Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

(สุรินทร์) กอ.รมน.สุรินทร์ ประชุมอำนวยการ ติดตามประเมินผล ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ระดับจังหวัด ประจำปี 2567

วันที่ 21 ธันวาคม 2566 เวลา 10:00 น. ณ ห้องประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ (ชั้น 4) ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นายพิจิตร  บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในการประชุมอำนวยการ ติดตามประเมินผล ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ระดับจังหวัด ประจำปี 2567 โดยมี พันเอก จิตรกร จันทร์สว่าง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ พันเอกหญิงโชติมา มุลาลินน์ หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว พันเอก สุดใจ แพงพรมมา หัวหน้าฝ่ายนโยบายแผนฯ พันตำรวจเอก วรายุส์ จันทร์เยี่ยม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ตามคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคงและนโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการด้าน ซึ่งเป็นแผนระดับที่ 3 ที่รองรับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นความมั่นคง ในแผนแม่บทย่อย ด้านการรักษาความมั่นคงภายในประเทศและแผนแม่บทย่อย ด้านการป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง 

ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ได้จัดทำแนวทางการบูรณาการกลไกการบริหารจัดการความมั่นคงได้แก่ พันธกิจการขับเคลื่อน 4 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย การแจ้งเตือนและประเมินแนวโน้มภัยคุกคามด้านความมั่นคง การวางแผนและการอำนวยการ การสร้างความตระหนักรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การติดตามและประเมินผล การประชุมวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.กำกับดูแลและติดตามรวมทั้งให้คำแนะนำการสร้างระบบการแจ้งเตือนและประเมินแนวโน้มสถานการณ์ภัยคุกคามด้านความมั่นคง 2.เพื่อแนะนำในการบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนงานโครงการด้านความมั่นคงของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 3.เพื่อให้คำแนะนำในการซักซ้อมแผนและการดำเนินการตามแผนของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัด ทั้งในระดับจังหวัดอำเภอและตำบล 4.เพื่อรับทราบปัญหาข้อขัดข้องข้อเสนอแนะและให้คำแนะนำการดำเนินการตามแผนโครงการด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัด 5.เพื่อเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและการป้องกันแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ได้ทำพันธกิจและภารกิจดังกล่าว บูรณาการ การทำงานร่วมกันกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยการ ติดตามประเมินผล ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ระดับจังหวัด ประจำปี 2567 และหารือพิจารณากำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อน แผนงานโครงการ ในแต่ละประเด็นเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

มุกดาหาร-ตำรวจภูธรภาค 4 ร่วมกับจังหวัดมุกดาหาร แถลงการณ์จับกุม ยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด

วันนี้ 21 ธันวาคม 2566 เวลา 10.00 น. จังหวัดมุกดาหาร แถลงการณ์จับกุมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รายสำคัญ โดย พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ณ สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 กล่าวว่า ตามนโยบายรัฐบาลและการขับเคลื่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นลำเลียงยาเสพติด ซึ่งในครั้งนี้มีการบูรณาการร่วมกัน ระหว่างตำรวจภูธรภาค 4 ตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร โดย สภ.นิคมคำสร้อย ร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร กอ.รมน. กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ร่วมกันในแผนสกัดกั้นการลำเลียง การนำเข้าเพื่อนำเข้าสู้พื้นที่ตอนใน ในครั้งนี้ สภ.นิคมคำสร้อย ได้ปฏิบัติตามแผนสกัดกั้นยาเสพติดและสามารถสกัดกั้นจับกุมการขนลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ 1.2 ล้านเม็ด ผู้ต้องหา 6 คน ยึดทรัพย์ได้ 1 ล้านบาทเศษ และจะมีการขยายผลสืบทรัพย์และติดตามขยายผลขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป

สำหรับการดำเนินการ จับกุมผู้ต้องค้ายาเสพติดรายสำคัญ ในครั้งนี้ เมื่อ 20 ธ.ค.66 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย ได้ทำการตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด บริเวณจุดตรวจโชคชัย บ.โชคชัย ต.โชคชัย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ขณะตั้งจุดตรวจได้มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีขาว ทะเบียน 1 ขภ 5367 กรุงเทพมหานคร ขับขี่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จึงได้เรียกทำการตรวจค้น และได้ทำการตรวจปัสสาวะ บุคคลที่อยู่ภายในรถ โดยมีนายยุทธนา (นามสมมุติ) (คนขับ) และมี นายสารัตน์ (นามสมมุติ) นายธนบดี (นามสมมุติ) เป็นผู้นั่งโดยสารมากับรถคนดังกล่าว ลักษณะท่าทางมีพิรุธ จึงได้ทำการเรียกตรวจค้น ขณะที่ทำการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สังเกต เห็นนายสารัตน์ (นามสมมุติ) คุยโทรศัพท์จึงได้ตรวจสอบโทรศัพท์ พบว่ามีการพูดคุยกันกับนายวริทธิ์ธร (นามสมมุติ) ทางแมสเซนเจอร์ บอกว่าตอนนี้จอดรออยู่หน้าเซเว่นฯ สาขาเลิงนกทา

