Saturday, 5 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

พันธุ์ไทยผนึกซับเวย์!! เปิดโมเดล Hybrid Store จับมือเจาะตลาดอาหารครบจบ ตั้งเป้าเพิ่มสาขา15แห่ง ผลักดันยอดขายโต30%

เปิดเกมรุก! พันธุ์ไทย x ซับเวย์ ผุดโมเดล ‘Hybrid Store’ จุดหมายเดียวครบ ทั้งกาแฟสัญชาติไทยและแซนวิชระดับโลก ลุยเปิด 15 สาขาแพคคู่ หวังดันยอดขายโต 30%

เมื่อ ‘Local Coffee Brand’ จับมือ ‘Global Sandwich Chain’ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด แบรนด์กาแฟชั้นนำของประเทศไทย และ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดร้านแบบ Co-location ภายใต้โมเดล ‘Hybrid Store’ การวางร้านกาแฟพันธุ์ไทยและร้านซับเวย์ ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์มื้ออาหารที่ครบครันแก่ผู้บริโภคยุคใหม่ นำร่องสาขาแรกที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งเป้าขยายสาขาในรูปแบบคู่กันจำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569 คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณ Traffic พร้อมผลักดันจำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้นกว่า 20% และเพิ่มยอดเฉลี่ยต่อบิลสูงขึ้นกว่า 25%

คุณสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า "เราไม่ได้มองตัวเองในฐานะร้านกาแฟอีกต่อไป แต่เรากำลังสร้าง Ecosystem ของอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้บริโภค การจับมือกับ ซับเวย์ ครั้งนี้เป็นความตั้งใจในการออกแบบประสบการณ์ โดยเชื่อมโยงพฤติกรรมลูกค้าทั้งสองแบรนด์เข้าหากัน สร้างโอกาสการเข้าถึงแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยได้ง่าย สามารถดึงดูดลูกค้าให้เปิดใจทดลองแบรนด์ใหม่ๆ และขยายฐานลูกค้าร่วมกัน ซับเวย์ ส่งมอบความอิ่มอร่อยสุขภาพดีจากอาหารจานหลัก ขณะที่พันธุ์ไทยตอบโจทย์ด้านเครื่องดื่มและช่วงเวลาพักผ่อน ส่งผลให้พื้นที่เดียวสามารถรองรับทั้งการรับประทานอาหาร การพบปะ และการพักผ่อนในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่ครบและคุ้มค่าที่สุด พร้อมยกระดับ กาแฟพันธุ์ไทย สู่สากล และยืนเคียงข้าง Global Brand ได้อย่างภาคภูมิใจ"

ด้าน คุณเพชรัตน์ อุทัยสาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลัค จำกัด ผู้ดำเนินการมาสเตอร์แฟรนไชส์ซับเวย์ในประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า "ซับเวย์มีพันธกิจในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยผ่านกลยุทธ์ Co-location ที่ตอบโจทย์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Ecosystem ของทั้งซับเวย์และพันธุ์ไทย เพิ่ม Traffic Sharing ระหว่างสองแบรนด์และยังก่อให้เกิด Hybrid Store Concept รูปแบบใหม่ที่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในแบบที่แต่ละแบรนด์ไม่สามารถสร้างได้ตามลำพัง ซึ่งความร่วมมือกับพันธุ์ไทยในครั้งนี้ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าสองกลุ่มเข้าหากันได้อย่างลงตัว ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการอาหารหลักอย่างแซนด์วิชในชีวิตประจำวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับแบรนด์ซับเวย์อยู่แล้ว เข้ากับกลุ่มที่ต้องการเครื่องดื่มรสชาติกาแฟพันธุ์ไทยที่ดื่มได้ทุกวัน ไม่ว่าจะนั่งผ่อนคลายที่ร้านหรือ Grab & Go ในช่วงเวลาเร่งด่วน ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่ครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพในที่เดียว อย่างสะดวกและรวดเร็ว”

