Thursday, 3 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

25 มิถุนายน 2459 สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดใช้งานวันแรก มรดกทรงคุณค่าจากรากฐานรถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ศูนย์กลางรถไฟไทยแห่งประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์ความทันสมัยของสยาม

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อ “สถานีรถไฟกรุงเทพ” หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ “สถานีหัวลำโพง” เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก กลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยรถไฟของประเทศ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานครมายาวนานกว่าศตวรรษ

สถานีหัวลำโพงมิได้เป็นเพียงอาคารสถานีรถไฟ หากเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการคมนาคมที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสยามสู่ความทันสมัย โดยรากฐานของกิจการรถไฟหลวงไทยเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางรากฐานการคมนาคมสมัยใหม่ให้แก่ประเทศ ทั้งเพื่อเชื่อมราชธานีกับหัวเมือง ส่งเสริมเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน

การก่อสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพหลังใหม่เริ่มขึ้นในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2453 ก่อนจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 โดยในวันเปิดสถานี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีกดปุ่มสัญญาณไฟฟ้าให้รถไฟขบวนแรกเดินเข้าสู่สถานีกรุงเทพ

สถานีหัวลำโพงถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการรถไฟ ซึ่งในเวลานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เพราะรถไฟเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คน สินค้า ข่าวสาร และราชการสามารถเคลื่อนย้ายได้รวดเร็วกว่ายุคก่อนหน้า จากเดิมที่การเดินทางระหว่างเมืองต้องอาศัยเรือ เกวียน หรือการเดินทางที่ใช้เวลานาน รถไฟได้เปลี่ยนระยะทางอันห่างไกลให้ใกล้ขึ้น และทำให้เมืองหลวงเชื่อมต่อกับภูมิภาคต่าง ๆ ได้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

ตัวอาคารสถานีหัวลำโพงมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมอย่างโดดเด่น ด้วยรูปแบบโดมสไตล์อิตาเลียนผสมศิลปะเรอเนสซองส์ มีลักษณะคล้ายสถานีรถไฟในยุโรป โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยระบุว่าแบบอาคารมีความคล้ายกับสถานีรถไฟเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี และวัสดุบางส่วนเป็นวัสดุสำเร็จรูปจากเยอรมนี

จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงยังรวมถึงกระจกสี ช่องระบายอากาศ นาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดม และรายละเอียดงานตกแต่งที่ประณีต โดยเฉพาะเพดานไม้สักสลักลายนูน หินอ่อนบริเวณบันไดและเสาอาคาร ซึ่งสะท้อนรสนิยมทางสถาปัตยกรรมในยุคที่สยามกำลังรับอิทธิพลความทันสมัยจากโลกตะวันตก แต่ยังคงปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมือง

ตลอดเวลากว่าร้อยปี สถานีหัวลำโพงทำหน้าที่เป็นประตูการเดินทางของผู้คนจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กรุงเทพฯ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหัวเมืองทั่วประเทศ ทั้งสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ผู้คนจำนวนมากมีความทรงจำกับสถานีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับบ้าน การจากลา การเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษา และค้าขาย
หัวลำโพงจึงเป็นมากกว่าสถานีรถไฟ แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของคนไทยหลายรุ่น เสียงประกาศรถไฟ เสียงล้อเหล็กกระทบราง ภาพผู้โดยสารหิ้วกระเป๋า ภาพครอบครัวมารับส่งกันที่ชานชาลา ล้วนทำให้สถานีแห่งนี้มีชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมเมืองไทย

ในเชิงประวัติศาสตร์ สถานีหัวลำโพงสะท้อนพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ในการวางรากฐานความทันสมัยของสยาม แม้ตัวอาคารสถานีจะเปิดใช้งานในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 แต่กิจการรถไฟหลวงและแนวคิดการพัฒนาระบบรางของประเทศมีรากสำคัญมาจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเห็นความสำคัญของรถไฟในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่
รถไฟช่วยให้สยามสามารถรวมศูนย์การบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพขึ้น ส่งเสริมการค้า กระตุ้นเศรษฐกิจในหัวเมือง และทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกกว่าเดิม การมีสถานีศูนย์กลางอย่างหัวลำโพงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมทั้งประเทศเข้าด้วยกัน