ซึ่งเป็นรถที่ใช้ขนยาเสพติด (ยาบ้า) เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามไปที่เซเว่นฯ สาขาเลิงนกทา และพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีขาว ทะเบียน กจ 214 นครพนม และพบนายวริทธิ์ธร  เดินออกมาจากเซเว่น  เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นภายในรถยนต์เก๋ง พบห่อพลาสติกสีดำ พันด้วยเทปกาว จำนวน 3 ห่อ สอบถาม นายวริทธิ์ธร  ให้การว่าเป็นกระสอบบรรจุยาบ้า เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดและได้ให้ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเก็บลายนิ้วมือและหลักฐานอื่นๆ และทำการตรวจนับยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวน 3 กระสอบ ตรวจนับได้ประมาณ 1,200,000 เม็ด และสามารถจับผู้ร่วมขบวนการได้อีก 2 คน คือ นายธนาธิป (นามสมมุติ) น.ส.สุกัญญา (นามสมมุติ) โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกระทำการเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน  หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหา พร้อมยาบ้าและรถยนต์ของกลาง ซึ่งเป็นรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีขาว ทะเบียน 1ขภ 5367 กรุงเทพมหานคร  รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซิตี้ สีขาว ทะเบียน กจ 214 นครพนม โทรศัพท์มือถือ จำนวน  6 เครื่อง ทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลจับเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ต่อไป

สมาคมแม่บ้านตำรวจลงนาม MOU กับกระทรวงมหาดไทย ร่วมสนับสนุนส่งเสริมผ้าไทย เสริมสร้าง Soft power ของไทย

วันนี้ (21 ธ.ค.66) เวลา 12.30 น. คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กับสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมมือในหัวข้อ “รวมพลัง สร้างบ้าน อุ่นรัก ร่วมสวมผ้าไทย ใช้สินค้าไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม น้อมนำความสุขอย่างยั่งยืน ร่วมคืนคนดีสู่สังคม” ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทยโดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมลและ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

ทั้งนี้ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่าโครงการความร่วมมือนี้ เกิดจากการดำเนินภารกิจตามนโยบายต่าง ๆ ของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ที่เห็นผลในเชิงประจักษ์ สมาคมแม่บ้านตำรวจพิจารณาว่า พันธกิจระหว่าง 2 หน่วยงาน ต่างมุ่งประโยชน์เพื่อจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน และเป็น “หลังบ้าน” ที่ดี เพื่อสนับสนุนภาระหน้าที่ของ “หน้าบ้าน” ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ 

นอกจากนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจยังได้รับนโยบายจาก พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้วางเป้าหมายที่จะสร้าง Home Police ไม่เพียงแต่จะให้ความสำคัญแก่ครอบครัวตำรวจ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของครอบครัว ของชุมชนทุกครัวเรือน ที่อยากเห็นทุกครอบครัวมีความอบอุ่น และมีความปลอดภัยในทุกด้าน หากตำรวจทำงานร่วมกับประชาชนด้วยความสามัคคี โดยคำนึงถึงประชาชนในชุมชน และช่วยเป็นหูเป็นตา ย่อมแสดงออกถึงความเข้มแข็งและความมั่นคงในการป้องกันอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี

สมาคมแม่บ้านตำรวจจึงนำกรอบพันธกิจทั้ง 2 หน่วยงาน ที่เป็นแกนกำลังของสังคมและชุมชน มาผนึกกำลังเป็นโครงการที่จะร่วมบูรณาการ รวมทั้งสร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ ในการบันทึกข้อตกลงความร่วมมื (MOU) ในหัวข้อ “รวมพลัง สร้างบ้าน อุ่นรัก ร่วมสวมผ้าไทย ใช้สินค้าไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม น้อมนำความสุขอย่างยั่งยืน ร่วมคืนคนดีสู่สังคม” ในครั้งนี้ และยังเป็นการสนับสนุน Soft Power ของไทย

