Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยเศรษฐกิจชุมชน!! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าออนไลน์ ดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ มอบรางวัลองค์กรชุมชนเด่นประจำปี เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่ตลาดไร้พรมแดน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบ สู่การค้าไร้พรมแดน
ดันยอดขายออนไลน์เติบโต พร้อมมอบรางวัล “Best of Digital Village 2026”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2569 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม

e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

วานนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าว

สู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย

24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแผ่นดินสยาม คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร รวมถึงสถานที่ราชการ เส้นทางคมนาคม และระบบการสื่อสาร เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลเดิม

หนึ่งในภาพจำสำคัญของเช้าวันนั้น คือการรวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ประกาศเจตนารมณ์ของคณะราษฎรต่อสาธารณะ การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด และให้ประชาชนมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ก่อนปี พ.ศ. 2475 สยามปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จะมีการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น แต่การเมืองการปกครองยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลจากทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งแพร่หลายในโลกสมัยใหม่ พวกเขาเห็นว่าสยามควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับกระแสโลก และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการยึดอำนาจ คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การรักษาเอกราช ความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของคณะราษฎรที่จะวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ โดยให้รัฐมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักคิดทางการเมืองของประเทศ จากระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นระบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่าง ๆ

หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองสมัยใหม่ของไทย แม้เส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง

เหตุการณ์ 2475 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็น “อภิวัฒน์สยาม” ที่เปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้

ความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ที่การทำให้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองไทย และทำให้แนวคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเริ่มมีที่ทางในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ แม้การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่จุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ก็เกิดขึ้นในวันนั้น

ในเชิงประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง สยามเองก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระแสโลกได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสะท้อนทั้งแรงกดดันภายในประเทศและอิทธิพลของโลกภายนอก

สำหรับประเทศไทย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่ควรศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีทั้งความหวัง ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนทางการเมือง การเข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการยกย่องหรือปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมองให้เห็นบริบทของยุคสมัย เหตุผลของผู้ก่อการ ผลกระทบต่อสถาบันทางการเมือง และเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ตามมา
วันนี้จึงเป็นโอกาสให้สังคมไทยทบทวนความหมายของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของพลเมือง เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในเช้าวันเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า ประเทศควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรต่ออนาคตของบ้านเมือง

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่คณะราษฎรยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่การเมืองยุคใหม่ และเป็นวันที่ยังคงส่งผลต่อการถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และอนาคตของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

นอร์เวย์จ่อห้ามเด็กประถมใช้ AI ในห้องเรียน!! หวั่นข้ามพื้นฐาน อ่าน–เขียน–คณิตศาสตร์ เตรียมเพิ่มหนังสือในห้องเรียน ลดพึ่งแท็บเล็ต AI จำกัดการใช้เด็กโตอย่างเข้มงวด ดึงเด็กกลับสู่หนังสือและลายมือ

นอร์เวย์เกือบสั่งห้ามใช้ AI ในโรงเรียนประถม

ออสโล, 19 มิถุนายน (Reuters) — นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า นอร์เวย์จะใช้มาตรการ “เกือบห้าม” นักเรียนระดับประถมศึกษาใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ หรือ Generative AI พร้อมทั้งจำกัดการใช้ AI ในการศึกษาของเด็กโต เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้

ท่ามกลางผลคะแนนการศึกษาที่ลดลงในวงกว้าง รัฐบาลนอร์เวย์ได้สั่งห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียนเมื่อปี 2024 และให้อำนาจครูกลับมามากขึ้นในการควบคุมระเบียบวินัยในห้องเรียน

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้

“สิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือ เด็ก ๆ ของเราต้องเรียนรู้การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์” สเตอเรกล่าว พร้อมระบุว่ามาตรฐานใหม่นี้จะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

รัฐบาลระบุว่า นักเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 7 ซึ่งมีอายุ 6-13 ปี โดยหลักทั่วไปไม่ควรใช้ AI ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี สามารถเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างระมัดระวังภายใต้การกำกับดูแลของครู

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 17-19 ปี นักเรียนควรเรียนรู้การใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต

นอร์เวย์เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และเริ่มใช้แท็บเล็ตหลังจาก iPad เปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ส่งผลให้การพึ่งพาหนังสือและการเขียนด้วยลายมือลดลง

แต่ในแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันศุกร์ รัฐบาลนอร์เวย์ยังระบุด้วยว่า จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการใช้หนังสือในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับแนวโน้มการใช้แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลนอร์เวย์ยังประกาศแผนห้ามเด็กใช้สื่อสังคมออนไลน์จนกว่าจะมีอายุครบ 16 ปี ตามกระแสที่เริ่มต้นโดยออสเตรเลียและบางประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชน

ที่มา : https://www.reuters.com/technology/norway-imposes-near-ban-ai-elementary-school-2026-06-19/?fbclid=IwdGRjcASnHjBjbGNrBKceKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuHzuYuEhK86brxrpLBxp4LVAXwQhzYiMtP76yNpnBGAqikG5rl5rqpGqwZy_aem_LxgOA0lIo_jiTid8vsLhWg

'เฮมมาตี' ชี้ซื้อสินค้าตามราคาและคุณภาพ!! ดีลปลดล็อกเงินอิหร่านยังร้อน อิหร่าน ยืนยันเงินที่ปลดล็อคเป็นของตนเอง ไม่ผูกมัดต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะ 'ทรัมป์' กับ 'แวนซ์' ตั้งข้อกล่าวหา

อิหร่านยืนยัน เงินที่ถูกปลดล็อคเป็นทรัพย์สินของอิหร่าน และรัฐบาลเตหะรานจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะใช้จ่ายอย่างไร โดยพิจารณาจากราคา คุณภาพของสินค้า

อับดุลนาสเซอร์ เฮมมาตี (Abdolnasser Hemmati) ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน หนึ่งในคณะผู้แทนหลักในการเจรจาเชิงนโยบายเศรษฐกิจและการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรกับสหรัฐอเมริกา ตอบโต้คำกล่าวของ "ทรัมป์" และ "เจดี แวนซ์" เกี่ยวกับข้อตกลงปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด โดยยืนยันว่า เอกสารที่มีการลงนามไม่ได้กำหนดให้อิหร่านต้องนำเงินที่ได้รับคืนไปซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แต่อย่างใด

เฮมมาตีกล่าวว่า หากสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าและคุณภาพดีกว่า อิหร่านก็สามารถเลือกซื้อได้ แต่ไม่ได้มีข้อผูกมัดให้ต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น พร้อมระบุว่า เงินทุนส่วนที่สองที่ได้รับการปลดล็อกยังสามารถนำไปใช้จัดซื้อสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรได้เช่นกัน

คำชี้แจงดังกล่าวแตกต่างจากจุดยืนของทรัมป์และแวนซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้พยายามนำเสนอว่าการปลดล็อกเงินทุนอิหร่านจะส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลกลับเข้าสู่ภาคเกษตรของสหรัฐฯ ผ่านการสั่งซื้อข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลีจากเกษตรกรอเมริกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1329389866016037/?rdid=Qfc8YO60qaVTBzCd#

ครม.เคาะ SEA สงขลา–ปัตตานี!! เปิดทาง “จะนะ” เดินหน้าบนสมดุลพัฒนา วางกรอบพัฒนาเศรษฐกิจใต้ตอนล่าง ยกระดับคุณภาพชีวิต–เศรษฐกิจฐานราก–อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ดันเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

ครม.เห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาสงขลา-ปัตตานี

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 -   28 สิงหาคม 2568)  

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้ 

คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่

(1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร

(2) อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ

(3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม 

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก 

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ 

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ 

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน 

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน 

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้ 

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก 

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้ 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชน

อิหร่านขายน้ำมันได้ แต่ต้องเล่นตามกติกาทรัมป์!! ผ่อนคลายให้อิหร่านไม่ใช่เช็คเปล่า จ่ายดอลลาร์–ซื้อเกษตรสหรัฐฯ–ห้ามนิวเคลียร์ บีบอิหร่านใช้รายได้ซื้อสินค้าเกษตรอเมริกัน เตือนผิดข้อตกลงเมื่อไร สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ทันที

