Sunday, 7 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

สมุทรปราการ - ธารน้ำใจ สู้ภัยโควิด “สจ.ชนะ” จับมือ ครอบครัวสายบุญ กลุ่มจิตอาสา ลงพื้นที่มอบอาหาร จำนวนกว่า 1 แสนบาท

ที่ภายในบ้านเอื้ออาทร 1 ซอยนิคมอุตสาหกรรมบางปู ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้มีคณะเจ้าหน้าที่ กลุ่มจิตอาสา และผู้ประกอบการ นำอาหารปรุงสุก จำนวน 1,000 กล่อง อาหารสด ผักสด เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยและสิ่งของอื่นๆ อีกจำนวนมาก นำมามอบแก่ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ภายในบ้านเอื้ออาทร1 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน และประชาชนที่ขาดรายได้ รวมถึงประชาชนที่กักตัวอยู่ภายในห้องพักภายในบ้านเอื้ออาทรแห่งนี้

โดยการลงพื้นที่มอบสิ่งของในวันนี้นำโดย นายชนะ หงวนงามศรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ และรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นางกัญญดากร เรืองฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท  BR  2020  ProPerTy โดยการลงพื้นที่มอบสิ่งของในครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากทางครอบครัวสายบุญสายบันเทิง  และร้านข้าวแกงละเวิก  ที่ให้การสนับสนุนมอบอาหารปรุงสุก  จำนวน 1,000 กล่อง พร้อมด้วยนำรถพุ่มพวงที่บรรทุกอาหารสด ผักสด จำนวนมากนำมามอบให้กับพี่น้องประชาชนบ้านเอื้ออาทร 1  เป็นจำนวนเงินกว่า  100,000 บาท

โดยมีนายสมนึก ปานจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.แพรกษา นายละเอียด จักษุกัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ อสม.หมู่ 6  และสมาชิกกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า  ร่วมลงพื้นที่มอบอาหารปรุงสุก อาหารสด ผักสด หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ แจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรปราการ และ นางสาวนันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการ ที่มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน และประชาชนที่ขาดรายได้ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยนำสิ่งของจำนวนมากมาแจกจ่ายให้กับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ระลอก 3 อีกด้วย

โดยอาหารที่ประชาชนได้รับ  และนำกับไปบริโภคที่บ้านได้แก่ ข้าวกล่อง เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลาทู ไข่ และผักสดอีกหลายรายการ รวมถึงเจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย ที่มอบให้แบบฟรี ๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชน  อีกทั้งยังได้นำอาหารและสิ่งของต่าง ๆ ไปมอบให้กับผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนที่กักตัวเองอยู่ภายห้องห้องพักอีกด้วย


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

สภ.หนองสูง ยึดกัญชาแห้งอัดแท่ง 410 กิโล พร้อมรถยนต์เก๋ง

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สรรธาร อินทรจักร ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร พ.ต.อ.จตุรงค์ กลิ่นศรีสุข ผกก.สภ.หนองสูง ร่วมแถลงข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.หนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ตรวจยึดกัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 410 กิโลกรัม และรถยนต์

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 03.00 น พ.ต.อ.จตุรงค์ กลิ่นศรีสุข ผกก.สภ.หนองสูง หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ จึงสั่งการให้ จนท. ตร.สภ.หนองสูง บูรณาการร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดมุกดาหาร, กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, ตม.มุกดาหาร,ตำรวจน้ำมุกดาหาร,ฝ่ายปกครอง อ.หนองสูง  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบ

ครั้นเมื่อเวลา 03.30 น.ได้มีรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตตี้ สีดำ ทะเบียน กท 4518 ชลบุรี ได้เดินทางมาจาก อ.คำชะอี มุ่งหน้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  บริเวณด่านตรวจจามจุรี อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุด แต่คนขับเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้เร่งเครื่องขับรถหนี ไปทางถนนหลวงหมายเลข 12 เส้นหนองสูง - กุฉินารายณ์ บ.คำพอก ม.5 ต.โนนยาง อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถไล่ติดตามไป พอไปถึงที่เกิดเหตุรถคนร้ายได้เสียหลักตกข้างทาง คนขับได้ทำการวิ่งหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบภายในรถพบกระสอบพลาสติกสีดำพันด้วยเทปใส วางอยู่เบาะหน้า บอกหลัง และท้ายรถ เป็นจำนวนมาก จึงได้ยึดรถมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่ สภ.หนองสูง พบเป็นกัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 9 กระสอบ ตรวจนับอย่างละเอียดได้จำนวน 410 แท่ง น้ำหนักประมาณ 410 กิโลกรัม จากนั้น เจ้าหน้าที่ จึงได้นำของกลางทั้งหมด ส่ง พงส.สภ.หนองสูง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว  พวงเพชร / เดวิท โชคชัย จ.มุกดาหาร

