Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

Grab ลุยยุทธศาสตร์ กางแผนปี 2569 ชู Winning with Purpose Together เน้นนวัตกรรมบริการครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เดินหน้าสร้างสมดุลอีโคซิสเต็มธุรกิจ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ขยายฐานลูกค้าใหม่

แกร็บ กางโรดแมปปี 69 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”

เร่งส่งนวัตกรรม-เจาะเซกเมนต์ใหม่ มุ่งรักษาสมดุลอีโคซิสเต็ม 

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”


มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย โดยยังคงรักษาสมดุลของอีโคซิสเต็ม พร้อมสานต่อกลยุทธ์ “Barbell Strategy” นำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม
เร่งพัฒนานวัตกรรมควบคู่การขยายเซกเมนต์ใหม่ทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปและลูกค้าองค์กร
หนุนรัฐบาลเร่งกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างงาน-อาชีพ รับวิกฤติพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2568 ถือเป็น
อีกปีที่แกร็บสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ พร้อมปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” 

“ในธุรกิจการเดินทาง ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จอย่างมากกับการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด (SAVER) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคาในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด โดยมีอัตราการใช้บริการที่เติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและลูกค้าเชิงธุรกิจ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง GrabExecutive เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่ต้องการจองรถล่วงหน้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ รวมถึงลูกค้าองค์กร”

“สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี เรานำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความหลากหลายของร้านอาหารผ่านแฟลกชิปแบรนด์อย่าง GrabThumbsUp และ Only at Grab โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านเหล่านั้นได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตลอดโครงการ” 

ทั้งนี้ ธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
โดยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%

นางสาวจันต์สุดา กล่าวเสริมว่า “เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย” 

“ในด้านธุรกิจ เราจะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่าง
การเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อ
จับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
ฟีเจอร์ Group Ride ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น Discover ที่ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็น ของร้านอาหารต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า”

“นอกจากนี้ แกร็บยังรุกตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ อย่างกลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก
สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว
Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล การส่งแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาท ต่อปี รวมถึงการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ซึ่งถือเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไป เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาท และผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน”

ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

“ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การสนับสนุนการจัดอีเวนท์ระดับโลกและเทศกาล
เชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บ
ในประเทศต่างๆ” นางสาวจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 800 เมือง
ใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วย อำนวยความสะดวกให้ผู้คน
หลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบาย ในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ เวเบอร์ แชนด์วิค (ประเทศไทย)

25 มีนาคม 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรม เปิดระบบยุติธรรมทันสมัย ยกระดับมาตรฐานสากลยอมรับ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434 คือวันที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยสู่ความทันสมัยและเป็นระบบเดียวที่เชื่อถือได้

ในยุคนั้น ประเทศไทยกำลังปฏิรูปประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะการจัดระเบียบราชการและระบบยุติธรรมที่กระจัดกระจายและไม่เป็นเอกภาพ การมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงยุติธรรมช่วยสร้างเอกภาพในการบริหาร ควบคุมมาตรฐาน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากอำนาจชาติตะวันตก ผ่านระบบสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่จำกัดอำนาจศาลไทย ทำให้ไทยต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและเป็นสากลของระบบศาล เพื่อรักษาอธิปไตยและสิทธิของชาติบนเวทีโลก ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ

ด้วยการรวมศูนย์การบริหารคดีและระบบศาล ก่อให้เกิดมาตรฐานที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ลดความคลุมเครือในการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ภารกิจของกระทรวงยังช่วยวางรากฐานให้การปรับปรุงกฎหมายและระบบการปกครองทันต่อสภาพสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น วันที่ 25 มีนาคม 2434 จึงไม่ใช่เพียงวันที่ก่อตั้งหน่วยงานราชการ แต่เป็นวันประกาศชัดว่า "ความยุติธรรมต้องเป็นระบบ" เป็นโครงสร้างสำคัญของชาติและเครื่องมือปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมภายในประเทศ และคงไว้ซึ่งอธิปไตยท่ามกลางแรงกดดันภายนอก

ที่มา : https://www.lib.ru.ac.th/journal/oct/oct23_ck_index_6.html

https://th.wikipedia.org/wiki/กระทรวงยุติธรรม

ไทยอ่วม! ฮอร์มุซสะเทือนไทย นักวิชาการชี้ LNG แพงแรง ค่าไฟรอบใหม่เสี่ยงพุ่ง ชง 4 มาตรการรับมือ ฟื้นโรงไฟฟ้าเก่าทันที

