Friday, 23 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

เปิด 5 การบ้านใหญ่รัฐบาล ‘อนุทิน’!! ปมร้อนฝ่ายค้านจ่อถล่มรัฐบาล ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่ม 25 ส.ค. โจทย์ใหญ่ รัฐบาลต้องทำการบ้าน เรื่องฮั้ว ส.ว. ทุจริตและปัญหาความมั่นคง

เปิดการบ้าน 5 ข้อ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โจทย์ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

25 สิงหาคมนี้จะเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนเตรียมลากรัฐบาลขึ้นเขียง ต้องติดตามญัตติจะเขียนอย่างไร อภิปรายเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เพื่อเป็นโจทย์เป็นการบ้านให้รัฐบาล #นายหัวไทร ขอเปิด 5 ปมร้อน ฝ่ายค้านจ่อถล่ม ช่วงเปิดสภาสมัยประชุมสามัญ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนเปิดสภาสมัยประชุมสามัญครั้งใหม่ เพราะประเด็นที่จะถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง แต่ครอบคลุมตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว. การทุจริต ความมั่นคง เศรษฐกิจ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด

ประเด็นแรก คือปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะคดีฮั้ว ส.ว. หรือการทุจริตในการเลือก ส.ว. ซึ่งฝ่ายค้านอาจพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง แต่เมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหายังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามทางการเมือง

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ที่ดินเขากระโดง ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลจากการลงพื้นที่ที่อาจถูกนำมาใช้ในการอภิปราย รวมถึงประเด็นการใช้อำนาจรัฐในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีแชตไลน์ที่ถูกนำมาเผยแพร่และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน

ประเด็นที่สอง คือปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกล่าวหาถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจำกัดปัญหาให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ประเด็นนี้จึงอาจถูกฝ่ายค้านไล่ถามถึงความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง

รวมถึงปม “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ยังเป็นคำถามของสังคมว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง และเหตุใดจนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถเปิดตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ตลอดจนโครงการ AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล ความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการ

ประเด็นที่สาม คือปัญหาความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด ซึ่งฝ่ายค้านอาจตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตย และการดำเนินการทั้งในเวทีระหว่างประเทศ อาเซียน และสหประชาชาติ

ยังรวมถึงปัญหาการสวมสิทธิ์คนไทย ปัญหาจีนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ คือเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านน่าจะตรวจสอบการกู้เงินตาม พ.ร.ก. จำนวน 4 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีผู้ถูกตัดสิทธิ์จำนวนมากและยังมีปัญหาการอุทธรณ์

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนข้อกังวลเรื่องเพดานหนี้และวินัยการเงินการคลัง ก็อาจถูกนำมาใช้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไร

ขณะเดียวกัน โครงการขนาดใหญ่ทั้ง ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) แลนด์บริดจ์ การขยายพื้นที่ EEC ไปยังปราจีนบุรี และการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ล้วนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงไปถึงประสิทธิภาพการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลได้

ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาสังคมและอาชญากรรม ตั้งแต่ปัญหาอาวุธปืน ยาเสพติด ไปจนถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเหตุยิงกันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงหลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คดีฆาตกรรม “ไอ้ป๋อง” เหตุยิงกันในสถานศึกษา ตลอดจนเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ล้วนสามารถถูกนำมาใช้ตั้งคำถามต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล

ทั้งหมดจึงเป็น 5 การบ้านใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมก่อนเข้าสู่สนามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะแม้หลายปัญหาจะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คำถามสำคัญย่อมหนีไม่พ้นว่า รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้ไปถึงไหน และเหตุใดหลายปัญหาจึงยังคงอยู่

ศึกอภิปรายครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า ฝ่ายค้านมีหมัดเด็ดแค่ไหน แต่ยังวัดกันด้วยว่า ฝ่ายรัฐบาลจะมีคำตอบที่หนักแน่นพอจะรับมือกับหมัดเหล่านั้นหรือไม่

ก่อนเปิดสภา งานนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านกันให้หนัก เพราะเวทีสภาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการอภิปรายรัฐบาล แต่เป็นการวัด “ผลงานและความรับผิดชอบ” ของรัฐบาลอนุทิน ต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ

ย้อนรอยโอมานก่อนอิสลาม!! โอมานครองความเป็นอิสระทางการเมือง สะพานเชื่อมโลกอาหรับและเปอร์เซีย เปิดพื้นที่แสดงออกทางสังคม รากฐานอัตลักษณ์ทางการเมืองมั่นคง

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#โอมานก่อนอิสลาม : ดินแดนชายขอบของเปอร์เซีย สะพานเชื่อมโลกอาหรับ และรากฐานของอัตลักษณ์

จำได้ว่า ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ผมมีภารกิจเดินทางไปตุรกีด้วยสายการบินโอมาน แอร์ โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมัสกัตนานถึง 24 ชั่วโมง นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของประเทศโอมานอย่างจริงจัง ทันทีที่ลงจากเครื่องที่มัสกัต มีคนมารอรับและพาผมเที่ยวชมเมืองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโอมาน ทริปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ ดร. นรา อิลาชาน ที่ช่วยประสานงานและจัดทุกอย่างให้เป็นอย่างดี

หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราไม่พลาดไปเยือนคือ มัสยิดใหญ่สุลต่านกอบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) และที่นั่นเองทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคมโอมานที่น่าสนใจยิ่ง

เย็นวันนั้น หลังละหมาดมัฆริบ ผู้คนหลายร้อยคนที่มาร่วมละหมาดไม่ได้เดินทางกลับบ้านในทันที แต่กลับรวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณมัสยิด เพื่อแสดงออกและประท้วงต่อการโจมตีของอิสราเอลในกาซ่า ซึ่งในเวลานั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมการแสดงออกดังกล่าวด้วย

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ กิจกรรมลักษณะนี้แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยในหลายประเทศริมอ่าวอาหรับ เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นกังวลว่าการชุมนุมทางการเมืองอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

แต่สิ่งที่ผมเห็นในโอมานกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนั้น โอมานดูเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกทางความคิดได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ และมีบรรยากาศทางสังคมที่ค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเทียบกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ

24 ชั่วโมงในมัสกัตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางไปตุรกี แต่กลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้ผมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโอมาน ประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรอาหรับที่มีวิธีจัดการกับความแตกต่างทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนในแบบที่น่าสนใจไม่น้อย

การจะทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดของโอมานอย่างที่ว่า เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กันซักนิด เรื่องราวของโอมานเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ชายขอบของจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉพาะจักรวรรดิเปอร์เซีย

ในความเป็นจริง โอมานตั้งอยู่บนจุดตัดของโลกหลายใบพร้อมกัน ทางเหนือเชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกเชื่อมกับทะเลทรายอาหรับ ทางใต้เปิดสู่เยเมนและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางตะวันออกหันหน้าออกสู่เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจในสมัยโบราณไม่อาจมองข้าม

สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย การควบคุมโอมานหมายถึงการควบคุมประตูทางทะเลของอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิด ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิพาร์เธียน และต่อมาในยุคของจักรวรรดิซาสซาเนียน พื้นที่ชายฝั่งของโอมานจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเปอร์เซียเป็นระยะเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตาม โอมานไม่เคยเป็นจังหวัดธรรมดาของจักรวรรดิใด ภูมิประเทศของโอมานเต็มไปด้วยภูเขาสูง หุบเขาลึก และพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทำให้การควบคุมจากส่วนกลางเป็นเรื่องยาก แม้เปอร์เซียจะสามารถควบคุมเมืองท่าสำคัญตามแนวชายฝั่งได้ แต่การแผ่อำนาจเข้าไปยังพื้นที่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สภาพเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่กึ่งอิสระมาโดยตลอด และในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีผลต่ออัตลักษณ์ของโอมานมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าอาหรับกลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากบริเวณมะอ์ริบในเยเมน
เหตุผลของการอพยพดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรมของระบบชลประทานและเขื่อนมะอ์ริบอันเลื่องชื่อ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นผลจากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในอาระเบียใต้

ผู้นำของการอพยพครั้งนี้คือ มาลิก บิน ฟะห์ม
ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับยุคต้น (ฮิชาม อิบน์ อัล-กัลบี) มาลิกสามารถรวบรวมกำลังของชนเผ่าต่าง ๆ และเคลื่อนเข้าสู่โอมาน ก่อนจะเอาชนะกองกำลังเปอร์เซียที่ประจำอยู่ในภูมิภาค
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เขาสถาปนาอำนาจขึ้นที่เมืองนิซวา ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหัวใจทางการเมืองและศาสนาของโอมานชั้นใน

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างโลกเปอร์เซียกับโลกอาหรับในโอมาน

ชนเผ่าที่ติดตามมาลิก บิน ฟะห์ม เข้ามานั้นถือว่าตนเองเป็น “เกาะห์ฏอนีย์" (Al-Qahtani) หรือชาวอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ คือในวัฒนธรรมอาหรับยุคโบราณ การแบ่งสายตระกูลระหว่างเกาะห์ฏอนีย์กับอัดนานีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เกาะห์ฏอนีย์ถูกมองว่าเป็น "อาหรับดั้งเดิม" หรือ "อาหรับบริสุทธิ์" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมโบราณของเยเมน เช่น อาณาจักรสะบาอ์ ฮิมยัร และฮัดรอเมาต์
ขณะที่อัดนานีซึ่งกระจายตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอาหรับอีกสายหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างออกไป ความทรงจำเกี่ยวกับต้นกำเนิดเกาะห์ฏอนีย์นี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมโอมานมานานหลายศตวรรษ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโอมานมองตนเองแตกต่างจากศูนย์กลางอำนาจในคาบสมุทรอาหรับตอนกลาง

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชนเผ่าอาหรับไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของเปอร์เซียจะสิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกลับพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
คือแทนที่จะปกครองโดยตรง จักรวรรดิซาสซาเนียนเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "จูลันดา"
ภายใต้ระบบนี้ ผู้นำท้องถิ่นชาวอาหรับได้รับสิทธิในการบริหารดินแดน แต่ยังคงยอมรับอำนาจอธิปไตยของเปอร์เซีย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวอาหรับปกครองโอมานในนามของเปอร์เซียนั่นเอง
ระบบเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำท้องถิ่นสะสมอำนาจและทรัพยากรของตนเอง

ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของชนชั้นนำโอมานที่มีทั้งอัตลักษณ์อาหรับและประสบการณ์ในการบริหารรัฐตามแบบเปอร์เซีย นี่เป็นประสบการณ์ทางการเมืองที่รัฐอาหรับหลายแห่งในคาบสมุทรไม่มี
ยิ่งเวลาผ่านไป ชนชั้นนำเหล่านี้ยิ่งมีความมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น จนในบางช่วง พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเปอร์เซียอย่างแท้จริง หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือเหตุการณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 7 เมื่อจักรวรรดิซาสซาเนียนภายใต้การนำของกษัตริย์โครสโรสที่ 2 ต้องส่งกองทัพกลับมายึดครองโอมาน บาห์เรน และฮัดรอเมาต์อีกครั้ง

ความหมายก็คือหากโอมานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ การส่งกองทัพเช่นนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น ดังนั้น การรณรงค์ทางทหารครั้งดังกล่าวจึงสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้น่าจะมีระดับของความเป็นอิสระอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีกคือโอมานได้พัฒนาความรู้สึกเรื่องการปกครองตนเองและอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนขึ้นมาแล้ว

นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่หลายภูมิภาคของอาหรับกำลังรอการรวมตัวภายใต้ศาสนาอิสลาม โอมานกลับมีประสบการณ์ของการบริหารตนเอง การต่อรองกับมหาอำนาจ และการรักษาสมดุลระหว่างอิทธิพลภายนอกกับอำนาจภายในมาเป็นเวลาช้านาน

เมื่อศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงโอมานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามจึงไม่ได้มาถึงดินแดนว่างเปล่า แต่มาถึงสังคมที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเข้มแข็ง มีชนชั้นนำของตนเอง มีประสบการณ์ในการปกครองตนเอง และมีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจภายนอกอยู่แล้ว

ปัจจัยเหล่านี้เองที่จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวโอมานรับอิสลาม ตีความอิสลาม และสร้างสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างจากโลกมุสลิมส่วนใหญ่ในเวลาต่อมา

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ปัตตานี!! ปัตตานีระทึกหลังเหตุไม่สงบหลายพื้นที่ ติดตามเหตุไม่สงบ 51 จุด เร่งสำรวจความเสียหาย–ฟื้นฟูบริการประชาชน ชี้ผลกระทบไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่กระทบชีวิตชุมชน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ด่วน ปัตตานี ติดตามสถานการณ์เหตุความไม่สงบ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู เยียวยา พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และประชาชน

วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) เวลา 18.00 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มาสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามสถานการณ์และความเสียหายจากเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายบาฮารุดดีน ยูโซะ สส. ปัตตานี เขต 1 นายคอซีย์ มามุ สส. ปัตตานี เขต 2 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ สส. ปัตตานี เขต 3 และนายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมลงพื้นที่ หลังได้รับรายงานสถานการณ์การก่อเหตุพร้อมกันหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมาติดตามสถานการณ์จากพื้นที่จริงและรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โดยตรง

จุดแรก นายสรรเพชญ ได้ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปภายในพื้นที่ อบต. ก่อนลอบวางเพลิงรถราชการภายในโรงจอดรถ ส่งผลให้รถดับเพลิงและรถเก็บขยะของ อบต.ได้รับความเสียหายอย่างหนักจำนวน 2 คัน ซึ่งรถทั้งสองคันเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามผู้ก่อเหตุ

จากนั้น นายสรรเพชญและคณะ ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณร้าน 7-Eleven บ้านบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดเหตุในคืนเดียวกัน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุใช้อาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในร้าน ก่อนให้พนักงานและประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วก่อเหตุวางระเบิดและจุดไฟ ส่งผลให้ตัวร้านและทรัพย์สินภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งนี้ นายสรรเพชญได้ตรวจดูสภาพความเสียหาย รับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และให้กำลังใจประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุที่ อบต.บางเขา และร้าน 7-Eleven บางปู เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปสถานการณ์ ณ เวลา 24.00 น. พบเหตุรวม 51 เหตุการณ์ใน 21 อำเภอของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีทั้งการลอบวางระเบิด วางเพลิงสถานที่ราชการ ทำลายกล้องวงจรปิด ระบบสื่อสารและสาธารณูปโภค รวมถึงการเผาทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน

นายสรรเพชญกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมาติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง ทั้งในจุดที่เป็นหน่วยงานราชการและพื้นที่ประกอบการของภาคเอกชน เพื่อให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนในหลายมิติ หลังเสร็จสิ้นภารกิจในจังหวัดกระบี่จึงได้เดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานีทันที

“เมื่อคืนเมื่อทราบข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด วันนี้หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดกระบี่ จึงเดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานี เพื่อมาดูพื้นที่จริง มารับฟังจากเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือมาให้กำลังใจทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะอาคารหรือทรัพย์สิน แต่กระทบถึงการให้บริการประชาชน การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ด้วย” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ อบต.บางเขา รถดับเพลิงและรถเก็บขยะที่ได้รับความเสียหายถือเป็นเครื่องมือที่ท้องถิ่นใช้ให้บริการประชาชนโดยตรง ขณะที่เหตุที่ร้าน 7-Eleven บางปู ก็สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถานที่ราชการ แต่ยังลามไปถึงภาคธุรกิจ พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไปในชุมชน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสำรวจความเสียหาย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และทำให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ นายสรรเพชญได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเร่งสำรวจและรวบรวมความเสียหายจากจุดเกิดเหตุต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งทรัพย์สินของทางราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อจัดทำรายละเอียดความเสียหายและกรอบวงเงินที่จำเป็น ก่อนเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สำหรับการซ่อมแซม ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และไม่ปล่อยให้ผลกระทบจากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญได้กำชับหน่วยงานในสังกัดที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานข้อมูลกับฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถรับมือและแก้ไขผลกระทบได้ทันต่อสถานการณ์

“วันนี้สิ่งที่อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนคือขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เราต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ และทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผมเองจะติดตามสถานการณ์ และในส่วนที่กระทรวงคมนาคมสามารถเข้าไปสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาได้ ก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่” นายสรรเพชญกล่าว

SME D Bank ลุยภาคใต้!! หนุนเอสเอ็มอีใต้โตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ หาดใหญ่ จัดงานใหญ่ ดอกเบี้ยพิเศษ 3% 3 ปีแรก คลินิกแก้หนี้ พร้อมสัมมนาเสริมทักษะ

SME D Bank เดินหน้าหนุนเศรษฐกิจแดนใต้ จัด “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติฯ” เติมทุน แก้หนี้ เพิ่มยอดขาย พาเอสเอ็มอีไทยโตยั่งยืน 31 ส.ค.นี้ ณ หาดใหญ่

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแดนใต้ ยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ แบบครบวงจร พาเติบโตยั่งยืน เชิญเข้าร่วม “มหกรรมรวมพลัง 3 มิติ พา SMEs ไทย โตยั่งยืน” จัด ณ ห้องภูผาเมฆ ชั้น 3 โรงแรมทีอาร์ร็อคฮิลล์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ภายในงานอัดแน่น ด้วยบริการเสริมแกร่ง ประกอบด้วย มิติที่ 1 เข้าถึงแหล่งทุน ด้วยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity , สินเชื่อ ปลุกพลัง SME และ สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME ช่วยยกระดับ ปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด

พร้อมรับโปรโมชัน ลดค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการ (Front End Fee) 0.50% ยื่นกู้ในงานได้ทันที มิติที่ 2 แก้หนี้ยั่งยืน ช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง จัดคลินิกให้คำปรึกษาเพื่อลดภาระหนี้เดิม พาธุรกิจรอดพ้นวิกฤตและไปต่อได้อย่างมั่นคง ผ่านมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย และลดค่างวดผ่อนชำระ และ มิติที่ 3 เสริมแกร่ง ยกระดับและเพิ่มศักยภาพ ด้วยกิจกรรมสัมมนา Workshop “ปั้น Influencer ติดตะกร้า เปลี่ยนโพสต์ธรรมดาให้ขายดี ด้วย Affiliate Tools” จากวิทยากรชื่อดัง “โย-คณากร คงประทีป” เติมความรู้และทักษะการสร้างรายได้ด้วยออนไลน์ ที่สำคัญได้รับเกียรติจาก นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แจ้งความประสงค์เข้าร่วมงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลงทะเบียนผ่าน QR Code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1357

Social Development Expo 2026 มหกรรมพัฒนาสังคมครั้งใหญ่ รวมพลังร่วมสร้างสังคมยั่งยืน 120 วันผลงานเด่นเน้นช่วยชุมชน ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูลดิจิทัล

พม. จัดใหญ่ “Social Development Expo 2026” เพื่อคนไทยทุกคน” 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดงานมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ "Social Development Expo 2026 (SDX 2026)" ภายใต้แนวคิด "Co-Creating a Better Society ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน" ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 นับเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ได้ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน และร่วมออกแบบอนาคตของสังคมไทย ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ผลงานวิชาการ และต้นแบบการพัฒนาสังคมจากทั่วประเทศ นำไปสู่การออกแบบอนาคตของสังคมไทยที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เพราะทุกคนคือพลังของการสร้าง "สังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยพิธีเปิดเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม และมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โดยในงานนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กล่าวปาฐกถา พร้อม เปิดผลงาน 120 วัน ของกระทรวง พม. โดยระบุว่า กระทรวง พม. "ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมที่เป็นเพียงการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปรับระบบการทำงานใหม่ ให้มองประชาชนเป็นรายคน รายครอบครัว และรายพื้นที่ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปให้ถึงมือของประชาชนผู้ที่ต้องการอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก การให้ประชาชนเข้ามารับความช่วยเหลือ ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล ค้นหา เข้าถึง และติดตามดูแลประชาชนเชิงรุก โดยการนำระบบดิจิทัลและ AI มาเชื่อมสิทธิสวัสดิการ และโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น

