Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

ชลบุรี - กองเรือยุทธการ ร่วมกับ อำเภอสัตหีบ ปล่อยแถวขบวนรถช่วยเหลือประชาชนช่วยโควิด-19

วันนี้ (16 ก.ค.64) ที่บริเวณหน้ากองบัญชาการกองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กองเรือยุทธการ ร่วมอำเภอสัตหีบ ร่วมพิธีเปิดปล่อยแถวขบวนรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยมี พลเรือเอก สุทธินันท์  สมานรักษ์ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ นายกิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ รวมทั้งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมพิธี

พลเรือเอก สุทธินันท์ สมานรักษ์ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ กล่าวว่า กองเรือยุทธการและอำเภอสัตหีบ ตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเห็นว่า สิ่งสำคัญที่ประชาชนพื้นที่สัตหีบต้องการคือกำลังใจ ที่ได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการส่งความช่วยเหลือให้พี่น้องประชาชนชาวสัตหีบ จึงเกิดเป็นที่มาของกิจกรรมปล่อยแถวขบวนรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่อยุ่ในกลุ่มเสี่ยงสูงถึงกลุ่มเสี่ยงต่ำ ประชาชนกลุ่มนี้คือผู้ได้รับความเดือดร้อนที่ต้องการรถรับ-ส่งเพื่แยกออกจากชุมชนที่อาศัย รอการตรวจคัดกรองไปยังสถานที่ที่กำหนดไว้ต่อไป

ขบวนรถดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะสามารถอำนวยความสะดวกในการรับ-ส่งประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในภาพรวมได้เป็นอย่างดี


ภาพ/ข่าว  สมนึก เชื้อสนุก

ขอนแก่น – บุคลากรทางการแพทย์นับหมื่นคน เตรียมบูสเตอร์วัคซีนต้นเดือน ส.ค. ขณะที่แผนการฉีดวัคซีนยังเป็นไปตามกำหนด ไม่สลับสูตร แม้หลายคนจะขอยกเลิกการฉีดก็ตาม

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 16 ก.ค.2564 ที่สำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น นพ.สมชายโชติ  ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้แผนการของการบูสเตอร์โดสวัคซีนให้กับบุลากรทางการแพทย์ ที่ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 26 อำเภอของจังหวัด ซึ่งจัดเป็นกลุ่มด่านหน้าของการควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโควิด-19  โดยที่เข็มแรกที่บุคลากรทางการแพทย์ฉีดนั้นคือในวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมาซึ่งแผนการบูสเตอร์โดสวัคซีนให้กับ บุคลากรทางการแพทย์ขอนแก่นที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนประมาณ 22,000 คน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะทยอยส่งมอบวัคซีนให้กับแต่ละจังหวัด ตามแนวทางการที่กำหนดโดยมี แผนการกระตุ้นที่ชัดเจนคือการใช้แอสตร้าเซเนเก้าบูสอีก 1 เข็ม ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคแล้ว 2 เข็ม ซึ่งทุกคนที่ได้รับวัคซีนมาแล้ว2 เข็มจะต้องเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์ถึจะสามารถเข้ารับการบูสเตอร์โดสได้

“ขณะนี้ขอนแก่นได้เตรียมวัคซีนชิโนแวค 1 คนต่อ 2 เข็ม ซึ่งขณะนี้จากการสำรวจพบว่าหลายคนยังคงยืนยันขอรับการฉีดตามแผนเดิม ดังนั้นการบริหรจัดการวัคซีนในจังหวัด ที่กำหนดไว้คือภายในเดือน ก.ย. คนขอนแก่นจะต้องได้รับวัคซีนเข็มแรกครอบคลุมประชากรร้อยละ 70จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป แต่สิ่งที่พบในขณะนี้คือ เริ่มมีการขอผลัดหรือขอเลื่อนการรับวัคซีนออกไป โดยเฉพาะกับการรับวัคซีนชิโนแวคเข็มที่ 1ดังนั้นทีมแพทย์จะต้องแนะนำและทำความเข้าใจกับประชาชนตามแผนงานที่กำหนด คือการให้ผู้ที่ได้รับการยืนยันการเข้ารับวัคซีนได้เข้ารับวัคซีนตามที่กำหนด  คือรับวัคซีนชิโนแวค เข็มที่ 1 เมื่อครบ 3 สัปดาห์ก็ให้เข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 ตามที่กำหนด ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน”

นพ.สมชายโชติ กล่าวต่ออีกว่า ถ้าหากทุกคนยอมรับเฉพาะแนวทางการฉีดชิโนแวคเข็มที่ 1 และแอสตร้าเซเนก้า เข็มที่ 2 ก็จะทำให้วัคซีนชิโนแวคจะเหลือ ได้ ซึ่งข้อมูลล่าสุดวันนี้ขอนแก่นมีวัคซีนชิโนแวคอยู่ประมาณ 10,000  โดส ซึ่งเป็นวัคซีนที่จะเตรียมสำหรับการฉีดให้กับเข็มที่  2 ที่จะเข้าสู่ช่วงการฉีดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ค. อีกทั้งจังหวัดจะได้รับการจัดสรรวัคซีนอีกประมาณ 22,000 โดส ในระยะนี้ หากนำมาฉีดเป็นเข็มที่ 1 อย่างเดียว ก็ยังไม่ทราบว่าหากนำแอสตร้าเซเนก้า มาฉีดเป็นเข็มที่ 2 ให้นั้น จะทำอย่างไร และบางคนก็ปฎิเสธที่จะรับชิโนแวคทั้ง 2 เข็ม ซึ่งก็มีเกิดขึ้นแล้ว เช่นกัน

“ดังนั้นหน่วยบริการวัคซีนของทุกพื้นที่จะต้องทำความเข้าใจ ว่าวัคซีนที่ดีที่สุดวันนี้ คือวัคซีนทุกคนจะต้องได้รับได้เร็วที่สุด และปฎิบัติตัวด้วยความเข้าใจดำเนินการตามแผนงานที่ฝ่ายสาธารณสุขและแพทย์กำหนด  การป้องกันตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าฉีดวัคซีนแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ไม่มีการป้องกันเป็นิส่งที่ไม่สมควรทำ อย่างไรก็ตามสำหรับการบูสเตอร์วัคซีนให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งจังหวัดหากนับรวมระยะเวลาในการฉีดเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 และระห่างในภาพรวมนั้น ชุดแรกที่จะได้รับการบูสเตอร์วัคซีนก็จะสามารถเข้ารับการฉีดได้ในช่วงต้นเดือน ส.ค.”

