Friday, 4 April 2025
THE STATES TIMES TEAM

'จอน' เชื่อ ร่าง 'ไอลอว์' จอด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่รัฐสภา นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมาย ประชาชน (ไอลอว์) กล่าวถึงภาพรวมการพิจารณาร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ว่า ตนพอใจกับการทำหน้าที่ของส.ส.ส่วนใหญ่ แต่ไม่ค่อยพอใจกับการทำหน้าที่ของส.ว.บางคน


ซึ่งมีลักษณะกล่าวหาใส่ร้ายองค์กรที่ตนภูมิใจนั้นก็คือไอลอว์ เพราะเราเป็นองค์กรที่ทำทุกอย่างถูกต้องโปร่งใส หากท่านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคประชาชนเรายินดี เพราะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่มาใส่ร้ายกล่าวหาว่าทุจริตบ้าง ได้เงินจากแหล่งทุนบ้าง โดยไม่มีข้อพิสูจน์ใด ๆ ตนถือว่าไม่แฟร์ เมื่อถามว่าจะชี้แจงอย่างไรกรณีที่ว่าแหล่งทุนนั่นเป็นแหล่งทุนเดียวกับการให้ม็อบฮ่องกง นายจอน กล่าวว่า "ตนไม่ทราบว่าแหล่งทุนใดให้ทุนกับม็อบฮ่องกง แต่ถ้าเป็นการให้ทุนกับองค์กรที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยตนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา"
 

เมื่อถามว่าหากวันนี้ร่างของไอลอว์ถูกตีตกจะดำเนินการอย่างไรต่อ นายจอน กล่าวว่า "คาดอยู่แล้วว่าจะตีตก ตนเชื่ออย่างนั้น ตนคิดว่าซีกหนึ่งของสภานี้ไม่ได้ติดอยู่กับความเป็นจริงของสังคมที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงคนรุ่นใหม่กำลังมาเรียกร้องประชาธิปไตย ถ้าสภาส่วนหนึ่งไม่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหน้าเศร้า เพราะจะทำให้สถานการณ์แย่ลง"

18 พฤศจิกายน ค.ศ.1993…รำลึกคอนเสิร์ตร็อกที่เนียนที่สุดในโลก

หากจะหาอัลบั้มเพลงที่ขายดีตลอดกาล หรือถูกพูดถึงข้ามยุคข้ามสมัย ฟันธงฟันทิ้งไปเลยว่า หลายคนต้องนึกถึง ‘อัลบั้มบันทึกการแสดงสด MTV Unplugged ของวง Nirvana’

Nirvana คือวงดนตรีแนวกรั๊นจ์ร็อกที่โด่งดังสุดๆ ในช่วงปี ค.ศ.1987-1994 โอ้ว! เรื่องมันก็นานมาแล้ว แต่อย่างที่บอก ทุกวันนี้ยังมีคนพูดถึง Nirvana กันอยู่เลย

Nirvana มีมือกีต้าร์-นักร้องนำที่ชื่อ เคิร์ท โคเบน เปรียบเสมือนศาสดาแห่งดนตรีกรั๊นจ์ ซึ่งตัวอัลบั้ม Nirvana MTV Unplugged เกิดขึ้นในช่วงที่ดนตรีแนว Unplugged หรือการแสดงสดที่ไม่ใช่เสียงสังเคราะห์จากไฟฟ้า กำลังเป็นที่นิยม ทางวงเลยจัดการบันทึกการแสดงสดงานอัลบั้มชุดดังกล่าวนี้แบบ Unplugged ณ โซนี่สตูดิโอ เมืองนิวยอร์ก

และทันทีที่ผลงานดังกล่าวถูกปล่อยออกไป ยอดขายก็ถล่มทลาย ไม่มีใครคาดคิดว่า วงดนตรีที่มีซาวน์เพลงแสบสันต์รูหูอย่าง Nirvana จะมาแสดงสดด้วยสไตล์ที่ดูดีมีคลาสเช่นนี้ ผลงานนี้ทำลายแทบทุกสถิติ ติดทุกชาร์ตทุกโพล และถึงวันนี้ผ่านไป 27 ปี ก็ยังถูกพูดถึงกันอยู่เลย