ลำปาง - ครม.อนุมัติ เพิ่มค่าตอบแทน อสม.อีก 3 เดือนเริ่ม เดือน ก.ค.-ก.ย. 2564

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ขอแสดงความยินดีกับ อสม.ลำปาง และ อสม.ทั่วประเทศที่ ครม.อนุมัติค่าตอบแทนต่ออีก 3 เดือน โดยจะเริ่มในเดือน ก.ค.2564 นี้ โดยครม. อนุมัติโครงการค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัย สำหรับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.อีก 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค. – ก.ย. 2564 วงเงินรวมไม่เกิน 1,575.4950 ล้านบาท เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีแก่ อสม. ผู้ปฏิบัติงานในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชน

ซึ่งที่ผ่านมา อสม. ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมอย่างถ้วนหน้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.2563 – มิ.ย 2564 เป็นระยะเวลา 16 เดือน กรอบวงเงินรวม 8,348.6965 ล้านบาท ทั้งนี้ ในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติในอนาคตและกระทรวงสาธารณสุขได้พิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเติมก็สามารถขอรับเงินค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้แก่ อสม. เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน อสม. ได้ต่อไป


ภาพ/ข่าว  ภาวินันท์ บุตรหล้า

กระบี่ - รพ.กระบี่ ส่งนักรบชุดขาว ไปปฏิบัติภารกิจดูแลผู้ป่วยโควิด รพ.สนามบุษราคัม เมืองทองธานี

วันจันทร์ ที่ 7 มิถุนายน  2564  ณ บริเวณหน้าอาคารอำนวยการ โรงพยาบาลกระบี่ นายแพทย์สุพจน์ ภูเก้าล้วน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระบี่ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกระบี่ ร่วมส่งทีมนักรบชุดขาว เพื่อแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปปฏิบัติภารกิจเพื่อดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ณ โรงพยาบาลสนามบุษราคัม เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 7 – 22 มิถุนายน 2564  โดยได้มี มอบเงินขวัญถุง มอบช่อดอกไม้ และมอบดอกกุหลาบเพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจให้แก่ทีมนักรบชุดขาว

โรงพยาบาลกระบี่ ได้จัดทีมบุคลากรด้านการแพทย์ ร่วมปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสนามบุษราคัม จำนวน 7 คน ประกอบด้วย

1.นางสาวเพ็ญวดี สกลกิติวัฒน์  นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ

2.นางสาวฐิตากร ทิพย์มณี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

3.นางณัฏฐนันท์ สิงห์บุตรดี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

4.นางสาวจุรี สาระวารี พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

5.นางสาวกีรัตติกานต์ จำนงลักษณ์ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

6.นางสาวดรุณวรรณ ท่าดี พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

7.นางสาวชลธิดา มณีสุวรรณ เภสัชกรปฏิบัติการ

โดยทุกคนมีความรู้ ความสามารถ เสียสละ และมีจิตอาสาเพื่อแผ่นดิน จะเดินทางไปเป็นทีมสนับสนุนและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้กับทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพฯ และหลังจากปฏิบัติหน้าที่ครบกำหนดเวลา บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจะถูกกักตัวในพื้นที่พิเศษ ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุขกำหนด พร้อมตรวจหาเชื้อโควิด-19 ถ้าตรวจไม่พบสารพันธุกรรมโควิด-19 จึงจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

สำหรับโรงพยาบาลสนามบุษราคัม เมืองทองธานี จะรองรับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางกลุ่มสีเหลือง จากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขนาด 3,000-5,000 เตียง ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมเมืองทองธานี สำหรับใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยดังกล่าว


