Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

WHAUP ทุ่มงบลุยธุรกิจน้ำ-ไฟ ปั้นระบบน้ำไฟอัจฉริยะรองรับอนาคต ปิดดีล Data Center ไตรมาส 2 นี้ ลงทุน 2.9 พันล้านบาทปี 69 เสริม Net Zero ปี 2050 มุ่งยั่งยืน

WHAUP กางแผนปี 69 ทุ่ม 2.9 พันล้านบาท

ปั้นระบบนิเวศน้ำ–ไฟฟ้าอัจฉริยะ รับอุตสาหกรรมอนาคต

จ่อปิดดีลโปรเจกต์ Data Center เพิ่มในไตรมาส 2

 

กรุงเทพฯ – บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ทุ่มงบลงทุนกว่า 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก “น้ำ-พลังงานไฟฟ้า” ส่งสัญญาณไตรมาส 2 นี้ เตรียมปิดดีลกลุ่ม Data Center พร้อมชูนวัตกรรมแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ศึกษาโรงไฟฟ้า SMR มุ่งสร้างความมั่นคงพลังงานสะอาดแห่งอนาคต  ผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์  พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า ในปี 2569  WHAUP ประกาศเดินหน้าตอกย้ำแผนกลยุทธ์หลักในการขยายความเป็นผู้นำในด้านสาธารณูปโภคและพลังงานแบบครบวงจร ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสิทธิภาพองค์กรผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม พร้อมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด รวมถึงการมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve ให้กับองค์กร พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สร้างระบบนิเวศน้ำ–พลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บริษัทเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคแบบครบวงจรทั้งน้ำและพลังงานไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาและให้บริการน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรม ระบบบำบัดน้ำ การพัฒนาน้ำมูลค่าเพิ่ม เช่น Premium Clarified Water และ Demineralized Water รวมถึงโซลูชัน Water Reclamation และ Smart Water Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ควบคู่กับการขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนผ่านโครงการ Solar Private PPA และ Direct PPA  พร้อมพัฒนาโซลูชันนวัตกรรม เช่น Peer-to-Peer Energy Trading Platform ระบบซื้อขาย REC และการศึกษาการพัฒนา SMR เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ

อัดงบลงทุน 2.9 พันล้านบาท เร่งเครื่อง 2 ธุรกิจหลัก สู่ New S-Curve

บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนปี 2569 ที่ 2,900 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจพลังงานไฟฟ้า 57 % และระบบสาธารณูปโภคน้ำ 43 %  โดยตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก ดังนี้

1.ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวม 170  ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน แบ่งเป็นประเทศไทย 129 ล้านลูกบาศก์เมตร และเวียดนาม 41 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม Smart Water เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ เร่งขยายระบบสาธารณูปโภคและพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง     เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม Data Center ที่มีการใช้น้ำสูงกว่าธุรกิจทั่วไป    12-16 เท่า โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เซ็นสัญญาซื้อขายและบริหารจัดการน้ำกับลูกค้าเพิ่มกว่า            28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และเตรียมปิดดีลสัญญาน้ำใหม่เพิ่มเติมอีก 17-29 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในไตรมาส 2/2569 นี้ นอกจากนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ในระหว่างการขยายกำลังการผลิตน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียรวมกว่า 25 ล้านลูกบาศ์เมตร ในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2.1, WHA ESIE3.1 และ WHA ESIE5 เพื่อรองรับความต้องการจากลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center

ด้านเวียดนาม บริษัทฯ ยังคงขยายพื้นที่การให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในนิคมของ WHA Group โดยเฉพาะในจังหวัดเหงะอานและทัญฮว้า  ขณะเดียวกันโครงการที่บริษัทฯ ร่วมลงทุน โดยเฉพาะโครงการโรงผลิตน้ำประปา Duong River ซึ่งจำหน่ายน้ำให้กับชุมชนในกรุงฮานอย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนี้บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์สู่ “Water Positive” มุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณมากกว่าที่ใช้ ผ่านการพัฒนาแหล่งน้ำทางเลือก การกักเก็บน้ำฝน การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การส่งเสริมการใช้น้ำรีไซเคิล และลดการสูญเสียน้ำในระบบ รวมถึงพัฒนาโซลูชัน Water Reclamation และแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ ตอบโจทย์ด้าน ESG และ Decarbonization

 2.ธุรกิจไฟฟ้า: ในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสีเขียวจากภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งพัฒนาโครงการ Solar ทั้งในรูปแบบ Private PPA, Feed-in-Tariff และ Direct PPA ควบคู่กับการพัฒนาโซลูชันพลังงานหมุนเวียนสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงและต้องการเสถียรภาพด้านพลังงาน

ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะสมที่ลงนามแล้วเป็น 1,124 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นพลังงานหมุนเวียน 596 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด    โดยตั้งเป้าการเซ็นสัญญาโครงการ Private PPA ภายในประเทศเพิ่มอีก 60 เมกะวัตต์ และในประเทศเวียดนามเพิ่ม 29 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการเตรียมขยายพอร์ตพลังงานสะอาดเพื่อรองรับความต้องการโครงการ Direct PPA ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งศึกษาการลงทุนเพื่อขยายสู่ตลาดใหม่ อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างฐานการเติบโตในภูมิภาคในระยะยาว

ในด้านการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในอนาคต บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า Peer-to-Peer Energy Trading ควบคู่กับระบบซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  รวมถึงอยู่ระหว่างการร่วมศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงในอนาคต

 “WHAUP ยังคงเดินหน้าต่อยอดการเติบโตควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าให้กับสังคม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรภายใต้พันธกิจของ WHA Group ที่ว่า ”WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” มุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 ลง 42% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยตั้งเป้าลดปริมาณการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ให้ได้ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2030” นายอัครินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

 

โลกเตือนอเมริกา จดหมายเปิดผนึกถึงชาวอเมริกัน เมื่อโลกเริ่มหวาดกลัวผู้นำสหรัฐฯ นี่ไม่ใช่เรื่องของซ้ายหรือขวา แต่คือเรื่องของสติและสันติภาพ


จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวอเมริกัน

ผ่าน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

 

เรื่อง: เสียงสะท้อนจากประชาคมโลกต่อวิกฤตภาวะผู้นำและความมั่นคงสากล

เรียน พี่น้องประชาชนชาวอเมริกัน

ในฐานะพลเมืองของโลกที่เฝ้ามองประเทศของคุณด้วยความเคารพในหลักการประชาธิปไตยเสมอมา วันนี้มีความจำเป็นต้องส่งสารถึงพวกคุณด้วยความสัตย์จริงและด้วยความกังวลอย่างสูงสุด สิ่งที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่เพียงเกมการเมืองภายในของสหรัฐฯ แต่คือ "วิกฤตการณ์ระดับนานาชาติที่มีลมหายใจ"

 

ภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกในขณะนี้ คือภาพของมหาอำนาจอันดับหนึ่งที่เลือกผู้นำผู้มีพฤติกรรมหลงใหลในอำนาจและขาดความยับยั้งชั่งใจ  ข้อเสนอที่ฟังดูเหลือเชื่ออย่างการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ การยื่นคำขาดต่อคิวบา การข่มขู่จะบุกรุกเพื่อนบ้านอย่างเม็กซิโก หรือแม้แต่การพูดเรื่องการผนวกแคนาดาราวกับเป็นเพียงทรัพย์สินส่วนบุคคล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "ยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด" แต่มันคือสัญญาณของความไม่มั่นคงทางจิตใจและภาวะผู้นำที่ถดถอย

"นี่ไม่ใช่พฤติกรรมปกติ และไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่มันคือพฤติกรรมของคนที่กำลังคว่ำกระดานเกมเพียงเพราะตัวเองกำลังจะแพ้"

 

เราขอสื่อสารไปยังพวกคุณทุกคน ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

  เมื่อประธานาธิบดีของคุณใช้อำนาจในลักษณะ "เจ้าพ่อมาเฟีย" ข่มขู่และละเมิดอธิปไตยของประเทศอื่น คนทั่วโลกไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง แต่เรากลับต้องเป็นผู้รับ "ผลลัพธ์" จากการกระทำนั้น

  คำพูดที่ว่า "ฉันไม่ได้เลือกเขา" อาจใช้เป็นข้ออ้างในวงสนทนาได้ แต่ใช้ไม่ได้ในเวทีโลก เมื่อประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในมือมหาศาลกำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของทุกภูมิภาค

  นี่คือระบบของคุณ นี่คือประธานาธิบดีของคุณ และสุดท้ายแล้ว นี่คือความรับผิดชอบของคุณ

เรามองเห็นชายวัยใกล้ 80 ปี ที่มีสภาพจิตใจเสื่อมถอยอย่างเห็นได้ชัด ผู้นำที่ไม่มีแผนการระยะยาวและทำตัวเหมือนไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไปหลังจากที่ตนเองจากโลกนี้ไปแล้ว คือผู้นำที่อันตรายที่สุด เพราะเขาไม่มีอะไรจะเสีย แต่อีโก้ของเขากลับต้องการการตอบสนองอยู่ตลอดเวลา

.

ทำไมครอบครัวในเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ หรือออสเตรเลีย ต้องตื่นมาพร้อมความกังวลเรื่องสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจ เพียงเพราะอเมริกาไม่สามารถจัดการปัญหาภายในบ้านของตัวเองได้?

นี่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา แต่มันคือเรื่องของ "สติสัมปชัญญะขั้นพื้นฐาน" เมื่อสงครามเริ่มขึ้นหรือพันธมิตรแตกสลาย มันจะไม่มีปุ่มรีเซ็ตให้พวกเราอีกต่อไป

 

เราขอเรียกร้องให้พวกคุณลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่พวกคุณมีส่วนสร้างขึ้น

1. ใช้กลไกทางรัฐธรรมนูญและระบบที่มีอยู่เพื่อยับยั้งและควบคุมผู้นำคนนี้

2. ตรวจสอบและถอดถอนหากเห็นว่าภาวะจิตใจไม่เหมาะสมกับการครองอำนาจ

3. กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ความเสียหายจะเกินเยียวยา

พวกเราที่เหลือในโลกนี้เพียงแต่อยากใช้ชีวิต เลี้ยงดูลูก และทำหน้าที่ของตนเองไปในแต่ละวัน เราไม่อยากตื่นมาพบกับสงครามโลกครั้งที่ 3 เพียงเพราะชายชราคนหนึ่งต้องการรู้สึกมีอำนาจเป็นครั้งสุดท้าย

อเมริกาต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียว

ด้วยความเคารพในเสรีภาพและสันติภาพ

 

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อดีตสมาชิกวุฒิสภา ประเทศไทย

18 มีนาคม 2569

 

พันธมิตรในพายุพัดกระหน่ำ ชวนมองความสัมพันธ์ทางทหารไทย และสหรัฐฯในยุคสงครามปะทุ

ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-สหรัฐฯ vs. ผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026

พันธมิตรในยุคพายุพัดกระหน่ำ

สายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึก
ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 นับเป็นมิตรภาพที่ยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวใจของความสัมพันธ์นี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง ซึ่งได้ถูกวางรากฐานขึ้นในช่วงสงครามเย็นอันเป็นยุคที่ทั้งสองประเทศร่วมกันต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
ในบริบทปัจจุบัน ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ใดๆDigest จึงอยากชวนคนอ่านมาทบทวนโครงสร้างความร่วมมือทางทหารไทย-สหรัฐฯ และลองมองความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญในความขัดแย้งที่กำลังเขย่าตะวันออกกลางกันอยู่ตอนนี้ดูนะครับ

โครงสร้างความร่วมมือทางทหาร
อย่างแรก มาลองดูที่สถานะพันธมิตรและกรอบความร่วมมือกันก่อน
ไทยได้รับสถานะ "พันธมิตรนอก NATO" ที่สำคัญที่สุด (Major Non-NATO Ally: MNNA) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกรอบทางกฎหมายที่เปิดทางให้ไทยเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร และความช่วยเหลือด้านความมั่นคงในระดับพิเศษ ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนเสาหลักสามประการได้แก่ การฝึกร่วม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์ และการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

อย่างที่สอง การฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งนับเป็นเสาหลักแห่งความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
การฝึกร่วมและผสม "คอบร้าโกลด์" (Cobra Gold) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศไทย คือหนึ่งในการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นครั้งที่ 44 มีประเทศเข้าร่วมหลักถึง 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย โดยในปี พ.ศ. 2569 การฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีเช่นเดิม
การฝึกในปีหลัง ๆ ได้ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แนวคิด Combined Joint All Domain Operations (CJADO) ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ นับเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากกว่าในอดีต

ประเด็นที่สาม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์และงบประมาณสนับสนุน
ข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือด้านความมั่นคงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (DSCA) เผยว่าไทยสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ สะสมมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายการสำคัญประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ UH-60L Black Hawk มิสไซล์ RGM-84L Harpoon Block II มิสไซล์ Evolved Sea Sparrow รวมถึงอาวุธปืนและกระสุนต่าง ๆ
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 สหรัฐฯ ยังอนุมัติเงินสนับสนุนกองทัพบกไทยมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน ปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และขยายขีดความสามารถของยานเกราะสไตรเกอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าวอชิงตันยังคงมองไทยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

สงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026: มองภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้ง