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน ปชช. เตรียมเผชิญ “ค่าไฟแพง” หลังสู้รบตะวันออกกลางกระทบการผลิตก๊าซธรรมชาติ ดันราคาก๊าซ LNG โลกพุ่ง-ราคาในประเทศสูงกว่าเดิมเท่าตัว จับตาค่าไฟงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 ระบุวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซทำไทยหา LNG เพิ่มได้อีกไม่มาก เสนอรัฐเร่ง “ฟื้นโรงไฟฟ้าเก่า” พร้อมเดินหน้า 4 มาตรการทันที บนเป้าหมาย “ไฟฟ้าไม่ดับ - ราคาพอรับได้” พูดชัด! หลังจากนี้จะไม่มีค่าไฟที่ไม่แพง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านในปัจจุบัน ได้ลุกลามบานปลายจนสร้างความเปราะบางต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานทั้งโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานกันไปมา ยิ่งทำให้พลังงานโลกเกิดวิกฤตความไม่มั่นคง เพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ได้ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานนี้จะส่งผลต่อราคาพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซ LNG ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟในประเทศไทย

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ผลพวงจากกรณีที่อิหร่านตอบโต้อิสราเอลด้วยการยิงขีปนาวุธใส่โรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกก๊าซ LNG รายสำคัญของโลก เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ได้ทำให้ราคาก๊าซ LNG โลกพุ่งสูงขึ้น คาดการณ์กันว่าจากการทำลายโรงงานผลิตก๊าซ LNG จะทำให้ปริมาณก๊าซ LNG ของโลกลดลงไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2564 โดยจะต้องใช้เวลา 1 – 5 ปี ในการซ่อมแซมฟื้นฟูจึงจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตต่อได้เช่นเดิม จึงน่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทยที่ต้องนำเข้าก๊าซ LNG มากกว่า 72% เพื่อผลิตไฟฟ้า และเกินครึ่งหนึ่งในนี้เป็นการนำเข้าจากกาตาร์

“ขณะนี้ราคาก๊าซ LNG ก็พุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 120% แล้ว คืออยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ในขณะที่ก่อนเกิดสงครามอยู่ที่ 11 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู และยังมีการคาดการณ์ต่อไปว่า ราคาอาจพุ่งไปถึง 170% ซึ่งหาก LNG ราคาสูงขึ้นภายใต้สูตรการคำนวณค่าไฟของไทยจะทำให้ค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มสูงขึ้นแน่ๆ คาดกันว่าค่าไฟรอบใหม่ในเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 จะเพิ่มขึ้น 0.58 บาทต่อหน่วย แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้แน่นอน ซึ่งก็มีการส่งสัญญาณมาแล้วว่าจะตรึงราคาเอาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่ก็ต้องติดตามต่อว่าจะทำได้หรือไม่” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

ทั้งนี้ การตรึงราคาไฟฟ้าจะไม่เหมือนการตรึงราคาน้ำมัน เพราะไทยไม่มีกองทุนไฟฟ้าเหมือนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เวลาที่รัฐบริหารจัดการค่า Ft และราคาค่าไฟฟ้าจะเป็นการกระจายแหล่งการจัดหาเชื้อเพลิงที่ราคาไม่แพง รวมถึงตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้ช่วยแบกรับต้นทุนไว้ช่วงหนึ่ง ซึ่งภายใต้ราคา LNG เดิม รัฐก็มีภาระค่าเชื้อเพลิงและหนี้เดิมที่ต้องจ่ายคืนให้ กฟผ. จำนวนราว 4 หมื่นล้านบาท และ ปตท. อีกจำนวนประมาณ 1.2 – 1.3 หมื่นล้านบาท อยู่แล้ว ดังนั้นในปัจจุบันที่ราคา LNG พุ่งขึ้นอย่างมาก หากรัฐจะให้ กฟผ. และ ปตท. แบกรับต่อก็ต้องหาทางตกลงกันให้ได้ แต่ถ้าเลือกใช้กลไกนี้ต่อจริง ในระยะยาวค่าไฟก็จะแพงขึ้นด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า แม้ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพยายามเดินหน้าหาซัพพลาย LNG เพิ่ม หรือเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่นอกจากกาตาร์ แต่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ประเทศต่างๆ ลดหรือห้ามส่งออก LNG ให้อยู่ดี ดังนั้นประเทศไทยอาจจะต้องเตรียมใจด้วยว่าอาจหา LNG เพิ่มขึ้นไม่ได้มาก

