Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

5 วันสุดท้ายของการเปิดรับสมัคร

#DAD11 – Development Administrator in Digital รุ่นที่ 11
หลักสูตรผู้บริหารที่ตอบโจทย์อนาคต โดย NIDA

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนา ผู้นำยุคใหม่จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคความมั่นคง ภาคการเมือง และสื่อมวลชน
เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ด้านการบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายผู้นำระดับประเทศ

ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำที่ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย

📚 เรียนทุกวันเสาร์ เวลา 13.30 – 17.30 น.

📍 สถานที่จัดอบรม
โรงแรม Grande Centre Point Lumpini

🗓 เปิดรับสมัครถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569

✅ สมัครได้ที่ https://forms.gle/ahnUTzgFw6r72dcx7

✨ โอกาสสุดท้ายของการเข้าร่วม DAD11
✨ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำ DAD NIDA
และขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยในยุคดิจิทัลไปด้วยกัน

16 มีนาคม 1926 ‘โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด’ ทดสอบจรวดลำแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก บินสั้นแต่เปลี่ยนยุคอวกาศ จากทุ่งโล่งสู่ดาวเทียมและยานสำรวจ

วันประวัติศาสตร์ “จรวดเชื้อเพลิงเหลว” ลำแรกของโลกพุ่งขึ้นฟ้า — จุดเริ่มยุคอวกาศสมัยใหม่
วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ว่าเป็นวันที่มนุษยชาติ “ก้าวข้ามข้อจำกัดของจรวดแบบเดิม” เมื่อ โรเบิร์ต เอช. ก็อดดาร์ด (Robert H. Goddard) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ยิงทดสอบ จรวดเชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แม้การบินจะกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและสูงแค่ระดับ “บ้านสองชั้น” แต่ความหมายของมันใหญ่กว่านั้นมาก—เพราะมันคือประตูบานแรกของเทคโนโลยีจรวดสมัยใหม่ที่พาโลกไปสู่ยุคดาวเทียม ยานอวกาศ และการสำรวจจักรวาล


ทำไม “เชื้อเพลิงเหลว” ถึงเปลี่ยนเกม
ก่อนหน้าก็อดดาร์ด จรวดที่คนรู้จักส่วนใหญ่ใช้ เชื้อเพลิงแข็ง (เช่น ดินปืน) ซึ่งให้แรงขับได้ก็จริง แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ควบคุมได้ยาก และ ประสิทธิภาพไปได้ไม่ไกล พูดง่าย ๆ คือ “จุดแล้ววิ่ง” เปลี่ยนไม่ได้มากนักระหว่างทาง
แต่แนวคิดของก็อดดาร์ดต่างออกไป เขาเชื่อว่า ถ้าจะสร้างจรวดที่ไปได้ไกลพอสำหรับชั้นบรรยากาศสูง ๆ หรือแม้แต่อวกาศ จำเป็นต้องใช้ระบบที่ ปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้ และ ควบคุมแรงขับได้ ซึ่งเชื้อเพลิงเหลวตอบโจทย์นั้น เพราะสามารถ “ไหลเข้าเครื่องยนต์” ได้ตามอัตราที่กำหนด ทำให้ควบคุมพลังและการเผาไหม้ได้ละเอียดกว่า


จรวดลำแรกหน้าตาไม่เหมือนในหนัง
การยิงทดสอบในวันนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งชนบทของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ จรวดของก็อดดาร์ดไม่ใหญ่โต ไม่สง่างามแบบจรวดยุคใหม่ และยังมีการจัดวางที่คนปัจจุบันเห็นแล้วอาจงง—เพราะเขาออกแบบให้ เครื่องยนต์อยู่ด้านบน ขณะที่ถังเชื้อเพลิงและออกซิไดเซอร์อยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพตามความเข้าใจในเวลานั้น


เชื้อเพลิงที่ใช้เป็น น้ำมันเบนซิน และตัวช่วยเผาไหม้สำคัญคือ ออกซิเจนเหลว (LOX) ซึ่งเป็นหัวใจของจรวดเชื้อเพลิงเหลว เพราะทำให้จรวด “พกอากาศ” ไปเผาไหม้เองได้ ไม่ต้องพึ่งออกซิเจนจากภายนอกเหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป
บินแค่ “สั้น ๆ” แต่พิสูจน์ว่าไปต่อได้