แม้ว่า เคิร์ท โคเบน จะเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน ค.ศ.1994 แต่ชื่อของวง Nirvana ก็ไม่ได้ตายตามเขาไป บทเพลงยังคงถูกหยิบมาเปิด และที่สำคัญ ผลงานของพวกเขายังส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นใหม่ในวันนี้อย่างมากมาย

พูดจาภาษานิ้ว

ช่วงนี้อะไรๆ ก็มีแต่นิ้วนะฮะ ไปไหนเห็นแต่คนชูนิ้วสลอน เมื่อวันก่อนเจอคนชูนิ้วโป้งดำปี๋ ตกใจมือทาบอก! อ๋อ! คุณพี่เพิ่งเอาทองไปตึ๊งที่โรงรับจำนำนี่เอง เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ราคาทองขึ้นเอ๊าขึ้นเอา! อันนี้ก็เข้าใจ

เอ้า! ไปเจอเด็กชายวัยรุ่นใส่ช็อพน้ำตาลเดินมากลุ่มใหญ่ ชู 3 นิ้วให้ด้วย ตกใจมือทาบอก! นึกว่าจะชวนไปเย๊วๆ ที่ไหน อ๋อ! กลุ่มลูกเสือเขาสวัสดีเรานั่นเอง มารยาทงามแท้

เพราะสัญลักษณ์นิ้วมีมากมายจริงไรจริง ว่าแล้วเราไปเปิดคอร์ส ‘เรียนภาษานิ้ว’ กันดีกว่า ทำนิ้วแบบไหนหมายถึงอะไร และทำนิ้วแบบใด เสี่ยงถึงชีวิต! ไปดูกันฮ่ะ!

 

 

 

สมานฉันท์สมชื่อหรือเอาเท่ห์

ในช่วงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเมืองบ้านเราร้อนระอุมากขึ้นทุกที และดูเหมือนจะร้อนขึ้นเรื่อยๆไม่มีหยุด จากผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่เมื่อการเรียกร้องเริ่มมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป คงหนีไม่พ้นต้องมีคนเข้ามาห้ามมวย เพื่อช่วยคลี่คลายความขัดแย้งอันร้อนระอุนี้ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

แล้วใครล่ะจะเป็นคนที่เข้ามาห้ามมวยระดับประเทศ ? ในความขัดแย้งต่าง ๆ ที่ผ่านมาในประเทศ กรรมการห้ามมวยก็มีมาหลาย ๆ ต่อหลายชื่อต่างกันไปในแต่ละยุครัฐบาลก็เท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงในช่วงเวลานี้ก็คงหนีไม่พ้น "คณะกรรมการสมานฉันท์"

ซึ่งนำทีมโดยท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา "ชวน หลีกภัย" ที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันพระปกเกล้าให้วางโครงสร้างคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์หาทางออกให้ประเทศ

ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์นี้จะเข้ามามีบทบาทในการเปิดเวทีให้คู่ขัดแย้งได้พูดคุยถึงปัญหาและหา "ตรงกลาง" ให้กับทั้งสองฝ่าย โดยให้ทั้งสองฝ่ายมาถกปัญหากันด้วยเหตุและผล เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งจุดประสงค์ในการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์นั้นมาจากการที่ต้องการให้คนในประเทศไม่ทะเลาะกันและปรองดองกันในที่สุด แต่สุดท้ายเมื่อตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาแล้วจะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริงอย่างชื่อหรือเปล่าล่ะ ?