แน่นอนว่า ผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่สะดวกและครบครัน อิ่มอร่อยกับขนมปังอบสดใหม่จากซับเวย์และสดชื่นกับเครื่องดื่มจากพันธุ์ไทยภายในร้านเดียวกัน ไม่ว่ามื้อเบาๆ ยามเช้า มื้อหลักยามเที่ยง มื้อเร่งรีบก่อนเข้าประชุม หรือมื้อเย็นเน้นผักกับมัทฉะเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ทั้งสองแบรนด์ยังส่งมอบความสะดวก สบาย คุ้มค่าให้กับสมาชิก Max Card Plus และ EV สามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบจัดเต็ม ทั้งส่วนลดและสะสมแต้มได้ทั้ง 2 แบรนด์ โดยโมเดลแพคคู่นี้เริ่มต้นนำร่องที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เป็นสาขาแรก ก่อนขยายไปยังทำเลเชิงยุทธศาสตร์ย่าน CBD จำนวน 15 สาขา ภายในปี 2569

โดยใช้ฐานแฟนจำนวนมากของกาแฟพันธุ์ไทยเป็นตัวเร่งการเติบโตของ ซับเวย์ ในตลาดไทย ขณะที่ ซับเวย์ ในฐานะหนึ่งในแบรนด์ QSR ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะช่วยเสริม Brand Equity และดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพให้เข้ามาสู่ Ecosystem ของกาแฟพันธุ์ไทยมากยิ่งขึ้น

สื่อมวลชนติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

เงินสำรองยังไม่พอ พบ 2 ใน 3 คนไทยไม่มีเงินสำรอง แนะนำวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เคทีซีชี้แผนการเงินและใจช่วยลดเสี่ยง เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน

คนไทย 2 ใน 3 ไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน เคทีซีแนะวางแผนการเงิน–ชีวิตก่อนเหตุไม่คาดคิด

แม้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า “เหตุไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นเมื่อใด” แต่สัญญาณล่าสุดสะท้อนว่าครัวเรือนไทยจำนวนมากยังมีความเปราะบางทางการเงิน ผลสำรวจสวนดุสิตโพลล์ปี 2568 ระบุว่า 48.32% ของคนไทยมีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน และอีก 35.24% มีเงินสำรองเพียง 1-3 เดือน เท่ากับว่าอย่างน้อย 2 ใน 3 ของคนไทย ยังไม่มีเงินสำรองถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญสำหรับรองรับเหตุฉุกเฉิน หากรายได้สะดุดหรือมีเหตุเร่งด่วนเกิดขึ้น ครอบครัวจำนวนมากอาจตั้งหลักได้ยากตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ

ด้านสุขภาพก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ “มาโดยไม่บอกล่วงหน้า” เช่นกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคชี้ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างมะเร็ง หลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของไทย โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยเฉลี่ย 227 รายต่อวัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งภาระค่าใช้จ่าย การตัดสินใจ และแรงกดดันทางใจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน การมี “แผน” ทั้งด้านเงินและด้านใจตั้งแต่วันนี้ จึงช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนได้จริง

วิธีวางแผนการเงินให้ตั้งหลักได้
เคทีซีถอดบทเรียนจากข้อมูลผู้ใช้และอินไซต์คนทำงาน พบว่า “ความกังวลใหญ่ของคนไทย” อยู่ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ สุขภาพ การเงินและเหตุไม่คาดคิด ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การวางแผนไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่เริ่มจากหลักการพื้นฐานที่ช่วยให้ครอบครัวตั้งหลักได้ทันที ได้แก่

แบ่งเงินอย่างมีระบบ: ใช้โครงสร้าง 50–30–20 เป็นแนวทางตั้งต้น (50% ค่าใช้จ่ายจำเป็น 30% คุณภาพชีวิต 20% ออม–ลงทุน) ตัวเลขยังชี้ว่าคนไทยเพียง 57% มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอสำหรับครึ่งหนึ่งของครัวเรือนไทย

