคลมดื้อ ๆ ว่าเป็นชุดประจำชาติของกัมพูชา หน้าตาเฉย!

โดย นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) ระบุว่า VTR ดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนและบิดเบือนความจริงอย่างร้ายแรง ซึ่งชุดประจำชาติกัมพูชา แท้จริง คือชุด "ซัมปอต" (Sampot) แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกในคลิปโปรโมตอาเซียน กลับเป็นเครื่องแต่งกายที่ลอกเลียนแบบชุดไทยไปแทบจะ 100%

"in the videos, they have some information that not true. We will see that Cambodian wearing Thai traditional dress and claim that there is their own dress. But if you see in the history, in the documentaries, in the documents, any documents, you will see that Cambodian's costume is Sampot. And you should proud with your own heritage culture. No need to claim us."

"ชุดประจำชาติของประเทศกัมพูชา เป็นชุด 'ซัมปอต' นะครับ แต่ว่าตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวิดีโอคือ เขาใส่ชุดประจำชาติที่ดูเป็นชุดไทยแทบจะ 100% ครับ คือ มีรายละเอียดของการมีสไบ ซึ่งก็เป็นของเรา แล้วก็มีโจงกระเบน ซึ่งก็เป็นของเราเช่นกันนะครับผม" นายภูมิ กล่าว

ทั้งนี้ รองโฆษกพรรครักชาติ ยังกล่าวอีกด้วยว่า การแอบลบคลิปทิ้งเพื่อหนีปัญหานั้น "ไม่เพียงพอ" เพราะคลิปได้ถูกแชร์ไปแล้วทั่วโลก สร้างความเข้าใจผิดให้ประชาคมโลกไปแล้วหลายล้านคน ทางออกเดียวที่จะกู้ศักดิ์ศรีคืนมาได้คือ ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนต้อง "ทำคลิปใหม่" หรือ "ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ" เพื่อประกาศความจริงให้โลกตาสว่าง ว่าชุดประจำชาติของไทยไม่ใช่ของประเทศอื่น เพื่อยุติความสับสนที่เกิดขึ้น

"The media was already share all over the world and cause lots of confusions, so I think deleted is not enough. You need to like speak out and announce the truth to the world too. Thank you."

"ถึงแม้ว่าตอนนี้ คลิปมันจะไม่สามารถที่จะดูได้แล้ว แต่มีคนดูไปแล้ว นั่นแสดงว่ามีคนเกิดความเข้าใจผิดไปแล้ว ฟิลิปปินส์ควรจะทำคลิปใหม่ หรือว่ามีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการนะครับ เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีคนเข้าใจผิดนะครับ ว่าชุดประจำชาติของประเทศไทย เป็นของประเทศอื่นครับ" รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าว

นอกจากนี้ นายภูมิ ยังทิ้งท้ายด้วยว่า เข้าใจดีถึงความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ว่าในฐานะ "ประเทศราช" หรือประเทศเพื่อนบ้าน แต่โลกยุคนี้วัฒนธรรมและเส้นแบ่งของแต่ละชาตินั้นชัดเจนแล้ว

"เข้าใจนะครับว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีความสัมพันธ์ด้วยกันตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการเป็นประเทศราช หรือว่าประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันมาตลอดนะครับ แต่ว่าตอนนี้ เรามีวัฒนธรรมของตัวเองที่ชัดเจนแล้วนะครับ ไม่ได้เป็นประเทศราชต่อกันแล้วนะครับ ก็อยากให้ทางกัมพูชา มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตัวเอง จะได้ไม่ต้องมาหยิบยืมวัฒนธรรมของคนอื่น แล้วก็เคลมว่าเป็นของตัวเองอีกต่อไปครับผม" นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์เสริมเป็นภาษาอังกฤษ ว่า ​ในฐานะประธานอาเซียน เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศได้รับการนำเสนออย่างถูกต้องและให้เกียรติ ดังนั้น เราจึงขอความกรุณาจากฟิลิปปินส์และผู้สร้างวิดีโอให้ทบทวนและแก้ไขการนำเสนอ เพื่อให้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม"

"As the ASEAN chair this year, we believe it is important to ensure that every member country's culture is represented accurately and respectfully. Therefore, we kindly ask the Philippines and the creator of the video to review and correct the portrayal, so that each cultural identity is shown properly." นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ กล่าว