DSI สนธิกำลังตรวจที่เกิดเหตุ จังหวัดนราธิวาสในคดีพิเศษที่ 22/2564

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฏาคม 2564 พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจโท ปกรณ์ สุชีวกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกำกับดูแล นายมเหสักข์ พันธ์สง่า ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ได้มอบหมายให้ นายพิเชฐ ทองศรีนุ่น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายชยพล สายทวี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ สำนักอำนวยการข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (สขว.กอ.รมน.ภาค4สน.),หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 49 (ฉก.ทพ.49),กองร้อยทหารพรานที่ 4908,สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13, สำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงปาดี, ปลัดอำเภอสุคิริน, ผู้ปกครองท้องที่กำนันตำบลทุ่งไทร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4  ตำบลทุ่งไทร, ศูนย์ปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้, สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.), ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ที่ปรึกษาคดีพิเศษ และเจ้าของที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ เขากูยิ ตำบลร่มไทร อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส โดยแยกการดำเนินการเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1) ตรวจตอไม้ที่มีการอ้างว่าตัดจากที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 21 ตอ เพื่อตรวจสอบ ชนิด ขนาด วงปี และพิกัดตอไม้ว่าอยู่ในเขตป่าหรือไม่

2) ตรวจตำแหน่ง สภาพที่ดิน และการทำประโยชน์ในที่ดินจำนวน 6 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 200 ไร่ โดยมีผู้มีชื่อเจ้าของที่ดินเป็นผู้นำชี้ ประกอบกับการเดินสำรวจของเจ้าพนักงานที่ดินว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวได้ออกโดยถูกต้องหรือไม่

โดยก่อนดำเนินการมีเจ้าหน้าที่และบุคลากรด้านสาธารณสุขจากจังหวัดนราธิวาส มาทำการคัดกรองและให้คำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการการป้องกันโควิด และมีเจ้าหน้าที่หน่วยทหาร EOD หน่วยสุนัขทหาร K9 มาสนับสนุนการปฏิบัติการ เพื่อการระวังความปลอดภัยตลอดเส้นทางและขณะทำการตรวจสอบ

ในการดำเนินการในคดีพิเศษที่ 22/2564 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และทำการวิเคราะห์ เพื่อพิจารณาดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อไป


ภาพ/ข่าว  ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าวนราธิวาสรายงาน

ร้อยเอ็ด - รองแม่ทัพภาค 2 นำ พสบ.ทภ.2 รุ่น 2 เยี่ยม รพ.สนาม ร้อยเอ็ด

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่กองพลทหารราบที่ 6 ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตำบลโพธิ์สัย อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด พล.ต.สวราชย์ แสงผล รองแม่ทัพภาคที่ 2 และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนามกองทัพบก หน่วยมณฑลทหารบกที่ 27 กองพันเสนารักษ์ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 โดยมี พ.อ.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปและนำตรวจนำตรวจเยี่ยมพบปะให้กำลังใจแพทย์และบุคลากรประจำโรงพยาบาล

จากนั้น พล.ต.สวราชย์ แสงผล นางธนชนก สุริยเดชสกุล และนายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ ผู้แทนนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ทภ.2 รุ่น2) ได้มอบเสื้อและพัดลม เพื่อใช้ในกิจกรรมโรงพยาบาลสนามโดยมีนายแพทย์อัศราวุธ ใจหาญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสมเด็จ และผู้อำนวยการสนามแห่งที่ 3 เป็นผู้รับมอบ

พ.อ.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามกองทัพบกมณฑลทหารบกที่ 27 ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เริ่มเปิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม  เป็นโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 3 ของจังหวัดร้อยเอ็ด ต่อจากแห่งที่ 1 ที่หอประชุมจังหวัดร้อยเอ็ด และแห่งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด สามารถรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยเข้ารับการรักษาได้ จำนวน 100 เตียง โดยมีทีมบุคลากรทางการแพทย์ จากโรงพยาบาลศรีสมเด็จ โรงพยาบาลจังหาร โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน และโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ค่ายโสกเชือก) หน่วยเสนารักษ์ หมุนเวียนมาปฏิบัติงาน

พ.อ.ณัฎฐ์ กล่าวว่า การดำเนินการของโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 3 นี้ จะใช้อาคารรับผู้ป่วย 2 อาคาร อาคารละ 50 เตียง ใช้บุคคลากรจากโรงพยาบาลอำเภอศรีสมเด็จ ร่วมกับโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และกองพันเสนารักษ์ที่ 6 จัดวางระบบการดูแลผู้ป่วยผ่านกล้องวงจรปิด, Video call, และเครื่องขยายเสียง ไม่มีการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง มีการกำหนดเขตหวงห้าม เส้นทางการนำส่งผู้ป่วยชัดเจนเพื่อให้ปลอดภัยต่อกำลังพลและครอบครัวของหน่วยที่อาศัยอยู่ภายในค่าย ในการนี้รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เป็นผู้แทนรับมอบสิ่งของบริจาคจากภาคส่วนต่างๆสนับสนุนการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ด้วย

"ภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนาม รองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติตามแผนการดูแลผู้ติดเชื้อที่สามารถดูแลตนเองที่บ้านได้ (Home Isolation) ของหน่วยในค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พร้อมทั้งให้คำแนะนำเพื่อให้หน่วยสามารถดำเนินการดูแลกำลังพลและครอบครัวให้ปลอดภัยตามมาตรการพิทักษ์พลด้วย" พ.อ.ณัฎฐ์ กล่าว


