Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

เชียงใหม่ - กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ส.จัดโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้ครูฝึกทหารกองประจำการในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รุ่นที่ 1 เพื่อนำไปสอนทหารกองประจำการในสังกัด

วันที่ 22 กันยายน 2564 ณ มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่  เวลา 11.30 น. พันเอกสงบศึก วังแก้ว  รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานในพิธีปิดโครงการพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้ครูฝึกทหารกองประจำการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ภาคเหนือตอนบน รุ่นที่ 1 ร่วมด้วยผู้มีเกียรติ พันเอก ประณต ศิริพันธ์  หัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 33 พันโท นพอนันต์ ปาลิวนิช  รองหัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 33 ผู้แทน ปปส.ภาค 5 และคณะวิทยากร ประกอบด้วย นางสาวสุกันยา ใหญ่วงศ์ ผู้อำนวยการส่วนประสานพื้นที่ ว่าที่ร้อยเอก ดร.พัฒนดล พลเยี่ยม หัวหน้ากลุ่มงานระบบฐานข้อมูล นางทิพากร ชีวสกุลยง หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ นางสาวนฤมล วรรณพริ้ง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฯ  และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นายกิตติชัย เหลืองกำจร  ที่ปรึกษาศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางบังอร สุปรีดา ข้าราชการบำนาญโรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ 

โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัด มณฑลทหารบกที่ 33 กองทหารราบที่ 7 (ร.7) กรมทหารราบที่ 7 กองบินที่ 1 (ร.7 พัน 1) กองพลทหารราบที่ 7 กองบินทหารปืนใหญ่ที่ 7 (ป พัน 7 พล.ร.7)  กองพันทหารพัฒนาที่ 3 (พันพัฒนา 3)  รวม 20 นาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กฎหมายยาเสพติด ทักษะชีวิต เทคนิคการสอน  และการใช้เทคโนโลยีการสอน  เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ฝึกสอนและสร้างการรับรู้ให้กับทหารกองประจำการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ในสังกัดต่อไป โดยกระบวนการจัดโครงการฯได้ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อป้องกันโรคโควิด-19

ขอนแก่น – ชวนเที่ยวงานแสดงผ้าไหม OTOP มัดหมี่ - เบียนนาเล่ - ถักทอเส้นใยอีสานสู่สายใยโลก! Craft the world ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดฯ  กำหนดจัดงานแสดงและจำหน่ายผ้าไหม OTOP  : มัดหมี่ เบียนนาเล่ 2021 Mudmee Biennale 2021 ถักทอเส้นใยอีสาน สู่สายใยโลก Craft the world  ในระหว่างวันที่ 23– 25 กันยายน 2564 ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้น 2 เวลา 10.00 น.-20.00 น. ภายในงานมีกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายผ้าไหม ระดับพรีเมี่ยม ของจังหวัดขอนแก่น กว่า 30  คูหา, การแสดงแฟชั่นโชว์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมส่งเสริมการขาย, การจัดแสดงโชว์ผลงาน การประกวดผ้าไหม และผ้าไหมมัดหมี่ของจังหวัดขอนแก่น,  กิจกรรมเสวนาวิชาการ :การพัฒนาส่งเสริมผ้าไหม เพื่อการส่งออก สู่ตลาดโลก เป็นต้น

ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวอีกว่า เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้จัดให้มีการประกวดผ้าไหมในงานจัดแสดงและจำหน่ายผ้าไหม ผลิตภัณฑ์จากไหมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การขับเคลื่อนเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่สู่สากล เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย เผยแพร่พระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย สิ่งทอ และการอนุรักษ์ผ้าไทยให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นการสืบสาน อนุรักษ์ ปลุกกระแสเทรนด์ผ้าไหมให้ทันสมัย พร้อมดึงรายได้เข้าสู่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไหม โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดขอนแก่น ส่งผ้าไหมมัดหมี่ เข้าประกวดทั้งหมด จำนวน 135 ผืน แยกตามประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 ผ้าไหมมัดหมี่แบบ 2 ตะกอหรือ 3 ตะกอ จำนวน 74 ผืน ประเภทที่ 2 ผ้าไหมมัดหมี่ลายประจำจังหวัด “แคนแก่นคูน” จำนวน 29 ผืน และประเภทที่ 3 ผ้าไหมมัดหมี่ลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” จำนวน 32 ผืน