สำหรับข้อเสนอเพื่อรับมือวิกฤตก๊าซธรรมชาติที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการในทันที คือ 1. รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศให้ได้ เพื่อทดแทนบางส่วนที่นำเข้าได้ลดลง 2. รัฐบาลต้องมีการฟื้นการผลิตของโรงไฟฟ้าเก่าๆ ที่ยังสามารถเรียกกลับมาใช้งานได้ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ฯลฯ  ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่ค่อนข้างสูง โดยสูงกว่าความต้องการในช่วงที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดอย่างเดือน เม.ย. - พ.ค. พอสมควร แต่ก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้าบางแห่งต้องหยุด หรือปิดไป เนื่องจากขณะนั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

3. การออกมาตรการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน และลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น เช่น ป้ายไฟโฆษณาอาจต้องลดการใช้ลง ปิดสถานศึกษา หลังเที่ยงคืนอาจพิจารณาให้ปิดร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง ฯลฯ

4. การใช้วิกฤตพลังงานในครั้งนี้เป็นบทเรียน และให้ความสำคัญกับ “ความเสี่ยง” ด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นอันดับต้นๆ ในการเดินหน้าปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปัจจุบัน โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน หรืออื่นๆ เต็มรูปแบบ และลดการพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน Gas Turbine ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ อีกด้วย ชิ้นส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนเช่นกัน ทำให้เงินลงทุนสูงและจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าฐานในอนาคต

“การบริหารจัดการเรื่องไฟฟ้าจะไม่เหมือนน้ำมัน เพราะไฟฟ้ากักตุนไม่ได้ ฉะนั้นต้องตั้งเป้าคือทำยังไงก็ได้ให้ประเทศไฟไม่ดับ ซึ่งจาก Reserve Margin ของไทยที่สูงขนาดนี้ถ้าบริหารดีๆ เรื่องไฟดับก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น ส่วนราคาก็ควรต้องทำให้อยู่ในระดับที่พอรับได้ ต้องยอมรับว่าหลังจากนี้จะไม่มีค่าไฟที่ไม่แพง และหลายภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย ภาคการบริการ ธุรกิจธนาคาร ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่โรงพยาบาล รวมถึงการลงทุนทำ Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากด้วย” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

SPRC ลุยผลิตเต็มกำลัง โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลังสูงสุด บริหารการจัดหาน้ำมันทั่วประเทศ เพิ่มความคล่องตัวรับมาตรการกระทรวง พร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

SPRC เดินหน้าการผลิตเต็มกำลัง

บริหารจัดการการกระจายน้ำมันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ระยอง วันที่ 24 มีนาคม 2569 — จากปัจจัยด้านสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในระยะสั้นของประเทศไทยทะยานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานในภาพรวม บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่มีหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน (Complex Refinery) ขอเรียนว่า บริษัทฯ ยังคงดำเนินการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ ครอบคลุมทั้งด้านการจัดหา การผลิต และการกระจายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลังสูงสุด เพื่อบรรเทาความตึงตัวในห่วงโซ่อุปทานพลังงาน

ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้นำมาตรการผ่อนปรนของกระทรวงพลังงานล่าสุดมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการและช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงตัวของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ลูกค้าและผู้บริโภคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

สมาคมน้ำไทยจับมือมธ. ลงนาม MOU พัฒนาการกีฬากระโดดน้ำ ใช้ มธ.รังสิต เป็นแคมป์เยาวชน สระมาตรฐานรองรับทีมชาติอย่างเต็มที่ เสริมแกร่งนักกีฬาผลิตทีมชาติไทย

สมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อพัฒนากีฬากระโดดน้ำระดับเยาวชนและต่อยอดสู่ทีมชาติไทย โดยจะใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์ฝึกซ้อมหลักสำหรับนักกีฬาเยาวชน

