Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

“สัณหพจน์” ลุยแก้ปัญหา “ปาล์มน้ำมัน” ภาคใต้ ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเบรกผลศึกษากรมการค้าภายใน

ดร.สัณหพจน์ ประธานอนุกมธ.ปาล์มน้ำมัน พร้อมคณะกมธ.ที่มีนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ เป็นประธาน ลงพื้นที่ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ ตรวจสอบข้อเท็จจริงการขาดทุน และการบริหารจัดการหนี้กว่า 1,000 ล้านบาท หวั่นส่งผลกระทบเกษตรกรชาวสวนปาล์มภาคใต้ พร้อมติดเบรกผลการศึกษาโครงสร้างราคาปาล์มน้ำมัน ของกรมการค้าภายใน ตั้งข้อสงสัยช่วยโรงงาน หรือเกษตรกร

ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.เขต 2 จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาโครงสร้างราคาการตรวจสอบการลักลอบการนำเข้าน้ำมันปาล์ม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันอย่างเป็นระบบ (กมธ.ปาล์มน้ำมัน) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่จ.กระบี่ พร้อมคณะกมธ. เพื่อตรวจสอบกระบวนการและโครงสร้างการรับซื้อปาล์มน้ำมันดิบ และปัญหาหนี้สินของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด

ทั้งนี้ความคืบหน้า กรณีปัญหาขาดทุนของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ซึ่งอยู่ในระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงเรื่องความโปร่งใสในการบริหาร

สำหรับกรณีปัญหาดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสหกรณ์ปาล์มน้ำมันจำนวน 13 แห่ง ในพื้นที่ภาคใต้รวม 5 จังหวัดได้แก่ จ.กระบี่ ตรัง พังงา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งมีสมาชิกกว่า 20,000 คน รวมไปถึง เจ้าหน้าที่และแรงงาน ของชุมนุมสหกรณ์ฯ เอง และเจ้าหนี้ซึ่งเป็นสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนอีก 17 แห่ง ซึ่งชุมนุมสหกรณ์ฯ ได้ค้างชำระหนี้ค่าผลปาล์มสดกว่า 31 ล้านบาท

“ปัญหาเรื่องการจัดการหนี้สินของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ซึ่งมีหนี้สินกว่า 1,000 ล้านบาท จึงทำให้ต้องมีการขายโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันเพิ่ม เป็นแห่งที่ 2 แต่ก็ปรากฏว่า กรรมการฯ ยังไม่ความเข้าใจในส่วนกฎหมาย พ.ร.บ.สหกรณ์ มาตรา 20 ถ้าที่ประชุมใหญ่หรือที่ประชุมคณะกรรมการดําเนินการสหกรณ์ ลงมติอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อบังคับระเบียบของสหกรณ์ ระเบียบหรือคําสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ ให้นายทะเบียนสหกรณ์ หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์มีอํานาจสั่งยับยั้งหรือเพิกถอนมตินั้นได้

กมธ.จึงได้เชิญ นายประกอบ เผ่าพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้ข้อมูลและดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยมีประเด็นเรื่อง การเป็นกรรมการ มีหน้าที่กำหนดราคาซื้อขายโรงงานเอง และซื้อขายให้กับบริษัทที่ตนเองเป็นกรรมการมีอำนาจลงนามเอง โดยไม่ผ่านมติของที่ประชุมใหญ่ที่มีสมาชิกกว่า 20,000 คน ซึ่งผิดหลักการตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่จะต้องเข้าไปดูแล และให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องเกษตรกร

ในส่วนของการจ่ายหนี้สินพบว่า ชุมนุมสหกรณ์ มีหนี้สินที่ค้างชำระให้กับ ธ.ก.ส. เกือบ 700 ล้านบาท ที่สำคัญยังเป็นหนี้ค้างชำระค่าผลปาล์มสด  กับสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนอีก 17 แห่งมูลค่ากว่า 31 ล้านบาท รวมทั้งเจ้าหน้าที่และแรงงานอีก 323 คน กว่า 63 ล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ของชาวสวนปาล์มน้ำมัน เจ้าหน้าที่และแรงงานนั้น ผมได้ให้ความคิดเห็นว่าควรจะต้องได้รับการเยียวยาก่อนเป็นอันดับแรก” ดร.สัณหพจน์ กล่าว