โดยแนวทางในตอนนี้มีด้วยกัน 2 แนวทาง ทางแรกมีคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ 7 หรือ 5 ฝ่าย ที่ประกอบด้วยฝ่ายที่มีอำนาจตัดสินใจหรือจะเป็นตัวแทนของกลุ่มผุ้ชุมนุม ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ส.รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นโครงสร้างที่มีองค์ประกอบครบทุกฝ่าย

ในส่วนของทางที่สองคือการเสนอ "คนกลาง" จากแต่ละฝ่ายเพื่อมาเป็นคณะกรรมการหรือประธานรัฐสภาสรรหาบุคคล หรือจะตั้งประธานคณะกรรมการโดยการทาบทามมาเป็นคณะกรรมการ

ในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปมาว่าจะใช้แนวทางไหนหรืออาจมีการนำทั้งสองแนวทางมาผสมกันเพื่อให้เกิดความลงตัวมากขึ้น ถ้าเกิดมาในแนวทางนี้จริงก็คงเป็นการหาทางออกที่ผ่านเสียงจากทุกฝ่าย

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าไม่มีฝ่ายค้านไหนเข้าร่วมสังฆกรรมด้วย หรือง่าย ๆ "ไม่เอาด้วย" เพราะหลายฝ่ายกลับมองว่าเป็นการซื้อเวลาให้รัฐบาลมากกว่า

ถ้าคณะกรรมการสมานฉันท์เป็นเหมือนกับการหงายการ์ดปรองดองอย่างรัฐบาลต่างๆที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างจากการเป็นฟูกลดแรงกระแทกให้กับทางฝั่งรัฐบาลหรือเป็นการซื้อเวลาเสียมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ที่สุดท้ายแล้วข้อเสนอหรือรายงานต่าง ๆ ถูกดองหรือนำออกมาใช้เพียงน้อยนิด สุดท้ายถ้าเป็นไปในรูปแบบเดิมการตั้งคณะกรรการสมานฉันท์ก็มีขึ้นเพื่อลดแรงกระแทกจากผู้ชุมนุมกลุ่ม "ราษฎร" เท่านั้น

หยุดพฤติกรรม ‘Silo’ เพราะเรื่องของ ‘กู’ อาจทำให้ Me too ‘So Slow’

หลังจากคุณ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ได้แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์รวมธุรกิจการค้าออนไลน์ในไทย ภายใต้นโยบาย ‘คนละครึ่ง’ และรวมถึงยอดขาย ‘11.11’ ที่ผ่านมา

ผลปรากฏที่เด่นชัดมาก ๆ คือ คนไทยค่อนข้างพร้อมกับการใช้จ่ายแบบสังคมไร้เงินสดพอสมควร

สังเกตุจากโครงการคนละครึ่งที่พอมีการเปิดให้ลงทะเบียนรอบ 2 ก็ลงกันสิทธิ์อย่างรวดเร็ว มียอดการใช้จ่ายผ่านแอพลิเคชั่น ‘เป๋าตัง’ ไปแล้วถึง 13,764 ล้านบาท กระจายสู่ร้านหาบเร่แผงลอยได้กว่า 650,000 ร้าน

ที่น่าสนใจในุมมของคุณกรณ์ คือ ตอนนี้รัฐได้ทำให้คนกว่า 12 ล้านคนยอมรับและคุ้นเคยกับการใช้ Cashless (ไร้เงินสด) มากขึ้น และเช่นเดียวกันผู้ค้ากว่า 6.5 แสนรายก็เข้ามาอยู่ในระบบดิจิทัลไปเรียบร้อย (และลุงตู่ก็คงยิ้มแป้น)

แต่ก็มีคำถามตามมาว่า ทำไมประเทศไทย ไม่พัฒนาระบบ e-Commerce Platform ของตัวเองแบบเป็นจริงเป็นจังสักที

ทั้ง ๆ ที่ยอดการใช้จ่ายในโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นทุกปี ตัวภาครัฐก็มีข้อมูล ‘Big Data’ มากมายมาตุนไว้ อุปสรรคคืออะไร? ทำไมเรายังไม่ไปถึงจุดนั้น?