Soft Power เป็นการปรับรูปแบบของวัฒนธรรมให้สามารถสอดแทรกเข้ากับผลประโยชน์หรือค่านิยมของประเทศเป้าหมายได้ เพิ่มโอกาสที่วัฒนธรรมดังกล่าวจะกลายเป็น Soft Power ของประเทศนั้น เพราะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นศัตรู หากแต่เป็นโอกาสในการต่อยอดสิ่งดีงามใหม่ ทำให้ประเทศเป้าหมายรู้สึกต้องการโอกาสนี้และเปิดใจยอมรับได้อย่างเต็มใจ ด้วยการแทรกซึมวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่นี้เอง จึงดึงดูด ส่งอิทธิพล และเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลกไปโดยปริยาย

ตำรวจภาค 4 สกัดจับขบวนการค้ายาเสพติดมุกดาหาร ซุกยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด ขณะลำเลียงไปส่งลูกค้าในภาคอีสานและภาคกลาง

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.66 เวลา 10.00 น. ที่ ภ.จว.มุกดาหาร พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 แถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รองผบช.ภ.4,พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร, พ.ต.อ.ธานินทร์ อินทพรต รอง ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร, พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รอง ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร และ พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผกก.สภ.นิคมคำสร้อย

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย ทราบว่า จะมีขบวนการค้ายาเสพติด ใช้รถยนต์ ขนยาบ้าล็อตใหญ่ ผ่าน จ.มุกดาหาร จึงนำกำลังไปตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณตู้ยามโชคชัย ต.โชคชัย อ.นิคมคำสร้อย จว.มุกดาหาร ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 20 ธ.ค.66 พบรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว หมายเลขทะเบียน 1xx 53xx กรุงเทพมหานคร ตรงตามข้อมูลที่ได้รับ ขับเข้าด่านตรวจ 

จึงเรียกตรวจค้น พบผู้ขับขี่ชื่อ นายยุทธนา โดยมีนายสารัตน์ และนายธนบดี โดยสารมากับรถคนดังกล่าว ระหว่างตรวจค้น ตำรวจสังเกตเห็นนายสารัตน์ ใช้โทรศัพท์ส่งข้อความแจ้งเตือนผู้อื่นว่ามีด่านอยู่ด้านหน้า จึงตรวจสอบโทรศัพท์ จากการสอบถามนายสารัตน์ รับว่าตนพร้อมพวกได้ขับรถนำทางให้นายวริทธิ์ธร ซึ่งเป็นคนขับรถลำเลียงยาเสพติด ระหว่างนั้น รถที่นายวิริท์ธร ขับขี่ ได้แล่นผ่านหน้าตู้ยามพอดี จึงนำกำลังไล่ติดตาม จนสามารถควบคุมรถเก๋งฮอนด้าซิตี้ สีขาว หมายเลขทะเบียน xx 21x นครพนม ได้บริเวณถนนชยางกูร จ.มุกดาหาร โดยรถคันดังกล่าวมีนายวริทธิ์ธร เป็นผู้ขับขึ่ และนายธนาธิป กับ น.ส.สุกัญญา นั่งโดยสารมาด้วย ตรวจค้นในรถพบกระสอบพลาสติกสีดำขนาดใหญ่พันด้วยเทปกาวสีเหลือง 3 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารตอนหลัง สอบถาม นายวริทธิ์ธร รับสารภาพว่าเป็นกระสอบบรรจุยาบ้าจำนวน 1,200,000 เม็ด จึงแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จากนั้นจึงจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่ง พงส.สภ.นิคมคำสร้อย ดำเนินคดี 

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ต้องหารับยาบ้ามาจากพื้นที่ใกล้แนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน กำลังจะขนยาบ้าไปส่งให้ลูกค้าในภาคอีสานตอนล่างและภาคกลาง โดยขนยาบ้าส่งลูกค้ามาแล้วหลายครั้ง ซึ่งตำรวจภาค 4 จะได้สืบสวนสอบสวนขยายผล เพื่อกวาดล้างจับกุมผู้ร่วมขบวนการ รวมทั้งยึดอายัดทรัพย์สินทั้งหมดต่อไป

สรุป จับกุมผู้ต้องหา 6 คน ยาเสพติดของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 1.2 ล้านเม็ด ยึดอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท ได้แก่
1. รถยนต์เก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว หมายเลขทะเบียน 1ขภ 5367 กรุงเทพฯ จำนวน 1 คัน 
2. รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีขาว หมายเลขทะเบียน กจ 214 นครพนม จำนวน 1 คัน 
3. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 6 เครื่อง 

“จริงจัง แก้ไขปัญหา เพื่อประชาชน”กองทัพภาคที่ 3 จัดประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง 17 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 /ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการดับไฟป่า ภาค 3 เป็นประธานการประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปี 2567 เพื่อเตรียมการรองรับสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุมคชรัตน์ 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก มีหน่วยงานเข้าร่วมประชุม ได้แก่ หน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3ิ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ , กองทัพอากาศ , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ,กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, สำนักเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), ตำรวจภูธรภาค 5 และ ภาค 6, ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัสและอากาศยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้, สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์,  สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด/สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ   