สำหรับผลงานสำคัญในช่วงที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบฐานข้อมูล MSDHS Big Data เชื่อมข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากฐานข้อมูล MSO-Logbook เข้ากับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 231,091 ราย , การพัฒนาระบบ พม. Care เพื่อขอรับเงินสงเคราะห์ 6 ประเภท ด้วยตัวเอง ผ่านระบบออนไลน์บนสมารท์โฟน ซึ่งมีผู้ใช้บริการ 3,503 ราย , การเชื่อมบริการสำหรับคนพิการผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งมีคนพิการใช้งานมากถึง 71,642 คน , การยกระดับ สายด่วน พม. โทร. 1300 ด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการประชาชนอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ , ยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบ 435 แห่ง , ขับเคลื่อนศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็กต้นแบบ 434 แห่ง , สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 2.42 ล้านคน และผลักดันให้มีคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนครบทุกระดับ 8,778 แห่ง

อีกทั้ง สนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและระบบสวัสดิการฐานราก ซึ่งมีสมาชิกสวัสดิการชุมชน 2.51 ล้านคน , ขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) 2,258 แห่งทั่วประเทศ โดยให้การดูแลผู้สูงอายุ 169,150 คน , ผลักดันการปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท , สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับคนพิการอีก 17,000 คน , ปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการแล้ว 10,559 หลัง , ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง 24,482 ครัวเรือน , ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ 75,772 คน และสร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบางอีก 16,213 คน , สนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพแก่คนพิการและผู้สูงอายุ 9,509 ราย วงเงิน 455 ล้านบาท , ขยายวงเงินกู้กองทุนคนพิการจาก 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังคงเดินหน้าปรับระบบราชการให้เป็นประตูที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเข้าใจประชาชน ลดขั้นตอนบริการ พร้อมทบทวนและปรับปรุงกฎหมายสำคัญรวม 8 ฉบับ และผลักดันร่างกฎหมายด้าน Universal Design เพื่อวางรากฐานให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ใช้ชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

"ก้าวต่อไปของกระทรวง พม. ไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่คือการวางวาระรวมของระบบสังคมใหม่ ด้วยการเชื่อมคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน โดยทุกนโยบาย ทุกสวัสดิการ ต้องสามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นายนิกร กล่าวย้ำ

รถไฟยะลางดเดินวันที่สอง!! วางบอมบ์ช่วงมะรือโบ-ตันหยงมัส งดเดินรถชั่วคราวเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ประชาชนยังใช้รถไฟเป็นทางเลือก รฟท.แจ้งซ่อมแซมพร้อมเปิดบริการเร็วๆ นี้

บรรยากาศสถานีรถไฟยะลา หลังเหตุบอมบ์ทางรถไฟ "มะรือโบ-ตันหยงมัส" ผู้โดยสารยังหวังพึ่งรถไฟสายประหยัด หลังงดเดินวันที่สองเพื่อความปลอดภัย

จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเส้นทางรถไฟบริเวณช่วงระหว่างสถานีมะรือโบ – ตันหยงมัส เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หมอนคอนกรีตได้รับความเสียหายและแตกหัก โชคดีไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ล่าสุด วันนี้ (24 ส.ค. 69) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังคงปิดทางและงดเดินรถช่วงระหว่างสถานีมะรือโบ – ตันหยงมัส เป็นการชั่วคราว เพื่อรอให้ฝ่ายความมั่นคงเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดก่อนดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย พร้อมปรับแผนการเดินรถเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงาน

ในขณะที่บรรยากาศการเดินทางที่สถานีรถไฟยะลา ขบวนรถไฟสายอื่นๆ เช่น ขบวนมุ่งสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช (ออกจากสถานียะลา เวลา 06.35 น.) ยังคงให้บริการตามปกติ โดยมี เจ้าหน้าที่ รปภ. รถไฟ และเจ้าหน้าที่ อส. รถไฟ คอยดูแลความปลอดภัยให้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังคงมีประชาชน เดินทางมาสอบถามข้อมูลการเปิดเดินรถไปยังอำเภอสุไหงโก-ลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรถไฟเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ช่วยประหยัดและลดภาระค่าใช้จ่าย

สำหรับขบวนรถที่งดให้บริการในวันนี้ (24 ส.ค. 69) ขบวน 453 (ยะลา - สุไหงโก-ลก) ขบวน 448 (สุไหงโก-ลก - ยะลา) ขบวน 448 (รอออกต้นทางยะลา เวลา 08.28 น.)