ผลการทดสอบครั้งแรกนั้นสั้นมาก—ใช้เวลาประมาณ 2–3 วินาที สูงราว ไม่กี่สิบฟุต และตกลงไม่ไกลจากจุดยิง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ “มันบินได้จริง” และที่สำคัญคือบินด้วย ระบบเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยทำได้มาก่อน
ในแง่วิศวกรรม นี่คือการพิสูจน์พร้อมกันหลายเรื่อง:
การจ่ายเชื้อเพลิงเหลวเข้า “ห้องเผาไหม้” ทำงานได้
การจุดระเบิดและการเผาไหม้คุมได้พอให้เกิดแรงขับต่อเนื่อง
โครงสร้าง ระบบท่อ วาล์ว และการจัดการของเหลวที่อันตรายอย่างออกซิเจนเหลว “พอใช้งานจริง”
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “หลักการถูกต้อง” ขั้นต่อไปก็ไม่ใช่คำถามว่า “ทำได้ไหม” แต่กลายเป็น “ทำให้ใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น ไปได้ไกลขึ้นอย่างไร”
จากทุ่งโล่งสู่ยุคดาวเทียม: ผลสะเทือนที่ยาวนาน


เหตุผลที่ 16 มีนาคม 1926 สำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีจรวดเชื้อเพลิงเหลวคือรากฐานของแทบทุกอย่างที่ตามมา:
จรวดส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร
ยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์และดาวเคราะห์
เทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน
หากไม่มี “ก้าวเล็ก ๆ” วันนั้น โลกอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีหลักฐานชัดว่าเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวใช้งานได้จริง และเส้นทางสู่ยุคอวกาศอาจช้าลงไปอีกหลายสิบปี


บทสรุป: 2.5 วินาทีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
16 มีนาคม 1926 คือวันแห่ง “การเริ่มต้น” อย่างแท้จริง—ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่แบบภาพจรวดทะยานขึ้นฟ้าพร้อมเสียงกึกก้อง แต่เป็นชัยชนะของความคิด วิศวกรรม และความกล้าลองของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า “เราสร้างเครื่องมือพาออกจากโลกได้จริง”
.
ที่มา : https://www.nextwider.com/robert-goddard-first-liquid-fueled-rocket/

อลังการวันช้างไทย!! สวนนงนุชพัทยาสืบสานวันช้างไทย จัดขบวนช้างสุดยิ่งใหญ่กว่า 60 เชือก เปิดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ยักษ์ให้ช้างสัมผัส ตอกย้ำเอกลักษณ์ไทยสู่สายตาโลก

วันนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 07.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป โดยมีช้างเข้าร่วมพิธีจำนวน 19 เชือก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงานและโขลงช้าง พร้อมพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับผู้เข้าร่วมพิธีและช้าง

ต่อมาเวลา 09.00 น. ได้มีพิธี “ฮ้องขวัญช้าง” หรือพิธีทำขวัญช้างตามประเพณีโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่โขลงช้าง โดยได้รับเกียรติจาก นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานภายในงานมีการจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยนักแสดงและช้างแสนรู้จำนวนกว่า 60 เชือก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้าร่วมงาน

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การตัดริบบิ้นเปิดงานให้น้องช้างทานบุฟเฟ่ต์ “หมาล่าหม้อไฟผลไม้ยักษ์” ขนาดกว้าง 4 เมตร สูง3.5เมตร ซึ่งอัดแน่นด้วยผลไม้นานาชนิดสำหรับเลี้ยงช้าง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และการดูแลเอาใจใส่ช้างอย่างดีของสวนนงนุชพัทยา

สำหรับวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี ได้รับการกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย” เพื่อยกย่องช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย และในอดีตยังเคยเป็นสัญลักษณ์สำคัญบนผืนธงชาติไทย ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ,นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา,นายชวนะ ทองเย็น ปศุสัตว์จังหวัดชลบุรี ,นายไพโรจน์ มาแสง ปศุสัตว์อำเภอบางละมุง ,นายอริญชย์พนธ์ ไชยพิเดช ปศุสัตว์อำเภอสัตหีบรักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสาระสนเทศการปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธี

สวนนงนุชพัทยาได้ดำเนินกิจกรรมวันช้างไทยมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพช้าง การอนุรักษ์ และการสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของช้างในสังคมไทย ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัสเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

15 มีนาคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้เลิกเล่นการพนัน ประกาศแก้กฎหมายอากรหวยในกรุงเทพฯ เลิกอากรหวยจีน ก–ข ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2459