สำหรับการประชุมได้แนวทางการเตรียมแผนปฏิบัติการระดับจังหวัดและ  กองทัพภาคที่ 3 /กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3  เสนอแผนการจัด ชป.ลว.ชุดปฏิบัติการลาดตระเวนร่วม จำนวน 69 ชุดปฏิบัติการ สนับสนุนให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามนโยบายของรัฐบาลในสร้างการรับรู้ การลาดตระเวน ตรึงกำลัง ในพื้นที่ 9 ป่าแปลงใหญ่เผาไหม้ซ้ำซาก  

ด้าน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ และหน่วยเกี่ยวข้อง วางแผนการดำเนินงานตั้งแต่ห้วงก่อนเกิดสถานกาณ์วิกฤต โดยเริ่มติดตามสถานการณ์ ประสานการปฏิบัติกับภาคีเครือข่าย และตรวจสอบความพร้อมของหน่วยปฏิบัติตั้งแต่เดือน ตุลาคม  ตั้งแต่วันที่  1 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ศูนยุทธการทางอวกาศ / ได้ทำการวิเคราะห์จุดความร้อนที่มีโอกาส เกิดไฟไหม้ ส่งให้ ศูนย์ปฏิบัติการดับไฟป่า กองทัพภาคที่ 3   และ กรมยุทธการทหารอากาศ / วางแผนการฝึกบินควบคุมไฟป่า กองทัพอากาศ ประจำปี 2567  ในเดือน ธันวาคม โดยใช้พื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย เป็นพื้นที่การฝึก

ในเดือนมกราคม 2567 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ วางแผนพิจารณาในการส่งอากาศยาน ในการบินกระจายเสียงเพื่อรณรงค์ สร้างการรับรู้และเข้าใจ ในการไม่เผาป่า  ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ยากแก่การเข้าถึง และยากแก่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ส่วนเดือน กุมภาพันธ์  – พฤษภาคม เป็นห้วงที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด ในห้วงนี้จะพิจาณาในการส่งอากาศยานประเภท sensor shooter ตามระดับสถานการณ์ และตามที่ได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนภารกิจ และ ตั้งแต่เดือน มิถุนายน เป็นต้นไป เป็นห้วงที่สถานการณ์ในภาคเหนือคลี่คลายลง ในห้วงนี้ จะเป็นห้วงของการสรุปผลการปฏิบัติ และปรับปรุงแผนการปฏิบัติการ 

ด้านการใช้อากาศยาน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้ประยุกต์ใช้ ขีคความสามารถของกองทัพอากาศ สำหรับภารกิจ ดังนี้
1. การบินกระจายเสียง รณรงค์ สร้างการรับรู้และเข้าใจ ในการไม่เผาป่า ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ยาก แก่การเข้าถึง รับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดย อากาศยานแบบ AU-23
2. การบินเพื่อลาดตระเวนค้นหาพื้นที่ไฟป่า โดย อากาศยานแบบ AU-23,  อากาศยานแบบ DA-42 และอากาศยานไร้คนขับแบบ Aerostar BP
3. การบินควบคุมไฟป่าโดย BT-67 ที่ติดตั้ง Fire Guardian Tank  สามารถบรรทุกน้ำได้ 3000 ลิตรต่อ 1 ครั้ง และ C-130 บรรทุกอุปกรณ์ PCADS โดยบรรทุกได้มากสุด 10 ลูกต่อ 1 ครั้ง, โดย PCADS 1 ลูกบรรจุน้ำผสมสารยับยั้งไฟป่า จำนวน 1000 ลิตร ในการบินควบคุมไฟป่านั้น จะใช้พิจารณาอากาศยานและอุปกรณ์ ตามลักษณะภูมิประเทศและพื้นที่เป้าหมาย / เพื่อสร้างแนวกันไฟ ไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ที่กำหนด
4. การบินลำเลียงทางอากาศ เพื่อขนส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติภารกิจ และการบินส่งกลับสายแพทย์ทางอากาศ ในกรณีมีผู้ปฏิบัติงานได้รับบาดเจ็บรุนแรง และต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน โดย อากาศยานแบบ C-130 และ เฮลิคอปเตอร์แบบ EC-725

และ 5. การบินค้นหาและช่วยชีวิต ในกรณีหน่วยดับไฟป่าภาคพื้นติดกับดักของไฟ หรือ หลงป่า โดย เฮลิคอปเตอร์แบบ EC-725 