"จากการประกวดฯ ส่งผลทำให้ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมจังหวัดขอนแก่น มีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตผ้าไหม ให้มีขนาด สัดส่วน สีสัน ลวดลาย ที่เหมาะสมสวยงาม และตอบสนองประโยชน์การใช้สอยให้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาด เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันตลอดจนมีการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การขับเคลื่อนเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่สู่สากล ตามเป้าหมายที่วางไว้ต่อไป"

 

อยุธยา - “บิ๊กป้อม” ลงพื้นที่กรุงเก่า ตรวจความพร้อมพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำหลาก มั่นใจไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 54 แน่นอน! พร้อมเร่ง 9 แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยา

วันนี้ (22 กันยายน 2564) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมี นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวต้อนรับและรายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำเสนอภาพรวมการบริหารจัดการน้ำรับน้ำหลากตามมาตรการ กอนช. และแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบในลุ่มน้ำเจ้าพระยา นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นำเสนอแนวทางการจัดการและเตรียมพื้นที่รับน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำ และนายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำเสนอแนวทางให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมด้วย ผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ที่ในขณะนี้มีปริมาณน้ำท่าตามธรรมชาติที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น   ซึ่งกรมชลประทานได้เพิ่มอัตราการระบายของเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,481 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนบางแห่งที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ  คลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และแม่น้ำน้อยที่ ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีราษฎรประมาณ 602 ครัวเรือน อย่างไรก็ตามเหตุการณ์น้ำท่วมเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านในพื้นที่รับรู้ว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่ง กอนช. ได้ให้กรมชลประทานเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังยังจุดเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมทั้งประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว

สำหรับความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำสำหรับรับน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้มอบหมายให้ทุกจังหวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นด่านหน้าก่อนมวลน้ำจะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงรับน้ำหลากและเตรียมแผนเผชิญเหตุให้พร้อม และให้จังหวัดร่วมบูรณาการกับกรมชลประทานพิจารณาความเหมาะการรับน้ำหลากเข้าทุ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้ง 10 แห่ง    

โดยกำหนดให้ดำเนินการหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง  ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท–ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด และทุ่งโครงการฯ โพธิ์พระยา รวมทั้งให้ปรับลดการระบายน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก พร้อมทั้งวางแผนเก็บน้ำสํารองทุกแหล่งทั้งผิวดินและใต้ดิน ไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้า

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำกรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่งเป็น 1 ใน 9 แผนหลักของการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2566 ขณะเดียวกัน จะต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้การยอมรับและเกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนแผนงานด้านน้ำระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนด้วย

ด้าน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ณ 20 ก.ย.64) มีปริมาณน้ำรวม 10,475 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 42 ของปริมาณความจุ หากเปรียบกับปริมาณน้ำในปี 2554 เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ยังมีปริมาณน้ำน้อยกว่ามาก  ในครั้งนั้นปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง รวมกันมากกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจากสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ผนวกกับการบูรณาการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ที่ได้กำหนด 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการรับมืออย่างเข้มงวด ตลอดจนการวางแผนใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในทุ่งเจ้าพระยารวมกับทุ่งบางระกำ เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก ซึ่งในปีนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนในปี 2554 อย่างแน่นอน

 

อีอีซี สานพลังเครือข่ายพลังพลังสตรี ดึงแนวร่วมกว่า 600 คน กระตุ้นบทบาทคนพื้นที่-ดูแลพื้นที่ อีกก้าวของความสำเร็จ ในการเฝ้าระวังด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

21 กันยายน 2564 ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี ร่วมเป็นเกียรติและเป็นประธานในการประชุมสรุปผลการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างพลังและการมีส่วนร่วมของกลุ่มพลังสตรี ในการดูแลและเฝ้าระวังด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน อีอีซี โดย กลุ่มเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี 3 จังหวัด

ดร. คณิศ ได้กล่าวขอบคุณในความร่วมมือที่ดีจากกลุ่มเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี รวมทั้งมอบแนวทางการสานพลังการมีส่วนร่วม และการสร้างบทบาทเครือข่ายพลังสตรีต่อการมีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาพื้นที่ อีอีซี ในอนาคตด้วย โดยภายในงาน ดร.เกษมสันต์ จิณณวาโส ที่ปรึกษาพิเศษ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สกพอ. และนางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการ ร่วมเป็นเกียรติในงานดังกล่าวด้วย