เร่งสร้างเงินสำรองฉุกเฉินให้ถึง 3-6 เดือน: ในยุคที่การเจ็บป่วย-ตกงานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เงินสำรองคือ ร่มกันฝน ที่ช่วยผ่อนแรงความเสี่ยงทั้งด้านสุขภาพและการเงิน

จัดการหนี้อย่างเป็นขั้นตอน: เพราะดอกเบี้ยคือ “ต้นทุนเวลา” ที่ลดทอนความสามารถในการออม ควรเริ่มจากการเคลียร์หนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เงินออมเติบโตได้จริง

ตั้ง Auto-transfer หลังเงินเดือนเข้าทันที แยกบัญชี “เงินฉุกเฉิน” ไม่ปะปนกับบัญชีใช้จ่าย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนออมทุกครั้งที่รายจ่ายหนี้ลดลง

สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ลดต้นทุนความไม่แน่นอน
นอกจากความพร้อมทางการเงินแล้ว “ใจที่พร้อม” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หลายองค์กรจึงหันมาใช้แนวทาง Work–Life Integration เพื่อสร้างระบบสนับสนุนสุขภาวะกาย–ใจ เช่น การเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา การให้ความรู้ด้านสุขภาวะ วัฒนธรรมโค้ชชิ่งที่ “ฟังโดยไม่ตัดสิน” การชวนพนักงานวางแผนชีวิตล่วงหน้า เพื่อให้คนทำงานมีสมาธิ-มีพลัง-และตัดสินใจได้ดีขึ้น แม้ในวันที่ไม่ทันตั้งตัว เมื่อใจไม่ต้องแบก ประสิทธิภาพงานและความสัมพันธ์รอบตัวก็ดีขึ้นพร้อมกัน

“สมุดเบาใจ” เครื่องมือที่ทำให้ความรักเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งสิ่งที่คนไทยเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นคือ การเขียน “สมุดเบาใจ” หรือเอกสารแสดงเจตนาล่วงหน้า (Advance Care Plan) ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งไม่ใช่เอกสารแห่งความกลัว แต่เป็นการบันทึกรูปแบบการรักษาที่ต้องการหรือไม่ต้องการ ระบุผู้ที่ต้องการมอบหมายให้สื่อสารและตัดสินใจแทน ระบุพิธีการหรือบรรยากาศที่อยากให้เกิดขึ้นในวาระสุดท้าย เพื่อช่วยลดภาระของคนข้างหลัง ไม่ต้องคาดเดาใจเราในวันที่ทุกคนกำลังอ่อนแรงที่สุด ควบคู่กับการดูแลตัวเองตามสูตร “5 ออ + อภัย” ได้แก่ อาหาร / อารมณ์ / อากาศ / อดิเรก / ออกกำลังกาย + อภัยให้ตัวเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนความไม่แน่นอนทั้งกายและใจได้ในระยะยาว

เพราะวันไม่คาดคิดอาจมาถึงก่อนที่เราจะพร้อม: เริ่มได้ทันที
ท้ายที่สุด “การตายดีต้องมีทีม” ทีมนี้อาจเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนที่ไว้ใจ ที่รู้เจตนาและช่วย ดูแลในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต แม้ความตายไม่มีคิว แต่เราสามารถเลือกได้ว่า “วันนี้จะเริ่มวางแผน เพื่อให้วันสุดท้ายงดงามที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้คนที่เรารักคลายความกังวล ไม่ต้องคาดเดาใจเรา ในวันที่ยากที่สุดของพวกเขา

ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บมจ. บัตรกรุงไทย

17 มีนาคม ของทุกปี วันรำลึก นายขนมต้ม วีรกรรมมวยไทยชนะใจคนไทย เรื่องเล่าขานตำนานนักสู้ แสดงอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย

(17 มี.ค. 69) วันที่ 17 มีนาคมของทุกปี ถูกยกให้เป็น "วันนายขนมต้ม" และ "วันมวยไทย" ในประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของ 'นายขนมต้ม' นักมวยคาดเชือกชาวกรุงศรีอยุธยา ที่เล่ากันว่าชกชนะนักมวยพม่าหลายคนในงานฉลองของพม่า หลังเสียกรุงศรีครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 – เหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานของความกล้าหาญและศิลปะมวยไทย

"นายขนมต้มชกชนะนักมวยพม่าติดต่อกันหลายคน" จนได้รับคำชมและรางวัลอิสรภาพ เรื่องนี้แพร่หลายและกลายเป็นเครื่องหมายทางวัฒนธรรม ซึ่งแม้ว่าในเชิงประวัติศาสตร์จะมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักฐานและรายละเอียดของเรื่องเล่า แต่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเขายังคงแข็งแรงในสังคมไทย

วันดังกล่าวเลือกใช้วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2317 เป็นวันเกิดเหตุการณ์ตามตำนานนี้ โดยหน่วยงานภาครัฐและชุมชนในหลายจังหวัด รวมถึงจังหวัดอยุธยา ต่างจัดกิจกรรมไหว้ครู ครอบครู และแข่งขันมวยไทยเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่ต่อไป

วันนายขนมต้มจึงเป็นวันที่ย้ำยืนชัดว่า มวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดได้อย่างทรงพลัง และยังเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติในยุคสมัยใหม่
 

ที่มา : https://calendar.m-culture.go.th/events/100648?

'แทนคุณ' สวน 'แอคมี่' เตรียมรับผลกรรมที่สร้างไว้ ยันพร้อมสู้ทุกคดีหมิ่นประมาท ชี้ฟ้องต้องสุจริตพร้อมขึ้นศาล เผยแจกแจงผู้เสียหายทันทีไม่ถอนฟ้อง

“อี้ แทนคุณ” โต้ “แอคมี่”  เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำไว้  วัดใจใครแน่จริงกว่ากัน    กล้าฟ้องต้องกล้ากลับมาขึ้นศาลด้วยนะ

ดร.แทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม กล่าวถึงกรณี ถูกนายวรวัฒน์ นาคแนวดี หรือแอคมี ลิงดำ ฟ้องดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่คาดหมายได้แต่แรกแล้ว และขอให้ฟ้องตนคนเดียวจะกี่กรรมก็แล้วแต่ไม่ต้องไปฟ้องผู้เสียหายหรือสื่อมวลชน เพราะตนพร้อมชนทุกสถานการณ์และคดีหมิ่นประมาทเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ที่ตนทราบว่า ในหลายกรณีที่มิจฉาชีพมักใช้กลไกนี้ในการฟ้องปิดปาก ดังนั้น การฟ้องคดีจึงควรเป็นไปโดยสุจริตตามสุภาษิต

กฎหมายที่ว่า “บุคคลผู้มาศาลต้องมาด้วยมือสะอาด” เพื่อมิให้มีการใช้การฟ้องคดีอาญาเพียงเพื่อที่จะกลั่นแกล้งผู้อื่น โดยกรณีนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยดีเสียอีกจะได้ลากตัวคนที่มีหมายจับถึง ๒ หมายมาขึ้นเบิกความในศาล ให้มีการนำเ อกสารหลักฐานหรือพยานขึ้นเบิกความต่อสู้ในชั้นศาล ให้ท่านได้พิจารณา ว่า ระหว่างคนที่ต่อสู้เพื่อผู้อื่นที่เสียหายเดือดร้อนจำนวนมากทั้งที่ความผิดสำเร็จแล้วในคดีก่อนหน้านี้ จนศาลออกหมายจับ และจะมีมาอีกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมากมายมหาศาล โดยผู้เสียหายที่ขอให้ผมช่วยนั้นเดือดเนื้อร้อนใจ สิ้นเนื้อประดาตัว เป็นหนี้เป็นสิน