นอกจากนี้ ยังได้ประยุกต์ใช้ขีดความสามารถของหน่วยภาคพื้น เพื่อประกอบกำลังและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยบิน เช่น 1. ชุดวางแผนร่วม ทำหน้าที่ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแบ่งพื้นที่ปฏิบัติงาน กำหนดวงรอบปฏิบัติงาน และวางแผนการปฏิบัติ ร่วมกัน
2. ชุดแปลความภาพถ่าย จะนำภาพถ่ายทางอากาศที่บินค้นหาพื้นที่ไฟป่า วิเคราะห์ขนาดความรุนแรง ทิศทาง และจัดลำดับความสำคัญ และส่งให้กับหน่วยเกี่ยวข้อง เพื่อจัดการกับพื้นที่ไฟป่า
3. ชุดควบคุมห้วงอากาศ เพื่อ monitor และแนะนำการปฏิบัติให้กับอากาศยานจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ และ 4. ชุดวิเคราะห์จุดความร้อน จะนำภาพถ่าย Hotspot จากดาวเทียม มาวิเคราะห์และคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกำหนดพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดไฟป่า

ผบช.ปส. ลงพื้นที่ แถลงจับเครือข่ายนักบิน หลังตำรวจเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น เพื่อจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ 4 จุด ในพื้นที่บ้านอาดี่ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นการใช้ทุกมาตรการทางกฎหมายเพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติด และยึดทรัพย์ที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งเน้นในการเร่งรัดดำเนินการป้องกันปราบปราม ยาเสพติดในทุกมิติ เนื่องจากปัญหายาเสพติดอาชญากรรมที่สร้าง ความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและเป็นภัยสังคม

คดีที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ต.ค.66 เวลา 22.00 น. ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ได้ร่วมกันสืบสวนและจับกุม นายสุทธิศักดิ์ฯ กับพวก 4 คน พร้อมของกลางยาเสพติด ไอซ์ จำนวน 591 กก. ซุกซ่อนภายในรถยนต์กระบะ ทะเบียน ผต 64XX เชียงราย ในพื้นที่ อ.เทิง จว.เชียงราย ซึ่งยาเสพติดดังกล่าวถูกลำเลียงจากพื้นที่ชายแดนนำเข้ามาเก็บไว้ในพื้นที่ อ.เชียงของ จว.เชียงราย ก่อนที่จะถูกส่งมอบให้กับเครือข่ายลำเลียง จนถูกตรวจค้นจับกุมดังกล่าว ชุดจับกุมทำการสืบสวนขยายผลถึงผู้สั่งการและบุคคล ในเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดดังกล่าวและทำการขออนุมัติหมายจับ จำนวน 2 ราย คือ นายอุดมศักดิ์ฯ พร้อมพวก

คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 26 พ.ย.66 บช.ปส. โดย กก.2 บก.ปส.3 และ บก.ขส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมเครือข่าย ลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ พบว่าจะใช้รถกระบะลักษณะตีคอก ก 13XX (ป้ายแดง) กำแพงเพชร และ รถกระบะอีซูซุ ยX 81XX เชียงใหม่ ลำเลียงยาเสพติดจาก จว.เชียงใหม่ ไปยังพื้นที่ จว.พระนครศรีอยุธยา โดยอำพรางด้วยพืชผลทางการเกษตร เป็นยาบ้า 10 ล้านเม็ด พร้อมผู้ต้องหา 5 คน ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตรวจยึด สามารถสืบสวนขยายผลทราบว่าผู้สั่งการ เครือข่ายลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว คือ นายธวัชชัยฯ จึงได้ทำการขออนุมัติหมายจับ เพื่อทำการสืบสวนจับกุมขยายผล

คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.66 เวลาประมาณ 14.00 น. ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ร่วมกันเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารหน่วยปราบปรามยาเสพติด หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และ กองกำลังผาเมือง ทำการสืบสวนเครือข่าย นายจะแจฯ ใช้รถยนต์กระบะทะเบียน ยต 19XX เชียงใหม่ ซึ่งลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนด้าน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ เข้ามาพักคอยไว้ในพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย ได้ทำการตรวจยึด ยาบ้า จำนวน 1,118,000 เม็ด ขณะเตรียมนำส่งมอบให้กับเครือข่ายเพื่อลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนใน เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจยึดได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งดำเนินคดี และขยายผลการจับกุมตรวจยึด และตรวจค้นในพื้นที่พักคอยยาเสพติด ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย 