เครือข่ายพลังสตรี อีอีซี ได้ดำเนินโครงการฯ เพื่อนำไปขยายผล สร้างเครือข่าย สร้างการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของ อีอีซี ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการพัฒนาเชิงพื้นที่ และแนวทางการสร้างกลไกการเฝ้าระวัง มุ่งเน้นให้กลุ่มพลังสตรีร่วมเป็นกระบอกเสียงและขยายเครือข่ายเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และร่วมกันเฝ้าระวังการใช้ที่ดิน ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ อีอีซี

ภายในงาน นางสร้อยทอง ออกบัว ประธานเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี ฉะเชิงเทรา นางชนาธิป บุญกลั่น ประธานเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี ชลบุรี และนางพิกุล กิตติพล ประธานเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี ระยอง ได้นำเสนอผลงานการขยายผลการดำเนินโครงการฯ ของแต่ละจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงการสร้างสมดุลของสิ่งแวดล้อม การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน เช่น การบริหารจัดการขยะและการรักษาสิ่งแวดล้อม การขยายผลเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มพูนศักยภาพเพื่อเชื่อมโยงให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจแก่กลุ่มพลังสตรีในพื้นที่และชุมชน เป็นต้น

 นายธนภณ เข็มกลัดทอง ประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสุดา ประกอบกิจ ประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดชลบุรี และนายสุรินทร์ สินรัตน์ประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดระยอง มีความยินดีและเห็นพ้องต้องกันในการสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้การดำเนินงานขับเคลื่อนพลังเครือข่ายพลังสตรี อีอีซี ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

ปทุมธานี - ศธ.จับมือ สพฐ. มรภ.วไลยอลงกรณ์ ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน จาก Passive Learning สู่ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ณ หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาได้จัดให้มีการประชุมทางวิชาการประกาศนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมสร้างนวัตกรรมครูสู๋นวัตกรรมนักเรียน ก้าวข้ามสภาวะวิกฤต Covid -19 แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นผลสำเร็จของการดำเนินการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ โดยจัดให้มีการพัฒนาครูให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการพัฒนาการคิดขั้นสูงเชิงระบบที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมผ่านการ Coaching ของผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในโรงเรียนต้นแบบภาคเหนือจำนวน 10 จังหวัด รวม 30 โรงเรียน จำแนกเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 10 โรงเรียน โรงเรียนขนาดกลาง 10 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดใหญ่ 10 โรงเรียน ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เกิดผลงานจากการปฏิบัติเป็นนวัตกรรมครูสู๋นวัตกรรมของนักเรียนจำนวนมากกว่า 1,500 นวัตกรรม และหวังให้เกิดคลื่นการพัฒนาการจัดการศึกษาไทยในยุค New Normal อย่างกว้างขวางต่อไป

ในการนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความชื่นชมยินดีถึงผลสำเร็จของความพยายามในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติครั้งนี้ ที่มีความชัดเจนสะท้อนให้เห็นการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ตอบสนองเจตนารมณ์ของมรัฐธรรมนูญ มาตรา 54, มาตรา 258 จ.(4) และนโยบายของรัฐบาลตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดให้ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความถนัดของผู้เรียนรายบุคคลตามหลักการพหุปัญญา และเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องขับเคลื่อนมากขึ้นกว่าเดิมโดยต้องเร่งดำเนินการให้เต็มกำลัง เพื่อให้เกิดผลจริงตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ ทรายแก้ว อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กล่าวว่า ในการที่เราจะปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนที่จะจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning นั้น ครูจะต้องปรับบทบาทของตนเอง ในยุคปัจจุบัน ครูจะต้องมีบทบาทหน้าที่หลายอย่าง ครูต้องทำหน้าที่ Coaching ได้ ครูต้องเป็นต้นแบบเป็นตัวอย่าง ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ให้มากขึ้นยิ่งในยุค New Normal เช่น ครูจะต้องทำสื่อต่าง ๆ ขึ้นเองได้ เช่น vdo clip สื่อการเรียนการสอนให้มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้เรียนได้มากยิ่งขึ้น

ทางแยก!! 'ธุรกิจการศึกษาจีน' จะ 'รักชาติ' หรือ 'ข้ามชาติ' ต้องเลือก!! | Knowledge Times EP.21

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
???? ทางแยก!! 'ธุรกิจการศึกษาจีน' จะ 'รักชาติ' หรือ 'ข้ามชาติ' ต้องเลือก!!