ต่อมา สถานีหัวลำโพงยังได้รับการยกย่องให้เป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และการคมนาคมขนส่ง สมควรแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติ การรถไฟแห่งประเทศไทยยังระบุว่า สถานีกรุงเทพเป็นสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารทางรถไฟมายาวนาน

แม้บทบาทของสถานีหัวลำโพงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยมีการปรับเส้นทางการเดินรถและพัฒนาศูนย์กลางคมนาคมแห่งใหม่ แต่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของหัวลำโพงยังคงอยู่ เพราะสถานีแห่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากสยามยุคเก่าสู่รัฐสมัยใหม่ เป็นพื้นที่ที่เก็บความทรงจำของผู้คน และเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ควรได้รับการดูแลรักษา

วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2459 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันเปิดใช้งานสถานีรถไฟหัวลำโพงอย่างเป็นทางการ สถานีที่ถือกำเนิดจากรากฐานการพัฒนารถไฟหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และเปิดบทบาทสำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ก่อนจะกลายเป็นศูนย์กลางการเดินทางของคนไทยตลอดเวลากว่าศตวรรษ

หัวลำโพงจึงไม่ใช่เพียงสถานีรถไฟเก่าแก่กลางกรุงเทพฯ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย ความทรงจำ และการเดินทางของชาติไทย เป็นมรดกทรงคุณค่าที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของการคมนาคมไทยไว้บนรางเหล็กสายประวัติศาสตร์

ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

“ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

ขณะที่กระบวนการทางวินัยต่อนักกีฬา 5 คนของทีม ซี รวมถึงโค้ชและผู้จัดการทีมที่เกี่ยวข้อง จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดชอบผ่านกระบวนการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง”

FB : สนามตะกร้อ
https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1558130032339490/?rdid=S3Snm13SvZIXlQ29#

‘ทรัมป์’ เดือดราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังแพง!! บีบบริษัทน้ำมันลดราคาหน้าปั๊มให้เร็วกว่านี้ สหรัฐฯ จ่อสอบบริษัทยักษ์น้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินลดเหลือ 3.93 ดอลลาร์ ชี้ประชาชนถูกเอาเปรียบจากราคาปั๊มลดช้า


สั่งสอบบริษัทน้ำมันข้อหาลดราคาช้า

President Trump สั่งจัดการ

The big Oil Companies are not dropping their price at the pump commensurate with the sharply lower prices they are paying for Oil. Those prices are dropping like a rock! In other words, customers are being “gouged.” I have instructed the DOJ to immediately start looking into this. Gasoline prices better start going down a lot faster than what I’m seeing! President DJT

บริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันทั้งหลาย ไม่ยอมลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างหนัก ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบกำลังดิ่งลงราวกับก้อนหินตกจากหน้าผา!

พูดง่าย ๆ ประชาชนกำลังถูก ‘ฟันกำไรเกินควร’ อย่างชัดเจน

ผมได้สั่งให้กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ตรวจสอบเรื่องนี้โดยทันทีแล้ว

ราคาน้ำมันเบนซินควรจะต้องลดลงเร็วกว่านี้ และลดลงมากกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!