ลองจินตนาการต่อไปว่าในอนาคต หากรัฐเปิดโอกาสให้คนไทยเสนอขายสินค้าโดยตรงกับผู้บริโภคตามฐานข้อมูลที่รัฐมี

รวมถึงรัฐคอยช่วยสนับสนุนด้วยโปรโมชั่นต่าง ๆ และบริการส่งของผ่านไปรษณีย์ไทย...นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ e-Commerce Platform ของไทยที่เรารอคอยก็ได้

คำตอบหนึ่งที่ได้จากบทสรุปนี้คืออะไร

ปัญหาใหญ่ที่เด็กอมมือก็ยังรู้ คือ รัฐไทยยังทำงานกันแบบ ‘Silo’ หรือต่างคนต่างทำ อย่างกรณีโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ตัวข้อมูลอยู่ที่กระทรวงการคลัง แต่ผู้ที่มีพันธกิจสร้าง e-Commerce Platform คือ กระทรวงดิจิทัล และกระทรวงพาณิชย์

ผลคือการทำงานแบบตัวใครตัวมัน และทำให้เกิดปัญหา ‘คอขวด’ เวลาต้องคิดโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ที่ล่าช้า

ว่าแต่ ‘Silo’ ที่คุณกรณ์พูดถึงนี้คืออะไร?

Silo มาจาก Siloed Organization หรือ Siloed Company มีความหมายตรงตัว คือ แผนกต่าง ๆ ในองค์กรเดียวกัน ไม่ยอมแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือองค์ความรู้ระหว่างกัน

โดยสัญญาณที่บ่งชี้ว่า Silo กำลังเข้ามาครอบงำการทำงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือรัฐบาลในตอนนี้ คือ...

1.) ภาครัฐไม่สามารถใช้เทคโนโลยีหรือช่องทางการสื่อสารเพื่อแบ่งแยกกำลังซื้อจริงของประชาชน กับกำลังซื้อแฝง ยกตัวอย่างเช่น ทีมการตลาดหรือทีมบริหารไม่คิดจะดูแลคนที่ซื้อของไปแล้ว ราวกับคนที่ยังไม่ได้ซื้อของ เพราะฝ่ายเซลล์กับฝ่ายการตลาดไม่คุยกัน สุดท้ายก็ทำลายประสบการณ์ของลูกค้า

2.) ความแปลกหน้าในองค์กร สัญญาณเตือนภัย คือ หากไม่รู้จักคนหรืองานจากนอกทีม ซึ่งไม่ได้หมายถึงให้ต้องรู้จักแบบละเอียด จะไม่มีวันเข้าใจปัญหาของแต่ละฝ่ายได้เลย ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นบริษัทเล็ก ๆ ก็ควรรู้จักชื่อของทุกคน แต่ถ้าเป็นองค์กรใหญ่อย่างน้อยก็ควรจะรู้ชื่อและช่องทางติดต่อระดับบริหารแต่ละแผนก เพื่อให้เกิดการทำงานแบบประสานมือได้ง่ายขึ้น

3.) ภาวะ ‘เรา’ กับ ‘เขา’ ระหว่างแผนก จะทำให้เกิดภาวะการแข่งขันเชิงเห็นแก่ตัว เพราะไม่มีการแชร์ข้อมูลและขาดความร่วมมือร่วมใจ เหตุกลัวว่าอีกทีมจะได้หน้า แต่สุดท้ายจะแพ้ฝ่าย

4.) พนักงานที่ถูกเพิกเฉย หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม และถูกปฏิบัติไม่เหมือนคนอื่น อาจจะไม่มีความสุข รู้สึกไม่มีประโยชน์ และเสี่ยงต่อการแชร์หรือปั่นหัวสิ่งที่ไม่ดีกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ

5.) การทำงานซ้ำซ้อน เพราะไม่มีการสื่อสารกัน ไม่มีทางที่จะรู้ว่าสิ่งที่เราทำไป ได้ทำซ้ำกับคนอื่นหรือแผนกอื่นหรือไม่ ธุรกิจที่ขาดความร่วมมือจะมีคนและทีมงานที่ทำงานในโครงการที่คล้ายกัน ซึ่งนำไปสู่ความไร้ประสิทธิผลและสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานไปอย่างน่าเสียดาย

ฉะนั้นไม่ว่าจะรัฐหรือองค์กรไหนควรสร้าง Sharing is caring และ Knowledge is power ด้วยการร่างระบบการทำงานที่ทุกคน ‘ควรรู้ในสิ่งที่ควรรู้’ และต้อง ‘ไม่ต่างคนต่างรู้’ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งของการ Move on

การทำงานของรัฐในมุมของคุณกรณ์ จึงเหมือน Silo ที่หากปล่อยไปเรื่อย ๆ ไอ้สิ่งดี ๆ ที่จะคิดสร้างสรรค์หรือทำต่อในอนาคต (ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มาก) จะยิ่งไกลฝั่งออกไปๆ เลยล่ะลุงตู่!!…

.