เส้นทางสู่ Operation Epic Fury
ก่อนจะถึงสงครามเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านสะสมมาเป็นลำดับ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านในสงคราม 12 วัน (Twelve-Day War) ซึ่งเป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และระบบป้องกันทางอากาศ แม้สงครามจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยของโอมาน แต่อิหร่านได้ฟื้นฟูและซ่อนสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้ในสถานที่ลับ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ภายหลังการเจรจาสามรอบในเจนีวาล้มเหลว สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉาก Operation Epic Fury โจมตีเป้าหมายเกือบ 900 จุดในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก การโจมตีครั้งนี้สังหาร Supreme Leader Ali Khamenei พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมาก ส่งผลให้สงครามเข้าสู่ระยะสงครามผลาญกำลัง (War of Attrition) ที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: การทารุณกรรมต่อเส้นเลือดพลังงานของโลก
การตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดของอิหร่านมิใช่ขีปนาวุธที่โจมตีอิสราเอล หากแต่คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 20 ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ปริมาณการผ่านช่องแคบลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของระดับก่อนสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ทีนี้ลองมาดูผลกระทบต่อไทยในฐานะประเทศที่ไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ซึมซับเต็ม ๆ

เรือ "มยุรีนารี" เหยื่อรายแรกที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 เรือบรรทุกสินค้าไทย Mayuree Naree ถูกโจมตีด้วยโดรนและจรวดในช่องแคบฮอร์มุซขณะผ่านเส้นทางการค้าตามปกติ กองทัพเรือโอมานช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนได้ปลอดภัย แต่ยังสูญหาย 3 คน กระทรวงการต่างประเทศไทยแสดง "การประท้วงอย่างรุนแรงที่สุด" ต่อเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงเทพฯ และเรียกร้องคำขอโทษ
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าแม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่สงคราม แต่ในฐานะที่เคยฝึกร่วมกับสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตร MNNA เรือและผลประโยชน์ของไทยอาจถูกมองว่า "ใกล้ชิดกับศัตรู" โดยฝ่ายอิหร่านได้ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการโจมตีเรือไทยอาจเป็น "ข้อความ" ที่อิหร่านส่งถึงสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรที่เปราะบาง

วิกฤตพลังงาน คือระเบิดเวลาที่นับถอยหลัง
ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูง และมีสำรองน้ำมันดิบอยู่ประมาณสองเดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค (เวียดนามมีน้อยกว่า 20 วัน ในขณะที่อินเดียและไทยมีราว 2 เดือน) แต่หากสงครามยืดเยื้อและช่องแคบยังคงปิด ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของภาคเศรษฐกิจแน่นอน

ดาบสองคมของความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

ความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
ความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ดังนี้
1. การตีความของฝ่ายตรงข้าม: อิหร่านอาจมองว่าไทยในฐานะ MNNA และเจ้าภาพการฝึกคอบร้าโกลด์คือ "พันธมิตรของศัตรู" ดังที่เห็นจากกรณีเรือมยุรีนารี
2. แรงกดดันให้ร่วมมือ: สหรัฐฯ อาจขอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในไทย เช่น ท่าเรือ สนามบิน หรือฐานสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในขณะที่ไทยต้องการรักษาความเป็นกลาง
3. ความตึงเครียดในนโยบายต่างประเทศ: ไทยมีความสัมพันธ์การค้าและการทูตที่สำคัญกับประเทศในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนสงคราม การเลือกข้างอย่างชัดเจนเกินไปอาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น
5. ความเสี่ยงต่อสายการเดินเรือพาณิชย์: ธงชาติไทยบนเรืออาจเพิ่มความเสี่ยงในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการโจมตีเรือสินค้าสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
เอเชียคือภูมิภาคที่รับภาระหนักที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันในเอเชียถึงร้อยละ 80 ผ่านเส้นทางนี้ ไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบ 60-95% จากต่างประเทศมีความเปราะบางสูง การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ จุดสูงสุด จะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพในไทยพุ่งสูงตาม ซึ่งจะสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แน่นอน

ความสัมพันธ์กับจีน ตัวแปรที่ละเอียดอ่อน
ในขณะที่อิหร่านอนุญาตให้เรือของจีนผ่านช่องแคบ สัญญาณนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้มีมิติของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนแฝงอยู่ด้วย ในฐานะที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นกับจีน และในขณะเดียวกันก็เป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ พวกเราคงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทยที่ต้องเดินสายกลางท่ามกลางแรงดึงทั้งสองขั้วอย่างชาญฉลาด