กรณีนี้ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากมีผู้เสียหายทั้งในส่วนของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ 13 แห่ง ในชุมนุมสหกรณ์ฯ และสหกรณ์-วิสาหกิจชุมชนซึ่งเป็นเจ้าหนี้อีก 17 แห่ง รวมผู้ได้รับผลกระทบอาจสูงถึง 20,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เจ้าหน้าที่และแรงงาน ที่มีรายได้หลักของครอบครัวจากส่วนนี้ ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบจำเป็นที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบดูแลอย่างจริงจัง

ด้านเรื่องของการปรับโครงสร้างราคาปาล์มน้ำมัน แม้ว่าปัจจุบันราคาปาล์มทะลายจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจาก อนุกมธ. ตรวจสอบการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศอย่างจริงจัง รวมถึงนโยบายการส่งเสริมการใช้น้ำมันปาล์มของรัฐบาล แต่คณะอนุกมธ.เห็นว่า ยังต้องมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มทั้งระบบ เพื่อให้คงราคาในต่ำกว่า 5 บาท ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน

กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ “มาเลเซียโมเดล” ที่พบว่ามีการวิเคราะห์และจัดทำโครงสร้างราคาผลผลิตจากปาล์มน้ำมันทั้งระบบ โดยใช้เปอร์เซ็นต์การให้น้ำมัน (Oil Extraction Rate : OER) ซึ่งเป็นค่าที่บอกถึงความสามารถการให้น้ำมันปาล์มของผลปาล์ม และจ่ายราคาในแต่ละส่วน เช่น ชั้นเนื้อปาล์ม (Mesocarp) มี %OER ที่ 24% ชั้นกะลา (Shell) มี %OER เฉลี่ยที่ 7% และชั้นเมล็ดใน (Kernel) มี %OER ที่เฉลี่ย 6%  แต่ต้องไม่ใช่การศึกษาและจัดทำโครงสร้างจากข้อมูลต้นทุนการผลิตของโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม

“ที่ผ่านมากรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทำการศึกษาข้อสรุปของโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มทั้งระบบในประเทศ โดยวิเคราะห์จากข้อมูลต้นทุนการผลิตของโรงงานบีบสกัดน้ำมันปาล์มกว่า 30 แห่ง แล้วเอามาหาค่าเฉลี่ย เพื่อคิดเป็นต้นทุนค่าผลิต ซึ่งผิดต่อหลักการที่จะเอามาใช้เป็นสูตรในการคำนวณโครงสร้างราคา โดยค่าบีบน้ำมัน โรงงานของไทยที่เสนอมาอยู่ที่ 3-5 บาท ในขณะที่มาเลเซีย มีราคาค่าบีบน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 1.50 บาท/กก.

กมธ.ตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย หรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในภาคใต้ ซึ่งอยู่ในพื้นที่และมีผลงานการศึกษาวิจัยเรื่องของปาล์มน้ำมัน เป็นจำนวนมาก เหตุใดจึงไม่ว่าจ้างให้ทำการศึกษา โดยที่กรมการค้าภายในไม่ยอมเข้าให้ข้อมูลในกรณีดังกล่าว และอ้างว่า จะต้องให้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) อนุมัติเสียก่อน จึงเป็นที่น่าสงสัย ถึงความโปร่งใส และความจริงใจในการทำงานของกรมการค้าภายใน ต่อการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน

ดังนั้นเมื่อนำโครงสร้างราคาที่ตั้งต้นมาจากต้นทุนผลิตของโรงงาน มาใช้ในการรับซื้อผลปาล์มดิบ ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่โรงงาน ทำให้โรงงานน้ำมันปาล์มในไทย คืนทุนเร็วภายใน 4 ปี มีกำไรกว่า 100 ล้านในทุกปี แต่พี่น้องเกษตรกรกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อพี่น้องเกษตรกรอยู่ไม่ได้ เลิกทำสวนปาล์ม เพราะต้นทุนการปลูกสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และค่าจ้างแรงงาน บวกกับโรงงานกดราคารับซื้อ ก็จะไม่มีผลผลิตเข้าไปป้อนโรงงาน ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร แรงงาน โรงงานน้ำมันปาล์ม รวมทั้งประชาชนทั้งประเทศซึ่งเป็นผู้บริโภค” ดร.สัณหพจน์ กล่าวในตอนท้าย