ทั้งนี้ หากการซ่อมแซมเส้นทางแล้วเสร็จและมีความปลอดภัยพร้อมเปิดให้บริการ การรถไฟฯ จะประกาศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบทันทีประชาชนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย: โทร. 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง) สถานีรถไฟยะลา: โทร. (073) 214-207 หรือ (073) 212-737

ภาพ/ข่าว : NBT ยะลา

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/952610687871117/?rdid=yP6qJ0c5i8QUKHGc#

พลังงานกลายเป็นไพ่ใบใหม่ของอิหร่าน!! หลังค้นพบก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ท่ามกลางศึกเศรษฐกิจรอบใหม่ ช่วงสงครามกดดันเศรษฐกิจอิหร่าน

ดูเหมือนสหรัฐฯ อาจต้องเหนื่อยกับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มอีกหลายรอบที่มีต่ออิหร่าน เพราะล่าสุด เตหะรานขุดเจอก๊าซธรรมชาติกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มูลค่าอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์

มีรายงานว่า โมห์เซน ปักเนจาด (Mohsen Paknejad) รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ทางตอนใต้ของจังหวัดฟาร์ส (Fars) มีปริมาณก๊าซมากกว่า 7.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือประมาณ 212,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปักเนจาด ระบุว่า ปริมาณก๊าซดังกล่าว เทียบเท่ากับการผลิตจากหนึ่งเฟสของแหล่งก๊าซ South Pars เป็นเวลาประมาณ 15 ปี ซึ่งอิหร่านประเมินว่าจะสร้างความมั่งคั่งใหม่ให้ประเทศคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

การค้นพบเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านกำลังซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะเดียวกันวอชิงตันก็กำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1381460500808973/?rdid=Ip9tZZaxGwmuDJOt#

ไทยออยล์ ยกระดับชุมชน!! ครบรอบ 65 ปีเดินหน้าพัฒนา ส่งมอบหลังคาทางเดินโรงพยาบาลแหลมฉบัง สนับสนุนงบกว่า 170 ล้านบาทต่อเนื่อง เน้นเพิ่มคุณภาพชีวิตสุขภาวะชุมชนอย่างยั่งยืน

ไทยออยล์ เคียงข้างชุมชน 65 ปี เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้ส่งมอบโครงการก่อสร้างหลังคาทางเดินให้แก่โรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยแก่ผู้มาใช้บริการ โดยมีคุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย รศ. (พิเศษ) นพ. สุพจน์ พวงลำใย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแหลมฉบัง และคณะผู้บริหาร ร่วมในพิธีส่งมอบโครงการดังกล่าว ณ โรงพยาบาลแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ตลอดระยะเวลา 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุมด้านสุขภาวะและกีฬา ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้านการศึกษา ตลอดจนด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาวะ

ไทยออยล์ได้ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบัง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐแห่งเดียวในพื้นที่แหลมฉบังด้วยงบประมาณรวมกว่า 170 ล้านบาท เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์ อาทิ การก่อสร้าง "อาคารไทยออยล์" (อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการร่วมมือกับโรงพยาบาลแหลมฉบังในการดูแลสุขภาวะเชิงรุก ผ่านโครงการตรวจสุขภาพช่องปากแก่เยาวชนรอบโรงกลั่น

เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปี ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจในการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิศวกรได้ออกแบบและก่อสร้างหลังคาทางเดินความยาว 55 เมตร จากลานจอดรถสู่อาคารอ่าวอุดม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาวะของประชาชน และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

เร แม๊คโดนัลด์ ไอคอนเด็กแนวของวัยรุ่นไทย: ชีวิต งาน และมรดกที่ฝากไว้ให้คนรุ่นต่อไป

เป็นเวลา 5 วันแล้ว นับตั้งแต่ เร แม๊คโดนัลด์ หรือ “พี่เร” ไอคอนของวัยรุ่นไทยยุค 90‘ ต่อยุคมิลเลนเนียมได้ออกเดินทางไกลเป็นครั้งสุดท้าย (บทความนี้เขียนขึ้นในวันที่ 23 สิงหาคม 2569)
ถ้าคุณเคยนิยามตัวเองว่าเป็นวัยรุ่นในช่วง 20-30ปีมานี้ ชื่อ “เร แม๊คโดนัลด์” คงไม่ใช่แค่ชื่อของนักแสดงคนหนึ่ง แต่คือความทรงจำ คือตัวแทนแห่งพลังงานอันล้นเหลือแห่งยุคสมัย คือช่วงเวลาที่พวกเราแอบผู้ใหญ่มองผ่านจอโทรทัศน์แล้วรู้สึกว่า “เป็นตัวเองแบบนี้ก็เท่ได้นี่หว่า“ ใดๆdigestวันนี้ขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปทำความรู้จักพี่ชายสุดเท่คนนี้อีกครั้ง เพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เขาฝากไว้ในใจใครหลายคน

เด็กหนุ่มร้อยเอ็ดที่กล้าแตกต่าง

เร แม๊คโดนัลด์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2520 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ลูกครึ่งไทย-สกอตแลนด์ที่เติบโตมาพร้อมความมั่นใจในตัวเอง ในยุคที่โทรทัศน์ไทยเต็มไปด้วยความเป็นทางการและบทที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว เร แม๊คโดนัลด์ กลับก้าวเข้าสู่วงการด้วยความเป็นธรรมชาติแบบไม่ปรุงแต่ง หมุดหมายสำคัญในการแจ้งเกิดในวงการ คือพิธีกรรายการ “ทีนทอล์ค” (Teen Talk) รายการที่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยแห่งแรกๆ ที่วัยรุ่นไทยได้เห็นคนพูดในสิ่งที่คิด แต่งตัวในแบบที่ต้องการ และไม่ต้องเสแสร้งเป็นใครเลยนอกจากตัวเอง ผ่านคำพูดกวนๆ ท่าทางที่ผู้ใหญ่ในยุคนั้นอาจจะมองว่ากวนประสาท แต่ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความจริงใจจนทะลุจากจอมาให้พวกเราได้สัมผัส สำหรับวัยรุ่นยุคนั้น นี่คือการปลดล็อกครั้งใหญ่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครในจอทีวีที่ “กวนๆ แต่จริงใจ” แบบนี้มาก่อน