จีนจัดระเบียบการศึกษา ปฏิรูปอุตสาหกรรมติวเตอร์สอนพิเศษนอกโรงเรียน ต้องปฏิบัติตามนโยบายการศึกษาของรัฐบาลจีนอย่างเคร่งครัด เพื่อปลูกฝังให้คนจีน ‘รักชาติ-รักแผ่นดิน’ เข้าใจอุดมการณ์หลักในการนำพาประเทศประสบความสำเร็จ และเป็นไปตามผลลัพธ์ดังที่คาดหวังไว้

โดยกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงทางสังคมของจีน ได้มีการร่วมออกกฎระเบียบดังกล่าว ที่อยู่ระหว่างทดลองบังคับใช้ ซึ่งกฎระเบียบไม่อนุญาตครูประถม มัธยม และอนุบาล ทำงานทั้งที่โรงเรียนและสถาบันกวดวิชานอกสถานศึกษาควบคู่กัน

ขณะเดียวกัน สถานที่สอนพิเศษ ซึ่งสอนวิชาเดียวกับที่เรียนอยู่ในโรงเรียนจำเป็น ต้องได้รับใบอนุญาต และต้องจ้างครูที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นโรงเรียนสอนพิเศษต่าง ๆ ยังถูกห้ามสอนออนไลน์นอกเวลา ไม่ว่าจะผ่านการส่งข้อความ วิดีโอออนไลน์ หรือไลฟ์สตรีมมิ่ง อีกด้วย

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลจีน ยังได้ออกกฎระเบียบให้ธุรกิจด้านการศึกษา บริษัทเทคโนโลยีด้านการศึกษา โรงเรียนและสถาบันกวดวิชาต่าง ๆ ในจีนให้เป็น “องค์กรไม่แสวงหากำไร” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ก่อนจะเกิดปัญหาสังคมอย่างรุนแรง

ทันทีที่รัฐบาลจีนประกาศให้โรงเรียนติวเตอร์เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร หุ้นกลุ่มธุรกิจการศึกษาของจีนก็ร่วงอย่างหนัก 

ส่งผลให้ธุรกิจสถาบันกวดวิชา ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับงบประมาณประเทศไทยทั้งปี (หรือ 3 ล้านล้านบาท) ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และขนาดของอุตสาหกรรมติวเตอร์นอกเวลาเรียน จะลดลงถึง 30% 

นอกจากนี้ บริษัทที่เกี่ยวเนื่องและกำลังหาโอกาสเติบโตในอนาคต ก็มีอันต้องได้รับผลกระทบเช่นกัน อาทิ... 

บริษัท Gaotu (บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก) ได้ประกาศเลิกรับสมัครนักเรียนอายุ 3-6 ปี และเลิกจ้างพนักงานถึง 1 ใน 3 ส่วน

ด้าน VIPKid ที่ได้รับการสนับสนุนโดย Tencent ได้ประกาศเลื่อนการ IPO ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ออกไป 

ด้าน Andrea Previtera ที่ปรึกษาการลงทุนด้านอุตสาหกรรม EdTech ให้ข้อมูลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจีนไว้ว่า ผลกระทบครั้งนี้ ทำให้บรรดานักลงทุนหลายราย หันไปลงทุนในตลาดที่ธุรกิจบริการทางการศึกษากำลังเติบโตแทน เช่น เวียดนาม, อินโดนีเซีย และไทย

ทว่า จีนก็ยังคงเชื่อมั่นในเนื้อนโยบาย โดยมองว่า ยิ่งธุรกิจการกวดวิชานอกระบบเติบโตมากเท่าไร ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการศึกษาในระบบ ที่ไม่สามารถผลิตผู้สอนและสร้างระบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ 

ทำให้ผู้ปกครองที่กังวลต่ออนาคตของบุตรหลานต้องดิ้นรนเพื่อให้ลูกได้เรียนพิเศษ และอาจจะนำไปสู่การรับองค์ความรู้และวัฒนธรรมที่พร้อมจะทำให้ชาตินิยมและความรักในชาติเสื่อมคลาย

