Monday, 7 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

ครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ช็อกโลก กลุ่มหัวรุนแรงชาวอิหร่านยึดสถานทูตสหรัฐฯ จับนักการทูต เป็นตัวประกันนาน 444 วัน จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันเลวร้ายของ 2 ชาติ

ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) นักศึกษาชาวอิหร่านราว 300 - 500 คน ได้บุกฝ่ากองกำลังของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่คุ้มกันอยู่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเตหะราน เข้าไปจับกุมตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอเมริกันส่งตัวพระเจ้าชาห์ โมฮัมเมด เรซา ปาห์เลวี (Mohammad Reza Pahlavi) ที่กำลังรักษาโรคมะเร็งอยู่ที่สหรัฐฯ กลับไปดำเนินคดีในอิหร่าน 

โดยเหตุการณ์ในตอนแรก กลุ่มนักศึกษาได้จับเจ้าหน้าที่อเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกัน และยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องส่งตัวพระเจ้าชาห์กลับมา แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธคำเรียกร้องโดยอ้างว่า พระเจ้าชาห์กำลังรักษาตัวอยู่ นักศึกษาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ทันทีและยกเลิกการขายน้ำมันให้

ขณะที่ทางสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ ได้ตอบโต้ด้วยการให้อายัดทรัพย์สมบัติของอิหร่านทั้งหมดในสหรัฐฯ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) และก็ได้ส่งกองทัพเรือเข้าไปประชิดที่ทะเลอาหรับ

อย่างไรก็ตาม หลังจากได้เจรจาเพื่อให้ปล่อยตัวประกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2524 อิหร่านจึงได้ปล่อยตัวประกันที่จับไว้ กินระยะเวลารวม 444 วัน

วิกฤตดังกล่าวยังนำไปสู่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศอ่อนแอลงจนถึงปัจจุบัน

พี่น้องไทยมุสลิมในนาม ‘ไทยมุสลิมอันดามัน’ ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ จ.พังงา คัดค้านการสร้าง ‘ฐานทัพเรือสหรัฐฯ’ ที่ทับละมุ หวั่นผลกระทบรอบด้าน

(27 ต.ค. 68) เมื่อเวลา 10.30 น. ได้มีพี่น้องชาวไทยมุสลิมประมาณ 50 คน ในนามไทยมุสลิมอันดามัน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา คัดค้านการสร้างฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา ที่ทับละมุ

ธงชัย ม่วงแก้ว ผู้ประสานงานไทยมุสลิมอันดามัน อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ทราบข่าวการเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาในการจะขอตั้งฐานทัพเรือในไทยที่อ่าวทับละมุ จังหวัดพังงา ก่อให้เกิดความกังวลของพี่น้องประชาชนในจังหวัดพังงา และจังหวัดข้างเคียงต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมถึงการท่องเที่ยว

จังหวัดพังงา และจังหวัดข้างเคียงเป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เหมาะแก่การท่องเที่ยว วิถีชีวิตความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามความอนุรักษ์รักษาไว้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจากการสร้างท่าเรือทับละมุ จะส่งผลกระทบต่อชีวิต และจิตใจของชาวพังงา และจังหวัดข้างเคียงเป็นอย่างยิ่ง

 

หนี้ครัวเรือนไทยต่ำสุดรอบหลายปี แต่ทำไมคนยังตึงมือ? ไขปริศนา หนี้/ GDP ลง แต่ NPL ยังไม่ลง