ทรัมป์ยืนยันอิหร่านขายน้ำมันได้ แต่ต้องชำระเป็นดอลลาร์ สำหรับเงินที่อายัดต้องซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ และเน้นย้ำอิหร่านห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์แม้ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง

ทรัมป์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางผ่อนคลายมาตรการต่ออิหร่าน โดยระบุว่า รายได้จากการส่งออกน้ำมันและเงินทุนที่ได้รับการปลดล็อกนั้น ควรถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวโพดและถั่วเหลือง เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารของประชาชนอิหร่านที่มีจำนวนกว่า 91 ล้านคน

เมื่อถูกถามว่าอิหร่านจะสามารถนำเงินที่ได้รับไปฟื้นฟูกองทัพหรือเสริมสร้างศักยภาพทางทหารได้หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “พวกเขาไม่ควรทำเช่นนั้น” พร้อมย้ำว่าเงินดังกล่าวควรนำไปใช้จัดหาอาหารให้ประชาชนเป็นอันดับแรกมากกว่าการลงทุนด้านการทหาร

ทรัมป์ยังอ้างว่า ความสามารถทางทหารของอิหร่านถูกทำลายลงอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือที่สูญเสียเรือรบ 159 ลำ กองทัพอากาศที่สูญเสียเครื่องบิน 250 ลำ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ ตลอดจนโรงงานผลิตโดรนและขีปนาวุธถึง 87% ขณะที่ผู้นำระดับสูงของประเทศหลายระดับก็ถูกกำจัดไปแล้ว

ในประเด็นข้อตกลงกับอิหร่าน ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังคงมีมาตรการตอบโต้หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยกล่าวว่า “หากพวกเขาไม่ทำตามข้อตกลง ผมก็จะทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ” พร้อมปฏิเสธแนวคิดที่ว่าอิหร่านจะมีอำนาจต่อรองเหนือสหรัฐฯ หลังจากได้รับการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิเคลียร์ ทรัมป์กล่าวว่า แม้ต้องแลกกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เขาก็จะไม่ยอมให้อิหร่านกลับมาอยู่ในจุดที่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ และยืนยันว่าหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ สหรัฐฯ ก็พร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่อไป

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงปฏิบัติการ “มิดไนต์ แฮมเมอร์” (Operation Midnight Hammer) ว่าเป็นแผนที่ใช้เวลาเตรียมการนานหนึ่งปี และอ้างว่าในเวลานั้นอิหร่านอยู่ห่างจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

ขณะที่ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีที่ดำเนินการรวม 377 ชั่วโมงนั้น สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำทุกจุด โดยอิหร่านไม่สามารถขัดขวางหรือป้องกันได้เลย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1329383309350026/?rdid=aR9sG2z5bsy5NA5Y#

สวนนงนุชพัทยาผ่ามะพร้าวทะเลหายาก 12 ลูก!! เปิดภาพเนื้อในผลสุดหายาก มูลค่ากว่า 1.2 ล้านปลอก 12 ลูก ต้นเดียวในไทยมีครบเพศผู้-เมีย เผยเวลาผลผลิตโดดเด่นเร็วกว่าเดิม

ตื่นตะลึงระดับโลก! สวนนงนุชพัทยาผ่า “มะพร้าวทะเล” พืชหายากเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก เผยภาพภายในผลที่แทบไม่มีใครเคยเห็น พร้อมตอกย้ำความสำเร็จการเป็น อาณาจักรแห่งแหล่งเรียนรู้ด้าพฤกษศาสตร์

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในการปลอกผลมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) จำนวน 12 ลูก พืชหายากระดับโลกที่มีมูลค่าประมาณลูกละ 100,000 บาท รวมมูลค่าที่ปลอกในวันนี้ 1.2ล้านบาทสะท้อนความสำเร็จด้านการอนุรักษ์และขยายพันธุ์พืชหายากของสวนนงนุชพัทยา

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการผ่าผลมะพร้าวทะเล เพื่อเปิดให้เห็นเนื้อภายในผล ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากมาก เนื่องจากมะพร้าวทะเลเป็นพืชหายากและมีมูลค่าสูง จึงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นโครงสร้างภายในผลอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์พันธุ์พืช