ภาพ/ข่าว  ชุด ฉก.พญาอินทรีย์ / เดวิท โชคชัย

กระบี่ – คลัสเตอร์โรงเรียนปอเนาะ ยอดติดเชื้อผู้ป่วยลด ขณะที่จังหวัดกระบี่เตรียมผุดโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 4 รับผู้ป่วยติดเชื้อกลับบ้าน

ศูนย์อำนวยการบริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 จ.กระบี่ ได้รายผลการตรวจ เชื้อกลุ่มเสี่ยง ข้อมูล ณ เวลา 23.00 น. วันที่ 14 ก.ค. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 10 ราย ส่งผลให้มียอดผู้ป่วยสะสมเป็น 882 ราย กำลังรักษา 471 รายรักษาหายกลับบ้าน 411 ราย โดยคลัสเตอร์ นักเรียนโรงเรียนเอกภาพศาสนวิชญ์ ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเพียง 2 ราย มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันนักเรียนโรงเรียนเอกภาพศาสนวิชญ์

นอกจากนี้ยังมีผู้ติดเชื้อ ในพื้นที่ อ.เมือง 4 ราย เป็นนักเรียนจากโรงเรียนจงรักสัตย์วิทยาจังหวัดปัตตานี 1 ราย จากพื้นที่เสี่ยง กทม. 2 ราย และมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช 1 ราย อำเภออ่าวลึก 1 ราย มาจากพื้นที่เสี่ยง กทม.อำเภอเกาะลันตา 1 ราย มาจากพื้นที่เสี่ยง กทม.อำเภอปลายพระยา 1 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยันจากจังหวัดนครสวรรค์ อำเภอเหนือคลอง 1 รายสัมผัสผู้ป่วยยืนยัน

สำหรับการฉีดวัคซีน ป้องกันไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ จ.กระบี่ เป้าหมายฉีดวัคซีน จำนวน 352,476 คน ฉีดแล้ว 84,191 คน คิดเป็นร้อยละ 23.87 ขณะที่บางคนตั้งข้อสงสัยปนคำถาม ในโซเชียลว่า! “ยังหนักไม่พอหรือ มีบางกลุ่มทำโครงการ “รับผู้ติดเชื้อ กลับบ้าน” มาอีก ไป copy จังหวัดอื่นมา จนลืมข้อจำกัดของจังหวัดเราไป เช่น กระบี่ เป็นพื้นที่สีแดง ชาวบ้านที่ได้ ฉีดวัคซีน เข็มแรก ก็ยังมีไม่ถึง 50% บุคลากรทางการแพทย์ พอไหม เขาจะไหวรึ หากคุมไม่อยู่จนระบาดเป็นพื้นที่แดงเข้ม ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบตามมาเดือดร้อนมีอีกมาก ใครจะรับผิดชอบ หากผู้ติดเชื้อ กักตัวในโรงพยาบาลสนามแล้วหนีออกมา (เหมือนที่เคย) แล้วไประบาด จะทำไง การนำผู้ติดเชื้อกลับเวลานี้ เป็นการไปเพิ่มความเครียดให้คนในพื้นที่หรือไม่ จิตวิทยามวลชน สำคัญ และที่สำคัญไปกว่าคือ ชาวบ้านที่เขายังไม่ได้ฉีดเข็มแรกก็มีมาก และโดยเฉพาะรอบ ๆ โรงพยาบาลสนาม อย่าให้ไปเข้าสำนวนโบราณที่ว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็มาแทรกเลยครับ สงสารประชาชน”

ขณะที่ จ.กระบี่ ได้จัดเตรียมโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 4 ขึ้นที่ภายใน ม.กีฬา วิทยาเขตกระบี่ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ รับผู้ป่วยได้ จำนวน 400 เตียง คาดว่า ไว้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ตามโครงการรับผู้ป่วยกลับบ้าน


ภาพ/ข่าว  ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

สงขลา - รพ.สนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ม.อ.เร่งปรับพื้นที่รองรับผู้ป่วยเพิ่มเป็น 563 เตียง และเตรียมรับคนไข้กลุ่มสีเหลือง

โรงพยาบาลสนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เร่งปรับพื้นที่รองรับผู้ป่วยเพิ่มเป็น 563 เตียง และลดเวลาในการนอนโรงพยาบาลสนามจาก 14 วัน เหลือ 10 วัน สำหรับคนไข้กลุ่มสีเขียว และเตรียมพื้นที่รองรับคนไข้กลุ่มสีเหลือง จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ นับเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งเดียวของจังหวัดสงขลาที่มีศักยภาพรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลือง

​นายแพทย์บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาคุณภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัย กำลังดำเนินการขยายโรงพยาบาลสนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จากเดิมพื้นที่ห้องอาหารที่รองรับได้ 60 เตียง และห้องประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ที่รองรับได้ 200 เตียง จะขยายไปยังห้องประชุมคอนเวนชั่น สำหรับรองรับคนไข้ชายจำนวน 132 คน  และคนไข้หญิงจำนวน 176 คน  และจะกันพื้นที่เพื่อรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลืองจำนวน 55 คน นับเป็นโรงพยาบาลสนามแห่งเดียวของจังหวัดสงขลาที่มีศักยภาพรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลืองได้  และจัดการกรองอากาศเพื่อทำลายเชื้อโรค และฝุ่นละอองด้วย HEPA Filter. ตามมาตรฐานที่ใช้ในโรงพยาบาล  รวมทั้งจะฆ่าเชื้อด้วยพลาสมา อากาศที่ออกจากที่นี่จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยกับชุมชน เชื้อโรคไม่แพร่กระจาย น้ำเสียก็จะได้รับการบำบัด ก่อนปล่อยออกไปเช่นกัน

​ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดสงขลา มีคนไข้โควิด-19 จำนวน 200-300 คน เป็นคนไข้สีเหลือง 15 %  และคนไข้กลุ่มสีแดง 1% ที่เหลือเป็นคนไข้กลุ่มสีเขียว คนไข้กลุ่มสีเขียวคือผู้ที่ติดเชื้อไม่มีอาการ ส่วนคนไข้กลุ่มสีเหลือง คือคนไข้ที่เริ่มมีอาการ คนไข้กลุ่มสีเหลืองและสีแดง จะส่งเข้าโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลอื่น ๆ ส่วนคนไข้กลุ่มสีเขียวให้เข้าไปอยู่โรงพยาบาลสนามเป็นเวลา 14 วัน จากนี้ไปจะลดเหลือ 10 วัน ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข เห็นชอบ