ความเสี่ยงด้านการข่าวกรองและไซเบอร์
ประวัติการฝึกร่วมและแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับสหรัฐฯ อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไซเบอร์หรือการสอดแนมโดยฝ่ายตรงข้าม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่น ระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และโลจิสติกส์การทหาร อาจกลายเป็นเป้าหมายในสงครามรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องยิงกระสุนจริง

สุดท้าย เราพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกามีรากฐานอันมั่นคงและเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายมิติ ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก และการยับยั้งภัยคุกคาม แต่ในบริบทสงครามที่ในปัจจุบันที่ลุกลามจนปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์นี้มาพร้อมกับต้นทุนและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
บทเรียนจากเรือมยุรีนารีสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่าในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ การเป็นพันธมิตรของมหาอำนาจย่อมนำมาซึ่งทั้งการคุ้มครองและความเสี่ยง ประเทศที่เดินสายกลางอย่างชาญฉลาดคือประเทศที่รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไว้ พร้อมกับไม่ทิ้งสายสัมพันธ์กับฝั่งตรงข้าม และที่สำคัญที่สุดคือต้องพร้อมปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยตนเอง

UN เตือนแรง!! ส่งสารด่วนถึงสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เรียกร้องหยุดสงครามก่อนบานปลาย สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงควบคุมไม่อยู่ จี้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา

'อันโตนิโอ กูเตร์เรส' เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยุติสงครามที่กำลังบานปลายและทำให้พลเรือนได้รับความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งครั้งนี้ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา

ในแถลงการณ์ยังสื่อสารถึงอิหร่านโดยตรงให้หยุดการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ โดยระบุว่า "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ประณามการโจมตีเหล่านี้ และมีคำสั่งให้ยุติการกระทำดังกล่าว รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดยืดเยื้อ

เลขาธิการ UN เน้นย้ำว่า "ถึงเวลาแล้วที่อำนาจแห่งกฎหมายจะต้องอยู่เหนือกฎแห่งการใช้กำลัง" และ "ถึงเวลาแล้วที่การทูตจะต้องเข้ามาแทนที่สงคราม" เพื่อยุติความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกจับตามองในด้านการรักษาสันติภาพ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/100063785130772/posts/1544869344315889/?rdid=YHMEZvDTYXDxM1Q8#

THRE ลุยโฮลดิ้งส์ ตั้งโฮลดิ้งส์เพิ่มศักยภาพ เทนเดอร์แลกหุ้น 1 ต่อ 1 เล็งเข้าเทรดปลายปี 69 ขยายธุรกิจพร้อมเสริมแข่งขันสากล

THRE ตั้ง “โฮลดิ้งส์” เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

เทนเดอร์แลกหุ้น 1 : 1 ปักหมุดเข้าเทรดปลายปีนี้ 

ไทยรับประกันภัยต่อ ปรับโครงสร้างสู่ “โฮลดิ้งส์ คอมพานี” เพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุนและขยายธุรกิจ อัพศักยภาพการแข่งขันเทียบชั้นระดับสากล เตรียมออกขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น เทนเดอร์แลกหุ้น THRE อัตรา 1 : 1 ตามแผนทำคำเสนอซื้อทั้งหมด เล็งชงขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 28 เมษายนนี้ คาดเข้าเทรดแทนหลักทรัพย์เดิมภายในปลายปี 69

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือ THRE ผู้ให้บริการด้านการรับประกันภัยต่อ (Professional Reinsurer) ครอบคลุมทั้งการรับประกันภัยทรัพย์สิน อุบัติเหตุ วิศวกรรม ภัยทางทะเลและการขนส่งสินค้า ภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 มีมติอนุมัติปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทให้เป็นรูปแบบการประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ THREH เพื่อทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ THRE

โดยบริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น ราคาซื้อขายครั้งหลังสุด 0.42 บาทต่อหุ้น (เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569) เพื่อแลกหุ้นของ THRE ในอัตรา 1 หุ้นสามัญของ THRE ต่อ 1 หุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์ กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ช่วงเดือน ตุลาคม 2569 – ธันวาคม 2569 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ทุกวันทำการ รวมทั้งสิ้น 45 วันทำการ ซึ่งภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เสร็จสิ้น บริษัทโฮลดิ้งส์จะดำเนินการยื่นขอนำหุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ และขอเพิกถอนหุ้น THRE ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ช่วงปลายปี 2569 หลังจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จ

“การปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสากล ควบคู่ไปกับเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน และขยายธุรกิจ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นของโครงสร้างการจัดการขององค์กรในระยะยาว” นายโอฬาร กล่าว

นายโอฬาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมีแผนจะโอนขายหุ้นบริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่ปัจจุบันถือหุ้นอยู่จำนวน 292,499,980 หุ้น หรือ 65% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด โดยจะแบ่งการซื้อขายออกเป็น 2 งวด ประกอบด้วย งวดแรก จำนวน 157,500,000 หุ้น หรือ 35% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่า จะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือนนับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  และงวดที่ 2 จำนวน 134,999,980 หุ้น หรือ 30% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งอาจจะดำเนินการซื้อขายหุ้นในครั้งเดียว หรือทยอยดำเนินการซื้อขายหุ้น คาดจะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายใน 5 ปี นับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมนำเรื่องการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯ เสนอขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมวิคเตอร์คลับ อาคารสารทรสเเควร์ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท บียอนด์ ไออาร์ จำกัด (ในนาม บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ)

NPI ลุยตลาดโลก!! ที่นอนอัจฉริยะคุมแรงกดทับได้จริง ช่วยลดแผลกดทับผู้ป่วยติดเตียง ผลงานวิจัย 'FIBO' มจธ. ร่วมมือเอกชน มุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยสูงวัยทั่วโลก

นวัตกรรม 'NPI' ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ฝีมือนักวิจัย FIBO มจธ. เตรียมขยายสู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ปัญหา "แผลกดทับ" ถือเป็นภัยเงียบที่กระทบต่อระบบสาธารณสุขไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยวิกฤตที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เพราะเมื่อเกิดแผลขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และยังเพิ่มภาระให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลที่ต้องคอยพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงถึง 60,000-150,000 บาทต่อราย และต้องใช้เวลารักษานาน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนผู้ป่วยติดเตียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ภาระงบประมาณและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการดูแลยิ่งรุนแรงมากขึ้น

จึงเป็นที่มาของ "ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ NPI (Never Pressure Injuries)" ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับบริษัท เฟมเม เวิร์ค จำกัด (Famme Works Co.,Ltd.) บริษัท Spin-off ของ มจธ. มีเป้าหมายสำคัญคือการนำเทคโนโลยี AI Robotic มาช่วยทำหน้าที่แทนมนุษย์ในการจัดการแรงกดทับอย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนนิยามการดูแลผู้ป่วยจากการ 'ตามรักษา' เป็นการ 'ป้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ' จนทำให้อัตราการเกิดแผลกดทับใหม่กลายเป็นศูนย์ (Zero Pressure Injuries) ได้ในที่สุด

ดร.ปราการเกียรติ ยังคง อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มจธ. และผู้พัฒนาระบบ Automated Personalized-based Pressure Control System ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา "NPI" หรือที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ มาจากความพยายามแก้ปัญหาพื้นฐานในโรงพยาบาล โดยเฉพาะการพลิกตัวผู้ป่วยและการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นภาระสำคัญที่ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทีมวิจัยจึงพัฒนานวัตกรรมนี้ขึ้นเป็นระบบป้องกันแผลกดทับแบบไม่ต้องพลิกตัว หรือ "ที่นอนหุ่นยนต์" เพื่อช่วยลดข้อจำกัดของการดูแลแบบเดิมที่ต้องพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง หรือวันละ 12 ครั้ง เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนและลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ

"นวัตกรรมนี้ไม่ได้เริ่มจากการคิดอยู่ในห้องปฏิบัติการ แต่เริ่มจากการลงไปดูปัญหาจริงในโรงพยาบาล โดยทีมวิจัยทำงานร่วมกับพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นจะใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่เป็นต้นแบบ เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่ชอบการถูกพลิกตัวบ่อย ๆ เนื่องจากทำให้นอนไม่ต่อเนื่อง รู้สึกเจ็บ และถูกรบกวนตลอดเวลา ขณะที่พยาบาลเองก็ต้องใช้ทั้งแรงและเวลาอย่างมากในการพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ทีมวิจัยจึงไม่เลือกเดินตามวิธีเดิมหรือตามสิ่งที่ตลาดคุ้นเคยอย่างการทำเครื่องช่วยพลิกตัว แต่เลือกแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ "แรงกดทับ" เพื่อให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องถูกพลิกตัวบ่อย แต่ยังลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับได้อย่างต่อเนื่อง"

NPI ไม่ได้เป็นเพียงที่นอนที่ขยับได้เอง แต่เป็นนวัตกรรม "หุ่นยนต์ในรูปแบบที่นอน" ด้วยระบบ AI Robotic ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการแรงกดทับอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ แตกต่างจากที่นอนลมทั่วไปที่ทำงานด้วยการสลับยุบพองตามรอบเวลา เพราะ NPI สามารถปรับการรองรับให้สอดรับกับสรีระของผู้ป่วยได้ตลอด