🏠 หนี้ครัวเรือนไทยต่ำสุดรอบหลายปี แต่ทำไมคนยังตึงมือ?
ไขปริศนา “หนี้ต่อ GDP ลดลง แต่ NPL ยังไม่ลง”
.
 📊 ภาพรวมล่าสุด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ราว 87.4% — ลดลงต่อเนื่องจากระดับสูงสุดช่วงโควิดที่ทะลุ 90% ของ GDP
.
แม้จะถือว่า “ลดลง” แต่ในทางมูลค่าหนี้รวม ครัวเรือนไทยยังมีภาระสูงถึงกว่า 16.4 ล้านล้านบาท ซึ่งหมายความว่า หนี้ไม่ได้หายไป เพียงแต่ขนาดเศรษฐกิจ (GDP) โตเร็วขึ้นเล็กน้อย จึงทำให้สัดส่วนลดลงเท่านั้น
.
💬 ทำไมอัตราส่วนหนี้/ GDP ถึงลดลง?
1. การปล่อยสินเชื่อใหม่ชะลอตัว — หลังโควิด ธนาคารและไฟแนนซ์เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อบุคคล  
2. เศรษฐกิจฟื้นตัวบางส่วน — GDP ที่ขยายตัวแม้เพียงเล็กน้อย ทำให้อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงในเชิงคณิตศาสตร์  
3. มาตรการดูแลเชิงโครงสร้างของ ธปท. — เช่น โครงการ “แก้หนี้อย่างยั่งยืน” ที่ช่วยให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และหยุดวงจรก่อหนี้ซ้ำ  
.
กล่าวโดยสรุปคือ หนี้ไม่ได้หาย แต่เศรษฐกิจโตขึ้นเล็กน้อยและสถาบันการเงินระวังมากขึ้น จึงดูเหมือนตัวเลขดีขึ้น
.
⚠️ แล้วทำไมคนยังตึงมือ?
แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลด แต่ “คุณภาพหนี้” ยังน่าห่วง
- หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (non-productive debt) ยังมีสัดส่วนสูง เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้นอกระบบ  
- หนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มผู้บริโภคยังอยู่ราว 3.8–4% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยเฉพาะพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ที่เริ่มมีแนวโน้มชำระช้าขึ้น  
- รายได้โตช้ากว่าค่าครองชีพ คนจำนวนมากต้องใช้เงินเดือนส่วนใหญ่ไปกับการผ่อนหนี้ ทำให้การใช้จ่ายภายในประเทศยังไม่ฟื้น  
.
🧭 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
1. การบริโภคในประเทศชะลอ — ครัวเรือนที่มีหนี้มากต้องลดการใช้จ่าย ทำให้เศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออกมากขึ้น  
2. ความเสี่ยงต่อระบบการเงิน — หากลูกหนี้รายย่อยล้มเหลวจำนวนมาก ธนาคารต้องกันสำรองเพิ่ม ส่งผลต่อการปล่อยกู้ในอนาคต  
3. ลดความสามารถในการออมและลงทุน — เมื่อรายได้ส่วนใหญ่ใช้ชำระหนี้ คนไม่เหลือเงินลงทุนในทักษะหรือธุรกิจใหม่ ๆ
.
🛠 แนวทางแก้ไขของ ธปท. และภาครัฐ
- โครงการ “แก้หนี้อย่างยั่งยืน” (Sustainable Debt Resolution Program)  
- ช่วยกลุ่มเปราะบางแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Measures) เช่น ลดดอกเบี้ย ปรับตารางชำระหนี้ และให้ความรู้ทางการเงิน  
- ควบคุมสินเชื่อไม่มีหลักประกัน โดยกำหนดเพดานดอกเบี้ยและสร้างระบบข้อมูลเครดิตที่ครอบคลุม
.
🔮 เทรนด์ 12 เดือนข้างหน้า
- สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อาจค่อย ๆ ลดลงต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในช่วง 85–87%  
- มูลค่าหนี้รวมทรงตัวใกล้ 16–16.5 ล้านล้านบาท เพราะหนี้เก่ายังต้องชำระยาว  
- NPL ของครัวเรือนมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง จนกว่าภาวะรายได้และตลาดแรงงานจะดีขึ้น  
.
💡 บทสรุป
การลดลงของ “หนี้ครัวเรือนต่อ GDP” เป็นสัญญาณบวกเชิงตัวเลข แต่ยังไม่ใช่ “สัญญาณฟื้นตัวของชีวิตจริง” ของประชาชน  
เศรษฐกิจไทยจะฟื้นได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อ **หนี้ลดพร้อมกับรายได้เพิ่ม** ไม่ใช่ลดเพราะกู้ไม่ได้

โควทคำพูด แถลงการณ์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี

(19 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ขอชี้แจงให้ทราบว่า บทความของสำนักข่าว ฐานเศรษฐกิจ ลงวันที่ 19 ตุลาคม ที่รายงานว่า
'นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา'นั้น ไม่เป็นความจริง
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี
จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าว

The Thansettakij article dated October 19 reported that “the Korean Prime Minister stated that seven Thai politicians are involved in a Cambodian scam case.” The Government of the Republic of Korea clarifies that this report is not factual. The Embassy of the Republic of Korea will take necessary measures against this fake news.