​คนไข้กลุ่มสีเหลืองที่มีจำนวน 15% หากดูแลไม่ทันท่วงที ก็จะกลายเป็นคนไข้กลุ่มสีแดงที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ที่ต้องใช้ทีมแพทย์โรคติดเชื้อ แพทย์โรคปอด แพทย์เวชบำบัดวิกฤต ต้องมีแพทย์และพยาบาลทีมใหญ่ดูแล นอกจากนี้บุคลากรทางการแพทย์ที่รักษาคนไข้ที่ติดโควิด ถ้าต้องไปกักตัว ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถรับมือได้ เราจึงจำเป็นต้องเตรียมขยายพื้นที่ให้พร้อมรองรับคนไข้กลุ่มสีเหลืองที่จำเป็นต้องดูแลใกล้ชิด ต้องเอกซเรย์ปอดถี่ขึ้น และกินยาต้านไวรัส รวมทั้งต้องเตรียมสำหรับคนไข้กลุ่มเขียวที่มีอาการแย่ลง มีอาการหายใจหอบเหนื่อย

​โรงพยาบาลสนามศูนย์ประชุมนานาชาติ ม.อ.ที่เริ่มรับผู้ป่วยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564  ขณะนี้มีเตียงกระดาษบางส่วนเริ่มชำรุด ที่อยู่ในโซนห้องอาหารเดิม ต้องเปลี่ยนใหม่

​ในช่วงนี้จะเป็นคนไข้กลุ่มครอบครัว อายุ 30-40 ปี สำหรับคนไข้กลุ่มสีเขียว ที่พักรักษาตัว เมื่อออกจากโรงพยาบาลสนาม เราจะมอบผ้าปูที่นอน ปอกหมอน ของคนไข้ให้นำกลับบ้านไปด้วย คนไข้แต่ละคนจะมีไลน์กับพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ เพื่อแจ้งสิ่งที่ต้องการ เราติดตั้งเครื่องซักผ้าให้บริการคนไข้ชายและหญิงอย่างละ 1 เครื่อง มีโทรทัศน์ให้ดู พร้อมอินเตอร์เน็ต มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแล 24 ชั่วโมง และเจ้าหน้าที่ทหารมาดูแลรักษาความปลอดภัยภายนอกอาคาร โรงพยาบาลสนาม จะให้ความมั่นใจในความปลอดภัยและให้ความสะดวกสบาย

​“ขอให้ทุกคนฉีดวัคซีนให้มากที่สุด หากติดเชื้อโควิด-19 อาการจะไม่รุนแรง ขณะนี้ที่จังหวัดสงขลา ยังเป็นโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ ขอให้ทุกท่านเดินทางน้อยที่สุด หากไม่จำเป็นไม่ต้องเดินทาง การเดินทางข้ามจังหวัดเป็นสาเหตุของวัคซีนกลายพันธุ์ การดูแลคนไข้ที่โรงพยาบาลสนามคาดว่าต้องดูแลถึงสิ้นปี 2564 เมื่อถึงจุดหนึ่งเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโควิด-19 แบบที่เราอยู่กับไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก”นายแพทย์บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา กล่าว

​คุณดารณี ทองประชุม ผู้อำนวยการศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของศูนย์ประชุม ยินดีให้บริการสนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลสนาม จากเดิมที่มีผู้มาใช้บริการศูนย์ประชุมฯเฉพาะช่วงกลางวัน เมื่อปรับเป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง ต้องปรับเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้เย็นเกินไป โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตก ต้องมีการพักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ และไฟฟ้าส่องสว่างให้พอดี เดิมเปิดเครื่องปรับอากาศเวลา 9.00 น.และปิดเครื่องปรับอากาศ 03.00 น. เมื่อขยายโรงพยาบาลสนามเพิ่มขึ้น จะปรับเปลี่ยนเวลาเปิดมาเป็นเวลา 6.00 น และปิดเครื่องปรับอากาศ 03.00 น. มีเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการอำนวยการหมุนเวียนมาอำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง เมื่อหมดภารกิจโรงพยาบาลสนาม จะดำเนินการฆ่าเชื้อภายในอาคารศูนย์ประชุมฯพร้อมทั้งระบบปรับอากาศ 1-2 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจก่อนเปิดให้บริการ

กาฬสินธุ์ - ส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อเสริมเกราะป้องกันให้นักรบชุดขาว ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ ได้มอบอุปกรณ์ป้องกันโควิด ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ โดยมี นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้รับมอบ โดยมีนายสนั่น พงศ์อักษร รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.รพ.กาฬสินธุ์ นายธนทร ศรีนาค หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ และผู้แทนจากทุกหน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า การส่งมอบวัสดุอุปกรณ์ เป็นการจัดหาโดยทางจังหวัด ได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการป้องกันโรคติดต่อ “โควิด” จ.กาฬสินธุ์  เพื่อใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่พบการระบาดครอบคลุมไปทั้ง 18 อำเภอ ที่เป็นอุปกรณ์ป้องกันให้บุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 8 รายการ ประกอบด้วย หน้ากากอนามัยชนิด N95  ชุดป้องกันร่างกาย Cover ALL  เสื้อกาวน์ชนิดกั้นน้ำ  ถุงมือยาง ถุงมือไนไตร  แว่นตาครอบแบบใส รวมไปถึงชุดตรวจบริเวณโพรงจมูกและช่องปากในการตรวจหาเชื้อโรคโควิด-19 ที่จะสามารถให้นักรบชุดขาวมีความปลอดภัย และสามารถตรวจหาป้องกันได้อย่างมีคุณภาพ