โดย พล.ต.ดร. ธนนท์ แสงนาค อุปนายกสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย และ “โค้ชตึก” นายธนาวิชญ์ โถสกุล เลขาธิการสมาคม เป็นผู้แทนลงนามในครั้งนี้ ที่ยิมเนเซียม 7 ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 24 มี.ค. โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมด้วย

ยรรยง อัครจินดานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "ศูนย์กีฬาทางน้ำ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ได้มาตรฐานระดับเอเชียนเกมส์ ใช้สำหรับฝึกกีฬากระโดดน้ำอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมเป็นแคมป์อบรมเยาวชนแบบครบวงจร" พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับนักกีฬา

ส่วน  โค้ชตึก  นายธนาวิชญ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทยพูดถึงความสำคัญของศูนย์ฝึกในไทยว่า "มี 2 แห่งคือสัตหีบ และ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งที่นี่สำคัญมากเพราะใกล้กรุงเทพ และมีนักเยาวชนกว่า 40 คน ที่นี่ผลิตนักกีฬาทีมชาติชุดใหญ่จำนวนมาก"

หลังพิธีลงนาม พล.ต.ดร. ธนนท์, "โค้ชตึก" และผู้ช่วยศาสตราจารย์ มานะ ภู่หลำ ผู้อำนวยการสมาคม เดินทางเยี่ยมนักกีฬาเยาวชน ตรวจเช็คอุปกรณ์และสถานที่ฝึกซ้อมเพื่อให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10182698

เตือนทั่วโลก!! สหรัฐฯ แจ้งเตือนพลเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะตะวันออกกลาง รับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เฝ้าระวังเหตุคุกคาม เช็กประกาศจากสถานทูตใกล้บ้าน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แนะนำให้พลเมืองอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ชาวอเมริกันที่อยู่ต่างประเทศควรปฏิบัติตามคำแนะนำในประกาศเตือนด้านความปลอดภัยที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั้งนี้ การปิดน่านฟ้าเป็นระยะอาจส่งผลให้การเดินทางเกิดความติดขัดหรือหยุดชะงักได้

สถานที่ทำการทางการทูตของสหรัฐฯ รวมถึงพื้นที่นอกตะวันออกกลาง ตกเป็นเป้าหมายมาแล้ว ขณะที่กลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจพุ่งเป้าไปยังผลประโยชน์อื่น ๆ ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและ/หรือชาวอเมริกันทั่วโลก

ขอให้ลงทะเบียนที่ step.state.gov เพื่อรับประกาศเตือนด้านความปลอดภัยล่าสุด และติดตามช่อง “U.S. Department of State - Security Updates for U.S. Citizens” บน WhatsApp หรือบัญชี @TravelGov บน X

เมื่อวางแผนการเดินทาง ควรอ่านคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) และข้อมูลรายละเอียดของจุดหมายปลายทางอย่างรอบคอบ รวมถึงประกาศเตือนล่าสุดที่ travel.state.gov/destination

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1370980751734634&id=100064681657178&post_id=100064681657178_1370980751734634&rdid=tWkBMgj2WRmmyIby#

วิเคราะห์ศึกอิหร่าน ชำแหละแผนสหรัฐฯ บุกอิหร่าน นักวิเคราะห์ชี้เสี่ยงพังทั้งยุทธศาสตร์ ภาพลักษณ์มหาอำนาจ สหรัฐฯ พลาดข่าวกรอง แผนรบ เสี่ยงเขย่าเศรษฐกิจ ความมั่นคงโลก

อดีตนายทหารสวีเดนชี้ ปฏิบัติการสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน “เร่งรีบ-ขาดการวางแผน” เสี่ยงเขย่าเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก

มิคาเอล วัลเตอร์สสัน อดีตนายทหารกองทัพสวีเดนและผู้เชี่ยวชาญด้านป้องกันภัยทางอากาศ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Sputnik โดยประเมินว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังอิหร่าน เป็นการดำเนินการที่ “สมัครเล่นและวางแผนมาไม่ดี” พร้อมเตือนว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

วัลเตอร์สสันมองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึง “ความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งในด้านข่าวกรองและการวางแผน” โดยเฉพาะหากมีการพิจารณาเปิดปฏิบัติการโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เขาระบุว่า แนวคิดดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นความพยายามอย่างเร่งด่วนเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานและความมั่นคงทางทะเล