ด้าน พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส. กล่าวว่า ภายใต้แผนปฏิบัติการ “กวาดล้างเครือข่ายนักบินกลุ่มลำเลียงยาเสพติดชายแดนภาคเหนือ” มุ่งเป้าเพื่อดำเนินคดีและยึดทรัพย์ผู้สั่งการเครือข่ายยาเสพติดและ  ปิดล้อมตรวจค้นจับกุมขยายผลบุคคลเครือข่ายในพื้นที่พักคอย และดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง โดยจะร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการปราบปราม ทางกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่เร่งด่วนตามมาตรา 5 (10) ของประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งกำหนดสถานะของพื้นที่ชายแดนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่ชายแดน 15 อำเภอ 3 จังหวัด ได้แก่ 6 อำเภอของ จว.เชียงราย, 5 อำเภอของ จว.เชียงใหม่ และ 4 อำเภอของ จว.นครพนม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาภายในประเทศ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการสกัดกั้นตามแนวชายแดน

ผบ.ตร.เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม เสริมสร้างทักษะ ความรู้ ความสามารถผู้ปฏิบัติงานดูแลด้านพยาบาลของศูนย์ฝึกอบรม

วันที่ 21 ธ.ค.66 เวลา 09:00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงพยาบาลตำรวจเข้าร่วมพิธีฯ
    
สำหรับโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ สืบเนื่องมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรปราบปรามอาชญากรรม และบังคับใช้กฎหมายในระดับมาตรฐานสากลที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งการที่จะสามารถไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนากำลังพลให้มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ทักษะทางยุทธวิธี จากการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ซึ่งในการฝึกอบรมนั้น ก็มักเกิดปัญหากรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับบาดเจ็บระหว่างการฝึก โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากความร้อนที่ส่งผลให้เกิดภาวะอันตรายต่อร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และมีความห่วงใยกำลังพล จึงมอบหมายให้กองบัญชาการศึกษา จัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้บริหาร, ครูฝึก และ ผู้ที่ทำหน้าที่พยาบาลประจำสังกัดศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9 หรือหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับมอบหมาย มีทักษะความรู้ความสามารถและความเข้าใจในการกำกับดูแลหรือวิธีป้องกันกรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกอบรม รวมไปถึงเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการปรับพื้นฐานผู้เข้ารับการฝึกอบรม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีหัวข้อการฝึกอบรม ดังนี้ 

- ระบบการแพทย์ฉุกเฉินและระบบสาธาณสุขไทย โดย น.อ.(พิเศษ) นพ.นิสิทธิ์ เจริญยิ่ง รองเลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
- อาการบาดเจ็บจากความร้อน (Heat Relatedillness) โดย พ.ต.อ.ณัฐพล ปิตะนีละบุตร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมคณะ
- แนวทางปฏิบัติในการปรับพื้นฐานผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ โดย พ.ต.อ.ธนเสฏฐ์ ภิรมย์เอี่ยม รองผู้บังคับการสำนักการศึกษาและประกันคุณภาพ กองบัญชาการศึกษา 
- จิตเวช “การประเมินและดูแลสุขภาวะทางจิตใจ” โดย พ.ต.อ.เกริกกมล แย้มประยูร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมคณะ
- แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและดูแลอาการบาดเจ็บจากความร้อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการวินิจฉัยอาการและการรักษา เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บจากความร้อน
- การอภิปรายและนำเสนอผลสรุปจากการฝึกอบรม และทำแบบทดสอบหลังการฝึกอบรม

โดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจาก การฝึกอบรม ทั้งสิ้นจำนวน 2 รุ่น ดังนี้

รุ่นที่ 1 ประกอบด้วยกองบัญชาการศึกษา, ศูนย์ฝึกอบรม กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธร 1-9, กองกำกับการ 1-9 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน รุ่นที่ 2 ประกอบด้วยกองบัญชาการศึกษา, ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9, กองแผนงานกิจการพิเศษ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, โรงเรียนในร้อยตำรวจ, ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

'บิ๊กต่อ' ชื่นชม 'ผู้การจ๋อ' ส่งทีมตาม 'ไล่ล่าสุดขอบฟ้า' ขึ้นเหนือตะครุบมือยิง 'ครูเจี๊ยบ' คาดอยปุยได้สำเร็จ

วันที่ 20 ธันวาคม พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.(สส) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงผลการไล่ล่าคนร้าย ก่อเหตุยิงครูเจี๊ยบ ภายหลังสั่งการให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ,พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ,พล.ต.ต วิทวัส ชินคำ ผบก.น.5 , พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. ร่วมกับ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน รอง ผบก สส.ภ.5 ร่วมกันจับกุมตัว นายอนาวิน แก้วเก็บ หรืออั้ม อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 ม.6 ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.1070/2566 ลงวันที่ 22 พ.ย. 66 ข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ , ร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต , ร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน , ร่วมกันสมคบตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้”

นายกฤติ ล้ำเลิศ หรือทิว อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90/177 ซ.วัดหลวง แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ จ.กรุงเทพฯ ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.1198/2566 ลงวันที่ 16 ธ.ค. 66 ข้อหา “ร่วมกันสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ซ่องโจร)” จับกุมได้ที่ บนดอยปุย ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จับกุมได้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 66 เวลา 09.00 น.