ด้าน นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การจัดหาอุปกรณ์ในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์และตรงความต้องการเป็นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณผู้ป่วย รวมไปถึงการตรวจหาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อุปกรณ์ดังกล่าว และนับจากนี้ก็จะทำให้ทีมแพทย์ พยาบาล มีอุปกรณ์ป้องกัน เนื่องจากในขณะนี้ยังพบว่ามีพี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ เดินทางกลับมาพักรักษาตัวที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ในอนาคตจะมีการผลักดันโรงพยาบาลสนามให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนต่อไป

สำหรับสถานการณ์ในภาพรวมที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะนี้ยังคงพบผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19 ทั้งที่อยู่ในพื้นที่และที่เดินทางมารักษาตัวมีกว่า 30 รายต่อวัน ทำให้ทีมแพทย์พยาบาล อสม.รวมไปถึงเจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยต่างๆ ต้องทำงานกันอย่างหนัก ขณะที่ในกลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า ก็มีการนำน้ำดื่ม อาหารไปมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ตามสถานที่ต่างๆ เช่นกัน

ขณะที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ยังคงพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวันนี้ (15 ก.ค.64) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากถึง 59 ราย โดยเป็นผู้ป่วยติดเชื้อขอกลับมารักษาในภูมิลำเนา 12 ราย เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงอยู่ระหว่างการกักกันตัว 42 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน 2  ราย และอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคอีก 3 ราย ทำให้มียอดติดเชื้อโควิด-19 ของ จ.กาฬสินธุ์พุ่งสูงถึง 735 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 467 ราย รักษาหายแล้ว 264 ราย และยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังอยู่ที่ 4 ราย

สุราษฎร์ธานี - เที่ยวบินปฐมฤกษ์เกาะสมุยพลัสโมเดลกลุ่มแรก 8 คนจาก 5 ประเทศถึงแล้ว ‘พิพัฒน์’ เตรียมเปิดเชื่อมโยงท่องเที่ยว 4 จังหวัดภูเก็ต-เกาะสมุย-กระบี่-พังงา

เมื่อเวลา 11.35 น.วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ท่าอากาศยานสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายรัชชพร พูลสวัสดิ์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กรุงเทพฯ-สมุย เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มแรกจำนวน 8 คน จากประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน สิงคโปร์ อังกฤษ และฮ่องกง ซึ่งหลังเสร็จพิธีการตรวจสอบเอกสารแล้ว ทั้งหมดได้เดินทางโดยรถตู้เฉพาะเดินทางไปยังโรงแรมที่พักที่กำหนดไว้ โดยในวันที่ 16 ก.ค.64 จะเข้ามาอีก 4 คน จากไต้หวันและญี่ปุ่น เป็นนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า วันนี้เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า ได้มีความพร้อมเปิดบ้านรอรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามา หลังเว้นว่างจากการท่องเที่ยวมาปีกว่าธรรมชาติได้คืนความสมดุลได้พบโลมา เต่าทะเล และชายหาดต่างๆมีความสมบูรณ์ เช่น ขณะนี้หาดเฉวงมีความสวยงามมากและคลื่นลมสงบ ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาเป็นกลุ่มที่มีความปลอดภัยได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว เมื่อมาถึงจะมีการตรวจหาเชื้อซ้ำอีก 3 ครั้งและการเดินทางไปจะมีรถตู้เฉพาะ ส่วนโรงแรมที่พักเป็นพื้นที่เฉพาะเช่นกัน

“คนไทยที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว หรือมีผลตรวจโควิดเป็นลบไม่เกิน 72 ชั่วโมงสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ จึงเชื่อมั่นได้การเปิดท่องเที่ยวจะไม่มีการนำเชื้อเข้าสู่เกาะสมุย ซึ่งประชากรบนเกาะสมุยได้รับการฉีควัคซีนเข็มที่ 1 กว่า 94 เปอร์เซ็นต์ และเกาะพะงัน เกาะเต่ามีการฉีดกว่า 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ให้ความมั่นใจได้ประชาชนทั้ง 3 เกาะมีภูมิคุ้มกันพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว ” นายวิชวุทย์ กล่าว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นโยบายเปิดประเทศ 120 วัน จุดแรกโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเปิดเมื่อวันที่ 1 ก.ค.64 ซึ่งการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อก หรือสมุยพลัสโมเดลในอนาคตจะมีที่กระบี่ เกาะพีพี ไร่เล เกาะไหง ที่พังงา เขาหลัก ตรงนี้นโยบายของนายกรัฐมนตรี คิดว่า วันนี้ในพื้นที่ต่าง ๆ หลายจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19แบบควบคุมได้เช่นเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า ควรจะทำเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในพื้นที่ไหนบ้าง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในพื้นที่ 4 จังหวัดภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา ในปี 2562 มีรายได้จากการท่องเที่ยวเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปคิดว่าควรจะเปิดการท่องเที่ยวที่ไหนก่อน จึงเริ่มที่ภูเก็ตก่อน เพราะมีรายได้จากนักท่องเที่ยว 4.7 แสนล้านบาทจากรายได้การท่องเที่ยวทั้งประเทศ 2.2 ล้านล้านบาทในปี 2562 แต่ถ้าหากรวมเป็น 4 จังหวัดจะเพิ่มถึง 8 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ถือเป็นรายได้ที่มาก จึงเป็นที่มาภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และสมุยพลัสโมเดล ซึ่งตนเองได้ลงพื้นที่มาก่อนหน้านี้ 3 เดือนโดยเฉพาะที่เกาะสมุยมาดูแล้วหลายรอบมาเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจกับชาวบ้านในเกาะสมุยนำวัคซีนมาฉีด 70 เปอร์เซ็นต์ชาวบ้านก็ยินดี