อ้างอิง: เฟซบุ๊ค กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij / ETDA Thailand

ปรับร่างยังไงให้พร้อมเริ่มงานใหม่

ยังจำ ‘ยุ่น’ ในหนังฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามตาย ห้ามรักหมอ กันได้อยู่ใช่ป่ะ

ในเรื่อง ยุ่น เป็นฟรีแลนซ์กราฟิกขั้นเทพ ผลิตงานได้แบบไม่หลับไม่นอน จนสุดท้ายเม็ดขึ้นเต็มตัว ชีวิตจริงของบรรดาคนทำอาชีพฟรีแลนซ์ก็มีความคล้ายคลึงอย่างหนัง แต่อยากเตือนว่า ทำงานหาเงินจนป่วย แต่ป่วยแล้วเอาเงินไปรักษาตัว เพื่อ?

แต่เป็นฟรีแลนซ์มายาวนาน เกิดวันหนึ่งมีอันต้องไปเป็นพนักงานประจำ ประมาณว่า จากคนที่กินนอนไม่เป็นเวลา ประเภทนอนตี 5 ตื่น 6 โมงเย็น เริ่มงาน 2 ทุ่ม แต่จู่ ๆ กลับต้องเข้านอน 3 ทุ่ม ตื่น 6 โมงเช้า เพื่อไปเข้างาน 8 โมง งานนี้ร่างกายมีเพี้ยนแน่นอน The States Times Lite ชวนคนที่ต้องเจอเรื่องราวทำนองนี้ มาเตรียมร่างกายให้พร้อมกันดีกว่า

.

1.) ฝึกการนอนใหม่ : ก่อนจะเข้าเริ่มงานประจำ ควรเปลี่ยนพฤติกรรมการเข้านอนตามใจฉัน ให้กลายเป็นเวลานอนประจำให้ได้ แรก ๆ อาจจะยากสักหน่อย เพราะเปลี่ยนอะไรไม่ยากเท่าเปลี่ยนนิสัยตัวเองนี่ล่ะ จากทฤษฎีที่เคยมีนักวิจัยในต่างประเทศได้บันทึกเอาไว้ การเปลี่ยนนิสัยที่เคยชินจะสามารถเปลี่ยนได้เฉลี่ยที่ 60 วัน หรือพูดง่าย ๆ ว่า อยากจะเปลี่ยนนิสัยที่ทำประจำสักอย่าง ต้องใช้เวลากว่า 2 เดือน เพราะฉะนั้น เตรียมปรับนิสัยการนอนไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้เลย

.

2.) ต้องหัดกินอาหารเช้า : มันคือเรื่องเบสิกที่เคยฟังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่ามื้อเช้าคือมื้อที่ดีที่สุด แต่เป็นฟรีแลนซ์มาตลอด เรื่องมื้อเช้านี่แทบจะลืมไปได้เลย แต่การกลับมากินมื้อเช้าเพื่อเริ่มต้นการทำงานประจำ จะช่วยทำให้ร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะระบบประสาทและกลไกการทำงานสมอง ทำให้มีความจำที่ดีขึ้น และมีสมาธิมากขึ้น

.

3.) ดื่มน้ำให้มากขึ้น : นี่ก็เบสิกอีกเรื่อง แต่เชื่อเถอะว่า ช่วงแรก ๆ ของการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้าระบบการทำงานประจำ คุณจะมีภาวะแปรปรวนทางร่างกายค่อนข้างสูง เรื่องหนึ่งที่สามารถช่วยได้ คือการดื่มน้ำ น้ำสะอาดมีประโยชน์ครอบจักรวาลจริง ๆ ดื่มวันละ 7 - 8 แก้วต่อวัน ทำให้สดชื่นขึ้นแน่ ๆ และทำให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ รวมถึงการทำงานของระบบย่อยอาหารก็จะดีขึ้นด้วย

.