รัชกาลที่ 6 ประกาศแก้กฎหมายอากรการพนัน โดยสั่งเลิกเก็บอากรหวยจีน ก–ข ในมณฑลกรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 เพื่อกำจัดการพนันที่รัฐเคยจัดเก็บรายได้ในรูปแบบอากรมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง

ในประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2458 ระบุว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ดำเนินการผ่อนคลายการเลิกการพนัน เช่น ลดจำนวนโรงบ่อนเบี้ยลงเป็นลำดับ แต่รัชกาลที่ 6 เห็นว่าเวลานี้เหมาะสมที่จะปิดบัญชีการพนันบางประเภทให้สิ้นเชิง

ความสำคัญของนโยบายนี้คือการยอมสละรายได้จากการพนัน โดยใช้พระราชทรัพย์และพระคลังพระราชทานเป็นทุนทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อรัฐ เนื่องจากการเลิกเล่นการพนันย่อมส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่ง

พระราชบัญญัติอากรการพนันแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2458 ได้กำหนดให้เลิกอากรหวยจีน ก, ข ในพื้นที่กรุงเทพฯอย่างเป็นทางการ และให้มีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องเพื่อให้การเลิกนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์

นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจของรัฐในยุคนั้นที่มุ่งปราบปรามการพนันและสร้างความเข้มงวดทางกฎหมาย แม้จะแลกด้วยรายได้ในระยะสั้นก็ตาม

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2458/A/499.PDF?utm_source

14 มีนาคม 2422 วันเกิด “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ผู้เปลี่ยนโลกด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพ และสมการ E=mc² นักฟิสิกส์ผู้ท้าทายความเชื่อเดิม จุดดประกายฟิสิกส์สมัยใหม่เขย่าโลกทั้งศตวรรษ

วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2422 เป็นวันเกิดของ 'อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์' นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมันที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่มนุษย์เข้าใจเวลา อวกาศ และจักรวาล ผลงานของเขาไม่เพียงเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเขย่ารากฐานความเข้าใจวิทยาศาสตร์ใหม่ทั้งหมด

เด็กชายจากเมืองอุล์มที่ไม่ใช่เด็กอัจฉริยะแบบในหนังแต่มีความสงสัยสูงและไม่ยอมรับคำตอบสำเร็จรูป ความคิดท้าทายสามัญสำนึกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่พาเขาไปไกลกว่ากรอบฟิสิกส์เดิม

ปี 1905 หรือที่เรียกว่า "ปีมหัศจรรย์" ไอน์สไตน์ตีพิมพ์ผลงานสำคัญหลายชิ้นรวมถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและสมการ E = mc² ซึ่งเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องเวลาและพลังงานในฟิสิกส์ยุคใหม่

ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลปี 1921 ไม่ใช่จากสัมพัทธภาพแต่จากคำอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งเป็นกุญแจฟิสิกส์ควอนตัมและมีผลต่อเทคโนโลยีในยุคหลัง สัมพัทธภาพทั่วไปของเขาชี้ให้เห็นว่าแรงโน้มถ่วงคือความโค้งของกาลอวกาศ ไม่ใช่แรงธรรมดา

ความสำคัญของวันเกิดเขายังถูกพูดถึงเพราะผลงานยังคงมีชีวิตในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมกับวิธีคิดที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนแน่นอนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนศึกษาวิทยาศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.britannica.com/biography/Albert-Einstein?utm

เกาหลีเหนือซัดญี่ปุ่น!! ประณามแผนติดตั้งขีปนาวุธ ยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค เตือนญี่ปุ่นเสี่ยงข้ามเส้นแดง เสริมแกร่งคลังอาวุธเร็วขึ้น

(13 มี.ค. 69) เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ประณามแผนการของญี่ปุ่นในการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกล โดยเตือนว่าสิ่งนี้จะเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคและคุกคามความมั่นคงโดยรวม รายงานจากสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) เมื่อวันศุกร์ระบุว่า กรุงโตเกียวได้ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือ Type-12 รุ่นปรับปรุงที่มีพิสัยยิงไกลขึ้นในจังหวัดคุมาโมโตะ

และมีแผนติดตั้งเพิ่มเติมในจังหวัดชิซูโอกะ ฮอกไกโด และมิยาซากิ เริ่มตั้งแต่ปีหน้า เปียงยางเตือนว่าการติดตั้งขีปนาวุธแบบเต็มรูปแบบจะทำให้ญี่ปุ่นมีความสามารถโจมตีประเทศเพื่อนบ้านทั่วหมู่เกาะญี่ปุ่น