“ ที่ภูเก็ตก่อนจะเปิดแซนด์บ็อกซ์ ได้เปิดโครงการ SPV (สเปเชี่ยลทัวร์ริสต์)ในปี 2563 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 10,000 -12,000 คน ในขณะที่ 14 วันภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 6,000 คน ตรงนี้ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ถือว่าประสบความสำเร็จดีมาก และการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติติดเชื้อโควิด-19เพียง 7 คนเท่านั้นเองไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาดูแลตัวเองอย่างดี จึงเป็นความท้าทายของจังหวัดภูเก็ต เมื่อภูเก็ตและเกาะสมุยเดินได้ในอนาคตเราจะไปที่กระบี่และพังงาต่อ ” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การริเริ่มเปิดเกาะสมุยพลัสโมเดล เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรมที่นำเสนอมาตรการ SOP ต่อศบค.เป็นความตั้งใจของผู้ประกอบการเกาะสมุยที่สามารถนำเสนอได้ครั้งเดียวผ่านการพิจารณาได้ ส่วนการประชาสัมพันธ์ออกไปอยู่ที่การเดินทางหรือไฟลท์บินไปลงที่สุวรรณภูมิหรือภูเก็ตก่อนมาเกาะสมุย ซึ่งเป็นข้อดีที่นักท่องเที่ยวทยอยเข้ามาไม่ต้องแห่เข้ามามาก เราจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ได้หารือทางประเทศสิงคโปร์ถ้าหากมีนักท่องเที่ยวที่เข้าไปสิงคโปร์ให้บางกอกแอร์เวย์ไปรับเข้าเกาะสมุยมาได้จะทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้มากขึ้น

“ที่สำคัญการที่จะผนวกพื้นที่ 4 จังหวัดเข้าด้วยกันน่าจะเป็นไปได้ ภูเก็ตมีพร้อมสนามบินไปภูเก็ต 1 สัปดาห์ทำเส้นทางซีลรูทมาต่อที่เกาะสมุยอีก 7 วันครบ 14 วันก็จะสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่อจังหวัดอื่นๆในประเทศไทย ซึ่งจะหาหารือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพิจารณาว่าจังหวัดไหนที่นักท่องเที่ยวควรไปเที่ยวต่อได้ กรณีชั่วโมงนี้ เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑลยังไม่ควรไปเพื่อให้นักท่องเที่ยวปลอดภัย ซึ่งโครงการนี้จะเกิดในอนาคต” 

 ด้านนายรัชชพร พูลสวัสดิ์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย เปิดเผยว่า วันนี้เกาะสมุยเริ่มต้นด้วย 3 เที่ยวบินต่อวันเป็นเที่ยวบินจากต่างประเทศโดยไม่ต้องกักตัวที่กรุงเทพฯ ในช่วงแรกเข้ามา 12 คนและเดือนแรกนี้มีการจองอยู่ที่ 33 คนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากระบบหนังสือการให้เข้าประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้นเมื่อ 2 วันที่แล้ว ฉะนั้นหลังจากนี้จะเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์การขายให้ทั่วโลกทราบว่า เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า ได้เปิดการท่องเที่ยวแล้ว

นายรัชชพร กล่าวว่า การที่มีสมุยพลัสโมเดลเป็นที่แรกถ้าใช้ได้ผลจะนำไปใช้ที่อื่นๆด้วย เนื่องจากการที่อยู่ในโรงแรมบนเกาะสมุย 7 วันจะทำให้ปลอดภัยต่อประชาชนที่อยู่บนเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า และนักท่องเที่ยวชาวไทยยังเที่ยวได้เหมือนเดิมไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ จุดนี้จะเป็นโมเดลก่อนซึ่งหากสถานการณ์ดีขึ้น ศปก.เกาะสมุยจะให้ภาคส่วนอื่นมีส่วนร่วมทั้งท่องเที่ยวชุมชน สภาเกษตรกรนำสินค้าผักผลไม้นำมาให้ผู้ประกอบการช่วยเหลือต่อ และหลัง 7 วันเมื่อนักท่องเที่ยวปลอดภัยอยากเสนอให้ลงไปยังเที่ยวชุมชน มีระบบติดตามโควิดแอพริเคชั่นระบบไฮบริด ทั้งระบบและบุคคลติดตาม มั่นใจได้ว่าการฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันหมู่ทั้ง 3 เกาะเกิน 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว และปัจจัยความสำเร็จสำคัญอยู่ที่ผู้ประกอบการช่วยเคร่งครัดทางสาธารณสุขเป็นหลัก

“ เราคาดหวังอยากให้สมุยพลัสโมเดลเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจจะเข้าใจได้ว่าช่วงแรกนักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่มาก แต่เมื่อได้ทำการตลาดมากขึ้นด้วยเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า มีชื่อเสียงอันดับโลกอยู่แล้วและภูเก็ตกับเกาะสมุยเป็นที่แรก ๆ ในเอเชียที่เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวได้มาพักผ่อน นอกจากนี้ยังมีโครงการสุขสมุยทำต่อจากนี้ ” นายรัชชพร กล่าว

นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เที่ยวบินปฐมฤกษ์เปิดการท่องเที่ยวสมุยพลัสโมเดลวันนี้ (15 ก.ค.64)เป็นกลุ่มสื่อมวลชนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญมาติดตามความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า ในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังจากนี้จะเน้นเจาะตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนแล้วหรือกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำหรือความเสี่ยงปานกลาง เป็นกลุ่มลูกค้าเก่าของทั้ง 3 เกาะ เช่นกลุ่มยุโรป กลุ่มตะวันออกกลาง และกลุ่มครอบครัว

“ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในห้วงระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคมถึง 15 สิงหาคมนี้ จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 1,000 คน อาจจะเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก แต่เพื่อให้เกาะสมุยดำเนินการท่องเที่ยวแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้วค่อยเร่งมาตรการด้านการท่องเที่ยว ขณะที่จะมีการเชื่อมโยงท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดโดยเปิดเส้นทางการบินระหว่างเกาะสมุยกับเกาะภูเก็ตแบบวันเว้นวัน และมีแผนเปิดทำการบินระหว่าง 2 เกาะทุกวันในเดือนสิงหาคมนี้ ”นายฉัททันต์ กล่าว