จนเครียดหนัก บางคนเป็นมะเร็งขอเงินที่ลงทุนไว้ออกมาเพื่อรักษาตัวเอง รักษาคนในครอบครัว บางคนเป็นเงินเก็บที่จะจ่ายค่าเทอมให้ลูกวันที่เปิดเทอม บางคนเป็นค่าน้ำค่าไฟ ในการใช้ชีวิต หมดตัวแล้ว ต้องเป็นหนี้เป็นสินให้คนบางประเภทเสพสุขบนคราบน้ำตา คราบเลือด บนชีวิตและจิตวิญญาณของคนที่รักและศรัทธาในตัวคนอย่างพวกเมิง เขาถึงบอกกันว่า คนที่น่ากลัวที่สุด คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเลวไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ผมเจอมิจฉาชีพมาเยอะ
ฟ้องมา ผมฟ้องกลับหมด เพราะผมชนะมาเยอะไม่เคยแพ้คดีหมิ่นประมาทที่ถูกฟ้องมาเลย และตอนผมฟ้องกลับข้อหาเบิกความเท็จต่อศาล มันกว่าเยอะ เพราะทุกถ้อยคำทุกข้อความ ทุกการกระทำมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ

อีกอย่างผมรอนะ ถ้าฟ้องแล้วต้องมาเบิกความเองต่อศาล มาใช้สิทธิโดยสุจริต กลับมา ตำรวจเขารออยู่ ผู้เสียหายเขารออยู่ แต่ถึงไม่กลับ ผมจะทำทุกอย่างล่าตัวคุณกลับมาขึ้นศาลให้ได้ อย่าถอนฟ้องคดีนี้นะ ฟ้องแล้วฟ้องเลย ไปให้สุดวัดกันใครแน่กว่าใคร ใครสุจริตกว่าใคร ใครลวงใครจริง ใครดีใครชั่วกว่ากัน และที่สำคัญ ใครต้องติดคุกก่อนใคร อ้อ อีกอย่างหลังจากนี้ผมจะได้เดินหน้าเรื่องตามสืบทรัพย์และยึดทรัพย์เพื่อมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย เตรียมรับพายุแห่งกรรมที่ทำกับคนอื่นๆไว้

อย่าคิดว่า จะสุขสบายบนความทุกข์ของคนอื่นแล้วจะไม่ต้องรับผลกรรมนะถึงตอนนั้น รู้ตัวอีกทีก็สายเกินไปแล้ว ดัง พุทธศาสนสุภาษิต ที่ว่า

เมื่อบาปยังไม่ส่งผล คนชั่วก็เห็นว่าเป็นของดี

ต่อเมื่อมันให้ผลเมื่อใด

เมื่อนั้นแหละเขาจึงรู้พิษสงของบาป

วิกฤตพลังงานโลก!! เขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปรับตัวสู่ยุคประหยัดพลังงาน เร่งคนไทยหันหา EV สถาบันการเงินส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

วิกฤตพลังงานโลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ผู้บริโภครู้สึกได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพที่ผูกโยงกับต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้ทำให้คำว่า “Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคต้องปรับตัวไปพร้อมกัน

ราคาน้ำมัน: ตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
แม้โลกจะพูดถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง น้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม ประเทศไทยเองยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงสะท้อนมายังต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงคราม ความตึงเครียดด้านพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานของหลายประเทศ ทำให้ราคาพลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้บริโภค เมื่อพลังงานแพงขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเริ่มตระหนักถึงต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น รวมถึงมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถ Hybrid มากขึ้น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน และการมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือน แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กำลังเร่งตัวในไทย
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยยอดการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle-BEV) ป้ายแดงสูงถึง 147,522 คัน มีการเติบโต 74.70% ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังวางเป้าหมายสำคัญ คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

บัตรเครดิตกับเศรษฐกิจสีเขียว
ในอดีตบัตรเครดิตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการใช้จ่าย แต่ปัจจุบันบัตรเครดิตกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน หลายสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มพัฒนา Green Finance ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้กำลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เคทีซีได้พัฒนาและต่อยอดแนวทางในการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนผ่านสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของสถาบันการเงิน ที่มิใช่เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจสีเขียว ด้วยเหตุว่าในอนาคต การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นการเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ด้วย
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