4.) ออกกำลังกาย : เมื่อเข้าสู่ชีวิตงานประจำ ร่างกายต้องทำงานหนักกว่าตอนอยู่กับบ้านแน่นอน เพราะฉะนั้น ออกกำลังกายไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ร่างของเรามีกำลังวังชา ออกไปสู้รบกับภารกิจการงาน ตลอดจนชั้นบรรยากาศอันเต็มไปด้วยฝุ่นภายนอก จำไว้เสมอ หากมีเวลา จงออกกำลังกาย!

.

5.) อาหารเสริม : อันนี้ไม่ได้แนะนำบรรดาอาหารเสริมที่ต้องไปซื้อหามาในราคาแพง ๆ แต่อาหารเสริมดี ๆ มีอยู่ในของที่เรามักไม่กินนี่ล่ะ จากที่เคยเขี่ยออกนอกจาน หรือเลี่ยงไม่กิน ลองหันมากินดู เช่น มะเขือเทศ ผักโขม หรือพวกถั่วต่าง ๆ ที่ว่ามาเหล่านี้ เป็นผัก - ผลไม้ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของเซลล์ประสาททั้งนั้น กินเข้าไปเถอะ ช่วยบำรุงสมองล้วน ๆ เพราะเมื่อไรที่เข้าสู่การทำงานประจำ ได้ใช้สมองเต็มที่แน่นอน

เริ่มงานประจำ ใจพร้อมแล้ว กายก็ต้องพร้อมด้วย เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ตามนั้นนะ...

ปตท. ยังท็อปฟอร์ม โกย ‘DJSI’ 9 ปีติด โตทั้งกำไร ได้ใจทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม

กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เสียแล้วขององค์กรธุรกิจทั่วโลก ที่จะต้องคำนึงถึง ‘การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม’ โดยธุรกิจในยุคนี้จำเป็นต้องสนใจคำ 3 คำ คือ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และ บรรษัทภิบาล (Governance) หรือย่อๆ ว่า ‘ESG’

เพราะ ESG จะช่วยกรองให้ธุรกิจดำเนินไปโดยใส่ใจกับผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวเนื่องกับ 3 คำที่ว่ามา ไม่ใช่แค่ดีต่อมวลรวม แต่การให้ความสำคัญกับ ESG ขององค์กร ยังดีต่อใจของนักลงทุนที่จะตัดสินใจได้ง่ายในการเข้าไปร่วมลงทุนหรือถือหุ้นในธุรกิจนั้น ๆ

แต่ ESG ก็ไม่ใช่ว่าจะแค่ทำไปตามแต่ใจ เพราะตามเกณฑ์มาตรฐานสากลโลก ได้มีการออกดัชนี หรือตัวชี้วัดในการประเมินองค์กรที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้อยู่

โดยหนึ่งในนั้น คือ ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ ‘DJSI’ (Dow Jones Sustainability Indices) ที่จัดทำโดย RobecoSAM และ S&P Dow Jones Indices ดัชนีนี้มีการคัดเลือกจาก 2,521 บริษัทในตลาดทุนทั่วโลก และ 802 บริษัทในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (ข้อมูลปีพ.ศ.2561)

มีการประเมินผลการดำเนินงานในมิติเศรษฐกิจ บรรษัทภิบาล สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อคัดเลือกบริษัทที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้กองทุนต่าง ๆ ทั่วโลกใช้พิจารณาประกอบการลงทุน แน่นอนว่าการจะรักษาสถานะตัวเองให้อยู่ในลิสต์ DJSI ต่อไปเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก!!

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ESG เหล่านี้ ก็แค่ไปปลูกป่า ลดมลพิษโรงงาน และบลา ๆ ที่พร้อมจะบอกว่าองค์กรนั้น ๆ Go Green แต่นั่นแค่เรื่องผิวเผิน เพราะที่พูด ๆ กันเขาเรียกว่า CSR!!