รายงานเพิ่มเติมว่า โรงแรมบนเกาะสมุย ปัจจุบันเปิดให้บริการ 177 แห่ง จำนวน 8,629 ห้องจากจำนวนทั้งหมด 671 แห่ง 25,000 ห้อง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องอยู่ในพื้นที่ 3 เกาะอย่างน้อย 14 วัน จึงจะออกไปท่องเที่ยวพื้นที่อื่นในประเทศไทยได้ ใน 7 วันแรกต้องเข้าพักโรงแรม Area Quarantine (AQ) ที่มี 19 แห่ง ประมาณ 400 ห้อง เมื่อ ครบ 3 วันแรกจึงจะสามารถออกท่องเที่ยวตามเส้นทางที่กำหนด (Sealed Routes) ได้ โดยมีบริษัททัวร์และเรือที่มีมาตรฐาน Samui Plus และวันที่ 8-14 จะเข้าพักโรงแรมที่ได้รับเครื่องหมาย SHA Plus(มาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและสุขอนามัย) ที่มี 320 แห่ง หรือไปเที่ยวพักบนเกาะพะงันกับเกาะเต่าได้

ส่วนเที่ยวบินสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กรุงเทพฯ-สมุย ไป-กลับ วันละ 3 เที่ยวบิน จะรับผู้โดยสารต่อเครื่องจากต่างประเทศเป็นการเฉพาะ ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม-ตุลาคม 2564 มีผู้โดยสารจองตั๋วไว้แล้วเบื้องต้น 80 คน ประกอบด้วยเดือน กรกฎาคม 33 คน สิงหาคม 20 คน กันยายน 10 คน และตุลาคม อีก 17 คน 

สำหรับวันแรกของการเปิดโครงการฯ มีผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาจำนวนรวม 11 คน จากเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของบางกอกแอร์เวย์ส กรุงเทพฯถึงสมุยเวลา 11.35 น. จำนวน 6 คน จากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี, เที่ยวบินที่ 2 ถึงสมุยเวลา 16.05 น. 1 คนจากสิงคโปร์ และเที่ยวบินที่ 3 ถึงสมุยเวลา 18.40 น. 4 คนจากฮ่องกง ส่วนวันที่ 2 (16 ก.ค.) มีผู้โดยสาร 4 คน จากไต้หวัน 3 คน เป็นเจ้าของธุรกิจ 2 คน และมาทำงานไปด้วยเที่ยวไปด้วย 1 คน และจากญี่ปุ่นอีก 1 คน เป็นนักธุรกิจ


ภาพ/ข่าว  สรเดช ส้มเกลี้ยง สุราษฎร์ธานี

กาฬสินธุ์ – ขอบคุณ ‘มูลนิธิปิดทองหลังพระ’ ชนะความจน ชุมชนมีรายได้สู้ภัยโควิด

มูลนิธิปิดทองหลังพระ ช่วยชาวบ้านหนองบัวน้อย ตำบลหนองตอกแป้น อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ใช้ที่ดินสาธารณะประจำหมู่บ้านปลูกพืชหลากหลาย จัดระบบสูบน้ำด้วยพลังงานโซล่าเซลล์พร้อมหอถัง ภายใต้โครงการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไกล ตามแนวพระราชดำริ เป็นแหล่งอาหาร สร้างงาน สร้างรายได้ สู้ภัยโควิด-19

วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ที่แปลงเกษตรบ้านหนองบัวน้อย หมู่ 3 ต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายสมควร ภูแข่งหมอก ผู้ใหญ่บ้านหนองบัวน้อย หมู่ 3 พร้อมด้วยคณะกรรมการหมู่บ้าน และชาวบ้านเจ้าของแปลงผักสวนครัว ร่วมกันรดน้ำและกำจัดวัชพืชในแปลงผักสวนครัวของตน ซึ่งมีหลายชนิดหลายรุ่น ทั้งที่เพิ่งเพาะปลูก กำลังเจริญเติบโต และใกล้อายุเก็บเกี่ยว

นายสมควร ภูแข่งหมอก ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า พื้นที่ที่นำชาวบ้านจัดทำเป็นแปลงผักปลูกพืชหลากหลายนี้ คือหนองบัวน้อยซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน มีพื้นที่ประมาณ 42 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่หนองประมาณ 30  ไร่ อีกส่วนเป็นพื้นที่ว่างเปล่าและจัดทำเป็นแปลงปลูกพืชผักของชาวบ้าน โดยได้จัดสรรให้ชาวบ้านที่ร่วมโครงการครัวเรือนละ 6 x 40 เมตร ก่อนหน้านี้เคยเป็นพื้นที่ว่างเปล่า จึงทำการประชาคมหมู่บ้านเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกิน หรือผู้ที่ต้องการจะปลูกผักสวนครัวเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ โดยปลูกกินเองในครัวเรือนและขายในชุมชน เน้นความปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี ปัจจุบันมีชาวบ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ 38 ครัวเรือน ทั้งนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้ามาส่งเสริมให้องค์ความรู้กับชาวบ้าน ในโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

นายสมควร กล่าวอีกว่า สำหรับน้ำที่ใช้ในแปลงพืชหลากหลายนั้น ได้น้ำจากหนองน้ำสาธารณะ  ซึ่งเป็นระบบสูบโดยใช้พลังงานไฟฟ้า ค่าไฟเดือนละประมาณ 1,000 บาท ชาวบ้านที่ปลูกผักเฉลี่ยกันออกค่าใช้จ่าย บางครั้งไฟดับหรือไฟไม่พอ ก็เป็นอุปสรรคในการรดผัก ทั้งนี้ ผักที่ปลูกมีทั้งในแปลงดิน และไฮโดรโปรนิกส์ เช่น ผักบุ้ง ผักชี หอม กระเทียม คะน้า พริก มะเขือ ตะไคร้ ขิง ข่า กะเพรา โหระพา สลัด ฟักทอง พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว ฝรั่ง กล้วย และพืชผักตามฤดูกาลต่างๆ มีผลผลิตเก็บกิน ซื้อขายตลอดปี ทั้งขายตามตลาดชุมชน ส่งขายที่โรงพยาบาลยางตลาด และมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงที่อีกด้วย ทำให้ชาวบ้านมีพืชผักสวนครัวไว้กินเอง และมีรายได้จากการจำหน่ายพืชผักสวนครัวไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 บาท