KCNA ย้ำว่าความมั่นคงในภูมิภาคทรุดหนักจากการฟื้นคืนของลัทธิทหารนิยมญี่ปุ่นที่ "ไม่สำนึกผิดต่อความโหดร้ายในอดีต และหมกมุ่นอยู่กับความต้องการรุกรานใหม่" ขีปนาวุธ Type-12 ที่ซึ่งสามารถยิงจากภาคพื้นดิน ทะเล หรืออากาศ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของญี่ปุ่นสำหรับโจมตี "ฐานที่มั่นของศัตรู"

เปียงยางระบุว่าเป้าหมายของขีปนาวุธเหล่านี้อาจเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ญี่ปุ่นมองว่าเป็น "ภัยคุกคาม" และ "ความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด" พร้อมเตือนว่าหากญี่ปุ่นยังเดินหน้าแผนนี้ต่อไปมีความเสี่ยงที่จะข้าม "เส้นแดง" และนำไปสู่ผลร้ายต่อหมู่เกาะญี่ปุ่นเอง

ที่มา : Sputnik

เคมีลงตัว!! “ณเดชน์” จับมือ “แบมแบม” เสิร์ฟเคมีใหม่ เปิดตัวเพลงพิเศษพร้อมโชว์ครั้งแรก จัดเต็มทั้งเพลงและโชว์ ปิดประสบการณ์ใหม่ให้คอกาแฟ

(13 มี.ค. 69) ณเดชน์ และ แบมแบม รวมพลังครั้งแรกในฐานะดูโอแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ "เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ริชอโรมา สูตรใหม่" พร้อมปล่อยซิงเกิลพิเศษ "ไปอีก (Ready for MORE)" ที่จะเปิดให้ฟังอย่างเป็นทางการ

ณเดชน์ กล่าวถึงการทำงานร่วมกับ แบมแบม ว่า "วันนี้ตื่นเต้นมากครับ ที่มีโอกาสได้มาอัดเพลงกับแบมแบม และได้ทำงานแบบใกล้ชิดกัน ต้องบอกเลยว่าน้องเก่งมากและมีเอเนอร์จี้ตลอด ระหว่างทำงานก็สนุกและเป็นมืออาชีพมากครับ"

ขณะที่ แบมแบม เผยความรู้สึกว่า "ผมดีใจมากครับที่ได้ร่วมงานกับพี่ณเดชน์ ตอนเข้าห้องอัดจริง ๆ ก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะพี่ณเดชน์อาจจะไม่ได้ร้องสไตล์นี้ แต่พี่ณเดชน์ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยอยากให้ทุกคนรอฟังเพลง 'ไปอีก (Ready for MORE)' กันนะครับ" โดยทั้งคู่จะจัดโชว์ Live Performance ครั้งแรกในงานที่เวทีมวยราชดำเนินวันที่ 15 มีนาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “เพิ่มกาแฟ เติมนม อร่อยไปอีก” ที่มาพร้อมกับแสงสีเสียงสุดอลังการ

ความร่วมมือของสองซูเปอร์สตาร์ชาวไทยในงานนี้สร้างสรรค์ประสบการณ์ดื่มกาแฟรูปแบบใหม่ผ่านเพลงและการแสดงที่ลงตัว นับเป็นการผนึกกำลังที่น่าจับตามองในวงการบันเทิงและการตลาดแบรนด์กาแฟไทยในปีนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10169703

ลูกขนไก่ไทยต้องจารึก!! จากแชมป์โลกสู่ตำนานมีชีวิต “เมย์ รัชนก” เขียนตำนานบทใหม่ ทำลายสถิติยืนท็อป 10 โลกยาวนานสุด สุดยอดนักแบดมินตันไทยในยุคนี้

(12 มี.ค. 69) 'เมย์' รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวไทย วัย 31 ปี ยังคงโลดแล่นในวงการลูกขนไก่มาอย่างต่อเนื่องและยืนอันดับ 7 โลกในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการและผลงานโดดเด่นในปีที่ผ่านมา ด้วยการคว้าแชมป์อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2025 และแชมป์คุมาโมโตะ มาสเตอร์ส เจแปน 2025

ผลงานที่ประทับใจนี้ทำให้ 'เมย์ รัชนก' เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงคนเดียวที่ยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรกของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) มานานที่สุดถึง 614 สัปดาห์ และยังไม่หยุดนิ่งในการทำสถิติใหม่