ในมุมของผู้เชี่ยวชาญรายนี้ อิหร่านยังคงมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่ฝ่ายที่เปิดฉากโจมตี โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของปฏิบัติการยกพลขึ้นบก ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีความเปราะบางมากที่สุดสำหรับกองกำลังรุก

เขาอธิบายว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเปิดฉากโจมตีในลักษณะดังกล่าว ขั้นตอนแรกจำเป็นต้องกวาดทุ่นระเบิดออกจากเส้นทางเดินเรือก่อน แต่เรือเฉพาะทางที่ปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ จะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของฝ่ายอิหร่านทันที เนื่องจากมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของปฏิบัติการ

นอกจากนี้ จำนวนกำลังพลของอิหร่านที่ประจำอยู่บนเกาะยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน แต่วัลเตอร์สสันคาดว่าอาจมีมากกว่ากำลังรบขนาดหน่วยนาวิกโยธินเฉพาะกิจ หรือ Marine Expeditionary Unit (MEU) เพียง 1 หน่วย ซึ่งหมายความว่า หากสหรัฐฯ ต้องการยกพลขึ้นบกให้สำเร็จ อาจต้องใช้กำลังสนับสนุนจาก MEU หลายหน่วย พร้อมยอมรับความเสี่ยงต่อการสูญเสียอย่างหนักในช่วงเปิดฉาก

อีกหนึ่งปัจจัยที่เขาเห็นว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญ คือ เรือสะเทินน้ำสะเทินบกของสหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าใกล้ชายฝั่งเพื่อสนับสนุนภารกิจยกพลขึ้นบก ซึ่งทำให้เรือเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายมูลค่าสูงของฝ่ายป้องกันทันที โดยเฉพาะหากอิหร่านยังคงมีระบบอาวุธต่อต้านเรือพร้อมใช้งาน

วัลเตอร์สสันยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากสหรัฐฯ สูญเสียเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ หรือ LPH แม้เพียงลำเดียว ก็อาจกลายเป็นความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ในทางยุทธวิธีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจทางทหารที่ถูกมองว่าแทบไร้เทียมทาน

ในด้านการสนับสนุนทางอากาศ วัลเตอร์สสันประเมินว่า แม้กองทัพสหรัฐฯ จะมีศักยภาพสูงในการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แต่กลับเผชิญข้อจำกัดอย่างมากเมื่อต้องรับมือกับหน่วยรบขนาดเล็กของอิหร่านที่มีความคล่องตัวสูง และติดอาวุธด้วยขีปนาวุธต่อต้านเรือ รวมถึงขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ

เขาระบุว่า การใช้เฮลิคอปเตอร์เพื่อสนับสนุนการรบระยะใกล้ในพื้นที่เช่นนี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป ขณะที่การใช้โดรน แม้จะช่วยทดแทนได้บางส่วน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านพิสัยและความต่อเนื่องของปฏิบัติการ โดยเฉพาะหากยังไม่สามารถยึดพื้นที่ตั้งหลักที่มั่นคงได้

โดยสรุป วัลเตอร์สสันมองว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านโดยปราศจากการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ก็อาจต้องเผชิญทั้งความสูญเสียทางทหาร ความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ และผลกระทบในระดับโลก ทั้งต่อเส้นทางพลังงาน เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ที่มา : Sputnik

ฟิลิปปินส์อ่วม!! ปิดปั๊มน้ำมัน 403 แห่ง เกิดจากราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วประเทศ รัฐเร่งสอบโยงกักตุน-ปั่นราคา คาดน้ำมันพอใช้ถึงกลางเดือนเม.ย.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์เปิดเผยว่าในวันจันทร์ที่ 23 มี.ค. 69 มีสถานีบริการน้ำมันกว่า 400 แห่งทั่วประเทศต้องหยุดให้บริการ เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

โฆษกสำนักงานตำรวจ 'แรนดูล์ฟ ตูอาโน' เผยว่า จำนวนสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวเพิ่มเป็น 403 แห่ง จาก 273 แห่งเมื่อวันที่ 18 มี.ค. โดยสถานีบริการน้ำมันทั้งหมดที่ได้รับการติดตามมีจำนวน 14,313 แห่งทั่วประเทศ และคาดว่าปริมาณน้ำมันยังพอใช้ได้จนถึงกลางเดือนเมษายนนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีเกี่ยวกับการจำหน่ายเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย การกักตุน และการหากำไรเกินควรในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ยังประสานงานกับกระทรวงพลังงานเพื่อสอบสวนและเฝ้าระวังสถานีบริการน้ำมันที่ปิดทำการ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการปั่นราคาน้ำมันในบางราย