ปลุกปฏิวัติ!! คลื่นแห่งความหวังคนรุ่นใหม่ เขย่า!! แอฟริกาเดือด ‘Gen Z’ มาดากัสการ์ ลุกฮือ!! ล้มรัฐบาล ‘กองทัพ’ ยึดอำนาจ!! ‘ราโชเอลินา’ หนีออกนอกประเทศ

(19 ต.ค. 68) สัปดาห์นี้กองทัพมาดากัสการ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ปะทุขึ้นทั่วประเทศ จนประธานาธิบดีอังดรี ราโชเอลินา ต้องหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “ฉากเดิมซ้ำรอย” สำหรับราโชเอลินา วัย 51 ปี อดีตดีเจซึ่งเคยขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2009 จากการรัฐประหารโดยกองทัพเช่นกัน หลังกลุ่มเยาวชนขับไล่ผู้นำคนก่อนให้ลี้ภัย

กระแสตื่นตัวของ Gen Z ทั่วโลก

การลุกฮือในมาดากัสการ์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งคนรุ่น Gen Z (เกิดราวกลางทศวรรษ 1990–2010) ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรวมพลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในเนปาล การประท้วงของเยาวชนที่ไม่พอใจการแบนโซเชียลและคอร์รัปชันภาครัฐนำไปสู่การโค่นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน ขณะที่ “การปฏิวัติ Gen Z” ในบังกลาเทศปี 2024 นำนักศึกษาหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมขับไล่ชีค ฮาซินา ผู้นำหญิงที่ครองอำนาจยาวนาน รวมถึงกรณีศรีลังกาในปี 2022 ที่เยาวชนผลักดันให้รัฐบาลต้องลาออก

ผู้นำทหารขึ้นแทนที่

หลังราโชเอลินาถูกโค่น กองทัพได้แต่งตั้งพันเอกไมเคิล ร็องเดรียนีรีนา ผู้นำหน่วยทหารที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารปี 2009 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

โฆษกการเคลื่อนไหว เอลเลียต ร็องเดรียมันดราโต กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของชัยชนะ การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น” พร้อมยอมรับว่าการล้มรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับกองทัพ

ลามไปทั่วทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจจุดประกายให้ประเทศอื่นในแอฟริกาเกิดการประท้วงลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก

ในโมร็อกโก กลุ่ม “GenZ 212” ใช้แพลตฟอร์ม Discord เป็นฐานเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการศึกษา หลังทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ส่วนในเคนยา การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายขึ้นภาษีกลายเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

คิงสลีย์ โมกาลู อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย เตือนว่า “ผู้นำแอฟริกาที่ล้มเหลวควรระวังไว้ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง”

การต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในแอฟริกามีแนวโน้มจะตอบโต้ด้วยกำลังมากกว่าถอย เช่น ในเคนยา ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต ท้าผู้ประท้วงว่า “ถ้าคิดจะโค่นรัฐบาลก่อนเลือกตั้งปี 2027 ก็ลองดู” ขณะที่ในยูกันดา ประธานาธิบดียอเวรี มูเซเวนี วัย 81 ปี เตือนผู้ชุมนุมว่า “กำลังเล่นกับไฟ”

รากเหง้าปัญหาการปกครองในแอฟริกา
แอฟริกายังคงเผชิญการรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบซาเฮลซึ่งมีความไม่มั่นคงทางความปลอดภัยสูง และผู้นำหลายประเทศถูกวิจารณ์ว่าทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถสร้างงานหรือบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้
โมกาลูระบุว่า “ความล้มเหลวของการบริหารคือปัญหาหลักของทวีปนี้ และมันฝังรากลึก”