ขณะนี้ 'เมย์' กำลังลุ้นทำลายสถิติของ 'หวัง เฉิน' อดีตนักตบหญิงชาวฮ่องกง ซึ่งเคยอยู่ใน 10 อันดับโลกนาน 14 ปี 154 วัน โดยปัจจุบันรัชนกครองตำแหน่งนี้ที่ 14 ปี 18 วัน "ความมุ่งมั่นและความต่อเนื่องคือตัวชี้วัดความสำเร็จของฉัน" กล่าวโดย 'เมย์'

รัชนก อินทนนท์ ถือเป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทย เคยคว้าแชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยติดต่อกันในปี 2009-2011 ครองแชมป์โลกประเภทหญิงเดี่ยวปี 2013 รวมถึงเคยเป็นมือ 1 ของโลกในปี 2016 รวมชัยชนะรายการต่างๆ ถึง 30 รายการ สร้างตำนานวงการแบดมินตันไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1633779/

'ดร.เจษฎ์' เตือนรัฐบาล!! ห้ามปล่อยให้ใครสวมรอยเรือไทย ตรวจสอบสถิติเรือจดทะเบียน ระวังปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำวางตัวกลางการเมืองสงคราม

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ รัฐบาล อย่าปล่อยให้ใคร "สวมรอย" เรือติดธงไทย รีบตรวจสอบ สถิติจดทะเบียนเรือ

13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเรือติดธงไทยถูกโจมตี บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่าง "สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล" และ "อิหร่าน"

โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า คำถามที่สังคมสงสัย คือทั้งที่ไทยและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีมานับ 400-500 ปี เหตุใดจึงตกเป็นเป้า? ซึ่งรัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ "สถิติการจดทะเบียนเรือ" โดยด่วน! เพราะเรือที่ชักธงไทยอาจไม่ใช่ของคนไทยเสมอไป รัฐบาลต้องกล้าที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจน คุ้มครองคนไทยแท้ และประกาศตัดหางปล่อยวัดเรือสัญชาติอื่นที่มาแอบอ้างสวมรอยธงไทย เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องไปรับเคราะห์จากข้อพิพาทของชาติอื่น

"ต้องทำความเข้าใจแบบนี้ครับว่า การจดทะเบียนเรือ อาจจะไม่ได้จดทะเบียนโดยคนไทย อาจจะมีคนสัญชาติอื่นหรือคนประเทศอื่นมา เราไม่รู้ครับว่าในภาวะของสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีใครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง มีคนที่เป็นอริกันมาก่อนแบบไหนบ้าง มีข้อพิพาทบาดหมางระหว่างสองประเทศนี้กับประเทศอื่น ๆ แบบไหน ใครเป็นพันธมิตรใคร

​ดังนั้นอันนี้ต้องฝากทางรัฐบาลครับ ในเรื่องของการสัญจรไปมาที่จะต้องข้ามช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นประเด็นอยู่เนี่ยนะครับ อาจจะต้องไปหาข้อมูลเชิงสถิติ แล้วก็เอามาบอกว่าเรือที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่จะมีธงไทย มีเรือในลักษณะไหน กี่แบบ แล้วก็ต้องบอกกับบรรดาคนที่จดทะเบียนทั้งหลายครับว่า ถ้าเป็นคนไทยเราดูแลเขาได้ยังไง ถ้าไม่ใช่คนไทยเราสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และถ้าหากว่ามีการขึ้นธงที่ไม่ได้อยู่ในสถิติที่ว่าจดทะเบียนในประเทศไทย เราก็ต้องบอกครับว่าเรือเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวด้วยว่า ภาครัฐต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แม้การอพยพแรงงานจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในแง่ของการทูต รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลางอย่างที่สุด ไม่เทน้ำหนักหรือเผลอไปแสดงจุดยืนเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกลายเป็นการดึงไฟสงครามมาเผาบ้านตัวเอง

"ต้องคอยระมัดระวัง เพราะถ้าหากว่าเราเข้าข้างใครมากเกินไป เราเทน้ำหนักไปทางไหนมากเกินควร จะไปบอกว่า 'เฮ้ย สหรัฐอเมริกาคุณทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ดี' 'อิหร่านคุณต้องได้รับการดูแล คุณจะถูกทำแบบนี้ไม่ได้' บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์สู้รบมันจะลุกลามไปถึงไหน การวางตัวให้ถูกต้องในแนวของสันติภาพ ไม่ส่งเสริมความรุนแรงเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ว่ารัฐบาลจะต้องคอยอธิบายสถานการณ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ด้วย ว่าสิ่งที่ประชาชนอาจจะพูดมากไป อาจจะตระหนักน้อยไป มันควรที่จะใช้ข้อมูลอะไรที่เป็นตัวอธิบาย ทั้งหมดเหล่านี้นะครับ จะทำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างสงบสุข และสามารถจัดวางตัวเราได้เป็นอย่างดี" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