เมื่อ “ความต่าง” กลายเป็นพลังขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ

สิ่งที่ทำให้เร แม๊คโดนัลด์ ไม่เหมือนพระเอกคนไหนในยุคเดียวกัน คือเขาไม่เคยพยายามเป็นภาพจำแบบใคร เขาแต่งตัวในสไตล์ของตัวเอง พูดในสิ่งที่คิด และใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเชื่อ แต่สิ่งที่ยิ่งทำให้เขาแตกต่างและโดดเด่นกว่านักแสดงชายในรุ่นเดียวกันคือ จังหวะและการเลือกรับงานแสดงที่ทำให้ความเป็นศิลปินตัวพ่อเปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง “ฝันบ้าคาราโอเกะ” (2540) ของผู้กำกับ“ติสต์” พอๆกันอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้ตั้งแต่ผลงานเปิดตัว และคว้าซ้ำอีกครั้งในปีถัดมาจากภาพยนตร์ที่ใครหลายคนยกให้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของหนุ่มสาวในยุคมิลเลนเนียมอย่าง “โอ-เนกาทีฟ รัก-ออกแบบไม่ได้” นี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เป็นการพิสูจน์ให้วัยรุ่นยุคนั้นเห็นว่า การเป็นตัวเองแบบสุดโต่งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ โดยไม่ต้องฝืนเป็นใครเพื่อให้คนยอมรับ
ตลอดเส้นทางเกือบ 30 ปี เร แม๊คโดนัลด์ มีผลงานภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง ทั้งหนีตามกาลิเลโอ, นาคปรก, The Eye 10, ตีสาม และ O.T. รวมทั้งเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ แต่ที่สำคัญไปกว่าบทบาทใดๆ คือภาพจำของ “เด็กแนวต้นตำรับ” ที่จุดประกายให้เด็กหนุ่มสาวยุค 90 กล้าแต่งตัวแปลก กล้าคิดต่าง กล้าเดินตามเสียงของหัวใจตัวเอง แทนที่จะเดินตามกรอบที่สังคมหรือผู้ใหญ่คนไหนๆขีดไว้ให้

จากไอดอลจอแก้ว สู่คนพาฝันออกเดินทาง

แม้เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เร แม๊คโดนัลด์ ก็ไม่เคยหยุดสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน เขาก้าวเข้าสู่บทบาทพิธีกรรายการท่องเที่ยวสายลุยแบบแบ็กแพ็กเกอร์คนแรกๆของประเทศ พาผู้ชมสัมผัสโลกกว้างแบบดิบๆ จริงใจ ไม่ปรุงแต่ง จากที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สู่เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียที่เชื่อมยุโรปกับเอเชียเข้าด้วยกัน กระโดดขึ้นรถตุ๊กๆขับเดินทางข้ามหลายพรมแดนในหลายประเทศ เดินเท้าสู่หลายเมืองในอินเดีย สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างในดินแดนห่างไกลสุดขอบโลกในประเทศเปรู เร แม๊คโดนัลด์ทำให้คนไทยจำนวนมากกล้าสะพายเป้ออกเดินทางค้นหาตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยไม่รวมถึงการทำตัวเป็นแขกที่น่ารักและให้เกียรติทุกคน ทุกวัฒนธรรมและทุกสถานที่ๆไป ที่เขาทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในทุกๆการเดินทางของเขาจนเป็นภาพจำในสไตล์การเดินทางของเร แม๊คโดนัลด์

ในช่วงท้ายของชีวิต เขายังกลับมารวมตัวกับเพื่อนสนิทอย่างลีโอ พุฒ และต้าร์ บาร์บี้ ทำคอนเทนต์ในโลกยูทูบ ส่งต่อพลังงานแบบเดิมให้กับคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทันได้ดูเขาในจอทีวียุค 90 ด้วยซ้ำ

และในบทบาทพ่อ เขาก็ยังคงเป็นแบบอย่างของความอบอุ่น มอบเวลาและความรักให้ลูกชายและภรรยาที่เป็นเพื่อนคู่คิดที่คอยสนับสนุนเข้าอย่างเต็มที่ พาครอบครัวออกเดินทางเรียนรู้โลกไปด้วยกัน