ล่าสุดอยู่ที่ 3.93 ดอลล่าร์

ลงมาจาก 4.53 ดอลล่าร์เมื่อเดือนที่แล้ว

ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

แต่ยังห่างไกล 3.22 ดอลล่าร์เมื่อปีที่แล้ว

ไม่ทันใจท่านประธานาธิบดี

เพราะอีก 4 เดือนก็จะเลือกตั้ง Mid-term
 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล 

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10238085988622464/?rdid=De5eXzFSAIHVabFc#

“พีทีที สเตชั่น” ยกระดับน้ำมันพรีเมียม!! เปิดตัว Super PowerX 99 พร้อมสารเติมแต่งเยอรมนี 4 เท่า ชูออกเทนสูงสุดในไทย ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมพลังงาน

พีทีที สเตชั่น เปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย สูตรใหม่ ตอกย้ำ “ที่สุด” ของน้ำมัน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR สร้างปรากฎการณ์ในวงการน้ำมัน ด้วยการเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มาพร้อมค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในประเทศไทย พลิกโฉมมาตรฐานน้ำมันพรีเมียมครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานของไทยสู่เวทีระดับสากล

งานเปิดตัว “Super PowerX 99” น้ำมันเกรดพรีเมียมสูตรใหม่ล่าสุดจาก พีทีที สเตชั่น จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมตัวเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และ KOLs ชั้นนำจากทั่วประเทศ มาร่วมเป็นสักขีพยานการเปิดตัว “ที่สุด” ของน้ำมัน พร้อมสะท้อนแพสชันของคนรักรถและไลฟ์สไตล์แห่งสมรรถนะการขับขี่ระดับพรีเมียม ภายในงานยังได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์ “เบียร์ ใบหยก” นักธุรกิจและนักสะสมรถยนต์ชื่อดัง และ “โจ้ Life of Car” คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายยานยนต์ชื่อดัง เพื่อร่วมถ่ายทอดตัวตนของ Super PowerX 99 ในฐานะน้ำมันพรีเมียมสำหรับผู้ที่แสวงหาที่สุดของสมรรถนะการขับขี่

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR เปิดเผยว่า การเปิดตัว “Super PowerX 99” ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ พีทีที สเตชั่น ในการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ที่สุด” ของน้ำมันพรีเมียมด้วยค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมคุณภาพระดับโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็น รถยุโรป รถสปอร์ต ตลอดจนผู้ขับขี่ทั่วไปที่ใส่ใจในการดูแลรักษาของเครื่องยนต์และมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า

น้ำมันพรีเมียมสูตรใหม่ “Super PowerX 99” ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการคัดเบสน้ำมันคุณภาพสูงเกรดพิเศษ ผสานกับสารเติมแต่งระดับโลกจากประเทศเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จนเกิดเป็น 4 ความเป็น “ที่สุด” ในทุกมิติ:

• “ที่สุด” ของออกเทน มากกว่า 99 พลังที่มากกว่าตัวเลข: น้ำมันค่าออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย เหมาะสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง และรถยนต์ที่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เพราะค่าออกเทนยิ่งสูง ยิ่งช่วยรีดสมรรถนะเครื่องยนต์ได้สุดกำลัง ทั้งพลังแรงม้า แรงบิด และการตอบสนองอัตราเร่ง นอกจากนั้น ยังช่วยให้การจุดระเบิดและการเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดความเสี่ยงของการชิงจุดระเบิดก่อนเวลา (Knocking) และช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในสภาวะการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูง

• “ที่สุด” ของความแรง เร่ง แซงได้ดั่งใจ: โดดเด่นด้านความเร็วแรง รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ทำความเร็วได้เต็มพิกัด จากนวัตกรรม PowerX Booster ด้วยสาร New Friction Modifier ช่วยดึงศักยภาพของเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ออกมาได้อย่างฉับไว ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการการตอบสนองและสมรรถนะที่ดีขึ้น

• “ที่สุด” ของการทำความสะอาด 100%: ด้วยสารเติมแต่งพรีเมียมถึง 4 เท่า คุณภาพระดับโลกจากเยอรมนี ช่วยดูแลปกป้องเครื่องยนต์ ทำความสะอาดหัวฉีด และชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ 100% ให้กลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง ลดคราบเขม่า และการอุดตันของหัวฉีด ทำให้การพ่นละอองน้ำมันละเอียดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบการจ่ายน้ำมันและการเผาไหม้ เป็นไปอย่างสมบูรณ์

