Monday, 7 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

5 มกราคม 2484 ไทยลุยอินโดจีน ย้อนรอยสงครามฝรั่งเศส-ไทย เปิดฉากรุกชายแดน กองทัพบก-อากาศข้ามลาวกัมพูชา ญี่ปุ่นกดดันหย่าศึกกรณีพิพาท ชัยชนะที่ไม่ถาวรบนแผนที่

(5 ม.ค. 69) วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อกองทัพไทยเริ่มปฏิบัติการรุกข้ามชายแดนเข้าไปยังลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของอินโดจีนฝรั่งเศสในขณะนั้น เพื่อทวงคืนดินแดนที่เคยเสียให้ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5

ในช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสถูกกดดันหนักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลจอมพล 'ป.พิบูลสงคราม' เห็นว่าถึงเวลาที่ไทยจะต้องลุกขึ้นทวงคืนดินแดน พร้อมทั้งเสริมกำลังทหารด้วยอาวุธและยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ รวมถึงกองทัพอากาศที่เหนือกว่า ฝรั่งเศสในอินโดจีน เริ่มปะทะที่เวียงจันทน์ พระตะบอง และสีโสภณ พร้อมกันนั้นมีการปะทะอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ไทยประกาศเดินเกมรุก

การรุกครั้งใหญ่ในวันที่ 5 มกราคม เริ่มจากกองทัพบูรพาที่เข้าแถบกัมพูชา และกองทัพอีสานที่ปฏิบัติการฝั่งลาว โดยไทยยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งทั้งในลาวและกัมพูชา พร้อมมีเครื่องบินทิ้งระเบิดสนับสนุน ทำให้ดุลยภาพบนบกเอนไปทางไทยอย่างชัดเจน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสจะยอมถอยง่าย ๆ หลังจากนั้นมีการสู้รบหนักเช่นที่หมู่บ้านยางดังขุมและยุทธนาวีเกาะช้างที่ฝรั่งเศสชนะทางทะเล ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางกดดันให้หยุดยิง และนำไปสู่ข้อตกลงในเดือนพฤษภาคม 2484 ที่ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย

อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ฝรั่งเศสกลับมาและไทยต้องคืนดินแดนเพื่อแลกกับการเข้าร่วมสังคมโลก แม้ชัยชนะครั้งนั้นจะไม่ยืนยาว แต่วันที่ 5 มกราคม ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศเล็กอย่างไทยก็สามารถยืนได้ในเกมมหาอำนาจ ผ่านประวัติศาสตร์บทหนึ่งที่ไม่ลืม

ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99

 