‘พันธมิตรจิตอาสา’ แท็กทีม! ส่งกำลังใจให้ POLICE ผ่านข้าวกล่องปันอิ่ม พบตำรวจนครบาลติดเชื้อโควิดกว่า 1,200 ราย เสียชีวิตแล้ว 12 นาย

วันที่ 14 กันยายน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. รับมอบข้าวกล่องอุ่นร้อนพร้อมรับประทานโครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจสู้ภัยโควิด-19” พร้อมเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ สมุนไพรฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย น้ำเสริมภูมิต้านโควิดร่างกาย จากสมาคมโฮมีโอพาธีย์ ประเทศไทย ข้าวสาร และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากเครือข่ายพันธมิตรจิตอาสา ประกอบด้วย สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิสหชาติ กลุ่มบริษัทในเครือ เวิลด์เมดิคอลซัพพลาย ตัวแทนนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่น 1 (ปสม.) หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่น 11-12 (สสสส.) นำโดย นายสมชาย จรรยา ผศ.ดร.ภูริวัจน์ ปุณยวุฒิปรีดา นายสมิษฐิ์ มหาปิยศิลป์ นายธนนนท ตุลาวสันต์ นางสาวพรทิพย์ เตชะสมบูรณากิจ และนายยิ่งยศ จิตเพียรธรรม ตัวแทนหลักสูตร บรอ.รุ่น 4 ส่งมอบเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับข้าราชการตำรวจที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงแรม “เดอะ ทวิน ทาวเวอร์” ถนนรองเมือง นอกจากยังมอบอาหารพร้อมทานให้กับสื่อมวลชนภาคสนาม ที่ปักหลักรายงานข่าวใน บช.น. ด้วย

นายสมชาย จรรยา เปิดเผยว่า กลุ่มพันธมิตรจิตอาสา มีความห่วงใยข้าราชการตำรวจ เพราะทุกหน้างานมีความเสี่ยง มีตำรวจติดเชื้อโควิด-19 หลายนาย ลุกลามไปถึงครอบครัว และคนใกล้ชิด นั่นคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกอาชีพ ด้วยความห่วงใย ได้รวบรวมสิ่งของนำมาแบ่งปัน เพื่อสร้างรอยยิ้ม เติมความสุข เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำหรับโครงการ “ครัวปันอิ่ม” ของเครือซีพี ที่กลุ่มพันธมิตรจิตอาสา ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ นำมอบอาหารปรุงสำเร็จพร้อมทาน ส่งถึงมือชาวบ้านในยามหิว ดำเนินการต่อเนื่องทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมเป็นต้นมา โดยลงพื้นที่ตามชุมชนต่าง ๆ ในลักษณะกระจายเพื่อให้ครอบคลุม ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด ที่มีการแพร่ระบาดในระดับดพื้นที่สีแดงเข้ม

ด้านพล.ต.ต.สมนึก น้อยคง รองผบช.น. กล่าวว่า จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเขตพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พบมีข้าราชการตำรวจในสังกัดติดเชื้อแล้ว 1,236 ราย หายป่วยแล้ว 882 ราย เสียชีวิต 12 ราย คงเหลือรักษาตัว 342 คน โดยมีกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง 2,044 ราย ทำการกักตัว 277 ราย โดยมีการแยกกักตัวและรักษา ทั้ง ในโรงพยาบาลตำรวจ โรงแรม “เดอะ ทวิน ทาวเวอร์” แฟลตตำรวจ และตามบ้านพัก

พิจิตร - กอ.รมน.พิจิตร ร่วมกับเกจิดังเมืองพิจิตร ‘หลวงปู่นวล อัคคธัมโม’ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ covid

ณ วัดศรีสุทธาวาส ต.ท้ายทุ่ง อ.ทับคล้อ กอ.รมน. จังหวัดพิจิตรนำโดย พ.อ.ศักดิ์สิทธิ์ นิลจันทร์ รอง ผอ.กอ.รมน.พิจิตรร ร่วมกับ พระครูพิเศษสุทธิคุณ หรือหลวงปู่นวล อัคคธัมโม เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองพิจิตร จิตอาสา 904 และกลุ่มเพื่อนรักบางมูลนาก ร่วมกันทำกิจกรรมดี ๆ เพื่อสังคมในห้วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโรคโควิด ที่กำลังแพร่ระบาดส่งผลกระทบในการดำรงชีวิต รวมไปถึงเกิดพิษเศรษฐกิจทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิต   

โดยความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ อาศัยศูนย์รวมใจของชาวพุทธก็คือวัด โดยหลวงปู่นวล นอกจากเป็นที่พึ่งทางใจของศาสนิกชนแล้ว ก็ยังมาสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้าน ในกิจกรรมครั้งนี้ ได้มอบข้าวสารอาหารแห้ง ยารักษาโรค นม และน้ำดื่ม จัดเป็นชุดมอบให้แก่ครัวเรือนที่ประสบปัญหาทางสังคม ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้ยากไร้ และผู้ประสบปัญหาว่างงาน บริเวณหมู่ที่ 11 ตำบลท้ายทุ่ง อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ในการนี้พระเดชพระคุณหลวงปู่นวล เกจิอาจารย์ชื่อดังได้ประพรมน้ำมนต์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมพิธี และผู้ที่มารับของในการร่วมต่อสู้กับโรคร้ายด้วย


ภาพ/ข่าว  ไอซ์ ทับคล้อ มนสิชา คล้ายแก้ว

ลำปาง - มจร.วส.นครลำปางจัดกิจกรรม "ปันน้ำใจ เราไม่ทิ้งกัน ครั้งที่ 2" ครบรอบสถาปนา "134 มหาจุฬา

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง จัดกิจกรรม โครงการ "ปันน้ำใจ เราไม่ทิ้งกัน ครั้งที่ 2" เนื่องในโอกาสครบรอบสถาปนา "134 มหาจุฬา" โดยทางกิจการนิสิตฯได้นำนิสิตบรรพชิตและคฤหัสถ์มาช่วยกันจัดทำข้าวกล่องเพื่อนำไปมอบให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนผู้มาฉีดวัคซีนที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ซึ่งเป็นโครงการ "ปันน้ำใจ เราไม่ทิ้งกัน" ครั้งที่ 2 โดยวิทยาลัยสงฆ์นครลำปางได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมสนองนโยบายอธิการบดีและในวันนี้ ซึ่งได้ร่วมบูรณาการกับทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตจัดทำข้าวกล่องจำนวน 600 ชุด โดยในงานนี้ได้รวบรวมปัจจัยจากคณะครู อาจารย์ นิสิต ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ และผู้มีจิตศรัทธา จำนวนหนึ่งมาเป็นค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ ในยามเกิดวิกฤตทางวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ก็ไม่ทอดทิ้งกัน จะช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกันตามกำลังความสะดวก ดังสุภาษิตคำพังเพยที่ว่า "เพื่อนแท้ก็จะเห็นใจกัน ในยามทุกข์ยากลำบาก"

โดยในช่วงเวลา 11.00 น. ตัวแทนผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ ได้เดินทางไปมอบข้าวกล่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่อบจ.ลำปางที่ปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 200 ชุด และ ได้ร่วมออกโรงทานแจกอาหาร น้ำดื่ม ให้กับประชาชนที่มาเข้ารับการฉีดวัคซีน จำนวน 400 กล่อง ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ถ.ป่าขาม ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง "134 ปี มหาจุฬาฯ พัฒนาปัญญาและคุณธรรม นำสังคมสู่สันติสุข"


ภาพ/ข่าว  ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

แม่ฮ่องสอน - ชาวบ้านลุ่มน้ำยวมส่งหนังสือถึง “บิ๊กป้อม” วอน กก.วล.เลื่อนการพิจารณา EIA ผันน้ำยวม

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 นายสะท้าน ชีวะวิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน เปิดเผยว่า ขณะนี้เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม-เงา-เมย-สาละวินได้ส่งหนังสือ ถึงคณะรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ เพื่อขอให้เลื่อนการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และขอให้ส่งกลับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.) ทบทวนการพิจารณารายงานให้ครอบคลุมในทุกมิติ 