ยุคแห่งการลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ขบวนการ Gen Z น่ากลัวต่อผู้มีอำนาจ คือ พวกเขาเติบโตในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารพร้อม และไม่มีความอดทนต่อความอยุติธรรม
“คนรุ่นนี้เป็นคนกล้าชน และเทคโนโลยีทำให้พวกเขารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น” โมกาลูกล่าว พร้อมเตือนว่า หากผู้นำไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชัน การลุกฮือของเยาวชนอาจกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ของแอฟริกาในอนาคต

‘แม่ทัพภาค 2’ วอนคนไทยใช้สติปมเขมรปล่อยคลิปยั่วยุ ชี้ เป็นเพียงการทำไอโอการเมืองของประเทศเพื่อนบ้าน

(10 ก.ค.68) อุบลราชธานี - แม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 วอนประชาชนอย่าใช้อารมณ์ในการดูคลิปที่ฝั่งตรงข้ามปล่อยมา เพราะบางครั้งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เป็นการสร้างไอโอทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้าน ยืนยันความสัมพันธ์อยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีปัญหาอะไร

จากกรณีที่ทางฝ่ายกัมพูชาปล่อยคลิปทหารไทย มีปากเสียงกับทางทหารกัมพูชา ที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกชี้แจงว่า เหตุดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น. โดยสื่อของฝ่ายกัมพูชาได้นำเสนอคลิปวิดีโอการโต้เถียงระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารไทยและทหารกัมพูชาลงโซเชียลนั้น

จากการตรวจสอบของหน่วยที่เกี่ยวข้อง พบว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณช่องอานม้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองร้อยทหารพราน 2310 โดยกำลังพลประมาณ 7 นาย ได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับกิจกรรมภายในของหน่วย และกิจกรรมการตรวจเยี่ยมของผู้บังคับบัญชาคาดว่าฝ่ายกัมพูชาเห็นว่าฝ่ายทหารไทยมีการปฏิบัติต่างไปจากวันปกติทั่วไปจึงอยากเข้ามาสังเกตการณ์ใกล้ ๆ

แต่เมื่อเข้าใกล้พื้นที่มากกว่าขอบเขตที่กำหนด ทหารไทยจึงแสดงตนเข้าชี้แจงและขอให้อยู่ในระยะที่เหมาะสม เป็นเหตุให้เกิดการโต้เถียงกันด้วยวาจาตามที่ปรากฏข่าว แต่ทั้งสองฝ่ายได้มีการอธิบายทำความเข้าใจกัน จนเป็นที่เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ บริเวณที่ฝ่ายไทยจัดกิจกรรม มิได้เป็นการรุกล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชา ตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตามคลิปดังกล่าวว่า ตนขอฝากถึงพี่น้องประชาชนคนไทยในช่วงนี้อาจจะมีคลิปที่กระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ต่อทหารไทย และ ทหาร กัมพูชา ที่อาจจะกระทบกระทั่งกันตามแนวชายแดนบางจุดบางเวลา ซึ่งบางครั้งมันมีต้นเหตุ แต่ต้นเหตุมันไม่ใช่ตามคลิปที่ออกไป อีกฝ่ายหนึ่งจะตัดเอาเฉพาะในส่วนเป็นผลบวกกับอีกตนเองมาเผยแพร่

ซึ่งคลิปส่วนใหญ่จะไม่ได้เกิดจากพี่น้องคนไทย ทหารไทยไม่ได้ทำคลิปพวกนี้เราไม่ค่อยทำกัน เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คลิปเหล่านั้นเป็นคลิปที่ผู้ไม่หวังดีจากประเทศเพื่อนบ้านสื่อสารออกมาบางอย่างนั้นก็เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการเมืองของประเทศฝ่ายตรงข้าม ของประเทศข้างเคียง

ในส่วนของเราขอให้พี่น้องได้พิจารณาให้ดีคลิปต่างๆเหล่านั้นว่า ต้นคลิปมาจากที่ใดถ้าเป็นของกองทัพ หรือเป็นคนไทยนั้น อาจเป็นที่น่าเชื่อถือได้

ปัจจุบันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างทหารไทย - กัมพูชา อยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีปัญหาอะไร มีบ้างที่เราลาดตระเวนเจอกัน หรือบางจุดที่อาจจะปะทะคารมกันบ้าง แต่เราก็เราก็ไม่ได้ใช้อาวุธ หรือ มีเหตุรุนแรงจนบานปลาย เราพยายามพูดคุยกันกับพี่น้องผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ พูดคุยกันโดยตลอดขอให้ใช้สติอย่าใช้อารมณ์ต่อคลิปที่เห็นในสิ่งที่เห็นประชาชนขอให้ฟังคำชี้แจงจากกองทัพหรือส่วนรัฐบาลที่จะชี้แจงเป็นหลักเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยตามแนวชายแดนช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง

หลังจากนั้น พล.ท.บุญสิน ได้มีการร้องเพลง จดหมายจากแนวของ ยอดรัก สลักใจ หน้าร่วมกับ นายเสถียร สุภากุล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เสถียร ทำมือ นักร้องเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตก่อนจะเข้าเยี่ยมให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชาที่ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 (ค่ายพิทักษ์อุทุมพรเขต) อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ตำรวจภูธรภาค 2 เกาะติดสถานการณ์ไทย – กัมพูชา 'ผบช.ภ.2' ประชุมเข้มกำชับซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ดูแลประชาชน 3 จังหวัดชายแดน

เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.68) เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 2 (ศปก.ภ.2) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เป็นประธานการประชุมติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา โดยมี พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2 ผบก.ภ.จว.จันทบุรี ผบก.ภ.จว.ตราด ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ผบก.สส.ภ.2 ผบก.อก.ภ.2 และผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 2 มีพื้นที่ติดต่อชายแดนประเทศกัมพูชา 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ตราด และสระแก้ว จึงได้เน้นย้ำการเฝ้าระวังเชิงรุก บูรณาการข้อมูล และเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ตำรวจภาค 2 ประชุมเกาะติดสถานการณ์ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

ผบช.ภ.2 กล่าวด้วยว่า ให้ฝ่ายอำนวยการเตรียมความพร้อมตรวจสอบอัตรากำลัง เกาะติดข่าวสารประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เตรียมสนับสนุนการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง กำชับตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งาน จัดเตรียมกำลังพลพร้อมปฏิบัติทุกด้าน ให้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดอย่างเคร่งครัด พร้อมจัดทำข้อมูลบุคคลเข้า-ออก ประเทศ ให้สอดคล้องตามมาตรการและแผนยุทธการของกองทัพ สำหรับให้หน่วยพื้นที่ สภ. ที่ติดแนวชายแดน เตรียมพร้อมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์ เน้นการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

‘กาตาร์แอร์เวย์ส’ เซ็นซื้อเครื่องบินจากโบอิ้ง จำนวน 210 ลำ มูลค่ากว่า 96,000 ล้านดอลลาร์

สายการบินกาตาร์แอร์เวย์สตกลงสั่งซื้อเครื่องบินสูงสุด 210 ลำจากบริษัทโบอิ้งของสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเป็นคำสั่งซื้อมูลค่าสูงถึง 96,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.46 ล้านล้านบาท) ถือเป็นหนึ่งในดีลสำคัญระหว่างการเยือนตะวันออกกลางของเขา

ทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะสนับสนุนการจ้างงานในสหรัฐฯ ราว 154,000 ตำแหน่งต่อปี และถือเป็นคำสั่งซื้อเครื่องบิน 787 Dreamliner ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโบอิ้ง

แม้โบอิ้งจะเผชิญปัญหาการผลิตและขาดทุนกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้วจากเหตุเครื่องบินขัดข้อง แต่ล่าสุดบริษัทเริ่มฟื้นตัว หุ้นเพิ่มขึ้นราว 20% ตั้งแต่ต้นปี และมีแผนส่งมอบเครื่องบินกว่า 130 ลำในไตรมาสแรก