• “ที่สุด” ของมาตรฐาน รองรับเครื่องยนต์ Euro 6: พัฒนาสูตร และปรับปรุงคุณภาพสารเติมแต่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานเครื่องยนต์ Euro 6 รองรับเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ล่าสุด ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนี้ พีทีที สเตชั่น ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสากลผ่านความร่วมมือกับ Mercedes-Benz Thailand ในฐานะ Official Partner ตัวแทนผู้นำยนตรกรรมหรูของประเทศไทย ร่วมจัดกิจกรรม Exclusive Test Drive "The Ultimate Power Experience" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต พัทยา โดยนำน้ำมัน Super PowerX 99 ไปพิสูจน์สมรรถนะจริงในสนามแข่งร่วมกับรถยนต์ตระกูล Mercedes-AMG เพื่อร่วมทดสอบและประเมินสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ภายใต้สภาพการขับขี่จริงในสนามแข่งมาตรฐาน

ความเคลื่อนไหวของ OR ในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ OR ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและยกระดับทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถยนต์สมรรถนะสูงหรือผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ โดย “Super PowerX99” พร้อมแล้วที่จะให้คนรักรถทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ความแรงที่แตกต่าง และพิสูจน์นิยาม #สุดทุกจังหวะ ด้วยตนเองวันนี้ ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook Fanpage: PTT Station หรือ Contact Center โทร. 1365

จีนชู AI เดินหน้าพัฒนาก้าวกระโดด!! ประชุมดาวอสฤดูร้อนซีซั่น 2026 จัดขึ้น จีนย้ำเน้นนวัตกรรม ผู้ร่วมงานกว่า 1,700 คนจาก 90 ประเทศรวมตัว 'หลี่เฉียง' เน้นเศรษฐกิจแข็งแกร่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การกำกับดูแล AI ระดับโลกยังเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไป

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- ประมวลภาพบรรยากาศการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมนานาชาติต้าเหลียนในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ภายใต้หัวข้อ "การสร้างสรรค์นวัตกรรมขนานใหญ่" (Innovating at Scale) ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย. นี้

ผู้คนจากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาค จำนวนกว่า 1,700 คน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อสำรวจว่าโลกจะสามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก พร้อมกับสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตได้อย่างไร รวมถึงหารือประเด็นต่างๆ ซึ่งรวมถึงทิศทางของเศรษฐกิจจีนในระยะถัดไป และการแปรเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

อนึ่ง การประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน ปี 2026 ให้ความสำคัญกับสาขาแนวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานใหม่ ชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีควอนตัม

Summer Davos : หลี่เฉียงชู 4 จุดเด่น 'เศรษฐกิจจีน' ย้ำ 'นวัตกรรม' หนุนโตแกร่งต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (24 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ การสร้างสรรค์ ความมีชีวิตชีวา และการบูรณาการกับภาคส่วนอื่นๆ ของโลกในช่วงเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

หลี่กล่าวว่าขณะเดียวกันการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญต่อความแข็งแกร่งและการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจจีน โดยการเติบโตที่มีเสถียรภาพดีของเศรษฐกิจจีนเป็นผลจากสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

อนึ่ง หลี่กล่าวถ้อยคำข้างต้นที่การเปิดประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

Summer Davos : หลี่เฉียงเผย AI ของจีนเติบโตก้าวกระโดด ร่วมกำกับดูแลระดับโลกต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (23 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีน "เติบโตแบบก้าวกระโดด" ระหว่างเปิดการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

หลี่กล่าวว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนหลายตัวสร้างความก้าวหน้าใหม่ในด้านประสิทธิภาพ ส่วนปริมาณการใช้โทเคนรายวันของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนสูงเกินหนึ่งแสนล้านล้านโทเคนเมื่อนับถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (embodied AI) เริ่มเข้าสู่ระยะใช้งานเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่