ภาพ/ข่าว  ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

กาฬสินธุ์ – คิกออฟปูพรหม ฉีดวัคซีนกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง หยุดเชื้อเพื่อชาติ

จังหวัดกาฬสินธุ์คิกออฟปูพรมฉีดวัคซีนแอสตริเซเนก้ากลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว 7 โรค สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ฉีดวัคซีนเพื่อชาติ ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 วันเดียวพบผู้ป่วย 8 ราย

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ (หลังเก่า)  นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ นายเลิศบุศย์ กองทอง รองผวจ.กาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์  นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร่วมกันเปิดการคิกออฟปูพรมฉีดวัคซีนรอบสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แอสตร้าเซเนก้า สำหรับประชาชน ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 7 กลุ่มโรคเสี่ยง พร้อมตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจกลุ่มแพทย์ เจ้าหน้าที่ และประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีน

โดยบรรยากาศในช่วงเช้ามีบรรดาลูกหลานได้พาพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว 7 โรคเสี่ยง ที่จองสิทธิฉีดและขึ้นทะเบียนผ่านระบบ “หมอพร้อม” ในเดือนมิถุนายน 2564 เดินทางมารับการฉีดวัคซีนกันจำนวนมาก ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย โดยมีทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ คอยอำนวยความสะดวก ทั้งการตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ วัดความดัน ซักประวัติ ตรวจสุขภาพความพร้อมก่อนการฉีดวัคซีน

นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในปัจจุบัน ยังคงมีแนวโน้มการระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงมีการรณรงค์ให้ประชาชน “ฉีดวัคซีนเพื่อชาติ” เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ลดอัตราการเสียชีวิต สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนคนไทย ให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้

นายทรงพล กล่าวอีกว่า สำหรับ จ.กาฬสินธุ์ มีกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค อยู่ประมาณ 240,000 คน โดยในเขตอำเภอเมือง มีผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค จำนวน 120,000 คน ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการฉีดให้กลุ่มที่ 2 คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ที่จองสิทธิฉีดและขึ้นทะเบียนผ่านระบบ “หมอพร้อม” ในเดือนมิถุนายน 2564 ส่วนการลงทะเบียนเพิ่มเติมอื่น ๆ ก็จะเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ของโรงพยาบาล  และทยอยฉีดตามลำดับการจอง ตามจำนวนวัคซีนที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล ซึ่งในวันที่ 7 มิถุนายน 2564 นี้ จ.กาฬสินธุ์ได้รับจัดสรรวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า (Astrazeneca) จำนวน 3600 โดส โดยจัดสรรในเขตพื้นที่อำเภอเมือง 1000 โดส ที่เหลือได้กระจายไปยังอำเภอต่าง ๆ

ด้าน นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับในเขตพื้นที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ได้จัดสถานที่ให้บริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลไว้ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางหลังเก่า อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางมาฉีดวัคซีนได้สะดวกมากขึ้น โดยมีทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์คอยอำนวยความสะดวกและบริการ ทั้งการตรวจสุขภาพประเมินก่อนฉีด และสังเกตอาการหลังฉีด ซึ่งสามารถรองรับการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนได้ประมาณวันละ 1,000 คน และในวันนี้ได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มประชาชนสูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค คือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน

ขณะที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ศูนย์อำนวยการต้านโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จ.กาฬสินธุ์ ได้รายงานสถานการณ์โรคในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ล่าสุดวันนี้พบผู้ป่วยเพิ่ม 8 ราย โดยมีผู้ป่วยสะสมรวม 129 ราย รักษาหายป่วยแล้ว 99 ราย กำลังรักษาอยู่ 26 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 4 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่ 8 รายล่าสุด อยู่ในพื้นที่ อ.สหัสขันธ์ 7 ราย และอ.ยางตลาดอีก 1 ราย


ภาพ/ข่าว ณัฐพงษ์ ประชากูล จ.กาฬสินธุ์

พล.อ.ประวิตร ร่วมคณะนายกฯ ให้กำลังใจ ผู้ประกันตน ม.33 รับการฉีดวัคซีน ปก.โควิด-19 และจนท.ทางการแพทย์ เชื่อมั่น ก.แรงงาน มีความพร้อม