ขณะที่ นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว รองโฆษกพรรครักชาติ กล่าวเสริมถึงประเด็นความเป็นครอบครัวอาเซียน ระบุว่า ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนด้วยกันนะครับ มีความยินดี ที่ประเทศฟิลิปปินส์เข้ามารับหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาคมโลกได้ จึงอยากจะขอความร่วมมือจากประธานอาเซียน และคณะทำงาน ให้ช่วยกันตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อให้เป็นการให้เกียรติมรดกทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในภูมิภาค

โดยการยื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยครั้งนี้ของพรรครักชาติ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องสิทธิ์ทางเอกสาร แต่เป็นการประกาศจุดยืนปกป้อง "ภูมิปัญญาและมรดกของชาติ" ซึ่ง ฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน จะออกมารับผิดชอบแก้ไขอย่างเป็นทางการ หรือจะปล่อยให้รอยร้าวทางวัฒนธรรมนี้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งระดับภูมิภาคต่อไป!

‘ดมิตริเยฟ’ เยือนสหรัฐฯ ตามคำสั่งปูติน หารือเศรษฐกิจรัสเซีย-อเมริกา แสดงท่าทีต่อต้านมาตรการคว่ำบาตร ชี้น้ำมันรัสเซียสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เดินหน้าความร่วมมือทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง

(12 มี.ค. 69) 'คิริลล์ ดมิตริเยฟ' หัวหน้ากองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงของรัสเซีย (RDIF) และผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามและหารือกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ

ในโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียของเขา กล่าวว่า "ตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผมได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมได้เข้าร่วมการประชุมกับหัวหน้าคณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา" เพื่อผลักดันความร่วมมือและความเข้าใจในทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

'ดมิตริเยฟ' ย้ำว่าหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เริ่มเข้าใจดีขึ้นแล้วถึงความไร้ประสิทธิภาพและผลเสียของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย พร้อมชี้ว่า "น้ำมันและก๊าซจากรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก" ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและโลกตะวันตกยังคงทวีความซับซ้อน

การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงการเดินหน้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคี แม้ในสถานการณ์ที่มีความท้าทายและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ
.
ที่มา : Sputnik

รถไฟเชื่อมเกาหลีเหนือ-จีน บริการรถไฟเปิดสองทาง เชื่อมปักกิ่งสู่เปียงยาง เน้นเพิ่มความร่วมมือและการค้า สัปดาห์ละ 4 วันไปกลับ-รายวันทางมณฑลเหลียวหนิง

(12 มี.ค. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัดประกาศเปิดให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศแบบสองทาง ระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนและส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ

เส้นทางรถไฟนี้เชื่อมกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนกับกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ผ่านเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง โดยบริการจะมีสัปดาห์ละ 4 วันในเส้นทางปักกิ่ง-เปียงยาง และให้บริการทุกวันในเส้นทางตานตง-เปียงยาง ทั้งไปและกลับ

ผู้บริหารฝ่ายระหว่างประเทศของบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีนกล่าวว่า "บริการรถไฟนี้จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับนักเดินทางข้ามพรมแดน และเป็นสายใยที่ช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างสองประเทศ" พร้อมระบุว่าขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋วสำหรับเส้นทางนี้ที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

การเปิดให้บริการรถไฟนี้สะท้อนแนวทางการกระชับความเชื่อมโยงระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

เคทีซีชี้เทรนด์วิวาห์ปี 2026 งานเล็ก–ยั่งยืนมาแรง มูลค่าตลาดแต่งงานไทยแตะ 5 หมื่นล้านบา

เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยเทรนด์การจัดงานแต่งงานของคู่รักไทยในปี 2026 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยคู่รักรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ งานแต่งขนาดเล็กที่มีความหมาย (Micro Wedding) การจัดงานที่คำนึงถึง ความยั่งยืน (Sustainable Wedding) และการสร้าง ประสบการณ์ร่วมกันกับคนใกล้ชิด มากกว่าความยิ่งใหญ่ของงาน