มรดกที่แท้จริงที่เร แม๊คโดนัลด์ ฝากไว้

สิ่งที่เร แม๊คโดนัลด์ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นต่อไปคงไม่ใช่รางวัลต่างๆบนหิ้งที่เขาเคยได้รับมา แต่คือบทเรียนที่ว่า “การเป็นตัวเอง” คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด เขาสอนวัยรุ่นยุค20-30ปีหลังมานี้โดยไม่ต้องใช้คำพูดให้กล้าแตกต่าง กล้าเดินในเส้นทางที่ไม่มีใครเดิน และกล้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้จะไม่มีใครในยุคนั้นทำแบบเดียวกันมาก่อน แรงบันดาลใจแบบนี้เองที่ยังคงถูกส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น ด้วยความทรงจำของแฟนคลับและคนที่รักและชื่นชมเขามาจนทุกวันนี้

การจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ข่าวการจากไปของเร แม๊คโดนัลด์ สร้างความช็อกให้กับวงการบันเทิงไทยและแฟนๆ ทั่วประเทศ เขาเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักย่านพัฒนาการ กรุงเทพฯ ในวัย 49 ปี ท่ามกลางความอาลัยรักจากครอบครัว เพื่อนร่วมวงการ และผู้คนที่เติบโตมาพร้อมกับผลงานของเขา

แม้วันนี้เร แม๊คโดนัลด์ จะเดินทางไกลไปยังที่ที่ไม่มีวันย้อนกลับ แต่สำหรับใครหลายคนเขาจะยังคงเป็นภาพจำของความกล้าที่จะเป็นตัวเอง เป็นแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันจางหายไปจากความทรงจำ

สิ่งที่ เร แม๊คโดนัลด์ บอกกับพวกเราผ่านการใช้ชีวิตของเขาก็คือ

“ออกไปค้นหาโลกให้มากที่สุดเท่าที่แรงของเรายังมี เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราจะเหลือไว้ไม่ใช่จำนวนสถานที่ที่เราเคยไป แต่คือประสบการณ์ที่เปลี่ยนให้เราเป็นคนที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น”

แม้การจากไปในวัย 49 ปีอาจจะคิดได้ว่าค่อนข้างเร็วเกินไปสำหรับคนที่ยังมีพลังงานล้นเหลือที่จะสร้างสรรค์งานดีๆต่อไปได้ แต่สุดท้ายแล้วคุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อมไม่ได้อยู่ที่ชีวิตนั้นยืนยาวเพียงใดแต่อยู่ที่ชีวิตนั้นได้สร้างอะไรที่ เป็นประโยชน์ ไว้ให้กับผู้อื่นต่างหาก ชีวิตที่หากแม้จะสั้นแต่ได้สร้างสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้อื่นฝากไว้ ก็นับเป็นชีวิตที่สวยงามและสว่างไสวควรค่าแก่การได้รับความรักและความระลึกถึงอย่างสุดหัวใจ และชีวิตของเร แมคโดนัลด์ ก็เป็นดังนั้น

ขอให้เร แม๊คโดนัลด์ เดินทางสู่จุดหมายที่ดีที่สุดด้วยความปลอดภัย และนำความรักจากทุกคนที่มีเขาเป็นหนึ่งในตัวแทนช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุดติดตัวไปด้วย ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจที่ฝากไว้ให้พวกเราทุกคน

ด้วยจิตคารวะ

สนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ

หลักเกณฑ์ใหม่ในการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศหลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ โดยตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารต้องตรวจสอบสัมภาระลงทะเบียน (สัมภาระที่จะโหลดใต้ท้อง) ให้เป็นไปตามประกาศเกี่ยวกับวัตถุต้องห้าม สิ่งของผิดกฎหมาย และข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยของสนามบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

หากปรากฏพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้าม พนักงานตรวจค้นมีอำนาจเปิดสัมภาระลงทะเบียนได้ โดยไม่ต้องตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสาร ซึ่งจะมีการบันทึกภาพการเปิดสัมภาระและใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้นไว้ภายในสัมภาระให้เจ้าของทราบ

ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้โดยสารใช้อุปกรณ์ล็อกมาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ที่สามารถเปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปิดกระเป๋าหากต้องมีการตรวจค้น

การตรวจสอบสิ่งของในสัมภาระก่อนเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกเที่ยวบิน

TSA Lock (Transportation Security Administration lock) คือระบบล็อคกระเป๋าเดินทางแบบพิเศษที่ได้รับการยอมรับจากระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินนานาชาติ

วิธีการทำงาน

1. วิธีการใช้งาน: สามารถเปิดและปิดกระเป๋าได้ โดยใช้รหัสส่วนตัว 3 หรือ 4 หลัก (หรือกุญแจมาตรฐาน)

2. การเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินจะพก กุญแจหลัก ที่สามารถใช้เปิดรูกุญแจเฉพาะบนตัวล็อค

3. การป้องกัน: หากเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง จะสามารถปลดล็อกและล็อกกระเป๋าให้ โดยไม่ตัดหรือทำลายกระเป๋าหรือตัวล็อก ซึ่งตามปกติแล้ว ตัวล็อกที่ไม่ใช่ของ TSA Lock มักจะถูกตัดออกด้วยการงัด ตัด หรือกระแทก จนชำรุดเสียหาย

4. ญลักษณ์: สามารถจำแนกแม่กุญแจ TSA Lock ที่ได้รับการรับรองได้จาก สัญลักษณ์ ที่ได้รับการอนุมัติจาก TSA (มักจะเป็นรูปเพชรสีแดง)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top