รศ.ดร.กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในขณะที่สงครามทำท่าจะบานปลาย วิกฤตพลังงานกำลังจ่อคอหอย แต่ภาพที่เห็นคือบรรดานักการเมืองยังคง "แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี" 

"สถานการณ์การสู้รบนี้เราไม่รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน และอีกนานอย่างไร รัฐบาลก็อย่ามัวแต่แค่จัดตั้งว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีให้ได้ หาจุดลงตัวระหว่างพวกท่าน แล้วก็รีบบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงครามแบบนี้ รวมไปถึงเรื่องของพลังงานครับ ต้องบอกกันให้ชัดเจน ว่าพลังงานอะไรที่ยังพอมีอยู่ ถ้าน้ำมันจะร่อยหรอลงจะไม่สามารถมีใช้ การทำงานอยู่ที่บ้านจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร การไปทำงานที่ทำงานจะต้องแบกรับแบบไหน ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้มันเกี่ยวพันกันหมด แต่มันอยู่ที่รัฐบาลครับ ต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน แล้วก็ต้องช่วยประชาชนคลายใจ และสามารถอยู่ได้โดยไม่หวาดระแวงครับ" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

"ตกลงแล้วเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ มีเรือใครบ้าง เรือไทยผ่านได้ไหม เพราะว่าคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เนี่ย เขาบอกว่าทุกคนผ่านไปเลย ตามสบาย แต่เราต้องบอกคนของเรา เอาข้อมูลจริง ๆ จะไปฟังจากคนที่เขาเป็นคู่ขัดแย้งกันไม่ได้ ตกลงเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ไหม หรือเรือใครผ่านได้บ้าง เรือใครผ่านไม่ได้ และมีการประสานกับทางการอิหร่านแบบไหนบ้าง คนของเราจะได้ปลอดภัยครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตอบคำถามนะครับ ขอความชัดเจนให้ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ รวมไปถึงบรรดาเรือลักษณะอื่นที่จะมีโอกาสในการสัญจรไปมาครับ"  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก กล่าวทิ้งท้าย

ญี่ปุ่นเจอหนัก!! คดีหลอกโอนเงินออนไลน์พุ่งไม่หยุด ความเสียหายจากมิจฉาชีพสูงสุดในประวัติการณ์ ปี 2025 เสียหายพุ่งทะลุ 1.04 หมื่นล้านเยน บริษัทเสียหายพุ่งกว่า 4 เท่า

(12 มี.ค. 69) สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นเผยว่าในปี 2025 การโอนเงินผ่านระบบธนาคารออนไลน์ที่เกิดจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.04 หมื่นล้านเยน หรือราว 2.08 พันล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นราว 1.7 พันล้านเยนจากปีที่ผ่านมา

ในรายงานระบุว่า บุคคลทั่วไปเป็นผู้เสียหายราว 55% ของยอดความเสียหายทั้งหมด ขณะที่บริษัทต่าง ๆ มีความเสียหายราว 45% มูลค่าความเสียหายของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 4.7 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อน

การฉ้อโกงแบบฟิชชิง ครองสัดส่วนสูงสุดถึง 90% ของความเสียหายทั้งหมด โดยมีจำนวนกรณีโอนเงินผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นสูงสุดมากกว่า 2.45 ล้านกรณี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 7.3 แสนกรณีเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ จำนวนรายงานเว็บไซต์ปลอมก็เพิ่มขึ้นเกิน 1 ล้านกรณี และการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ มีจำนวน 226 กรณี เพิ่มขึ้น 4 กรณี สัดส่วนผู้เสียหายถึงราว 60% เป็นบริษัทขนาดเล็กถึงกลาง

ผลสำรวจพบว่าเกือบร้อยละ 50 ของบริษัทที่ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ต้องเสียค่าใช้จ่ายฟื้นฟูข้อมูลมากกว่า 10 ล้านเยน โดยมี 5 กรณีที่เสียหายมากเกิน 100 ล้านเยน สะท้อนว่าการโจมตีไซเบอร์ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top