ดีลนี้รวมถึงเครื่องบิน Dreamliner 130 ลำ, รุ่น 777-9 อีก 30 ลำ และตัวเลือกสำหรับเครื่องบินรุ่นอื่นอีก 50 ลำ ถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมกว่า 240,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างสหรัฐฯ และกาตาร์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าการสั่งซื้อครั้งนี้เป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์สำหรับโบอิ้ง แต่ยังไม่สะท้อนความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น เพราะความท้าทายหลักยังอยู่ที่การผลิตเครื่องบินให้ทันตามกำหนดส่งมอบในอนาคต

‘EBC Financial Group’ วิเคราะห์!! แนวโน้มของเศรษฐกิจประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อในประเทศ เริ่มผ่อนคลาย แต่ยังมีความเสี่ยง ที่ยังคงต้องติดตาม

(8 ก.พ. 68) เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2568 เศรษฐกิจในไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และความผันผวนของตลาดทั่วโลก แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่อ่อนแอ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาทางโครงสร้าง ซึ่งปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐและภาคการท่องเที่ยว EBC Financial Group (EBC) ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศ โดยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งเสนอแนวโน้มและโอกาสการลงทุนในปี 2568

อัตราเงินเฟ้อและนโยบายการเงินที่มีผลต่อเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ตั้งไว้ระหว่าง 1% ถึง 3% โดยในเดือนธันวาคม ปี 2567 ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 1.23% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก เดือนพฤศจิกายน 0.95% ซึ่งถือเป็นการกลับเข้าสู่ช่วงเป้าหมายครั้งแรกในรอบ 7 เดือน แม้จะมีการปรับตัวขึ้นในช่วงปลายปี แต่ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2567 ยังคงอยู่ที่ 0.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี
.
เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อระดับต่ำและความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.25% ในเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 หลังจากนั้น ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในเดือนธันวาคม โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นและความจำเป็นในการรักษาความยืดหยุ่นทางนโยบายเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ธปท. คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ที่ 2.9% และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงเป้าหมายที่ 1%-3% โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 1.1%

นักวิเคราะห์จาก EBC เตือนว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจมีข้อจำกัดจากความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะภาคการส่งออกของประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาจากการชะลอตัวของการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันการลงทุนจากภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งทำให้การกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงไม่แน่นอน และเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการร่วมมือระหว่างมาตรการการเงินและการคลังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในเอเชีย แต่ตลาดการเงินของไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก อาทิ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ EBC มองว่า ปัจจัยภายในประเทศไทยและแรงกดดันจากภายนอก สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับนักลงทุน เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในตลาด

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฟื้นฟูและภาคการท่องเที่ยว

การฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยว ในปี 2567 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35.5 ล้านคน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินงานยังต่ำกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเกิดจากความไม่สงบทางการเมืองและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ ความไม่สอดคล้องระหว่างการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและผลประกอบการของตลาดหุ้น สะท้อนถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสสำหรับการลงทุน

รัฐบาลไทยรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ โดยดำเนินมาตรการทางการคลังหลายด้าน เช่น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 490,000 ล้านบาท ที่มุ่งเป้าไปยังประชากรประมาณ 45 ล้านคน การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2.9% ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 และมาตรการภาษีที่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดถึง 50,000 บาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคต่าง ๆ EBC ระบุว่า มาตรการเหล่านี้อาจช่วยสนับสนุนธุรกิจในภาคสินค้าอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ อาจเป็นโอกาสการเติบโตสำหรับนักลงทุนระยะยาว ผลสำเร็จของมาตรการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อจีนและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2568 คือ ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนและอาจทำให้จีนต้องเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากการใช้จ่ายของผู้บริโภคในจีนยังคงอ่อนแอ การท่องเที่ยวออกนอกประเทศอาจชะลอตัวลง

แม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยว แต่ประชาชนจีนยังคงเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากที่สุดในปี 2567 ความไม่แน่นอนนี้อาจสนับสนุนให้ทองคำมีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมทองคำยังคงได้รับความนิยมและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

นักวิเคราะห์ แนะนำว่า นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสินทรัพย์ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อาจมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top