ย้อนรอยโอมานก่อนอิสลาม!! โอมานครองความเป็นอิสระทางการเมือง สะพานเชื่อมโลกอาหรับและเปอร์เซีย เปิดพื้นที่แสดงออกทางสังคม รากฐานอัตลักษณ์ทางการเมืองมั่นคง
บทความใน FB : ดร.ศราวุฒิ อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
#โอมานก่อนอิสลาม : ดินแดนชายขอบของเปอร์เซีย สะพานเชื่อมโลกอาหรับ และรากฐานของอัตลักษณ์
จำได้ว่า ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 ผมมีภารกิจเดินทางไปตุรกีด้วยสายการบินโอมาน แอร์ โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่กรุงมัสกัตนานถึง 24 ชั่วโมง นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศของประเทศโอมานอย่างจริงจัง ทันทีที่ลงจากเครื่องที่มัสกัต มีคนมารอรับและพาผมเที่ยวชมเมืองตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในโอมาน ทริปสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ ดร. นรา อิลาชาน ที่ช่วยประสานงานและจัดทุกอย่างให้เป็นอย่างดี
หนึ่งในสถานที่สำคัญที่เราไม่พลาดไปเยือนคือ มัสยิดใหญ่สุลต่านกอบูส (Sultan Qaboos Grand Mosque) และที่นั่นเองทำให้ผมได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสังคมโอมานที่น่าสนใจยิ่ง
เย็นวันนั้น หลังละหมาดมัฆริบ ผู้คนหลายร้อยคนที่มาร่วมละหมาดไม่ได้เดินทางกลับบ้านในทันที แต่กลับรวมตัวกันอยู่ภายในบริเวณมัสยิด เพื่อแสดงออกและประท้วงต่อการโจมตีของอิสราเอลในกาซ่า ซึ่งในเวลานั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่า ผมเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมการแสดงออกดังกล่าวด้วย
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ กิจกรรมลักษณะนี้แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเปิดเผยในหลายประเทศริมอ่าวอาหรับ เพราะผู้ปกครองเหล่านั้นกังวลว่าการชุมนุมทางการเมืองอาจขยายตัวและกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคง
แต่สิ่งที่ผมเห็นในโอมานกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองในวันนั้น โอมานดูเป็นประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงออกทางความคิดได้มากกว่าที่ผมคาดไว้ และมีบรรยากาศทางสังคมที่ค่อนข้างผ่อนคลายเมื่อเทียบกับประเทศอาหรับเพื่อนบ้านบางประเทศ
24 ชั่วโมงในมัสกัตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางไปตุรกี แต่กลายเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทำให้ผมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโอมาน ประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรอาหรับที่มีวิธีจัดการกับความแตกต่างทางความคิดและการแสดงออกของประชาชนในแบบที่น่าสนใจไม่น้อย
การจะทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดของโอมานอย่างที่ว่า เราคงต้องย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์กันซักนิด เรื่องราวของโอมานเริ่มต้นจากการเป็นพื้นที่ชายขอบของจักรวรรดิยักษ์ใหญ่ในอดีตที่ผลัดกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งนี้ โดยเฉพาะจักรวรรดิเปอร์เซีย
ในความเป็นจริง โอมานตั้งอยู่บนจุดตัดของโลกหลายใบพร้อมกัน ทางเหนือเชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซีย ทางตะวันตกเชื่อมกับทะเลทรายอาหรับ ทางใต้เปิดสู่เยเมนและมหาสมุทรอินเดีย ส่วนทางตะวันออกหันหน้าออกสู่เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน ตำแหน่งที่ตั้งเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจในสมัยโบราณไม่อาจมองข้าม
สำหรับจักรวรรดิเปอร์เซีย การควบคุมโอมานหมายถึงการควบคุมประตูทางทะเลของอ่าวเปอร์เซียและเส้นทางการค้าสู่มหาสมุทรอินเดีย ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ยุคของจักรพรรดิไซรัสมหาราชแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิด ต่อเนื่องมาถึงจักรวรรดิพาร์เธียน และต่อมาในยุคของจักรวรรดิซาสซาเนียน พื้นที่ชายฝั่งของโอมานจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเปอร์เซียเป็นระยะเวลายาวนาน
อย่างไรก็ตาม โอมานไม่เคยเป็นจังหวัดธรรมดาของจักรวรรดิใด ภูมิประเทศของโอมานเต็มไปด้วยภูเขาสูง หุบเขาลึก และพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ซึ่งทำให้การควบคุมจากส่วนกลางเป็นเรื่องยาก แม้เปอร์เซียจะสามารถควบคุมเมืองท่าสำคัญตามแนวชายฝั่งได้ แต่การแผ่อำนาจเข้าไปยังพื้นที่ภายในกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
สภาพเช่นนี้ทำให้โอมานกลายเป็นพื้นที่กึ่งอิสระมาโดยตลอด และในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มีผลต่ออัตลักษณ์ของโอมานมาจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าอาหรับกลุ่มหนึ่งได้อพยพออกจากบริเวณมะอ์ริบในเยเมน
เหตุผลของการอพยพดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ บางคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรมของระบบชลประทานและเขื่อนมะอ์ริบอันเลื่องชื่อ ขณะที่บางคนมองว่าเป็นผลจากการแข่งขันทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างชนเผ่าต่าง ๆ ในอาระเบียใต้
ผู้นำของการอพยพครั้งนี้คือ มาลิก บิน ฟะห์ม
ตามบันทึกของนักประวัติศาสตร์อาหรับยุคต้น (ฮิชาม อิบน์ อัล-กัลบี) มาลิกสามารถรวบรวมกำลังของชนเผ่าต่าง ๆ และเคลื่อนเข้าสู่โอมาน ก่อนจะเอาชนะกองกำลังเปอร์เซียที่ประจำอยู่ในภูมิภาค
ชัยชนะดังกล่าวทำให้เขาสถาปนาอำนาจขึ้นที่เมืองนิซวา ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหัวใจทางการเมืองและศาสนาของโอมานชั้นใน
เหตุการณ์นี้มีความสำคัญมากกว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนดุลอำนาจระหว่างโลกเปอร์เซียกับโลกอาหรับในโอมาน
ชนเผ่าที่ติดตามมาลิก บิน ฟะห์ม เข้ามานั้นถือว่าตนเองเป็น “เกาะห์ฏอนีย์" (Al-Qahtani) หรือชาวอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ คือในวัฒนธรรมอาหรับยุคโบราณ การแบ่งสายตระกูลระหว่างเกาะห์ฏอนีย์กับอัดนานีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เกาะห์ฏอนีย์ถูกมองว่าเป็น "อาหรับดั้งเดิม" หรือ "อาหรับบริสุทธิ์" ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอารยธรรมโบราณของเยเมน เช่น อาณาจักรสะบาอ์ ฮิมยัร และฮัดรอเมาต์
ขณะที่อัดนานีซึ่งกระจายตัวอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกมองว่าเป็นกลุ่มอาหรับอีกสายหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างออกไป ความทรงจำเกี่ยวกับต้นกำเนิดเกาะห์ฏอนีย์นี้ยังคงฝังรากลึกในสังคมโอมานมานานหลายศตวรรษ และเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวโอมานมองตนเองแตกต่างจากศูนย์กลางอำนาจในคาบสมุทรอาหรับตอนกลาง
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของชนเผ่าอาหรับไม่ได้หมายความว่าอิทธิพลของเปอร์เซียจะสิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกลับพัฒนาความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ
คือแทนที่จะปกครองโดยตรง จักรวรรดิซาสซาเนียนเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า "จูลันดา"
ภายใต้ระบบนี้ ผู้นำท้องถิ่นชาวอาหรับได้รับสิทธิในการบริหารดินแดน แต่ยังคงยอมรับอำนาจอธิปไตยของเปอร์เซีย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาวอาหรับปกครองโอมานในนามของเปอร์เซียนั่นเอง
ระบบเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจักรวรรดิ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำท้องถิ่นสะสมอำนาจและทรัพยากรของตนเอง
ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของชนชั้นนำโอมานที่มีทั้งอัตลักษณ์อาหรับและประสบการณ์ในการบริหารรัฐตามแบบเปอร์เซีย นี่เป็นประสบการณ์ทางการเมืองที่รัฐอาหรับหลายแห่งในคาบสมุทรไม่มี
ยิ่งเวลาผ่านไป ชนชั้นนำเหล่านี้ยิ่งมีความมั่นใจและเป็นอิสระมากขึ้น จนในบางช่วง พวกเขาแทบไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเปอร์เซียอย่างแท้จริง หลักฐานสำคัญประการหนึ่งคือเหตุการณ์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 7 เมื่อจักรวรรดิซาสซาเนียนภายใต้การนำของกษัตริย์โครสโรสที่ 2 ต้องส่งกองทัพกลับมายึดครองโอมาน บาห์เรน และฮัดรอเมาต์อีกครั้ง
ความหมายก็คือหากโอมานยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ การส่งกองทัพเช่นนี้ย่อมไม่มีความจำเป็น ดังนั้น การรณรงค์ทางทหารครั้งดังกล่าวจึงสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้น่าจะมีระดับของความเป็นอิสระอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีกคือโอมานได้พัฒนาความรู้สึกเรื่องการปกครองตนเองและอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนขึ้นมาแล้ว
นี่คือจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่หลายภูมิภาคของอาหรับกำลังรอการรวมตัวภายใต้ศาสนาอิสลาม โอมานกลับมีประสบการณ์ของการบริหารตนเอง การต่อรองกับมหาอำนาจ และการรักษาสมดุลระหว่างอิทธิพลภายนอกกับอำนาจภายในมาเป็นเวลาช้านาน
เมื่อศาสนาอิสลามเดินทางมาถึงโอมานในคริสต์ศตวรรษที่ 7 อิสลามจึงไม่ได้มาถึงดินแดนว่างเปล่า แต่มาถึงสังคมที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเข้มแข็ง มีชนชั้นนำของตนเอง มีประสบการณ์ในการปกครองตนเอง และมีประวัติศาสตร์ของการต่อต้านอำนาจภายนอกอยู่แล้ว
ปัจจัยเหล่านี้เองที่จะส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวโอมานรับอิสลาม ตีความอิสลาม และสร้างสถาบันทางการเมืองที่แตกต่างจากโลกมุสลิมส่วนใหญ่ในเวลาต่อมา