ข้อมูลจาก SabuyWedding ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของการจัดงานแต่งงานในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 600,000 – 800,000 บาทต่อคู่ ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของงาน ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมวิวาห์ของไทยมีมูลค่าประมาณกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคู่สมรสใหม่ประมาณ 260,000 คู่ต่อปีโดยหมวดค่าใช้จ่ายหลักของคู่รักไทยประกอบด้วย สถานที่จัดงานและโรงแรม / แหวนและเครื่องประดับ / บริการถ่ายภาพและวิดีโอ และแพ็กเกจฮันนีมูนและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการ วางแผนงบประมาณและประสบการณ์หลังแต่งงานมากขึ้น

3 เทรนด์สำคัญของวิวาห์ปี 2026
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิก เคทีซีมองว่าอุตสาหกรรมวิวาห์กำลังขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
1. Sustainable Wedding
คู่รักให้ความสำคัญกับการจัดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้วัสดุตกแต่งที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ การลดปริมาณขยะภายในงาน รวมถึงการเลือกใช้วัตถุดิบและดอกไม้จากผู้ผลิตในท้องถิ่น
2. Micro & Intimate Wedding
รูปแบบงานแต่งเปลี่ยนจากงานเลี้ยงขนาดใหญ่ไปสู่การจัดงานขนาดเล็กที่มีแขกประมาณ 15–50 คน เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นส่วนตัว และใช้เวลากับคนใกล้ชิดได้มากขึ้น
3. Experience-Based Wedding

คู่รักจำนวนมากเลือกจัดงานแต่งในรูปแบบที่ผสานกับประสบการณ์ เช่น Destination Wedding หรือการรวมพิธีแต่งงานเข้ากับการท่องเที่ยวและกิจกรรมร่วมกับครอบครัวและเพื่อนสนิท

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี พบว่าคู่รักยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนงบประมาณ เพื่อจัดงานแต่งที่สะท้อนตัวตนและความหมายของชีวิตคู่มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องทางการเงินและประสบการณ์หลังแต่งงาน เช่น การเดินทางฮันนีมูน

เพื่อรองรับเทรนด์ดังกล่าว เคทีซีจึงร่วมกับ SabuyWedding Festival 2026 อีเวนต์งานแต่งงานยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ระหว่างวันเสาร์ที่ 14 – วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 8,000 คน และมีผู้ประกอบการธุรกิจวิวาห์กว่า 200 แบรนด์ นำเสนอสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่ใช้จ่ายภายในงาน ได้แก่

1) บัตรกำนัลจากศูนย์การค้าสยามพารากอนมูลค่า 500 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมภายในงานผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ครบทุก 50,000 บาทต่อบัตร (รับบัตรกำนัลรวมสูงสุด 2,000 บาทต่อหมายเลขบัตรต่อวัน)
2) รางวัล Top Spender สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดภายในงาน 2 ท่าน รับบัตรกำนัลห้องพักประเภท Deluxe ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 1 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน (ยอดใช้จ่ายสะสมขั้นต่ำ 400,000 บาทขึ้นไป และต้องลงทะเบียนที่บูธเคทีซี ภายในงานในวันที่ทำรายการ)
ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Top Spender ซึ่งจะประกาศผ่านเว็บไซต์ https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/top-spenders-sabuywedding ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ktc.co.th/promotion/wedding-package/recommended/sabuy-wedding-festival หรือศูนย์บริการลูกค้าเคทีซี 02-123-5000 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิก https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ
หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
ออกข่าวในนาม : สื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บมจ.บัตรกรุงไทย

สวยสะกดรันเวย์!! ‘ลิซ่า’ ลุคร็อคสตาร์สุดเฉียบที่ Paris Fashion Week ในงานโชว์ Louis Vuitton ที่ปารีส ด้วยชุดปี 2016 สุดเก๋ เผยออร่าร็อคสตาร์แซ่บทุกมุม

(10 มี.ค. 69) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในงาน Paris Fashion Week ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยในฐานะ 'Global Ambassador' ของแบรนด์ระดับโลก Louis Vuitton เธอได้ร่วมชมแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น Women’s Ready to Wear Fall/Winter 2026-2027

ครั้งนี้ 'ลิซ่า' มาในลุคเก๋เฉียบชวนสะกดสายตา ด้วยชุดจากคอลเลคชั่นปี 2016 ที่ออกแบบมาเผยให้เห็นถึงความแซ่บและสวยเป๊ะในแบบร็อคสตาร์ เธอเผยให้เห็นถึงการผสมผสานสไตล์แฟชั่นที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