นอกจากนั้นหลี่กล่าวว่าจีนจะยังคงมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์ต่อไป

ที่มา : Xinhua

หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น

“หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น
พวกเขาเอาแต่พูดถึงสิทธิมนุษยชนต่อประเทศอื่น แต่พวกเขาไม่เคยทำได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องโกหกที่พวกเขาสร้างขึ้น
หากเราไม่สามารถป้องกันตนเองได้ พวกเขาคงไม่ปรานีต่อประเทศของเราและคงทำลายพวกเรา”

มาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330146512607039/?rdid=JGDHaxGbIQUoah77#

“บ้านปู” ผสานก๊าซธรรมชาติ–ไฟฟ้าครบวงจร!! ชูบทบาท Energy Architect ออกแบบพลังงาน มั่นคง ยั่งยืน รับยุค AI และดิจิทัล เชื่อมสินทรัพย์คุณภาพในหลายประเทศ เสริมแกร่งรับโลกพลังงานแห่งอนาคต

บ้านปูผสานความครบวงจรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เสริมแกร่งตอบโจทย์โลกพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อโลกเผชิญความท้าทายจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นิยามของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จึงกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการจัดหาเชื้อเพลิงและไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ สู่การสร้างระบบพลังงานที่สามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความพร้อมด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันความท้าทายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังผลักดันให้ระบบพลังงานแห่งอนาคตต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปพร้อมกัน

ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานมากกว่า 4 ทศวรรษ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ได้พัฒนาพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ตั้งแต่แหล่งพลังงานต้นน้ำ การผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอน ทำให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามองตัวเองทำหน้าที่เหมือนผู้ออกแบบพลังงานหรือ Energy Architect ที่พร้อมขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ทำให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ และออกแบบโซลูชันพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน เราเชื่อว่าความสามารถในการผสานจุดแข็งจากธุรกิจที่หลากหลาย เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและโอกาสการเติบโตในโลกยุค AI”

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของบ้านปูคือการมีธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สหรัฐอเมริกา เราได้นำเทคโนโลยีมาต่อยอดการสร้างคุณค่าผ่านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Sequestration: CCUS) ที่พัฒนาสู่การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Sequestered Gas: CSG) ก๊าซที่ได้มาจะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า จึงถือเป็นการเชื่อมต่อสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) เข้ามาเสริม ทำให้สามารถส่งมอบพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและการลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ขณะที่เรานำเอาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เข้ามาช่วยรักษาสมดุลของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) การมีห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานที่ครบวงจรดังกล่าว ทำให้บ้านปูมีความพร้อมในการรองรับคลื่นการเติบโตใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งต้องการพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ได้พร้อมกันทั้งด้านความคุ้มค่าของต้นทุน ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในการจ่ายพลังงาน ตลอดจนการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการสร้างมูลค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า มาจากการผสานจุดแข็งของธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน โครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและต่อยอดองค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาค เพื่อสร้างคุณค่าจากโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานโลก และเพิ่มความพร้อมของระบบพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

บ้านปูยังคงยึดมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านพลังงานและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ในวันที่โลกต้องการพลังงานมากกว่าที่เคย และในขณะเดียวกันก็ต้องการพลังงานที่สะอาด ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้มากขึ้น บ้านปูยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความเข้าใจในตลาดพลังงานระดับโลก เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก!! พรรคเล็กไม่ต้องรวยที่สุด แต่ต้องชัดที่สุด เปิดสูตรแจ้งเกิดในสนามการเมืองยุคทุนครองเมือง เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง ชูยุทธศาสตร์ศรัทธาชนทุนใหญ่

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก สูตรความอยู่รอดในยุคประชาธิปไตยเงินสด

การเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา น่าสนใจว่า พรรคเล็กหลายพรรคแจ้งเกิด 1 ที่นั่งบ้าง 2 ที่นั่งบ้าง 3 ที่นั่งบ้าง และที่สำคัญได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ด้วยระบบการเลือกตั้งมี 2 ระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ

เช่น พรรคครูไทย พรรคท้องถิ่นไทย พรรคท้องที่ไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ หรืออย่างการเลือกตั้งล่าสุดปี 69 มีพรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยภักดี หรือแม้แต่พรรคเศรษฐกิจ ก็แจ้งเกิดทางการเมือง แต่ก็มีบางพรรคที่ไม่สำเร็จก็มี เช่น พรรคพร้อม

พรรคที่สำเร็จ ส่วนใหญ่ก็จะมีนักการเมืองตัวจี๊ด แสดงนำ เช่น เต้-มงคลกิตติ์ หมอวรงค์ ราเชน และ/หรือ พล.อ.รังษี ซึ่งตัวจี๊ดเหล่านี้จะใช้คำพูดแรงๆ นโยบายแปลกๆ อาจจะเป็นที่ถูกใจของสายฮาร์ดคอ

ล่าสุดมาร์ค พิตบูล กำลังจะเดินสายนี้ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์พรรคเล็ก เป้าหมายไม่เกิน 10 ที่นั่ง แต่เลือกตั้งจริงอาจจะได้ 2-3 ที่นั่ง

มาร์ค พิตบูล กำลังจะเข้าไปนั่งบริหาร เป็นหัวหน้าพรรคศรัทธา ที่จะใช้พรรคพร้อม เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคศรัทธา ช่วงนี้เป็นช่วงระดมพรรคพวกร่วมกันก่อตั้งพรรค

พรรคเล็กควรมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไร เพื่อให้ถูกใจประชาชนในสถานการณ์ที่การภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป เงินสด (money politic) เป็นตัวกำหนดชัยชนะ

มีผู้นำพรรคที่โดดเด่นในการนำเสนอประเด็นปัญหาสังคม

แค่ในอนาคต พรรคเล็กที่อยู่รอดอาจไม่ใช่พรรคที่มีเงินมากที่สุด แต่เป็นพรรคที่มี “เรื่องเล่า” มีจุดยืน และมีบุคลิกทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุด เพราะในยุคที่ประชาชนรับข้อมูลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือทุกวัน การเมืองไม่ใช่เพียงการแข่งขันเรื่องทุนอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเรื่องความสนใจของประชาชน และสำหรับพรรคเล็ก การทำให้ประชาชนหันมาฟัง อาจเป็นชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญกว่าการมีงบประมาณมหาศาลเสียด้วยซ้ำ

7 ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก : สูตรอยู่รอดในสมรภูมิการเมืองยุคทุนครองเมือง

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นการเมืองยุคทุนนิยมทางการเมืองมีบทบาทสูงขึ้น การเลือกตั้งหลายพื้นที่ถูกกำหนดด้วยเครือข่ายอำนาจท้องถิ่น ฐานคะแนนเดิม และเม็ดเงินมหาศาล ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กยากที่จะต่อสู้กับพรรคใหญ่ในสนามเดียวกัน

แต่ประสบการณ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องมีเงินมากที่สุด ขอเพียงมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็สามารถแจ้งเกิดและส่งตัวแทนเข้าสภาได้เช่นกัน ด้วยการเลือกตั้งสองระบบ คือระบบเขต และบัญชีรายชื่อ การคำนวณคะแบบไม่ตกหล่น

ยุทธศาสตร์พรรคเล็ก

1. หา “จุดยืน” ให้เจอ อย่าเป็นพรรคสารพัดนึกความผิดพลาดของพรรคเล็กจำนวนมาก คือ พยายามพูดทุกเรื่องเหมือนพรรคใหญ่
ในความเป็นจริง พรรคเล็กต้องมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนประชาชนจดจำได้ทันทีว่า พรรคนี้เกิดมาเพื่ออะไร
บางพรรคยืนเรื่องชาตินิยม บางพรรคยืนเรื่องท้องถิ่น บางพรรคยืนเรื่องเกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย
ยิ่งชัด ยิ่งมีโอกาสสร้างฐานเสียงเฉพาะกลุ่มได้