รองผู้จัดการธุรกิจค้าน้ำมัน ปตท. ชี้ กำลังกลั่นยังเต็ม 100% นำเข้าจากตะวันออกกลาง 64% รีบนำเข้าจากแอฟริกา ละติน และอเมริกาทดแทน มาตรการเสริมความมั่นคงพลังงานชัดเจน

ภาคประชาชนกังวลว่าน้ำมันในประเทศไทยจะขาดแคลน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นปตท.ได้ยืนยันว่ากำลังการกลั่นน้ำมันดิบเต็ม 100% ที่ 770,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 23 ล้านบาร์เรลต่อเดือน โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ 64% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านท่า Fujairah ของ UAE และท่า Yanbu ของซาอุดีอาระเบีย

ในช่วงสงครามที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ สัดส่วนน้ำมันที่ต้องผ่านช่องนี้มีประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อเดือน แต่กลยุทธ์การเทรดน้ำมันดิบระหว่างประเทศช่วยชดเชยกับการจัดหาน้ำมันที่นำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก (WAF), ละตินอเมริกา (LATAM) และสหรัฐอเมริกา (MIDLAND) รวมถึงการซื้อเติมน้ำมันที่เข้ามาเดือนเมษายนแล้ว 6 ล้านบาร์เรล และจะทยอยเติมในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 6 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ มีการเคลื่อนย้ายพนักงานจาก UAE ชั่วคราวกลับไปยังประเทศไทยเพื่อความปลอดภัย โดยเทรดดิ้งมีเครือข่ายสำนักงานในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ลอนดอน ฮุสตัน และ UAE พร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนหนึ่งของความมั่นใจที่ต้องเสริมคือ "ช่วงนี้ต้องตระหนักในการประหยัดพลังงาน เพราะพลังงานมีราคาสูงจริงๆ" เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

น้ำมันจะ ขาดแคลนไหม โดย

JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

Senior Executive Vice President,

PTT International Trading Business Unit

การดำรงตำแหน่งกรรมการ / ผู้บริหารในกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

12 ธ.ค. 2567 - ปัจจุบัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ที่มา : JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

'อรรถพล' เพิ่มสัญญา LNG เจรจาผลิต LNG จากสหรัฐ 1.3 ล้านตันปี ร่นการส่งมอบเป็นไตรมาส 2/69 กระชับความมั่นคงพลังงาน 15 ปี เตรียมรับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

“อรรถพล” เจรจาผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐ เพิ่มปริมาณจัดหาจากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน หาทางร่นระยะเวลาการส่งมอบ เพื่อลดผลกระทบพลังงานจากวิกฤติตะวันออกกลาง

(เมื่อวานนี้ 13 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc.ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออยู่อีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ.2584)

อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด

”ตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายๆ ด้าน คู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน“ นายอรรถพล กล่าว

5 วันสุดท้ายของการเปิดรับสมัคร

#DAD11 – Development Administrator in Digital รุ่นที่ 11
หลักสูตรผู้บริหารที่ตอบโจทย์อนาคต โดย NIDA

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนา ผู้นำยุคใหม่จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคความมั่นคง ภาคการเมือง และสื่อมวลชน
เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ด้านการบริหารการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการสร้างเครือข่ายผู้นำระดับประเทศ

ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำที่ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย

📚 เรียนทุกวันเสาร์ เวลา 13.30 – 17.30 น.