42 วีรชนแห่งสมรภูมิไทย-กัมพูชา: สดุดีความกล้าหาญและหัวใจที่พลีเพื่อแผ่นดิน

ท่ามกลางวิกฤตการณ์และความผันผวนของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดปีพุทธศักราช 2568 (2025) สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงราคาของอธิปไตยและความสงบสุขคือ การเสียสละของ 42 นายทหารหาญ ที่ยอมสละชีพในหน้าที่เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยจากการปะทะและความขัดแย้งที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ
.
สมรภูมิที่ต้องแลกด้วยชีวิต
เหตุการณ์ความสูญเสียตลอดปี 2568 เกิดขึ้นจากหลายระลอกของความตึงเครียดตามแนวชายแดน:
.
เหตุการณ์ทุ่นระเบิด (กรกฎาคม 2568): เริ่มต้นจากการถูกลอบวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ลาดตระเวน นำไปสู่การสูญเสียกำลังพลและสร้างบาดแผลทางใจให้แก่กองทัพ
.
การปะทะครั้งใหญ่ (ธันวาคม 2568): ในช่วงปลายปีที่สถานการณ์พุ่งสู่จุดเดือด ทหารไทยได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ทับซ้อน เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
.
รวมพลังใจ 42 นาย: ทุกรายชื่อที่ปรากฏในทำเนียบผู้สูญเสีย คือนายทหารที่มีครอบครัว มีความฝัน แต่ยอมเลือกหน้าที่ในการเป็นรั้วของชาติเหนือสิ่งอื่นใด
.
โดยรอบแรกเดือนกรกฎาคม สูญเสีย 15 นาย ประกอบด้วย
1. พลทหาร วรัญชิต ยวงสุวรรณ (เสียชีวิตวันที่ 24 ก.ค.)
2. จ.ส.อ. ธวัชชัย บุสภา (เสียชีวิตวันที่ 25 ก.ค.)
3. ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น (เสียชีวิตวันที่ 25 ก.ค.)
4. ส.อ. นพดล บุญเลิศ (เสียชีวิตวันที่ 25 ก.ค.)
5. ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร(เสียชีวิตวันที่ 25 ก.ค.)
6. ส.ท. ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (เสียชีวิตวันที่ 25 ก.ค.)
7. ส.อ. จิรายุส อินทุมาน (เสียชีวิตวันที่ 25 ก.ค.)
8. พลทหาร ณาณพัฒน์ โคตรสาขา (เสียชีวิตวันที่ 26 ก.ค.)
9. ส.อ. อัมรินทร์ ผาสุข (เสียชีวิตวันที่ 28 ก.ค.)
10. พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (เสียชีวิตวันที่ 28 ก.ค.)
11. จ่าสิบเอก อโณทัย ป้องแก้ว (เสียชีวิตวันที่ 28 ก.ค.)
12. จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารทหารราบที่ 3 (เสียชีวิต 28 ก.ค.)
13. จ.ส.อ.อภิรมย์ ทรงพุฒิ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารทหารราบที่ 8 (เสียชีวิต 28 ก.ค.)
14.พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 13 (เสียชีวิต 28 ก.ค.)
15.ส.ท.ต่อพงษ์ พันดวง สังกัดกองพันกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารทหารราบที่ 16 (เสียชีวิต 28 ก.ค.)

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ "America First 2.0": การกลับมาที่สั่นสะเทือนโลกอีกครั้ง

การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจในทำเนียบขาว แต่คือการประกาศศักดาของนโยบาย "America First" ที่เข้มข้นและดุดันยิ่งกว่าเดิม พร้อมกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงปฏิบัติการที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกมุมโลกทั้งในมิติเศรษฐกิจและการทหาร

 สงครามการค้า 2.0: กำแพงภาษีที่เขย่าตลาดโลก

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง ทรัมป์ได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ช็อกโลกด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างถ้วนหน้า โดยอ้างเพื่อปกป้องฐานการผลิตและแรงงานในสหรัฐฯ มาตรการนี้ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานโลก ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก และนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าที่ทำให้ระเบียบเศรษฐกิจโลกเดิมแทบจะล่มสลายลง

 ปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าอิหร่าน: การใช้กำลังที่ไร้ความปราณี

ในด้านความมั่นคง ทรัมป์ได้ยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลางสู่จุดวิกฤต ด้วยการสั่งการให้ฝูงบินรบเข้าทิ้งระเบิดถล่มจุดยุทธศาสตร์สำคัญในประเทศอิหร่าน ปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ถูกอ้างว่าเป็นการยับยั้งภัยคุกคามนิวเคลียร์และการแผ่อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค แต่ผลที่ตามมาคือเสียงประณามจากนานาชาติและความกังวลว่าโลกอาจก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

 วิกฤตเวเนซุเอลา: ปฏิบัติการเด็ดหัวและรุกรานอธิปไตย

เหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงที่สุดในรอบปีคือปฏิบัติการทางทหารในอเมริกาใต้ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของทรัมป์ได้เปิดฉากบุกถล่มประเทศเวเนซุเอลาอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป้าหมายหลักคือการเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาและนำตัวกลับมายังสหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดี ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ทำให้ความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกาพังทลาย

นอกเหนือจากนโยบายเศรษฐกิจและการทหารที่ดุดัน อีกหนึ่งบทบาทของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สร้างข้อกังขาและกระแสวิจารณ์ไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือการก้าวเข้ามาเป็น "คนกลาง" ในความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในการสร้างสันติภาพของตนเอง

โอปอล สุชาตา ช่วงศรี: ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Miss World คนแรกของไทย และ "นางงามแห่งปี 2568"

ความฝันที่คนไทยรอคอยมานานหลายทศวรรษได้กลายเป็นความจริง เมื่อ โอปอล สุชาตา ช่วงศรี สามารถจารึกชื่อเป็นผู้ครองมงกุฎ Miss World คนแรกของประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและรอยยิ้มให้กับคนไทยทั้งชาติอย่างที่สุด และถือเป็นบุคคลที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่สังคมไทยในระดับสากล

 ความภูมิใจบนเวทีโลก: โอปอลคือตัวแทนความสง่างามที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยอย่างโดดเด่นในปี 2568

 ฟันเฟืองขับเคลื่อนสังคม: เธอถูกยกย่องในฐานะบุคคลที่อุทิศแรงกายแรงใจในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนและมีเกียรติ

 สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่น: ความสำเร็จของเธอเป็นแรงบันดาลใจที่พิสูจน์ถึงพลังของความพยายามและทัศนคติที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่

 วิชัย ทองแตง: จากตำนานราชาเทกโอเวอร์ สู่เข็มทิศผู้นำทางสตาร์ตอัปไทย

ในแวดวงธุรกิจไทย ชื่อของ คุณวิชัย ทองแตง คือสัญลักษณ์ของความสำเร็จระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็นบทบาททนายความชื่อดัง หรือนักลงทุนผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจมูลค่ามหาศาลจากการควบรวมกิจการ (M&A) แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของท่านได้เปลี่ยนผ่านไปสู่อีกบทบาทที่น่าเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิม 

 การวางมือที่ยิ่งใหญ่: จาก "กำไร" สู่ "การสร้างคน"

หลังจากสั่งสมประสบการณ์และพานาวาธุรกิจยักษ์ใหญ่ฝ่าคลื่นลมมาหลายทศวรรษ คุณวิชัยได้ตัดสินใจลดบทบาทการบริหารในธุรกิจหลักลง เพื่อหันมาอุทิศเวลาให้กับพันธกิจที่ท่านเชื่อมั่น นั่นคือการส่งต่อ "องค์ความรู้" และ "ทุนปัญญา" ให้แก่คนรุ่นใหม่:

The Godfather Of Startup: ท่านไม่ได้มองสตาร์ตอัปเพียงแค่การลงทุนเพื่อผลกำไร แต่เปรียบเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ทางเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยใช้ประสบการณ์และเครือข่ายธุรกิจที่สั่งสมมานาน เป็น "สปริงบอร์ด" ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่ระดับสากลได้เร็วขึ้น
 Mentor ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา: ในวัยที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ท่านยังคงเปิดกว้างในการพูดคุยและให้คำปรึกษาแก่นักธุรกิจรุ่นใหม่อย่างเป็นกันเอง โดยเน้นย้ำเรื่องความกตัญญูและคุณธรรมในการทำธุรกิจควบคู่ไปกับความเก่งกาจทางกลยุทธ์

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์: “ผู้รับใช้สังคมแห่งปี 2568” พลังขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมและจิตวิญญาณอาสาเพื่อลมหายใจคนกรุง

ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำและวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงในปีพุทธศักราช 2568 ชื่อของ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะบุคคลที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานเพื่อสาธารณะอย่างไม่หยุดหย่อน THE STATES TIMES ขอยกให้เป็น “ผู้รับใช้สังคมแห่งปี 2568”

 1. จิตวิญญาณแห่งการให้: มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก
ในบทบาทกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นายวีระศักดิ์ได้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนพันธกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั่วประเทศ:

 การบริหารจัดการวิกฤต: ท่านมีบทบาทสำคัญในการวางระบบการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้มีความรวดเร็วและทั่วถึง
 การฟื้นฟูที่ยั่งยืน: มุ่งเน้นการสร้างอาชีพและคืนความสุขให้แก่ผู้ประสบภัยตามแนวทาง "แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน"
 ภาพลักษณ์นักปฏิบัติ: เป็นผู้นำที่ลงพื้นที่จริงเพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ ส่งถึงมือผู้ที่เดือดร้อนที่สุดอย่างแท้จริง

4 มกราคม ของทุกปี วันทหารม้า รำลึกวีรกรรมสมเด็จพระเจ้าตากสิน จุดตั้งต้นการกู้แผ่นดิน ฝ่าทัพพม่าจากอยุธยา ที่บ้านพรานนก จุดตั้งต้นการกู้แผ่นดิน

ทุกปีวันที่ 4 มกราคม ถือเป็น "วันทหารม้า" ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยยุคปลายกรุงศรีอยุธยา คือศึกบ้านพรานนก ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในอดีตเมื่อครั้งดำรงพระยาวชิรปราการ นำกองกำลังทหารม้าฝ่าทัพพม่าทะลวงออกจากกรุงที่ถูกล้อมเพื่อสร้างจุดตั้งหลักใหม่ในการกู้ชาติ

พระองค์ตัดสินใจควบม้าหนีจากเมืองแตกเพื่อตั้งหลักสู้ใหม่อย่างกล้าหาญและเด็ดขาด การเลือกใช้กำลังน้อยแต่เคลื่อนที่เร็ว และพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างว่องไว ทำให้กองทัพสามารถพลิกสถานการณ์ในศึกบ้านพรานนกจนเป็นชัยชนะสำคัญ และทำให้สามารถตั้งฐานที่มั่นที่จันทบุรีได้

ในปัจจุบัน "ทหารม้า" หมายถึงเหล่ากำลังที่มีความเร็วและความคล่องตัวสูง โดยใช้อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่แทนม้า แต่ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณเดียวกัน คือ "ไปให้ไว ตัดสินใจให้เด็ดขาด" มีบทบาทสำคัญในการโจมตีทะลวงแนวข้าศึกและลาดตระเวนครองพื้นที่

ทุกปีในวันทหารม้า มีพิธีถวายราชสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมน้อมรำลึกถึงวีรกรรมและจิตใจที่กล้าหาญของเหล่าทหารม้าไทย "วันทหารม้า" จึงเป็นวันที่เตือนใจให้ระลึกถึงความกล้าหาญและความเร็วว่องไวที่ยังคงถูกคาดหวังในกองทัพไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%B2

 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: นักการทูตแห่งปี 2568 ผู้ใช้การทูตเชิงรุกนำพาไทยกลับสู่จุดเด่นบนเวทีโลก

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปีพุทธศักราช 2568 (2025) การก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ "เสียงของประเทศไทย" กลับมาดังกังวานและทรงพลังอีกครั้งในเวทีสากล ด้วยวิสัยทัศน์และการทำงานที่เป็นมืออาชีพ THE STATES TIMES ขอยกให้เป็น "นักการทูตแห่งปี 2568"

 การทูตเชิงรุก (Proactive Diplomacy): ฟื้นคืนความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิ

หลังจากที่ไทยต้องเผชิญกับบททดสอบทางการเมืองและสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน นายสีหศักดิ์ได้นำกลยุทธ์ "การทูตเชิงรุก" มาใช้เป็นแกนหลักในการบริหารนโยบายต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการกลับมาเป็น "ผู้เล่นสำคัญ" (Key Player) ในภูมิภาคอาเซียนและเวทีโลก:

 การบริหารความสัมพันธ์ท่ามกลางความขัดแย้ง: ในช่วงวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านได้ใช้ทักษะการเจรจาระดับพหุภาคีเพื่อลดแรงตึงเครียด ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตยของชาติไว้อย่างสง่างาม โดยเน้นการสื่อสารที่โปร่งใสและยึดหลักกฎหมายสากล

สะพานเชื่อมมหาอำนาจ: ท่านมีบทบาทโดดเด่นในการสร้างความสมดุล (Strategic Balancing) ระหว่างมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงและพระราชินี ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งท่านนับเป็นหนึ่งในขุนพลผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน

ศุภจี สุธรรมพันธุ์: "รัฐมนตรีนักการค้าแห่งปี 2568" ผู้ใช้ CEO Mindset ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าไทยสู่สากล

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในช่วงปีพุทธศักราช 2568 (2025) การก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ของ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาที่ไม่นานนัก แต่เธอกลับสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการนำแนวคิดแบบผู้บริหารระดับโลก (CEO Mindset) มาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน THE STATES TIMES ขอยกให้เป็น "นักการค้าแห่งปี 2568"

จากแม่ทัพธุรกิจสู่ขุนพลการค้า: การเจรจาที่รวดเร็วและเฉียบคม

ด้วยภูมิหลังที่เป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงจากทั้ง IBM และกลุ่มดุสิตธานี คุณศุภจีได้เปลี่ยนภาพลักษณ์การเจรจาการค้าของไทยจากรูปแบบพิธีการเดิม ๆ สู่การเป็น "ทูตการค้าเชิงยุทธศาสตร์" โดยเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง:

 การเจรจาการค้าเชิงรุก: เธอใช้ระยะเวลาอันสั้นในการนำทัพสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) และเอเชียกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง
 ปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า: มุ่งเน้นการแก้ไขข้อตกลงทางการค้า (FTA) ที่ค้างคา โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการเจรจาระดับสากลเพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการไทย
 ยกระดับ Soft Power เป็นสินค้าส่งออก: ผลักดันให้อาหารไทย บริการด้านสุขภาพ และสินค้าสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่ "วัฒนธรรม" แต่คือ "สินค้าส่งออกเกรดพรีเมียม" ที่สร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศ

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: นักการเมืองแห่งปี 2568 ผู้คืนความสุขผ่านค่าไฟและภารกิจลดภาระค่าครองชีพ

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนในปีพุทธศักราช 2568 (2025) หนึ่งในนักการเมืองที่โดดเด่นและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในฐานะ "ที่พึ่งของประชาชน" คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน THE STATES TIMES ขอยกให้เป็น "นักการเมืองแห่งปี 2568"

ผลงานที่เป็นรูปธรรมและเข้าถึงหัวใจคนไทยมากที่สุด คือความมุ่งมั่นในการเข้ามารื้อโครงสร้างพลังงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน นายพีระพันธุ์ได้แสดงความเด็ดขาดในการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและการเจรจากับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อ ตรึงราคาค่าไฟฟ้าให้ไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย ตลอดช่วงวิกฤตในปี 2568 ซึ่งถือเป็นตัวเลขทางจิตวิทยาที่สำคัญในการประคองค่าครองชีพไม่ให้พุ่งสูงจนเกินรับไหว

 นักการเมืองผู้ยึดถือผลประโยชน์ของราษฎร

การได้รับยกย่องเป็น นักการเมืองแห่งปี 2568 ไม่ได้มาเพียงเพราะการลดตัวเลขในใบแจ้งหนี้ แต่มาจากสไตล์การทำงานที่เน้น "ความถูกต้อง" และ "ความโปร่งใส":

การแก้ไขกฎหมายพลังงาน: ผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเปิดทางให้โครงสร้างราคาพลังงานมีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น
การลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ: ให้ความสำคัญกับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่กลุ่มเปราะบางและครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ
ความเด็ดขาดในการเจรจา: ยืนหยัดในผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนในการเจรจากับกลุ่มทุนพลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top