2. ต้องมี “ตัวจี๊ด” เป็นหัวหอกนำ การเมืองยุคสื่อออนไลน์คือการแข่งขันด้านความสนใจ พรรคเล็กไม่มีงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก จึงต้องใช้บุคคลเป็นสื่อ ผู้นำพรรคต้องมีบุคลิกโดดเด่น กล้าพูด กล้าแสดงจุดยืน สร้างประเด็นได้ด้วยตัวเอง และต่อเนื่อง (ทฤษฎีของอัลโตนิโอ กรัมชี่)
บางคนอาจไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องไม่มองข้ามคนชอบก็มี แต่ทำอย่างไรให้แปลเป็นคะแนน สำหรับพรรคเล็ก การถูกพูดถึงสำคัญกว่าการถูกลืม

3. เปลี่ยนโซเชียลมีเดียให้เป็น “สถานีโทรทัศน์ของพรรค”อดีตพรรคเล็กเสียเปรียบเพราะไม่มีสื่อ
แต่ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั้งประเทศ
ไลฟ์สดทุกวัน ทำคลิปสั้นทุกวัน สื่อสารทุกวันในประเด็นทางสังคม นำเสนอทางออกด้วยมธุรสวาจา ไม่กระโชกโฮกฮาก จนกลายเป็นไร้สาระ
เมื่อทำต่อเนื่องนานพอ พรรคจะมีฐานผู้ติดตามที่กลายเป็นฐานคะแนนเสียงในอนาคต

4. เลือกสนามรบ อย่าส่งคนทั่วประเทศ เลือกส่งผู้สมัครในเขตเป้าหมาย ไม่หว่านไปทั่ว พรรคเล็กจำนวนมากพ่ายแพ้ เพราะอยากเป็นพรรคใหญ่เร็วเกินไป
ทุ่มทรัพยากรทั้งหมดลงใน 5-10 เขตเลือกตั้งที่มีศักยภาพ และเป็นพื้นที่เป้าหมาย ชนะ 2 ที่นั่ง ดีกว่าแพ้ 400 เขต

5. สร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ นายกฯอบต.ส่ง.อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อดีตสมาชิกสภาท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ และผู้นำชุมชน คือกำลังสำคัญของพรรคเล็ก
แม้จะไม่มีเงินมหาศาล แต่หากมีเครือข่ายคนทำงานในพื้นที่ ก็สามารถสร้างคะแนนเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยยังคงเป็นการเมืองที่ต้องใช้ “คนรู้จัก” ควบคู่กับ “คนรู้ใจ”

6. สร้างประเด็นก่อนเลือกตั้ง อย่ารอหาเสียง
หลายพรรคเริ่มทำงานการเมืองก่อนเลือกตั้งเพียงไม่กี่เดือน แต่พรรคที่ประสบความสำเร็จ มักสร้างประเด็นต่อเนื่องตลอด 4 ปี ยิ่งมีเวลาทำงานมากยิ่งดี ออกมาแสดงความคิดเห็นทุกเรื่องที่ประชาชนสนใจ แต่เน้นประเด็นที่เป็นจุดยืนของพรรคให้มาก ทำให้ชื่อพรรคติดอยู่ในความทรงจำของสังคม เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนจึงรู้จักพรรคอยู่แล้ว

7. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับขนาดพรรค พรรคเล็กไม่จำเป็นต้องฝันเป็นรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เป้าหมายที่เหมาะสมอาจเป็น 1 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง หรือ 5 ที่นั่ง

เพราะการมี ส.ส.แม้เพียงคนเดียว ก็สามารถสร้างพื้นที่สื่อ สร้างการยอมรับ และต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตได้

การเมืองไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้น แต่เป็นการวิ่งมาราธอน
หลายพรรคใหญ่ในวันนี้ ก็เคยเริ่มต้นจากพรรคเล็กเมื่อวานนี้