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความตึงเครียดในตลาดพลังงานฟิลิปปินส์ที่ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อประชาชนและการบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาลอย่างเร่งด่วน

ที่มา : Xinhua

24 มีนาคม 2493 ในหลวง ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ จากสมาพันธรัฐสวิสนิวัติถึงราชอาณาจักรไทย จุดเริ่มปีพระราชพิธีใหญ่ต่อเนื่อง ภาพความปีติปริ่มใจของประชาชนในพระนคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัติกลับประเทศไทยจากสมาพันธรัฐสวิส เปิดฉากปีแห่งพระราชพิธีสำคัญที่ต่อเนื่องกันในปีเดียวกัน และเป็นการกลับบ้านครั้งแรกหลังจากทรงศึกษาและประทับอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2489

การเสด็จนิวัติครั้งนี้ได้รับการจัดอย่างเป็นทางการด้วยกระบวนรับเสด็จ และการนำเรือเดินสมุทร Selandia และเรือรบหลวงศรีอยุธยาเป็นพาหนะในการเสด็จขึ้นสู่พระนคร เสมือนการเชื่อมโยงความต่อเนื่องของสถาบันกษัตริย์กับประชาชนในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ

บันทึกเหตุการณ์ในไทม์ไลน์ “Thailand Journey” ของ Bangkok Post ระบุว่า การประทับในประเทศไทยครั้งนี้กินเวลาราว 73 วัน พร้อมกับพระราชพิธีใหญ่หลายงาน ได้แก่ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 8, พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บ้านเมือง

สังคมไทยในเวลานั้นรู้สึกปลาบปลื้มและตื่นตาตื่นใจกับการเสด็จนิวัติที่สะท้อนความหวังของชาติและความต่อเนื่องของสถาบัน พระนครเต็มไปด้วยประชาชนที่มารอต้อนรับด้วยความปีติ ความทรงจำในวันนั้นมีความหมายทั้งในแง่พิธีการและความร่วมใจของประชาชน

24 มีนาคม พ.ศ. 2493 จึงเป็นวันหมุดหมายสำคัญ ตั้งต้นปียุคใหม่ของพระราชพิธีและเป็นภาพความทรงจำร่วมที่สะท้อนความมั่นคงและความหวังของบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยยุคหลังสงคราม

ที่มา : https://thailandjourney.bangkokpost.com/timeline/1950/the-return-of-the-king

Her in Frame เธอในภาพนั้น ‘กระทรวงพลังงาน’ จับมือ ‘กฟผ.’ เปิดกล้องภาพยนตร์ใหม่ ‘พี่หน่อง’ อำนวยการผลิต ถ่ายทอดรักเหนือกาลเวลา

กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด จัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง “Her in Frame เธอในภาพนั้น” ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความทรงจำ และพรหมลิขิตผ่านภาพถ่ายที่เชื่อมอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และรัชกาลที่ 9 สะท้อนความหมายของความรักมั่นคง ผูกพัน และสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสู่รัชสมัยรัชกาลที่ 10

เรื่องราวเล่าถึง “มินตรา” ภัณฑารักษ์สาว และ “ตะวัน” ช่างภาพหนุ่มที่เริ่มต้นความสัมพันธ์จากภาพถ่ายในกล้องฟิล์มเก่า นำพาไปสู่การตามหาความจริงระหว่างกรุงเทพฯ ถึงเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนักแสดงนำอย่าง ‘ต่อ ธนภพ’ และ ‘ลีน่า ลลินา’

งานนี้อำนวยการผลิตโดย ‘พี่หน่อง อรุโณชา’ และกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกโดย ‘พี่กู่ เอกสิทธิ์’ โดยมีพิธีบวงสรวงวันที่ 23 มีนาคม 2569 เตรียมฉายในเดือนสิงหาคมนี้

“เพราะบางภาพไม่ได้เพียงบันทึกด้วยกล้อง แต่บันทึกด้วยหัวใจ……” คำโปรยที่ช่วยสะท้อนความพิเศษของภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10181615

https://x.com/Theupclose/status/2035940333255881127/photo/1


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top