📍 สถานที่จัดอบรม
โรงแรม Grande Centre Point Lumpini

🗓 เปิดรับสมัครถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569

✅ สมัครได้ที่ https://forms.gle/ahnUTzgFw6r72dcx7

✨ โอกาสสุดท้ายของการเข้าร่วม DAD11
✨ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายผู้นำ DAD NIDA
และขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทยในยุคดิจิทัลไปด้วยกัน

16 มีนาคม 1926 ‘โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด’ ทดสอบจรวดลำแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก บินสั้นแต่เปลี่ยนยุคอวกาศ จากทุ่งโล่งสู่ดาวเทียมและยานสำรวจ

วันประวัติศาสตร์ “จรวดเชื้อเพลิงเหลว” ลำแรกของโลกพุ่งขึ้นฟ้า — จุดเริ่มยุคอวกาศสมัยใหม่
วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ว่าเป็นวันที่มนุษยชาติ “ก้าวข้ามข้อจำกัดของจรวดแบบเดิม” เมื่อ โรเบิร์ต เอช. ก็อดดาร์ด (Robert H. Goddard) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ยิงทดสอบ จรวดเชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แม้การบินจะกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและสูงแค่ระดับ “บ้านสองชั้น” แต่ความหมายของมันใหญ่กว่านั้นมาก—เพราะมันคือประตูบานแรกของเทคโนโลยีจรวดสมัยใหม่ที่พาโลกไปสู่ยุคดาวเทียม ยานอวกาศ และการสำรวจจักรวาล


ทำไม “เชื้อเพลิงเหลว” ถึงเปลี่ยนเกม
ก่อนหน้าก็อดดาร์ด จรวดที่คนรู้จักส่วนใหญ่ใช้ เชื้อเพลิงแข็ง (เช่น ดินปืน) ซึ่งให้แรงขับได้ก็จริง แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ควบคุมได้ยาก และ ประสิทธิภาพไปได้ไม่ไกล พูดง่าย ๆ คือ “จุดแล้ววิ่ง” เปลี่ยนไม่ได้มากนักระหว่างทาง
แต่แนวคิดของก็อดดาร์ดต่างออกไป เขาเชื่อว่า ถ้าจะสร้างจรวดที่ไปได้ไกลพอสำหรับชั้นบรรยากาศสูง ๆ หรือแม้แต่อวกาศ จำเป็นต้องใช้ระบบที่ ปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้ และ ควบคุมแรงขับได้ ซึ่งเชื้อเพลิงเหลวตอบโจทย์นั้น เพราะสามารถ “ไหลเข้าเครื่องยนต์” ได้ตามอัตราที่กำหนด ทำให้ควบคุมพลังและการเผาไหม้ได้ละเอียดกว่า


จรวดลำแรกหน้าตาไม่เหมือนในหนัง
การยิงทดสอบในวันนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งชนบทของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ จรวดของก็อดดาร์ดไม่ใหญ่โต ไม่สง่างามแบบจรวดยุคใหม่ และยังมีการจัดวางที่คนปัจจุบันเห็นแล้วอาจงง—เพราะเขาออกแบบให้ เครื่องยนต์อยู่ด้านบน ขณะที่ถังเชื้อเพลิงและออกซิไดเซอร์อยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพตามความเข้าใจในเวลานั้น


เชื้อเพลิงที่ใช้เป็น น้ำมันเบนซิน และตัวช่วยเผาไหม้สำคัญคือ ออกซิเจนเหลว (LOX) ซึ่งเป็นหัวใจของจรวดเชื้อเพลิงเหลว เพราะทำให้จรวด “พกอากาศ” ไปเผาไหม้เองได้ ไม่ต้องพึ่งออกซิเจนจากภายนอกเหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป
บินแค่ “สั้น ๆ” แต่พิสูจน์ว่าไปต่อได้