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ในฐานะกำกับดูแล รง. ได้ร่วมคณะ นรม.ในโอกาสตรวจเยี่ยม ศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตน ม.33 ในพื้นที่ กทม. ณ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง  

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ได้ร่วมคณะ นรม. พร้อมรับชมวีดีทัศน์ การดำเนินงานของศูนย์ฯ ที่ผ่านมา โดย รง.,สธ.และ กทม. ได้บูรณาการทำงานร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตน ม.33 ให้ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) โดย พล.อ.ประวิตร ได้เยี่ยม ทักทายให้กำลังใจผู้ประกันตน และบุคลากรทางการแพทย์ อย่างเป็นกันเองภายใต้ความห่วงใย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการของภาครัฐ ตามนโยบายของรัฐบาล ที่มีการบูรณาการทำงาน กันอย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะ รง. ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงต่อ ผู้ประกันตนตาม ม.33 จะต้องได้รับการดูแลสุขภาพตามกม. อย่างทั่วถึง เป็นธรรม พล.อ.ประวิตร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า รง.มีความพร้อมในการให้บริการ อย่างเป็นระบบ และมีแผนการฉีดวัคซีนฯ ให้กับผู้ประกันตน ม.33 ให้ครบถ้วนทุกคน ต่อไป ซึ่งในวันนี้ มีการตอบรับที่ดีจากผู้ประกันตน ของบริษัท ห้างร้านต่างๆ ที่มารับบริการ โดยรู้สึกดีใจที่รัฐบาลให้ความห่วงใย และขอบคุณ นรม. และคณะ ที่มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ในวันนี้

กลุ่ม อินเตอร์ลิ้งค์ฯ จัดสัมมนา Total Cabling & Networking Solution ให้กับกลุ่มลูกค้าจากภาคกลาง

คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธาน กลุ่ม อินเตอร์ลิ้งค์ฯ จัดสัมมนา Total Cabling & Networking Solution ให้กับกลุ่มลูกค้าจากภาคกลางกว่า 80 คน พร้อมนำทีมวิทยากรชั้นนำมา Update Solution สายสัญญาณและอุปกรณ์การเชื่อมต่อที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดไอเดียให้เกิดธุรกิจใหม่แก่ลูกค้าภาคกลางโดยเฉพาะ จากสนง.ใหญ่ อินเตอร์ลิ้งค์ กรุงเทพฯ

ราชบุรี - ฮือฮา !! เจ้าของร้านถ่ายรูปโชว์ ‘มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์’ ราคานับล้าน

เจ้าของร้านสตูดิโอถ่ายภาพชาวอำเภอปากท่อ โชว์ "มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์" ฉายาราชินีแห่งไม้ใบ ต้นไม้ฟอกอากาศที่กำลังเป็นกระแสและมีคนนิยมหันมาให้ความสนใจซื้อไปปลูกกันเป็นจำนวนมาก หลังมีการซื้อขายสูงถึง 1.4 ล้าน ล่าสุดมีคนมาเสนอราคามากกว่าครึ่งล้าน

(7 มิ.ย. 2564) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลกำลังฮือฮา กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชนัญญา า. ร้านสวนปลูกรัก ภายในตลาดต้นไม้อินโดจีน การ์เด้น ต.สมอแข อ.เมืองพิษณุโลก ของ นางวรรณา นางบวช และ น.ส.ชนัญญา มีสุวรรณ หรือ น้องนุ่น อายุ 19 ปี สองแม่ลูก เจ้าของร้าน ที่ได้โพสต์ขายต้นไม้มอนสเตอร่า พันธุ์ด่างมิ้นต์ โดยระบุข้อความว่า "มาส่งน้องวันนี้ 1.4 M มารับเงินเต็ม ส่งถึงมือ ขอบคุณคุณพี่ค้าบบบ monstera deliciosa mint" พร้อมแนบสลิปโอนเงินจำนวน 1.32 ล้านบาท หลังจากโพสต์ขายเพียงวันเดียว แต่กลับมีคนสนใจติดต่อขอซื้อไปในราคา 1 ล้าน 4 แสนบาท และโอนเงินมัดจำเอาไว้ 8 หมื่นบาท ก่อนจะขับรถเดินทางไปส่งให้ถึงมือลูกค้าที่ กทม. พร้อมรับเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารอีกจำนวนที่เหลือทั้งหมด จนกลายเป็นที่ฮือฮา