สรุปว่า ในยุคที่เงินยังมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง พรรคเล็กอาจไม่มีทางเอาชนะพรรคใหญ่ด้วยงบประมาณ
แต่สามารถเอาชนะด้วยความชัดเจน ความแตกต่าง และความสามารถในการดึงความสนใจของประชาชน
เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน พรรคที่ประชาชนมองเห็น ย่อมมีโอกาสมากกว่าพรรคที่มีเงิน แต่ไม่มีตัวตน

บางครั้ง เสียงที่ดังที่สุดในสภา ก็อาจไม่ได้มาจากพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเสมอไป ตัวอย่างมีให้เห็น ทำไม “หมอวรงค์”จึงเสียงดัง เป็น ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”

เรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.

📍 ณ ห้องประชุมใหญ่  World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 ✏️ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://researchexporegistration.com  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

พบกับ

🔹 พิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน" 

🔹 ปาฐกถาพิเศษ *“การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

🔹 ปาฐกถาพิเศษ “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม?” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธาน PC “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5" 

🔹 เสวนา “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

📞 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2561-2445 ต่อ 469, 471

UN ชี้อิสราเอลจงใจสังหารเด็ก!! อิสราเอลโจมตีเป้าหมายเด็กในเวสต์แบงค์ รายงานระบุมีหลักฐานชัดว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เด็ก 30% เสียชีวิตจากสงครามในกาซา UNICEF ย้ำเด็กกว่าสี่หมื่นคนได้รับผลกระทบ

UN เผยอิสราเอลตั้งใจสังหารเด็กปาเลสไตน์

คณะกรรมการสืบสวนของสหประชาชาติเปิดเผยว่าอิสราเอลจงใจโจมตีเป้าหมายเพื่อที่จะสังหารเด็กปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงค์ที่อิสราเอลยึดครองอยู่ ซึ่งการโจมตีของอิสราเอลเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญกรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนอิสระของสหประชาชาติที่สืบสวนเรื่องการละเมิดสิทธิของเด็กชาวปาเลสไตน์ นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2023 พบว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซา นับตั้งแต่สงครามเริ่ม 30% ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก ซึ่งอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายที่เป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือโรงพยาบาลเด็ก สถานที่ทำคลอด ซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อเด็ก ๆ ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กแรกเกิด นอกจากนี้ การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนมาก ต้องแท้งลูก ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่ออัตราการเกิดในกาซา และทำให้อนาคตของชาวปาเลสไตน์ที่คิดจะสร้างครอบครัว ตกอยู่ในความไม่แน่นอน

นอกจากการโจมตีโดยตรงแล้ว การที่อิสราเอลขัดขวาง ปิดพรมแดน ไม่ให้สามารถส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในกาซาได้ ก็ทำให้เด็กกาซาจำนวนมากเสียชีวิตจากความหิวโหย ขาดยารักษาโรค และภาวะขาดสารอาหาร แม้ว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงกันแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2025 แต่อิสราเอลก็ยังตั้งใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยไม่สนใจว่าจะมีเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบมากขนาดไหน ซึ่งในรายงานของสหประชาชาติระบุว่ามีหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้อย่างชัดเจน

สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสากลตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2021ก่อนที่การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะเริ่มต้นซะอีก เพื่อที่จะค้นหาและสืบสวนให้พบต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และในเดือนธันวาคม ปี 2025 คณะกรรมการชุดนี้ ก็ได้สรุปผลการสอบสวนว่า มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ที่อิสราเอลทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซึ่งทาง UNICEF องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ พบว่ามีเด็กในกาซามากกว่า 50,000 คน ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238793/?fbclid=IwdGRjcASn-iFjbGNrBKf6HWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvMxEK2KOYUUDVXfAl4LBO64RvjdqOzNRfj9wYiVqFaVslCIwLAHQHSYoMO9_aem_pod4vEUIdjPG4umfcqNyKQ#google_vignette


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top