ในโพสต์และภาพที่แชร์ต่อกันอย่างแพร่หลาย 'ลิซ่า' ถูกยกย่องในฐานะดาวเด่นที่ส่องประกายในงานแฟชั่นระดับโลก พร้อมคำพูดที่สะท้อนถึงความมั่นใจในลุคนี้ว่า "สวยทุกมุมมอง เท่ทุกแอคชั่น" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังของแฟชั่นที่เธอนำเสนอ

บรรยากาศงาน Paris Fashion Week ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของ 'ลิซ่า' ในวงการแฟชั่นโลก ด้วยการเป็นตัวแทน Global Ambassador ที่ไม่ใช่แค่เพียงหน้าตาแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจในแฟชั่นยุคใหม่

ที่มา : https://women.kapook.com/view299373.html
https://extratv.com/photos/image_jpg_20260310_b6a203fc38ce4cd48c3d2513efd78b3d/

เรือสินค้า 'มยุรีนารี' ถูกโจมตี!! PSL ธุรกิจไทยที่ปักหลักบนเศรษฐกิจจริงของโลก บริษัทไทยที่โตมากับวัฏจักรการค้าโลก ยังล่องต่อในเกมเศรษฐกิจ เป็นชื่อสำคัญของไทยบนเส้นทางการค้าโลก

รู้จัก “พรีเชียส ชิปปิ้ง” เรือธงเดินเรือไทยที่ยังล่องอยู่ในเศรษฐกิจโลก  จากบริษัทที่ก่อตั้งปลายปี 1989 สู่ผู้เล่นสำคัญในตลาดเรือเทกองแห้งของโลก ภายใต้ชื่อย่อ PSL ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคย

เวลาพูดถึงระบบขนส่งของเศรษฐกิจโลก หลายคนมักนึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ ท่าเรือ หรือสายการบิน แต่ในความเป็นจริง สินค้าโภคภัณฑ์จำนวนมหาศาลของโลก ตั้งแต่สินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไปจนถึงไม้ซุง ยังต้องอาศัยเรือเทกองแห้งเป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้าย และในสมรภูมินั้น ประเทศไทยมีชื่อของ “พรีเชียส ชิปปิ้ง” หรือ PSL อยู่ในฐานะผู้เล่นรายสำคัญมานานหลายทศวรรษ

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1989 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1993 ขณะที่เอกสารของบริษัทระบุว่าเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ในเดือนมีนาคม 1991 หลังได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทยและ BOI จุดนี้สะท้อนว่า PSL ไม่ใช่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเติบโตตามกระแสโลจิสติกส์ แต่เป็นบริษัทไทยที่เติบโตมากับวัฏจักรการค้าโลกมาอย่างยาวนาน

แกนหลักของธุรกิจ PSL คือการเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าเทกองแห้ง โดยบริษัทถูกอธิบายบน factsheet ของ SET ว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มเรือ dry cargo ขนาด small handy size และมีการดำเนินงานครอบคลุม 5 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ/แคนาดา ยุโรป ละตินอเมริกา-แอฟริกา อนุทวีปอินเดีย-ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันออกไกล สินค้าหลักที่ขนส่งคือสินค้าเกษตร เหล็ก ปุ๋ย แร่ ไม้ซุง โค้ก และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ

จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ตรงการเลือกยืนในเซกเมนต์เรือที่คล่องตัวกว่าเรือขนาดใหญ่มาก ทำให้เข้าถึงท่าเรือได้หลากหลายและรองรับสินค้าที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง นี่คือเหตุผลที่ PSL ถูกมองว่าไม่ได้แข่งด้วยความใหญ่ที่สุด แต่แข่งด้วยความเหมาะสมของขนาดเรือและความสามารถในการกระจายงานในหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทพยายามปรับตัวตามแรงกดดันของอุตสาหกรรมเดินเรือยุคใหม่ โดยเอกสารนำเสนอของบริษัทระบุว่า PSL ได้ทยอยแทนที่เรือเก่าที่กินพลังงานมากในช่วงปี 2013-2017 ด้วย “eco-vessels” ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่อการขนส่ง และเอกสารปี 2025-2026 ของบริษัทก็ยังสะท้อนภาพการปรับกองเรืออย่างต่อเนื่อง ภาพนี้ทำให้เห็นว่า แม้ธุรกิจเดินเรือจะเป็นธุรกิจดั้งเดิม แต่ผู้เล่นที่อยู่รอดต้องคิดเรื่องประสิทธิภาพพลังงาน ต้นทุน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความต่อเนื่องของทีมบริหาร โดยชื่อของ Khalid Moinuddin Hashim ปรากฏอยู่ในเอกสารบริษัทในฐานะ Managing Director มาอย่างยาวนาน ซึ่งในธุรกิจที่ผันผวนตามค่าระวางเรือ เศรษฐกิจโลก และอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ความต่อเนื่องของผู้นำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางบริษัท
สำหรับภาพล่าสุดของบริษัท ข้อมูลจาก SET factsheet ณ 11 มีนาคม 2026 ระบุว่า PSL มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 10,837 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดล่าสุดก่อนเปิดตลาดวันที่ 12 มีนาคมอยู่ที่ 6.95 บาท ส่วนเอกสาร Opportunity Day สำหรับผลประกอบการปี 2025 ระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 345.01 ล้านบาท และเอกสารเชิญประชุมผู้ถือหุ้นปี 2026 เสนอจ่ายเงินปันผลรวม 0.40 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกันเอกสารเปิดเผยข้อมูลของบริษัทในปี 2025 ระบุว่ากองเรือของ PSL อยู่ที่ 40 ลำ

ในเชิงภาพใหญ่ พรีเชียส ชิปปิ้ง คือภาพแทนของบริษัทไทยที่ปักหลักอยู่บน “เศรษฐกิจจริง” ของโลก ไม่ว่าจะเกิดความผันผวนทางการเมือง ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ สินค้าเทกองแห้งจำนวนมหาศาลยังคงต้องถูกลำเลียงข้ามทวีปอยู่เสมอ และตราบใดที่การค้าโลกยังขยับ ธุรกิจแบบ PSL ก็ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะฟันเฟืองของระบบนั้น

ดังนั้น หากจะมองพรีเชียส ชิปปิ้งในฐานะ “หุ้นเดินเรือ” อย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะในอีกมุมหนึ่ง PSL คือกรณีศึกษาของธุรกิจไทยที่อยู่รอดในสนามโลกด้วยการวางตัวในจุดที่ชัด เลือกเซกเมนต์ที่ตนเองแข็งแรง และค่อย ๆ ปรับกองเรือให้รับกับโลกยุคใหม่ นี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่หวือหวาที่สุดในหน้าข่าว แต่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้เราเห็นว่า บริษัทไทยยังสามารถยืนอยู่ในห่วงโซ่การค้าโลกได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2106546573222537&set=pcb.2106547559889105

เดือดไม่เลิก!! สงครามไม่จบ บอลโลกก็สะเทือน อิหร่านส่งสัญญาณถอนตัวฟุตบอลโลก 2026 เหตุสงคราม สหรัฐ-อิสราเอล ทำพิษหนัก หลังผู้นำเสียชีวิต ตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

(11 มี.ค. 69) อาหมัด ดอนยามาลี รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาของอิหร่าน ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ทีมฟุตบอลชาติอิหร่านจะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ดอนยามาลีระบุว่าหลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านภายหลังความล้มเหลวของการเจรจาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ และการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก โดยเขากล่าวในสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับสำนักข่าวดีพีเอว่า "นับตั้งแต่รัฐบาลที่ทุจริตนี้สังหารผู้นำของเรา เราก็ไม่มีเงื่อนไขที่จะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ เนื่องจากมาตรการอันประสงค์ร้ายที่กระทำต่ออิหร่าน ทำให้เราถูกบังคับให้ต้องสู้ศึกสงครามถึงสองครั้งในรอบ 8 หรือ 9 เดือน และเพื่อนร่วมชาติของเราต้องเสียชีวิตไปนับพันคน ดังนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เราจึงไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน"

ก่อนหน้านี้ เมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน เคยแสดงท่าทีในทำนองเดียวกันว่า "คนที่มีสติสัมปชัญญะที่ไหนจะส่งทีมชาติของตนไปยังสหรัฐฯ หากฟุตบอลโลกจะเต็มไปด้วยเรื่องการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย?"

การแข่งขันรอบแรกของกลุ่มจีจะจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา โดยทีมอิหร่านอยู่ร่วมกับนิวซีแลนด์ เบลเยี่ยม และอียิปต์ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้อิหร่านอาจถอนตัวจากการแข่งขันครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐฯ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10167833


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top