ล่าสุดพบการเลี้ยง "มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์” อีกที่ 1 กำลังเป็นที่สนใจในสื่อต่าง ๆ หลังมีการออกมานำเสนอ เจ้าของร้านถ่ายภาพ และผู้สื่อข่าวท้องถิ่นหัวเขียว ที่อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ที่นำ "มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์” ที่เลี้ยงไว้ดูเล่นภายในสวนเกษตรของตนเอง แต่กลายเป็นกระแสจึงนำมาเลี้ยงดูภายในบ้าน เนื่องจากหวั่นถูกขโมย เพราะต้นไม้กำลังได้รับความนิยมและมีราคาแพง

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางได้ที่ร้านถ่ายรูปดังกล่าว ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมสายเก่า สมุทรสงคราม – ปากท่อ ตรงข้ามหน้าที่ว่าการอำเภอปากท่อ เลขที่ 191 หมู่ 8 ต.ปากท่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จังหวัดราชบุรี พบกับนายสมศักดิ์ สุกเกลี้ยง อายุ 69 ปี เจ้าของสตูดิโอถ่ายภาพเมืองทอง และยังเป็นผู้สื่อข่าวฉบับหัวเขียว

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้ทดลองเลี้ยงต้น "มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์” โดยดูแลมาเพียง 6 เดือน แรกเริ่มเดิมทีตนเป็นคนทำสวน ทำไร่ ชอบปลูกต้นไม้อยู่แล้ว ประกอบกับอายุที่มากขึ้น และลูกโตแล้วพอที่จะดูแลกิจการและทำข่าวแทนได้ จึงได้หันมาเป็นชาวสวนชาวไร่ เพื่อเป็นการพักผ่อน จนกระทั่งเห็นกระแสนิยมของต้น "มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์ ราชินีแห่งไม้ใบ มีการซื้อขายกันนับล้านบาท และมีคนนิยมเลี้ยงกันเยอะมาก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษสามารถฟอกอากาศได้ด้วย ตนจึงมีความสนใจอยากจะลองปลูกและเลี้ยงดู ไม่ได้หวังจะเลี้ยงเพื่อเป็นการค้าอะไร เห็นว่าใบมีความสวยงาม และก่อนหน้านี้เลี้ยงอยู่ในกระถางวางไว้ที่สวน ดูแลรดน้ำตามปกติ พอมีกระแสข่าว กลัวว่าจะมีผู้ไม่หวังดีมายืมแบบไม่บอกกล่าวเอาไป (ขโมย) จึงได้นำกลับมาเลี้ยงที่ร้าน ตั้งอยู่ตรงโต๊ะทำงานในร้านคนผ่านไปผ่านมาก็จะเห็นอย่างเด่นชัด

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเลี้ยงต้นไม้ชนิดนี้จะมีความสนุกอย่างหนึ่ง คือเราจะได้ลุ้นทุกครั้งที่ใบของมันจะคลายออกจากม้วนว่าจะมีลวดลายด่างสวยงามขนาดไหน ถึงขนาดมีบางคนเคยพูดไว้ว่า ปลูกต้นไม้ชนิดนี้ต้องมีดวงและวาสนาด้วยถึงจะได้เห็นใบด่างของมัน ตนได้ซื้อต้นนี้มาเมื่อ 6 เดือนก่อน มีแต่หน่อและใบม้วนขนาดเล็กเท่านั้น แต่เมื่อตนเลี้ยงดูแลเขามาเรื่อยๆ จนใบเริ่มคลายม้วนและมีลายด่างให้เห็น จนออกมา 5 ใบ ตนก็เฉยๆไม่ได้คาดหวังหรือคิดอะไรดูแลไปเรื่อยๆ จนกระทั่งออกใบที่ 6 และเริ่มคลายม้วนออกมามีลายด่างมิ้นสวยงามเต็มใบ มีลำต้นและใบสีสันเขียวสดใส ลวดลายของใบเป็นด่างมิ้นสลับขาว มีใบทั้งหมด 6 ใบ ใบใหญ่สุดยาวขนาดประมาณ 60 ซม. กว้าง 40 ซม.