ถึงกระนั้น ด้านสื่อมวลชนจีน ได้มีการรายงานถึงวิธีต่าง ๆ ที่บรรดาผู้ปกครองและครูสอนพิเศษจะใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคุมเข้มของรัฐ โดยเฉพาะการสอนพิเศษแบบ "ใต้ดิน" เพื่อเลี่ยงกฎหมาย เช่น การจ้างครูสอนพิเศษโดยอ้างว่าเป็นคนทำความสะอาดบ้าน แต่ใช้วิธีคิดเงินเดือนให้มากถึงราว 30,000 หยวน หรือประมาณ 150,000 บาทต่อเดือน

เมื่อทางการจีนต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เหมาะสมกับค่านิยม วัฒนธรรม และขนบแห่งความเป็นชาติจีน แต่ยุคสมัยนิยม ที่เริ่มแสวงหาองค์ความรู้จากทุกซีกโลก ก่อให้เกิดการจัดระเบียบครั้งสำคัญที่สะเทือนต่อแวดวงธุรกิจการศึกษาจีนและพลเมืองจีนบางส่วน

จะทำให้ภาพของชาวจีนต่อจากนี้ เป็นอย่างไรต่อไป 'รักชาติ' หรือ 'ข้ามชาติ' ดี ต้องรอดูกัน... 

ชลบุรี - สโมสรโรตารี่ ร่วมอำเภอสัตหีบ ข้ามทะเลปลูกป่าเกาะพระสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ

วันนี้ (22 ก.ย.64) สโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล โดย นายกชนัญดา กองพล นำคณะสโมสรโรตารี่ฯ เดินทางลงเรือที่ท่าเรือแหลมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี  ข้ามทะเลไปที่เกาะพระ เพื่อทำกิจกรรมปลูกป่าโกงกาง ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเป็นหนึ่งในโครงการที่สโมสรโรตารี่ฯ ให้ความสำคัญ สโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล จึงได้ร่วมกับสโมสรโรตารี อิสเทิร์นซีบอร์ด มาร่วมทำกิจกรรมปลูกป่าโกงกางในครั้งนี้  และในวันนี้ได้รับเกียติจาก นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ และสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอสัตหีบ ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมปลูกป่าโกงกางที่เกาะพระแห่งนี้ด้วย

นายกชนัญดา กองพล กล่าวว่า กิจกรรมปลูกป่าโกงกางในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเป็นหนึ่งในโครงการที่สโมสรโรฯ ให้ความสำคัญ สโมสรโรตารี่ อีคลับ ดอลฟิน พัทยา อินเตอร์เนชั่นแนล จึงได้ร่วมกับสโมสรโรตารี อิสเทิร์นซีบอร์ด มาร่วมทำกิจกรรมปลูกป่าโกงกางในครั้งนี้  ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกับชายฝั่งทะเลซึ่งจะเป็นการป้องกันการกัดเซาะของกระแสน้ำทะเล และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลชนิดต่าง ๆ อีกด้วย

 

 

ลำปาง - มทบ.32 ร่วมแสดงความยินดีกับท่าน ผจว.ลำปาง ในโอกาสไปรับตำแหน่งที่ จ.ปทุมธานี

ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไปนั้น เพื่อเป็นการแสดงความยินดีและแสดงความผูกพันที่ได้รับความเมตตาและสนับสนุน/อนุเคราะห์ทั้งให้ความร่วมมืออย่างดีจากท่านณรงค์ศักดิ์ฯในห้วงเวลาที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 เวลา 09.00 น. พลตรีอโณทัย  ชัยมงคล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้นำคณะผู้บังคับบัญชาและหัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการของหน่วย เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและขอบพระคุณท่านที่ได้ให้ความอนุเคราะห์หน่วยเป็นอย่างดีในห้วงเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งท่านได้รับโปรดเกล้าฯ ไปดำรงแหน่งในพื้นที่อื่นต่อไป ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง

สตม. มอบอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่ม 500 ชุด ให้แก่ชุมชนร่วมพัฒนาวัดช่องนนทรี ตามโครงการ "ตำรวจห่วงใย ใส่ใจประชาชน"

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19  ให้หน่วยงานในสังกัดช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อยู่เคียงข้างไม่ทอดทิ้งประชาชน และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถให้ประชาชนรู้สึกว่าตำรวจสามารถพึ่งพาได้