ด้านนางสมบูรณ์ ภูจำปา ผู้ช่วย ผญบ.หนองบัวน้อย หมู่ 3 กล่าวว่า จากการที่มีชาวบ้านมาใช้พื้นที่ดังกล่าวปลูกผักเป็นอาชีพเสริม และเป็นอาหารในครัวเรือนมากขึ้น ถึงแท้น้ำในบ่อหนองบัวน้อยจะเพียงพอตลอดปี แต่ระบบการจ่ายน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าบางครั้งน้ำไม่เพียงพอ ผู้นำชุมชนและสมาชิกผู้ปลูกพืชหลากหลายจึงได้ทำหนังสือขอรับการสนับสนุนระบบสูบน้ำด้วยพลังงานโซล่าเซลล์พร้อมหอถัง จากมูลนิธิปิดทองหลังพระ ก่อนที่จะได้รับการสนับสนุนเมื่อเร็วๆนี้ ภายใต้โครงการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจสังคมฐานรากให้พัฒนาก้าวไกล ตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งสามารถสำรองน้ำไว้ในถังสูงและมีน้ำใช้ในแปลงพืชผักอย่างเพียงพอ

นางสมบูรณ์ กล่าวอีกว่า ประโยชน์ที่ได้จากการรวมกลุ่มปลูกพืชหลากหลายมาหลายด้าน นอกจากจะเป็นแหล่งอาหาร สร้างอาชีพเสริมและรายได้เข้าครัวเรือนแล้ว ยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชน เป็นแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญแทบจะมีรายจ่าย มีแต่รายได้เข้ามา ซึ่งแต่เดิมในภาวะปกติ มีรายได้จากการจำหน่ายพืชผักอย่างน้อยวันละ 250-300 บาท แต่ในช่วงนี้ที่ประสบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตลาดชุมชนและแหล่งรับซื้อปิดตัวลง รายได้จากการขายผักลดลงเหลือเพียงวันละ 100 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิปิดทองหลังพระ ที่เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมให้ชาวบ้านหนองบัวน้อย มีอาชีพ มีรายได้ บรรเทาความเดือดร้อนในช่วงประสบสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19


ภาพ/ข่าว  ณัฐพงษ์  ประชากูล จ.กาฬสินธุ์

พัทลุง - ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง สุดเจ๋ง !! จัดโครงการอบรมการทำอาหารให้กับชุมชนเพื่อสร้างงานสร้างรายได้สู้ภัยโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ตลาดชุมชนสวนไผ่ขวัญใจ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ของป้าขวัญใจ ทางสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง ได้ใช้เป็นสถานที่จัดฝึกอบรมการทำอาหารให้กับกลุ่มแม่บ้านในชุมชน ใช้ชื่อว่า”หลักสูตรอาหารวิถีถิ่นพัทลุง” มีนายฉัตรชัย อุสาหะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง เดินทางมาให้กำลังใจ ได้รับเกียรติจากคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยสวนดุสิตและเชฟชื่อดังมาเป็นวิทยากร โดยเน้นวัตถุดิบภายในท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ละชุมชนจะมีอาหารเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน เช่นชุมชนท่องเที่ยวโหม๋เหนือเขาปู อ.ศรีบรรพต ก็จะมีเมนู “ปุดจับไม้” “ยำมะเขือยาวไข่เจียว” หรือ “แกงป่าไก่บ้าน”  วิสาหกิจชุมชนท่าช้าง อ.เมือง  มีเมนู “ห่อหมกปลากด” “ห่อหมกใบชะพูลใบทำมัง” “ข้าวห่อใบบัว” และชุมชนสวนไผ่  อ.ควนขนุน ก็จะทำเมนู “ข้าวผัดไทย” ใช้ข้าวสังข์หยดของดีพัทลุงเป็นหลัก “เมี่ยงปลา”และ “หลนกุ้ง” เป็นต้น

ด้านนายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง กล่าวว่าจังหวัดพัทลุงถือเป็นพื้นที่เป้าหมายของกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งแบ่งการท่องเที่ยวไปตามบริบทและลักษณะของภูมิศาสตร์ของพื้นที่อันประกอบไปด้วย “เขา ป่า นา เล” โซนท่องเที่ยว “เขา ป่า” มีรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในเขตพื้นที่อำเภอป่าบอน อำเภอตะโหมด อำเภอกงหรา อำเภอศรีนครินทร์ อำเภอศรีบรรพตและอำเภอป่าพะยอม จุดเด่นของโซนเขา ป่าก็คือการเที่ยวชมน้ำตก ภูเขาและล่องแก่ง เนื่องจากพัทลุงมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีเทือกเขาบรรทัดที่เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญและยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายากอย่างสมเสร็จซึ่งจะพบได้ที่ภูเขาล่อน ส่วนโซนการท่องเที่ยว “นา เล” เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรมประเพณีนั้นชาวจังหวัดพัทลุง ถือเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สมบูรณ์และเป็นเมืองโนราห์ หนังตะลุง อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอ ควนขนุน อำเภอเมืองพัทลุง อำเภอเขาชัยสน อำเภอบางแก้วและอำเภอปากพะยูน จุดเด่นของโซนนี้ ก็คือสำนักตักศิลาวัดเขาอ้อซึ่งเป็นสำนักทางพุทธาคมและไสยศาสตร์ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดของภาคใต้ รวมทั้งเป็นสำนักที่รวบรวมเอาไสยเวทย์และเวชศาสตร์ไว้มาก โดยเฉพาะวิชาการแพทย์แผนโบราณ พร้อมทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายในพื้นที่จังหวัดพัทลุงที่รอให้ผู้คนมาเยี่ยมเยือน

และจากการระบาด COVID-19 ทางท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุงจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรวบรวมและจัดเก็บมรดกทางปัญญาด้านอาหารท้องถิ่นจังหวัดพัทลุง พัฒนาสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารท้องถิ่นเป็นสินค้าเชิงอัตลักษณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้าสู่จังหวัดพัทลุง เพื่อเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชน หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายและเพื่อให้อาหารท้องถิ่นคงอยู่กับสังคมไทยสืบไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top