หลังจากมีคนทราบข่าวจากสื่อต่าง ๆ ว่าตนปลูก "มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์” แวะเวียนเข้ามาขอชม เพราะให้เหตุผลว่า สวยสะดุดตามาก ล่าสุดมีคนเสนอราคาให้กับตนจำนวน 5 แสนบาท และอีกรายล่าสุดมาเสนอให้เกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งตนเองก็ขอดูไว้ก่อน เพราะแต่ตอนนี้ "มอนสเตอร่าด่างมิ้นต์”กำลังออกด่างอย่างสวยงาม หากเจริญเต็มที่ก็จะกางใบหงายขึ้นสวยงามอีก ซึ่งราคาต้องไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านแน่นอน จึงขอตัดสินใจอยู่ว่า จะขายหรือเก็บไว้เพื่อดูแลต่อไปดี เพราะใจหนึ่งตนก็อยากขายแต่อีกใจก็เสียดาย เพราะถือว่าหายากมาก

สำหรับใครสนใจที่จะศึกษา หรือ มาชมความงามก็สามารถเดินทางมาได้ที่ร้านถ่ายรูปพิมพ์ทอง ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมสายเก่า สมุทรสงคราม – ปากท่อ ตรงข้ามหน้าที่ว่าการอำเภอปากท่อ เลขที่ 191 หมู่ 8 ต.ปากท่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จังหวัดราชบุรี โทร 081-4257166


ภาพ/ข่าว  ตาเป้ จ.ราชบุรี

กรุงเทพฯ - นิพนธ์ ลงพื้นที่คลองเตย ร่วมผู้บริหารเนชั่น นำถุงยังชีพมูลนิธิม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และมูลนิธิเนชั่น พร้อมส่งกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิดฯ"

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2564 ที่โรงเรียนสามัคคีสงเคราะห์ นายนิพนธ์  บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการมูลนิธิหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ร่วมกับคุณฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขตคลองเตย - วัฒนา พรรคพลังประชารัฐ  ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้าวสารขนาดบรรจุ 5 กก. อาหารแห้ง น้ำดื่ม หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เครื่องอุปโภค สิ่งของจำเป็นจากมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ให้กับชาวชุมชนโรงหมู เขตคลองเตย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

นายนิพนธ์ กล่าวว่า "การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อหวังส่งกำลังใจให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชุมชนคลองเตย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดฯ อย่างมาก โดยได้นำสิ่งของเพื่อการบริโภคอุปโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมามอบให้ ซึ่งมูลนิธิเสนีย์ฯ และ มูลนิธิเนชั่น ได้ร่วมกันนำมามอบให้แก่พี่น้องประชาชนถึงพื้นที่อยู่อาศัยอีกด้วย ทั้งนี้สถานการณ์ต่างๆยังคงต้องเฝ้าระวังอยู่อย่างต่อเนื่อง พี่น้องประชาชนต้องให้ความร่วมมือการ์ดต้องไม่ตก โดยรัฐบาลยังคงทำงานอย่างจริงจังเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ให้คลี่คลายและให้เกิดผลกระทบที่สร้างความลำบากต่อพี่น้องประชาชนให้น้อยที่สุดเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว"

ราชบุรี- ชาวมอญนครชุมน์ ปั้นตุ๊กตาเสียกระบาลลอยน้ำ ปัดรังควานโรคโควิด-19

ชุมชนชาวไทยเชื้อสายมอญ ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จัดพิธีเทาะฮะป่านโหน่ก ทิ้งกระบาลใหญ่ โดยปั้นตุ๊กตาเสียกระบานขับไล่โรคห่า (โควิด) และโรคภัยต่าง ๆ นำไปลอยน้ำและทางสามแพร่ง ตามประเพณีความเชื่อหลงเหลืออยู่