วันนี้ (22 ก.ย.64) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบก.ตม.3. ร่วมกับ พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์  ผบก.น.5 และ สน.บางโพงพาง โดย  พ.ต.อ.อิทธิพล พงษ์ธร ผกก.สน.บางโพงพาง มอบอาหารกล่อง,น้ำดื่ม จำนวน 500 ชุด

โดยทั้งหมดได้ร่วมกันมอบสิ่งของดังกล่าวให้แก่ ชุมชนร่วมพัฒนาวัดช่องนนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. โดยมีคุณถวิล เหล่างาม ตัวแทนชุมชนมาเป็นผู้รับมอบ ซึ่งจะนำไปแจกจ่ายให้แก่สมาชิกในชุมชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อไป

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดพิธีเปิดโครงการ “สมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0” ผ่านระบบ Virtual Event

วันอังคารที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 15.00 – 16.30 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข  ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 (Smart Safety Zone 4.0) พร้อมกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.มนู  เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ปิยะ  อุทาโย รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สุทิน  ทรัพย์พ่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ปรีชา  เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  หักพาล ที่ปรึกษา (สบ 9) ตร. , พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์  สัจจพันธุ์ ผบช.สยศ.ตร. และเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ผ่านระบบออนไลน์ (Virtual Event) และปิดท้ายด้วย การสัมภาษณ์พิเศษของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ร่วมกับ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ สส.เขต 2 กทม. , ดร.ภาสกร  ประถมบุตร รอง ผอ.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) , และ นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ นักจัดรายการโทรทัศน์ ในหัวข้อ “เปลี่ยนที่เปลี่ยวให้เป็นที่ปลอด(อาชญากรรม) ตามแนวทาง Smart City”

โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ขับเคลื่อนบนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และตัวชี้วัดสากล “WORLD INTERNAL SECURITY and POLICE INDEX : WISPI” เป็นการใช้การป้องกันอาชญากรรมเชิงรุกนำการปราบปราม ในการนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มอบหมาย ให้ พล.ต.อ.มนู  เมฆหมอก รอง ผบ.ตร, พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษา (สบ. 9) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0        

ซึ่งได้คัดเลือกสถานีตำรวจนำร่องทั่วประเทศจำนวน 15 สถานี ประกอบด้วย สน.ลุมพินี , สน.ห้วยขวาง , สน.ภาษีเจริญ , สภ.ปากเกร็ด , สภ.เมืองสมุทรปราการ , สภ.เมืองพัทยา , สภ.เมืองระยอง , สภ.เมืองปราจีนบุรี , สภ.ปากช่อง , สภ.เมืองอุดรธานี , สภ.เมืองเชียงใหม่ , สภ.เมืองพิษณุโลก , สภ.เมืองราชบุรี , สภ.เมืองภูเก็ต และ สภ.หาดใหญ่ โดยคัดเลือกพื้นที่ที่เป็นแลนด์มาร์ค แหล่งเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่ประชาชนมีความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมมาสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัย ในชุมชน

ทั้งนี้ คณะทำงานได้นำผลสำรวจพีเพิลโพล (People Poll) และข้อเสนอแนะจากประชาชน มาพัฒนาการดำเนินโครงการ เพื่อสามารถปรับปรุงการทำงานของตำรวจให้ตรงกับสภาพปัญหา และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้

1. สำรวจกล้อง CCTV ในพื้นที่ ปรับมุมกล้อง และบูรณาการการใช้งานกล้องร่วมกันพร้อมติดตั้งเพิ่มเติม

2. นำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรม เช่น มีการติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับใบหน้า และกล้อง AI ตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์ เป็นต้น

3. ติดตั้งเสาสัญญาณ SOS เพื่อประชาชนสามารถแจ้งเหตุด่วนได้ทันที

4. จัดทำห้องปฏิบัติการ CCOC โดยเชื่อมสัญญาณจากกล้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานราชการ และเอกชนมายังห้องปฏิบัติการและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์เพื่อคอยควบคุมสั่งการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

5. ใช้แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อความรวดเร็วในการสื่อสาร เช่น POLICE 4.0 , POLICE I LERT U , Line OA , แจ้งความออนไลน์ รวมถึงการสร้าง Cyber Village เป็นต้น

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top