ผลการทดสอบครั้งแรกนั้นสั้นมาก—ใช้เวลาประมาณ 2–3 วินาที สูงราว ไม่กี่สิบฟุต และตกลงไม่ไกลจากจุดยิง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ “มันบินได้จริง” และที่สำคัญคือบินด้วย ระบบเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยทำได้มาก่อน
ในแง่วิศวกรรม นี่คือการพิสูจน์พร้อมกันหลายเรื่อง:
การจ่ายเชื้อเพลิงเหลวเข้า “ห้องเผาไหม้” ทำงานได้
การจุดระเบิดและการเผาไหม้คุมได้พอให้เกิดแรงขับต่อเนื่อง
โครงสร้าง ระบบท่อ วาล์ว และการจัดการของเหลวที่อันตรายอย่างออกซิเจนเหลว “พอใช้งานจริง”
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “หลักการถูกต้อง” ขั้นต่อไปก็ไม่ใช่คำถามว่า “ทำได้ไหม” แต่กลายเป็น “ทำให้ใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น ไปได้ไกลขึ้นอย่างไร”
จากทุ่งโล่งสู่ยุคดาวเทียม: ผลสะเทือนที่ยาวนาน


เหตุผลที่ 16 มีนาคม 1926 สำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีจรวดเชื้อเพลิงเหลวคือรากฐานของแทบทุกอย่างที่ตามมา:
จรวดส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร
ยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์และดาวเคราะห์
เทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน
หากไม่มี “ก้าวเล็ก ๆ” วันนั้น โลกอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีหลักฐานชัดว่าเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวใช้งานได้จริง และเส้นทางสู่ยุคอวกาศอาจช้าลงไปอีกหลายสิบปี


บทสรุป: 2.5 วินาทีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
16 มีนาคม 1926 คือวันแห่ง “การเริ่มต้น” อย่างแท้จริง—ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่แบบภาพจรวดทะยานขึ้นฟ้าพร้อมเสียงกึกก้อง แต่เป็นชัยชนะของความคิด วิศวกรรม และความกล้าลองของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า “เราสร้างเครื่องมือพาออกจากโลกได้จริง”
.
ที่มา : https://www.nextwider.com/robert-goddard-first-liquid-fueled-rocket/

อลังการวันช้างไทย!! สวนนงนุชพัทยาสืบสานวันช้างไทย จัดขบวนช้างสุดยิ่งใหญ่กว่า 60 เชือก เปิดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ยักษ์ให้ช้างสัมผัส ตอกย้ำเอกลักษณ์ไทยสู่สายตาโลก

วันนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 07.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป โดยมีช้างเข้าร่วมพิธีจำนวน 19 เชือก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงานและโขลงช้าง พร้อมพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้กับผู้เข้าร่วมพิธีและช้าง

ต่อมาเวลา 09.00 น. ได้มีพิธี “ฮ้องขวัญช้าง” หรือพิธีทำขวัญช้างตามประเพณีโบราณ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่โขลงช้าง โดยได้รับเกียรติจาก นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานภายในงานมีการจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยนักแสดงและช้างแสนรู้จำนวนกว่า 60 เชือก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้าร่วมงาน

ไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การตัดริบบิ้นเปิดงานให้น้องช้างทานบุฟเฟ่ต์ “หมาล่าหม้อไฟผลไม้ยักษ์” ขนาดกว้าง 4 เมตร สูง3.5เมตร ซึ่งอัดแน่นด้วยผลไม้นานาชนิดสำหรับเลี้ยงช้าง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และการดูแลเอาใจใส่ช้างอย่างดีของสวนนงนุชพัทยา

สำหรับวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี ได้รับการกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย” เพื่อยกย่องช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย และในอดีตยังเคยเป็นสัญลักษณ์สำคัญบนผืนธงชาติไทย ภายในงานยังได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ,นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา,นายชวนะ ทองเย็น ปศุสัตว์จังหวัดชลบุรี ,นายไพโรจน์ มาแสง ปศุสัตว์อำเภอบางละมุง ,นายอริญชย์พนธ์ ไชยพิเดช ปศุสัตว์อำเภอสัตหีบรักษาการแทนหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสาระสนเทศการปศุสัตว์ เข้าร่วมพิธี

สวนนงนุชพัทยาได้ดำเนินกิจกรรมวันช้างไทยมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพช้าง การอนุรักษ์ และการสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของช้างในสังคมไทย ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัสเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top