ที่ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารมอญ  ต.นครชุมน์ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ชาวบ้านผู้สูงอายุ เป็นชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่ได้มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองมาแต่สมัยโบราณของบรรพบุรุษ  ซึ่งนำพิธีกรรมและความเชื่อต่าง ๆ มาใช้ในช่วงที่สำคัญของการเกิดสถานการณ์ที่ถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจที่ดีให้แก่ชาวบ้านในชุมชนตามประเพณี ทุก ๆ ปีจะมีชาวบ้านมาช่วยกันจัดกิจกรรมในช่วงเดือน 7 ร่วมกันนั่งปั้นหุ่นตุ๊กตาเสียกระบานเป็นรูป ตุ๊กตา คน วัว ควาย สัตว์เลี้ยง   เพื่อนำไปประกอบพิธีกรรม ใส่กระธงทิ้งบริเวณทางสามแพร่ง และสร้างแพลอยน้ำ ตามความเชื่อ เพื่อให้โรคภัยต่าง ๆ โรคเฉพาะโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดรุ่นแรงอยู่ในขณะนี้  หมดหายไปจากแผ่นดิน ถือเป็นประเพณีที่ชาวมอญนครชุมน์ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

นายคมสรร จับจุ ประธานกลุ่มอนุรักษ์มอญนครชุมน์ และรองประธานสภาวัฒนธรรม ต.นครชุมน์   กล่าวว่า เป็นวิถีทางตามความเชื่อ  1 ปี จัดเพียงครั้งเดียว  ช่วงเดือน 7 ชาวมอญเมืองนครชุมน์  ยังมีความเชื่อแบบดั้งเดิมอยู่ เพราะเชื่อมาแต่ครั้ง ปู่ ย่าตา ยาย แล้วว่า พอถึงเดือน 7 จะต้องมีพิธีกรรมนี้คือ การหนีภัยจากโรคร้าย ทางชาวมอญ จะเรียกว่าทิ้งกระบาลใหญ่ หรือเรียกว่า “ เทาะฮะป่านโหน่ก ”  เทาะฮะป่านก็คือการทิ้งกระบาล ส่วนโหน่ก หมายถึง เป็นพิเศษ ด้วยความกลัวภัยจากโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้น จึงมีการปั้นหุ่นตุ๊กตาเสียกระบาลจากแป้งข้าวเจ้า เป็นรูปตัวคน สัตว์เลี้ยง ช้าง ม้า วัว ควาย เพราะเชื่อกันว่า บ้านมีทั้งสัตว์เลี้ยง คน ลูกหลาน  บ้านหลังหนึ่งมีคนกี่คนก็จะปั้นตุ๊กตาตามจำนวน มีสัตว์เลี้ยงกี่ตัวก็จะปั้นเท่านั้น จากการร่วมใจในชุมชนช่วยกันปีละครั้งสร้างแพขึ้นมา 2  ลำ โดยลำหนึ่งจะต้องไปทิ้งตรงทางสามแพร่ง ที่ไปทางทุ่ง ส่วนอีกลำต้องไปลอยทางน้ำ

พิธีจัดขึ้นที่ทางสามแพร่งกลางหมู่บ้าน โดยใช้ผู้ทำพิธีกรรมเป็นคนปัดเป่าภยันตรายต่าง ๆ ทั้งหมดบอกว่า “ พวกเราจะหนีขึ้นแพไปแล้วนะเจ้าโรคร้าย ตามไปกินหุ่นพวกนี้ ตามไปกินคนในแพ  เพราะว่าแพนี้จะไปมหาสมุทร ” เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ในขณะที่ทุกคนเดือดร้อน เกิดความทุกข์จากความเศร้าจากโรคต่าง ๆ เพราะว่าสมัยก่อนจะมีโรคห่า หรือ อหิวาตกโรค ทำร้ายผู้คนตายในสมัยอดีตที่ผ่านมา เช่น สมัยเมืองหริภุญชัย จ.ลำพูน ชาวมอญที่ลำพูนแทบจะร้างเพราะหนีโรคห่าไปเมืองหงสาวดีกันหมด นอกจากนี้ยังมีสมัยพุทธกาลได้เกิดโรคห่าระบาดเหมือนกัน ต้องมีการปัดเป่าปัดรังควานด้วยพุทธมนต์เป็นบทสวดเฉพาะของเรื่องการกำจัดโรคภัยนี้ ในชุมชนที่นี่ก็เหมือนกัน ปีนี้ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ไม่ได้มีการรวมคนกันมากนัก เอาที่สะดวกพอทำได้เสร็จพิธีกรรม มีการเว้นระยะห่างพอสมควร เพื่อให้ขนบธรรมเนียมประเพณีนี้ยังคงอยู่ต่อไปให้ลูกหลานรู้ว่า นี่คือวิธีการเรียกขวัญให้กับคนชุมชน ให้กับลูกหลาน ในขณะที่กำลังมีภัยจากโรคระบาด หรือภัยพิบัติต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กลับคืนมา