พฤติการณ์ตามที่ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. หลังมีการเปิดปฏิบัติการ "ปิดเมืองล่ามือยิงครูเจี๊ยบ และน้องหยอด" ไป 2 ครั้ง และสามารถจับกุมผู้ต้องหาในลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม จำนวน 22 ราย แต่ยังไม่สามารถจับกุม "มือยิงและมือขี่" ที่ลงมือก่อเหตุ 

ทาง พล.ต.ท.ธิติ จึงสั่งให้ พล.ต.ต.ธีรเดช คัดมือดีไล่ล่าติดตามมือยิงรายนี้ให้ได้ คดีนี้ ยอมรับว่า งานหินเพราะเจ้าตัว "หนีสุดชีวิต" และยังมีคนในองค์กรอาชญากรรม คอยช่วยเหลือในการพาหลบหนี

ภายหลังชุดสืบนครบาลได้เบาะแสว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปบนดอยปุย  จังหวัดเชียงใหม่ จึงจัดทีมขึ้เหนือ โดยประสานงานกับ บก.สส.ภ.5 ขึ้นดอยปุย จนสามารถจับกุมตัว นายอนาวิน และนายกฤติ์ มือยิง ขณะกบดานกางเต้นอยู่บนดอย ขณะกำลังวางแผนเตรียมเดินทางออกนอกประเทศ

สอบสวน นายอนาวิน ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาอยอมรับว่าเป็นมือยิงในคดีนี้ โดยเริ่มออกล่าตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. 66 เวลา 22.00 น. แล้วไปขโมยแผ่นป้ายทะเบียนที่ละแวกเขตดินแดง จากนั้นได้เริ่มหาเหยื่อโดยไปหาเหยื่อละแวกร่มเกล้า แต่ไม่เจอ จึงไปจอดแอบกบดารละแวก คลอง 14 อยู่สักครู่ จากนั้นช่วงเช้าตรู่ได้เริ่มขับมาตระเวนหาเหยื่อในเมือง จนกระทั่งเจอกลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย จึงลงมือก่อเหตุ โดยยอมรับว่าตนเองยิงปืนนัดแรกกระสุนพลาดเป้าไปโดนคนด้านหลัง ซึ่งก็คือ ครูเจี๊ยบ จากนั้นได้ยิงซ้ำที่คอและศรีษะ ก่อนจะหลบหนีไปทางทาง จ.อยุธยา และพ่นเปลี่ยนสีรถ และไปทำลายรถ และหลบหนีไป จ.อุบลราชธานี

ส่วน นายกฤติ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ลงพื้นที่มอบของขวัญปีใหม่และอ่านสารอวยพรปีใหม่ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม ตามแนวชายแดนภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 08.30 น. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วย และอำนวยพรปีใหม่ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม ประจำปี 2567 ของหน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ในระหว่างวันที่ 18 - 19 ธันวาคม 2566 

โดยมี พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ที่ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 นับว่าเป็นหน่วยที่มีความสำคัญมีการพัฒนาทุกๆด้านโดยเฉพาะการปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้แก่ การเฝ้าตรวจและป้องกันพื้นที่ชายแดน การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การประสานความร่วมมือกับประเทศ เพื่อนบ้าน และการปฏิบัติในพื้นที่ระวังป้องกัน

โอกาสนี้ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้อ่านสารอำนวยอวยพรปีใหม่ จากพลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ที่มีถึงกำลังพล และส่งมอบของขวัญปีใหม่จากกองทัพบก แก่ผู้แทนหน่วยที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นผู้แทนในการรับมอบ ส่งต่อไปยังกำลังพลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารทุกนาย ก่อนพบปะเยี่ยมเยียนกำลังพลที่มาร่วมต้อนรับ ตลอดจนกล่าวอวยพรปีใหม่ ให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ปลอดภัย มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง และช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนได้มีความสุขเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนอีกด้วย