มะพร้าวทะเลเป็นพืชแยกเพศ ต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียจึงจะติดผลได้ โดยสวนนงนุชพัทยาอาจเป็นสถานที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีทั้งสองเพศอยู่ร่วมกันจนสามารถผสมเกสรและให้ผลผลิตได้อย่างสมบูรณ์

นายกัมพล กล่าวว่า ในธรรมชาติ มะพร้าวทะเลอาจใช้เวลานานถึง 60 ปีจึงจะให้ผลผลิต แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นที่ปลูกในสวนนงนุชพัทยาสามารถให้ผลได้ภายในระยะเวลาประมาณ 20 ปีเศษ

ส่วนผลมะพร้าวทะเลทั้ง 12 ลูกที่นำมาปลอกในครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาจนพร้อมงอกเป็นต้นกล้า โดยเมล็ดจะเริ่มสร้างรากก่อนเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนในลำดับต่อไป. สวนนงนุชพัทยามีแผนปลูกต้นกล้ามะพร้าวทะเลที่มีอยู่กว่า 50 ต้นเพิ่มเติมภายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งอนุรักษ์และขยายพันธุ์มะพร้าวทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต.

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวม 90ต้น (ต้นโต 35 ต้น และต้นกล้า 55ต้น) พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเซเชลส์ ได้รับการบันทึกว่าเป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เวลากว่า 30 ปีจึงออกผลครั้งแรก ผลสุกใช้เวลาราว 7 ปี และสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 400 ปี

ไออาร์พีซี และ ยูโอบี ผนึกกำลัง!! ยกระดับสินเชื่อเพื่อการค้า อ้างอิง S&P GLOBAL ESG SCORE ต่อยอด SUSTAINABLE FINANCE ในไทย

ไออาร์พีซี และ ยูโอบี ยกระดับสินเชื่อเพื่อการค้า อ้างอิง S&P Global ESG Score ต่อยอด Sustainable Finance ในไทย

23 มิถุนายน 2569 – บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย หรือ ยูโอบี ลงนามความร่วมมือด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยยูโอบีให้การสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อการค้า ที่อ้างอิงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Trade Facility) โดยนำ S&P Global ESG Score มาใช้เป็นตัวชี้วัดในการกำหนดเงื่อนไขทางการเงินของวงเงินสินเชื่อ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการเป้าหมาย ESG เข้ากับการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและธุรกรรมการค้าห่วงโซ่อุปทานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมไทย โดยวงเงินสินเชื่อดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มของภาคธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก ESG ไปสู่การเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับโครงสร้างของ Sustainability-Linked Trade Facility พัฒนาภายใต้กรอบ Sustainability-Linked Loan Principles ของธนาคารยูโอบี ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยกำหนดให้ผลการดำเนินงานด้าน ESG ของไออาร์พีซีเชื่อมโยงกับเงื่อนไขทางการเงินของวงเงินสินเชื่อ ผ่านตัวชี้วัดหลักคือ S&P Global ESG Score ซึ่งครอบคลุมการประเมินผลในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ความร่วมมือนี้นับเป็นครั้งแรกของไออาร์พีซี ในการเชื่อมโยงวงเงินสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์ ESG อย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ไออาร์พีซี) กล่าวว่า “ไออาร์พีซี มุ่งมั่นยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนขององค์กร แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการนำผลการดำเนินงานด้าน ESG มาเชื่อมโยงกับกลไกทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังเผชิญความคาดหวังที่สูงขึ้นจากนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้าทั่วโลก ให้ผนวกหลักความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมบทบาทของสถาบันการเงินในวันนี้จึงขยายจากการสนับสนุนเงินทุน สู่การออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเดินหน้าเปลี่ยน ผ่านได้จริง Sustainability-Linked Trade Facility ของยูโอบี คือการนำเป้าหมายด้าน ESG มาเชื่อมโยงโดยตรง กับธุรกรรมการค้าและการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการดำเนินธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม เราเชื่อว่าเครื่องมือทางการเงินในลักษณะนี้จะมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างแข่งขันได้ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ”

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการเงินยุคใหม่ที่มองความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในอนาคต ในบริบทที่เครื่องมือทางการเงินรูปแบบ Sustainability-Linked กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก ความร่วมมือระหว่าง ยูโอบี และ ไออาร์พีซี สะท้อนบทบาทของภาคการเงินและภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ตอกย้ำแนวทางการนำ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจและการบริหารทางการเงิน พร้อมยกระดับมาตรฐาน Sustainable Finance ของประเทศไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน!! ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน

บีโอไอบุกร่วมงาน China International Supply Chain Expo สานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมขึ้นเวที ASEAN Supply Chain Cooperation ฉายภาพไทยศูนย์กลางการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และจุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน พร้อมดันความร่วมมือ 3 สาขาอนาคต ได้แก่ ดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตขั้นสูง รับกระแสการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้นำคณะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านซัพพลายเชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทชั้นนำจาก 85 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน

การเข้าร่วมงาน CISCE ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ที่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงาน CISCE ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 เพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ และ SMEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ และเกษตรสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และสอดรับกับนโยบายของประเทศไทยในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ภายในงานนี้ เลขาธิการบีโอไอได้ขึ้นกล่าวในเวทีการประชุม ASEAN Supply Chain Cooperation ซึ่งมีประธาน CCPIT รัฐมนตรีด้านการลงทุนจากประเทศในอาเซียน นักลงทุน และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากจีนและประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยเลขาธิการบีโอไอ ได้กล่าวว่า จีน ไทย และอาเซียน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว

นายนฤตม์ ยังได้กล่าวถึงจุดแข็งของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะและสามารถปรับตัวได้ดี ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ โดยในด้านบุคลากร รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนากำลังคนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยเฉพาะผ่านโครงการ SkillBridge เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการประกอบธุรกิจมีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ โดยบีโอไอมีกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาตที่เกี่ยวข้องไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการจริง

สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป มีโอกาสสำคัญใน 3 สาขา ได้แก่

1. การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการผลิต ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล

2. การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมายความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม

3. การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก

“ปัจจุบันการตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงศักยภาพของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนระดับภูมิภาคและระดับโลก การเข้าร่วมงาน CISCE ในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างไทย จีน และประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่และศูนย์กลางการเชื่อมโยงซัพพลายเชนของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน 982 โครงการ หรือร้อยละ 40 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 17,327 ล้านบาท สะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

Solis เปิดเกม ESS!! FlexAIO นำเสนอระบบครบวงจร EverCore จัดเต็ม 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง เน้นตอบโจทย์ทุกภาคส่วนพลังงาน บูธ Hall B3 มิวนิก 23-25 มิ.ย.

Solis เปิดตัวโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานครบวงจร
ในงาน Intersolar Europe 2026 ชู FlexAIO และ EverCore
ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการพลังงานอัจฉริยะในยุโรป

เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี, 17 มิถุนายน 2569 – Solis (Ginlong Technologies) เตรียมเข้าร่วมงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) รุ่นล่าสุดสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังกว่า 20 ปี Solis ได้นำเสนอระบบนิเวศพลังงานที่เชื่อมโยงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การควบคุมอัจฉริยะ การติดตามประสิทธิภาพ และบริการสนับสนุนในระดับท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานให้แก่ผู้ใช้งานในทุกภาคส่วน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ FlexAIO ระบบกักเก็บพลังงานแรงดันสูงแบบ All-in-One ที่ผสานอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในชุดเดียว รองรับการใช้งานทั้งระบบไฟฟ้าเฟสเดียวและสามเฟส พร้อมความสามารถในการขยายความจุเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม Solis นำเสนอ EverCore ระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรความจุ 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งรวมแบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนของระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานระยะยาว
ภายในงาน บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบสำหรับที่อยู่อาศัยไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ในภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรม สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่มุ่งตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นาย Sandy Woodward ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคยุโรปของ Solis กล่าวว่า
"ปี 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Solis ในยุโรป เรากำลังนำเสนอโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ Solis ยังนำเสนอแพลตฟอร์ม SolisCloud ที่ทำงานร่วมกับ Solis AI เพื่อช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน คาดการณ์กำลังการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการใช้พลังงานโดยอัตโนมัติ
ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธของ Solis ได้ที่ Hall B3, Stand B3.430 ภายในงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

เกี่ยวกับ Solis
Solis (Ginlong Technologies) ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำของโลก พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ และโครงการสาธารณูปโภค เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top