นายสะท้านกล่าวว่าเครือข่ายฯ  ทราบว่า คชก. ได้พิจารณาผ่านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้จัดส่งรายงานดังกล่าวให้ กก.วล.เพื่อพิจารณาแล้ว และ กก.วล.จะมีการพิจารณาในวันที่15 กันยายน 2664 ซึ่งซึ่งเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม-เงา-เมย-สาละวิน เห็นว่า EIA ฉบับนี้จะส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งโครงการประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ อาทิ เขื่อนแม่น้ำยวม ถังพักน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำ ฯลฯ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำเมย แม่น้ำยวม แม่น้ำสาละวิน และพื้นที่ของอุโมงค์ส่งน้ำใน 3 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน ตาก และเชียงใหม่ นอกจากนี้โครงการดังกล่าว ยังจะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเมยและสาละวิน อันเป็นเขตพรมแดนไทย-พม่า ซึ่งเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ และอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศเมียนมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

โดยที่ผ่านมาทางเครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือต่อเลขาธิการ สผ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการดำเนินโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำดังกล่าวไปยังหน่วยงานตลอดมา 

“เราระบุในหนังสือว่า คชก. ก็ยังคงผ่านรายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม โดยหนังสือฉบับนี้ เครือข่ายฯ ขอเรียนมาเพื่อขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการฯ โดยขอให้เลื่อนการพิจารณารายงาน EIA ของ กก.วล.และขอให้ส่งกลับรายงานให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯทบทวนการพิจารณารายงานให้ครอบคลุมในทุกมิติ พร้อมทั้งขอให้ดำเนินการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างรอบด้านครบทุกกลุ่ม อีกทั้ง ขอให้นำข้อห่วงกังวลหรือข้อคิดเห็นของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรง ให้ดำเนินการทบทวนการทำรายงานรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการฯ ให้ครอบคลุมในทุกมิติ” นายสะท้าน กล่าว

ในวันเดียกันมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ออกแถลงการณ์ คัดค้านโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม – อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล  โดยระบุว่าโครงการดังกล่าว ต้องใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 5 แห่ง และพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติ 1 แห่ง สูญเสียพื้นที่ป่าทั้งสิ้น 3,641.77 ไร่ ปัจจุบันรายงาน EIA กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของ กก.วล.พิจารณาทั้งที่รายงานดังกล่าว ยังมีข้อกังขาถึงกระบวนการจัดทำรายงานฯ ความถูกต้องของข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ว่าผู้มีส่วนได้-เสียในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่

“มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในนามของตัวแทนเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ 19 องค์กรตามรายชื่อแนบท้าย ได้ทำการยื่นจดหมายถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ และประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ขอให้ยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทุกขนาดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และทบทวนนโยบายการจัดการน้ำของทั้งประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อน

โดยมี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับมอบเอกสารคัดค้านดังกล่าว โดยขอแสดงเจตนายืนยันไม่เห็นด้วยที่จะมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือโครงการพัฒนาแหล่งน้ำประเภทอื่น ๆ เช่น อุโมงค์ผันน้ำที่ผ่าใจกลางผืนป่าในพื้นที่อนุรักษ์อีกต่อไป ซึ่งโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลแนวส่งน้ำยวม – อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงโครงการเพิ่มน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล คือ 2 โครงการจาก 77 โครงการ องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ฯ ขอแสดงเจตนายืนยันที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด ยกเลิกการเร่งผลักดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแบบเหมารวม และเลือกการจัดการแหล่งน้ำนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นลำดับแรก ส่งเสริมนวัตกรรมการจัดการน้ำแบบไม่ทำลายพื้นที่ป่าเพื่อให้คนและสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน” แถลงการณ์ของมูลนิธิสืบระบุ 

อุดรธานี - ทหารอุดร บูรณาการ 14 หน่วยงาน ฝึกซ้อมบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 ณ  บริเวณลานหน้าพระอนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ค่ายประจักษ์ศิลปาคม ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี พลตรี พิทักษ์ จันทร์เขียว ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 /ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 24 เป็นประธานเปิดการฝึกการซักซ้อมบรรเทาสาธารณภัย และช่วยเหลือประชาชน โดยมี พันเอก ปฏิวัติ ชื่นศรี เสนาธิการ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กรมทหารราบที่ 13 และหน่วยงาน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 14 หน่วยงาน เข้าร่วมพิธีฯดังกล่าว 

โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อบรมให้ความรู้ ซักซ้อมแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนเพื่อให้เข้าใจในเรื่องการบรรเทาสาธารณภัย ให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วย ระหว่างวันที่ 13 – 14 กันยายน  2564

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ในการให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยได้ฝึกเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล และยุทโธปกรณ์ให้เกิดความชำนาญในการใช้ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ อย่างปลอดภัย ทั้งผู้ให้การช่วยเหลือ และผู้ได้รับการช่วยเหลือ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ ที่จะเข้าให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวมทั้งบูรณาการวางแผน ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  


ภาพ/ข่าว  จ.ส.อ.กฤษฎา มณีใส กรมทหารราบที่ 13

จันทบุรี - ประชุมหารือแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ของศูนย์พักคอยในชุมชน CI ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ท้องถิ่นร่วมกันจัดตั้งรวม 37 แห่ง

วันนี้ ( 14 ก.ย.64 ) ที่ห้องประชุมไพลิน องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ในฐานะ ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของศูนย์พักคอยในชุมชน Community Isolation หรือ CI ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดจันทบุรีร่วมประชุม ทั้งนี้ จังหวัดจันทบุรีได้บูรณาการความร่วมมือและจัดตั้งศูนย์พักคอยในชุมชน Community Isolation หรือ CI รวมแล้ว 37 แห่งครอบคลุมทั้ง 10 อำเภอ ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีเรื่องเพื่อพิจาณาในการหารือแนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของศูนย์พักคอยในชุมชน รวมทั้งเรื่องเพื่อทราบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของจังหวัดจันทบุรี / การมอบหมายการจัดตั้งศูนย์พักคอยในชุมชน / กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / การจัดการขยะมูลฝอยติดเชื้อของศูนย์พักคอยในชุมชนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอำเภอดำเนินการอยู่ / การจัดการมูลฝอยติดเชื้อในโรงพยาบาลสนาม และศูนย์พักคอยในชุมชนที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีดำเนินการอยู่ 


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา จ.จันทบุรี

พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

พังงา - “จี้แดง” วันดี ปิยนามวาณิช ได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา ต่ออีก 1 วาระแบบไร้คู่แข่ง

ที่ห้องประชุมโรงแรม เลอ เอราวัณ อ.เมืองพังงา นายก้องเกียรติ รองรัตนพันธ์ ผอ.กลุ่มงานส่งเสริมการพัฒนาชุมชน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพังงา เป็นประธานการประชุมการคัดเลือกคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา โดยมีคณะกรรมการพัฒนาสตรีระดับอำเภอจาก 8 อำเภอและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้มีมติอย่างเอกฉันท์เลือก “จี้แดง”นางวันดี ปิยนามวาณิช ประธานคณะกรรมการสตรีจากอำเภอตะกั่วทุ่ง และประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา ที่เพิ่งหมดวาระ เป็นประธานคณะกรรมการฯต่ออีก1วาระแบบไร้คู่แข่ง พร้อมกันนั้นทางที่ประชุมได้เลือกรองประธานและคณะกรรมการด้านต่าง ๆ พร้อมคณะที่ปรึกษา เพื่อดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาสตรีของจังหวัดพังงาในวาระ 4 ปี

“จี้แดง” นางวันดี ปิยนามวาณิช กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาสตรีจากทุกอำเภอและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ให้เกียรติและไว้วางใจให้เป็นประธานอีก1วาระ กรมการพัฒนาชุมชนได้เริ่มดำเนินงานพัฒนาสตรีในชนบทตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ พ.ศ.2505 จนถึงปัจจุบัน โดยยึดนโยบายให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีให้มีความพร้อมเกี่ยวกับคุณลักษณะส่วนตัว ชีวิตในครอบครัว และการมีส่วนร่วมในสังคม โดยกระตุ้นให้สตรีมีความคิดริเริ่ม ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีความกระตือรือร้น มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สามารถช่วยตนเองและครอบครัวได้ ตลอดจนมีความรู้ในการประกอบอาชีพและมีส่วนรับผิดชอบในการพัฒนาท้องถิ่น