สวธ. ร่วมกับ สถาบันไทยคดีศึกษา จัดเสวนาพร้อมรับฟังความคิดเห็น การจัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “ชุดไทย” เพื่อเตรียมเสนอยูเนสโก เสริมสร้างให้เกิดพลวัตและคุณค่าต่อสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 13.30 น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงานการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องในโครงการจัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม "ชุดไทย" เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนต่อองค์การยูเนสโก โดยมี นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน ผศ.ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ที่ปรึกษาคณะทำงาน และ อาจารย์ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ที่ปรึกษาคณะทำงาน ร่วมด้วย สินจัย เปล่งพานิช เข้าร่วมการประชุมเสวนา พร้อมการรับฟังความคิดเห็นในการเตรียมความพร้อมจัดทำข้อมูล ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ชุดไทยเป็นชุดประจำชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกับชาติอื่น ๆ ด้วยการออกแบบและการตัดเย็บที่ประณีตอันเป็นพัฒนามาจากการนุ่งห่มแบบไทย สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้ผ้าทอที่เป็นงานฝีมือของช่างไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว สำหรับสุภาพสตรีมีแบบหลัก ๆ จำนวน ๘ แบบ หรือเป็นที่รู้จักในนามว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยสมัยต่าง ๆ และออกแบบเพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ในโอกาสที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อ ๖๐ กว่าปีที่ผ่านมา จึงนับว่าเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่มีแพทเทิร์นในการตัดเย็บแบบร่วมสมัย ส่วนของสุภาพบุรุษ มี ๓ รูปแบบ ซึ่งคนไทยทุกภูมิภาคมักสวมใส่ชุดไทยในวาระโอกาสต่าง ๆ และเมื่อมีโอกาสสำคัญในชีวิต 

อธิบดีสวธ. กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันการสวมใส่ชุดไทยถือเป็นแนวปฏิบัติทางสังคมที่แสดงออกทางวัฒนธรรมร่วมของชาวไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชนชาวไทย การเลือกใช้ชุดไทยแบบต่างๆ ให้เหมาะสมแก่โอกาส ถือเป็นความเคารพต่อแนวปฏิบัติทางสังคม และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนการเลือกใช้ผ้า และการตัดเย็บ ถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ช่าง และช่วยธำรงไว้ซึ่งงานช่างฝีมือดั้งเดิมด้านการทอผ้าพื้นบ้านของภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศ เสริมสร้างให้เกิดพลวัตในการสร้างสรรค์สิ่งทอพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ชุดไทย จึงมีคุณค่าต่อสังคมในมิติบทบาททางวัฒนธรรม และมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด  ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา กล่าวว่า สถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม "ชุดไทย"  เพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ดังนั้น คณะทำงานจึงดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น ข้อมูลการสวมใส่ชุดไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน การสัมภาษณ์ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแต่ละแขนงที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการชุดไทย โดยมุ่งหวังที่จะนำเสนอให้เห็นถึงคุณค่า “ชุดไทย” ทั้งมิติบทบาททางวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมให้เกิดกลุ่มอาชีพและรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

ดร.เสาวธาร กล่าวต่อว่า การจัดประชุมในวันนี้ จะเป็นการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์และรูปแบบการเสนอขึ้นทะเบียน ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อองค์การยูเนสโก โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยจะขอรับฟังข้อเสนอแนะอย่างรอบด้านต่อปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการสงวนรักษา และปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของ “ชุดไทย” ทั้งมิติบทบาททางวัฒนธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต่อจากนี้ คณะทำงานจะได้รายงานข้อมูลต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พิจารณาอนุมัติข้อมูล แล้วจึงเสนอขอมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ต่อไป

ภายในงานดังกล่าว มีการเสวนาเรื่อง “วิวัฒนาการเครื่องแต่งกายไทยถึงชุดไทยพระราชนิยม” โดยมีอาจารย์ เผ่าทอง ทองเจือ ที่ปรึกษาคณะทำงาน, อาจารย์ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ที่ปรึกษาคณะทำงาน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน ได้ให้ความรู้ถึงประวัติศาสตร์ หลักฐานการใช้ชุดไทยเริ่มตั้งแต่สมัยทวารวดี กรุงศรีอยุธยา วิวัฒนาการต่อมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ และเข้าสู่ยุครุ่งเรือง ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพัฒนาและสร้างมาตรฐานให้ชุดไทยได้รับความนิยม และมีการจำแนกการใช้งานตามวาระ โอกาสต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบแบบแผน และหลังจากจบการเสวนา มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น เตรียมความพร้อมจัดทำข้อมูล “ชุดไทย” เพื่อเตรียมเสนอยูเนสโก โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้ ประกอบด้วย ผู้ถือครองหลักคือคนไทยในทุกภูมิภาคของประเทศและในต่างประเทศ, กลุ่มช่างตัดเย็บชุดไทย, กลุ่มช่างทอผ้าพื้นบ้าน, การสืบทอดความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องด้านการผลิตวัตถุดิบผ้าทอพื้นบ้าน, หน้าที่ทางสังคม และความหมายทางวัฒนธรรมต่อชุมชน และเป็นมรดกภูมิปัญญาฯ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของยูเนสโก ในการรวบรวมข้อมูลของมรดกภูมิปัญญาฯ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม จากชุมชนผู้ถือครองอย่างกว้างขวาง อีกด้วย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top