นายคมสรร จับจุ ประธานกลุ่มอนุรักษ์มอญนครชุมน์ และรองประธานสภาวัฒนธรรม ต.นครชุมน์ กล่าวอีกว่า  สำหรับปีนี้สถานการณ์ยิ่งชัดเจน ชาวบ้านได้นำเงินมาร่วม เพราะทุกคนกลัว ได้เงินแต่ละบ้านช่วยกันบ้านละ 10 - 20 บาท ได้เงินกว่า 2,000 บาท ช่วยค่าแป้ง ค่าขนมจีน  ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ช่วยเครื่องคาวต่าง ๆ เพื่อนำมาประกอบพิธี ให้งานสำเร็จลุล่วงไป  และยังมีการทำอาหารไปเลี้ยงพระด้วย เป็นงานบุญที่ชาวบ้านร่วมด้วยช่วยกัน  เรื่องนี้ถือเป็นวิถีดั้งเดิมของชาวมอญ และเป็นความเชื่อ เช่น หากเกิดทุกข์ภัยเล็ก ๆ  ก็จะบอกว่าผีมาเข้า ผีมาสิง  ก็จะทิ้งกระบาลเล็ก คือการเรียกขวัญให้ขวัญนั้นกลับมาไม่ให้ตกใจ  ยิ่งในตอนเด็กจะเล่นตุ๊กตาแบบนี้ไม่ได้ เขาบอกว่าจะมีสื่อทางวิญญาณ หรือสื่อที่มองไม่เห็นอยู่ในรูปปั้นที่เหมือนคน หรือเหมือนสัตว์ต่าง ๆ เด็กมอญจะไม่มีโอกาสได้ปั้นเล่นแบบนี้  แต่หากเกี่ยวกับความเชื่อจริง ๆ เพื่อหนีโรคร้าย โรคภัยจากโรคระบาด สามารถมาปั้นได้ โดยตั้งแต่เกิดโรคโควิด-19 มานั้น ในชุมชนนครชุมน์ยังไม่มีใครติดโรคโควิด -19  ในหมู่บ้านเลย จากการได้พบเจอ น้อยนักที่จัดทำพิธีกรรมแบบนี้ อาจจะเหลือไม่กี่ที่แล้วในประเทศไทย เพราะชุมชนมอญนครชุมน์ มีรากเหง้ากันมาในสมัยหงสาวดี มีต้นตระกูลหรือบรรพบุรุษได้นำเอาสรรพวิชาความรู้ และภูมิปัญญากลับมาทางนี้หมดแล้ว โดยการย้ายถิ่นขนานแท้ ได้ทั้งเรื่องของความเชื่อ รวมทั้งพิธีกรรมต่าง ๆ ได้ทั้งการนับถือผี ยังมีการนับถือพุทธ ที่ยังชัดเจนอยู่ และยังยึดมั่นอยู่อย่างมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับการจัดพิธีกรรมปั้นหุ่นตุ๊กตาเสียกระบาล คน สัตว์เลี้ยง ขับไล่โรคภัย ของชาวบ้านนครชุมน์แห่งนี้ สื่อให้เห็นความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ การแสดงออกถึงวัฒนธรรมประเพณีที่ยังคงมีการสืบทอดต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งการทำอาหาร การละเล่นของชาวมอญ และการจัดพิธีกรรมตามความเชื่อ โดยความมุ่งหวังเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจของชาวบ้านให้กลับคืนมา และหวังให้โรคร้ายหมดไปจากแผ่นดินโดยเร็ว


ภาพ/ข่าว  ตาเป้ จ.ราชบุรี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top