โดยจัดตั้งและพัฒนาองค์กรสตรีแต่ละระดับ เพื่อเป็นแกนนำในการคิด ตัดสินใจ วางแผน แก้ไขปัญหาชนบทและการพัฒนาสตรี ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติให้ประกาศใช้ปฏิญญาสตรีไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่  4 มกราคม  2537 โดยให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กร ธุรกิจ สื่อมวลชนและประชาชนร่วมมือกันในการพัฒนาสตรีเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพังงา ได้ดำเนินการกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพ การสนับสนุนด้านอาชีพ การปลูกผักสวนครัวสร้างแหล่งอาหารในชุมชน การส่งเสริมและอนุรักษ์การแต่งกายด้วยผ้าพื้นถิ่น การให้ความรู้ในการใช้โซเชียลมีเดีย ฯลฯ รวมถึงการร่วมสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของกรมการพัฒนาชุมชนและจังหวัดพังงาด้วยดีอย่างเสมอมา


ภาพ/ข่าว  อโนทัย งานดี / พังงา

ศอ.ปส.ตร. มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ! แก่ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ของ ตร. ประจำปีงบประมาณ 2564

วันอังคารที่ 14 กันยายน 2564 พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประจำปีงบประมาณ 2564 

โดยมี พล.ต.อ.มนู  เมฆหมอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ศอ.ปส.ตร., พร้อมด้วย พลตำรวจโท ชินภัทร สารสิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ในฐานะ รอง ผู้อำนวยการ ศอ.ปส.ตร. ในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2564 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. ด้วย

ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจ และหน่วยงานในสังกัด ตร. ที่มีผลงานการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด ดีเด่น เพื่อรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ซึ่งพิจารณาโดยใช้เกณฑ์จากปริมาณยาเสพติดที่จับกุมได้ ความยากลำบากในการสืบสวนสอบสวน การทำลายเครือข่ายและยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องจากการกระทำความผิดได้จำนวนมาก รวมถึงการใช้ความรู้ความสามารถในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ขยายผลจับกุมผู้ต้องหา ทั้งนี้ มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก 19  ราย และ 17 หน่วยงาน

ข้าราชการตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นมีดังนี้

1. พันตำรวจเอก ประสงค์ อานมณี  รอง ผบก.สปพ.บช.น.

2. พันตำรวจโท สิทธิพร  มีอาษา   สว.กก.3 บก.ป.บช.ก.

3. พันตำรวจโท ฐานิตย์ นามบ้าน  ผบ.ร้อย.ตชด.315 อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก

4. พันตำรวจเอก วีระพันธ์  ณ ลำปาง   ผกก.3 บก.ปส.2.บช.ปส.

5. พันตำรวจเอก กฤษดา  ศรีอิสาณ   ผกก.2 บก.ปส.3.บช.ปส.  

6. พันตำรวจโท มงคล  ออมทรัพย์  รอง ผกก.1 บก.สกส.บช.ปส. 

7. ว่าที่ พันตำรวจตรี วรวัตต์  อุดรรัตนา  สว. บก.ขส.บช.ปส.

8. พันตำรวจตรี สมพร ลอยกระโทก  สว. กก.สส.ภ.จว.นนทบุรี ภ.1 

9. พันตำรวจตรี ภาณุวิทย์ เพชรแทน  สว. กก.สส.2 บก.สส.ภ.2 

10. ร้อยตำรวจเอก ธนาชัย นามวาท  รอง สว.กก.สส.ภ.จว.อำนาจเจริญ ภ.3

11. พันตำรวจโท ภัควัฒน์  วันสนุก  รอง ผกก.ป สภ.บ้านเดื่อ จังหวัดหนองคาย ภ.4

12. พันตำรวจโท ฐตภณ ทองวิภาวรรณ์   สว.ป สภ.ห้วยไร่ จังหวัดแพร่ ภ.5

13.พันตำรวจเอก ประยุทธ์ เจ๊กภู่  ผกก.(สอบสวน) ภ.จว.อุตรดิตถ์ ภ.6

14. พันตำรวจโท ศุภกิจ มหาโชคธรณี  สว.ป สภ.เมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภ.7