ในความเป็นจริงแล้ว การจะก้าวเข้าไปอยู่ใน DJSI ได้ ต้องยกระดับกระบวนการทางธุรกิจ เอาแบบว่าทั้งองค์กรต้องร่วมมือกันแบบเครือทั่วถึง จะเรียกว่าเป็นจิตวิญญาณขององค์กร ต้องร่วมกันทำเพื่อให้ตอบสนองต่อทุกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแบบพัฒนาใจมาได้ระดับหนึ่งตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานตัวเล็ก ๆ

ส่วนในเชิงโครงสร้างก็ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ ESG ของตนเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงรูปแบบธุรกิจ ตรงนี้จะเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้บรรดานักลงทุนเกิดความมั่นใจ อยากมาร่วมลงทุน โดยไม่ได้มองแค่ผลกำไรขององค์กรนั้น ๆ เป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว

สรุปเลยก็คือ ธุรกิจเดินหน้ามีกำไร แถมยังต้องโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หูยย...ยากเหลือล้น

ทั้งนี้บริษัทไทยที่ผ่านการคัดเลือกเป็นสมาชิกดัชนี DJSI เป็นครั้งแรก คือ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ได้ในปีพ.ศ.2547 หลังจากนั้น ก็มีบริษัทไทยทยอยคว้ารางวัลนี้กันมากขึ้น เช่น ในปีพ.ศ.2561 ที่มีบริษัทไทยถึง 20 บริษัท ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนี เช่น KBANK, SCB, PTTEP, PTT, CPALL, THBEV, PTTGC, SCC และ CPN

ล่าสุดในปี พ.ศ.2563 บริษัท ปตท. เป็นอีกรายที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) สำหรับปตท. กวาดรางวัลนี้มาแล้วต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ในกลุ่มดัชนีโลก (World Index) และดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) โดยปตท.ได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Upstream & Integrated (OGX) นอกจากนี้ บริษัทในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย...

.

- บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

- บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

- บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

- และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (จีซี)

.

ยังได้ผ่านการประเมินเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องครบทุกบริษัท โดย ไทยออยล์ ได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Refining & Marketing (OGR) และ จีซี ได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Chemicals (CHM) อีกด้วย

ยาต้านซึมเศร้า...รักษาโควิด-19?

อ่ะจริงดิ?! มีรายงานข่าวออกมาว่า กลุ่มนักวิจัยทางการแพทย์ได้ทำการทดลองใช้ยาต้านซึมเศร้าในผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งปรากฎว่าได้ผลดีเกินคาด!

งานวิจัยครั้งนี้ ถูกเผยแพร่ออนไลน์ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน (JAMA) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา โดยเป็นการศึกษาเบื้องต้นของคณะวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในเมืองเซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาได้ทดลองใช้ยาฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) ซึ่งเป็นยารักษาโรคซึมเศร้า กับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ที่อาสาเข้าร่วมโครงการนี้จำนวนกว่า 152 ราย

ปรากฎว่า ในช่วงระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ คณะวิจัยได้โทรศัพท์สอบถามติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และพบว่า ผู้ป่วยกว่า 80 คน ไม่มีผู้ใดมีอาการทรุดหนักลงหลังผ่านไป 15 วัน ส่วนที่เหลืออีก 72 ราย ก็พบแค่เพียง 6 รายที่มีอาการป่วยขั้นรุนแรง โดย 4 ใน 6 คน จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

คณะวิจัยได้ให้เหตุผลถึงผลการทดลองที่เป็นไปในทิศทางบวกนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยาฟลูวอกซามีน เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดทอนจำนวนการผลิตโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ จึงส่งผลต่ออาการของผู้ป่วยโควิด-19 ด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ยังเป็นเพียงการวิจัยเบื้องต้นเท่านั้น แต่ภายในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป คณะวิจัยจะขยายผลการทดลองนี้ไปทั่วคลีนิคในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากว่า ผลการทดลองเป็นไปด้วยดี คาดว่าจะมีการยกระดับและศึกษารายละเอียดถึงความเป็นไปได้ในการใช้ยานี้ต่อไป

.

อ้างอิง: https://newsroom.uvahealth.com/2020/11/13/antidepressant-may-prevent-severe-covid-19-clinical-trial-finds/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top