15. พันตำรวจเอก เชิดพงษ์  ชิวปรีชา  รอง ผบก.สส.ภ.8

16. พันตำรวจเอก ฉลาด พลนาการ  ผกก.สภ.หลังสวน จังหวัดชุมพร ภ.8

17. พันตำรวจเอก นิรันดร์ กันจู   ผกก.สภ.มาบอำมฤตจังหวัดชุมพร ภ.8

18. พันตำรวจเอก พรชัย  สุวรรณวงศ์  ผกก.สส. 2 บก.สส.จชต. ภ.9

19. พันตำรวจเอก ธนวัต เส้งสุย  ผกก.สส. ภ.จว.สงขลา ภ.9

หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นมีดังนี้

1. กองกำกับการสืบสวนสอบสวน 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการ

ตำรวจนครบาล

2. กองบังคับการตำรวจทางหลวง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

3. กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จังหวัดอุดรธานี กองบัญชาการ

ตำรวจตระเวนชายแดน 

4. กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

5. กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

6. กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด

7. กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ตำรวจภูธรภาค 1

8. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2

9. กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ ตำรวจภูธรภาค 3

10. กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ตำรวจภูธรภาค 4

11. สถานีตำรวจภูธรแม่พริก จังหวัดลำปาง ตำรวจภูธรภาค 5 

12. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 6

13. ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ตำรวจภูธรภาค 7 

14. ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตำรวจภูธรภาค 8

15. ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรภาค 8

16. ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ตำรวจภูธรภาค 9

17. ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9

ซึ่งการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการตำรวจ และ หน่วยงาน เพื่อให้มีการขับเคลื่อนและเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเต็มกำลังความสามารถทั้งร่างกายและจิตใจ ห้วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น ซึ่งมีการตรวจยึดของกลางยาเสพติดจำนวนมาก และสามารถยึดอายัดทรัพย์สินจากนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้สูงกว่า 6,577 ล้านบาท

พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ตัวแทน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดสร้าง “อาคารเอนกประสงค์ สาธารณะประโยชน์ บ.ย.ส.25” ส่งมอบให้กับตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสาธารณประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน

คณะผู้อบรมหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมชั้นสูง รุ่นที่ 25 (บ.ย.ส.25) นำโดย นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ประธานรุ่นฯ พร้อมคณะ ได้แก่ นางสาวปรมา ชันซื่อ เลขานุการฯ, นางอภิศราวรรณ วัชรินทร์พร, นายมนตรี ฐิรโฆไท และนางฎารณีย์ มาตย์ชาวนา ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พล.ต.ต.อนุชา อ่วมเจริญ ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน  พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ ผบก.ตม.5 และ พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 ร่วมรับส่งมอบอาคารเอนกประสงค์สาธารณะประโยชน์ ภายใต้ชื่อ “อาคารเอนกประสงค์ บ.ย.ส.25” ซึ่งอาคารดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท โดยส่งมอบให้กับ ตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ณ ที่ทำการ ตำรวจภูธรจังหวัด แม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่ข้าราชการทุกหน่วยงานและภาคประชาชน ในการใช้จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป

พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า อาคารดังกล่าวที่ถูกจัดสร้างขึ้นนั้นเป็นอาคารเอนกประสงค์ โดยเป็นความร่วมมือร่วมใจสนับสนุนของคณะผู้อบรมหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมชั้นสูง รุ่นที่ 25 (บ.ย.ส.25) ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคเอกชนได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ  นอกเหนือจากการใช้รองรับนโยบาย และภารกิจของสำนักงานตรวจแห่งชาติแล้ว คณะผู้จัดสร้างยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงสามารถใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมในทุกภาคส่วน สามารถมาใช้ประโยชน์จากอาคารดังกล่าวได้ ซึ่งอาคารเอนกประสงค์ฯ ภาคประชาชนในพื้นที่สามารถเข้ามาใช้จัดกิจกรรมชุมชน ได้ใช้ประโยชน์ในด้านสันนทนาการ หรือกิจกรรมประชุมอบรมในด้านต่าง ๆ  รวมถึงยังสามารถใช้เป็นสถานที่ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานกับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

ทั้ง ยังได้จัดกิจกรรม “ตำรวจห่วงใย ใส่ใจประชาชน” ตาม นโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. โดยเป็นการ มอบสิ่งของ อาทิ ถุงยังชีพ 300 ชุด หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงเสื้อกันหนาว อีกกว่า 300 ผืน ให้แก่พี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ  และหน่วยงานในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top