24 ชั่วโมงอย่างนุ่มนวล โดยไม่รบกวนการนอนและไม่จำเป็นต้องพลิกตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยนอนนิ่งได้ต่อเนื่อง สบายขึ้น และช่วยลดแรงกดทับในจุดเสี่ยงได้ดีกว่าที่นอนป้องกันแผลกดทับแบบทั่วไป โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

NPI ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีจาก "เครื่องจักร" ไปสู่ "อุปกรณ์ทางการแพทย์" ที่ใช้งานได้จริง โดยผลที่ได้จากการใช้งานในสถานพยาบาล คือ สามารถป้องกันการเกิดแผลกดทับใหม่ได้ 100% ในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้งานระบบ ลดภาระของพยาบาลในการพลิกตัวผู้ป่วย ทำให้มีเวลาไปดูแลผู้ป่วยด้านอื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ในการดูแลที่บ้านยังช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดของญาติหรือผู้ดูแล เพราะไม่ต้องคอยพลิกตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ ส่วนผู้ป่วยเองก็นอนหลับได้ดีขึ้น เนื่องจากระบบปรับแรงกดทับอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ ไม่รบกวนการพักผ่อน

กลไกการทำงานที่สำคัญของ NPI คือ "การจัดการแรงกดทับอย่างอัจฉริยะ สู่การเคลื่อนไหวอัตโนมัติ" ประกอบด้วย

1. การกระจายแรง มีจุดรองรับจำนวนมากเพื่อกระจายน้ำหนัก หากจุดใดแรงกดสูงระบบจะสั่งให้จุดนั้นลดระดับลง และให้จุดอื่นขยับขึ้นมารับน้ำหนักแทน เพื่อควบคุมแรงกดทับให้อยู่ในระดับปลอดภัย

2. การพัฒนาเทคโนโลยี AI Robotic ที่ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงและการประมวลผลแบบ Real-time ช่วยในการตรวจวัดแรงกดทับจากน้ำหนักของผู้ป่วยตลอดเวลา

3. การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ช่วยคำนวณและตัดสินใจในการปรับระดับการรองรับให้เหมาะสมกับน้ำหนักที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ที่นอนสามารถปรับรูปร่างเพื่อกระจายแรงกดทับได้อย่างอิสระและแม่นยำตามสรีระของผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง

4. ระบบ IoT (Internet of Things) มีการเก็บข้อมูลสถานะการนอนและค่าแรงกดทับผ่านระบบเครือข่าย โดยข้อมูลการใช้งานจะถูกส่งขึ้นระบบ Cloud เพื่อให้แอดมินหรือแพทย์มอนิเตอร์สถานะได้จากระยะไกล ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกจุดเด่นของ NPI คือสามารถวางใช้งานบนโครงเตียงได้หลายรูปแบบ และออกแบบให้ใช้งานง่ายแบบ Plug and Play เพียงเสียบปลั๊กก็เริ่มทำงานได้ทันที ไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อน ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าให้เป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ในระดับราคาที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลรัฐและสถานพยาบาลชุมชนสามารถใช้นวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยติดเตียงได้ทั้งในโรงพยาบาลและที่บ้าน

"จากการติดตามผลการใช้งานในสถานพยาบาลที่ผ่านมา เราเห็นว่า NPI ไม่ได้เป็นแค่ที่นอนที่มีเทคโนโลยีซับซ้อน แต่เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ และช่วยให้การดูแลผู้ป่วยในระบบสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันทีมวิจัยก็ไม่ได้หยุดพัฒนาอยู่แค่นี้ แต่กำลังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น Office Syndrome หมอนรองกระดูกทับเส้น และการนอนกรน โดยมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับบุคคลทั่วไปภายในปีนี้" ดร.ปราการเกียรติกล่าว

NPI ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ได้รับการันตีจากรางวัล "Best Performance Award" ในกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ จากงาน Thailand Innovation Hub 2026 โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นผลงานครั้งสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับโรงพยาบาลและยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจาก 'งานวิจัย' สู่ 'การใช้งานเชิงพาณิชย์ในระดับประเทศ' ล่าสุด NPI เตรียมขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ขาดแคลนคนดูแลและมีความต้องการที่นอนอัจฉริยะในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง

20 มีนาคม 2280 วันคล้ายวันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช’ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี บูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสยามประเท

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระนามเดิม ด้วง หรือ ทองด้วง เป็นบุตรพระอักษรสุนทร (ทองดี) ข้าราชการกรมอาลักษณ์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีกรมพระคลังในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กับท่านหยก ธิดาเศรษฐีจีน มีพระบรมราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2280 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ต่อมาได้ทรงรับราชการเป็นมหาดเล็กในเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต จนพระชนมพรรษาครบ 21 พรรษา ได้ทรงผนวช ณ วัดมหาทลายพรรษาหนึ่ง หลังจากทรงลาผนวชแล้วทรงกลับเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงอีกครั้ง ครั้นพระชนมพรรษาได้ 25 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยาศน์อมรินทร์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหลวงยกกระบัตร ออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรี

ต่อมาในปี พ.ศ. 2311 หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เสด็จเข้ามารับราชการในกรุงธนบุรี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระราชวรินทร์ ในกรมพระตำรวจหลวง ได้โดยเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปปราบก๊กต่าง ๆ จนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางกรมพระตำรวจ ต่อจากนั้นทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นแม่ทัพไปปราบหัวเมืองต่าง ๆ หลายครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จความชอบให้เป็นพระยายมราช และทรงทำหน้าที่สมุหนายกด้วย

ในปีต่อมาทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าพระยาจักรี ที่สมุหนายก และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก รับพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรม ครั้น พ.ศ. 2324 ได้เกิดเหตุจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับจากเขมรเพื่อปราบจลาจล และได้ขึ้นปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะที่มีพระชนมายุได้ 46 พรรษา

ทั้งนี้ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีราชธานีเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงและโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครเป็นเวลา 3 วัน ครั้งเสร็จการฉลองพระนครแล้ว พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า ‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์’ หรือเรียกอย่างสังเขปว่า ‘กรุงเทพมหานคร’

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา การที่ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า ’สงครามเก้าทัพ‘ นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า ’กฎหมายตราสามดวง‘ สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงรับการยกย่องเป็น 1 ใน 8 สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศไทย พระองค์ทรงได้รับพระราชสมัญญานามว่าเป็น มหาราช เพราะทรงได้รับชัยชนะจากสงครามเก้าทัพนั่นเอง

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 พระชนมพรรษาได้ 73 พรรษา

ที่มา : https://th.m.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?cr_id=109

ศึกอิหร่านบานปลาย!! เพนตากอนขอเพิ่มงบ ทะลุ 2 แสนล้านดอลลาร์ หวังเติมคลังอาวุธลุยศึกอิหร่าน ขัดคำมั่นควบคุมงบต่างประเทศ

เพนตากอนได้ยื่นคำขออนุมัติงบประมาณกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ต่อทำเนียบขาว เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการสงครามในอิหร่าน รายงานของ 'The Washington Post' ระบุว่าตัวเลขนี้สูงกว่าระดับการใช้จ่ายปัจจุบันอย่างมาก และอาจเผชิญแรงต้านในสภาคองเกรส

ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีราวพันครั้ง ส่งผลให้ความต้องการเติมคลังอาวุธของเพนตากอนเร่งตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายที่พุ่งเกิน 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกเท่านั้น

เจ้าหน้าที่เตือนว่า หากมีการอนุมัติงบเพิ่มเติม อาจก่อให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ เนื่องจากการสนับสนุนจากสาธารณชนยังค่อนข้างจำกัด ขณะที่ข้อเสนองบประมาณนี้ขัดแย้งกับคำมั่นก่อนหน้าที่ว่าจะควบคุมการใช้จ่ายทางทหารต่างประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนคำถามเกี่ยวกับขนาดและความยั่งยืนของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่กำลังขยายตัวและอาจประสบแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ที่มา : Sputnik

อาลัย “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปอย่างสงบ ในวัย 47 ปี หลังต่อสู้กับโรคร้าย ท่ามกลางความอาลัยของคนบันเทิง ทิ้งไว้เพียงผลงานและรอยยิ้มในความทรงจำ

วงการตลกเศร้า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” เสียชีวิตในวัย 47 ปี หลังป่วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับระยะสุดท้าย

นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ตลกชื่อดัง ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 47 ปี ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว เพื่อนพ้อง และแฟน ๆ ที่เคยติดตามผลงานสร้างเสียงหัวเราะของเขามาโดยตลอด

มีรายงานว่า “เหน่ง เหม่งจ๋าย” จากไปด้วยโรคตับแข็ง และมะเร็งตับระยะสุดท้าย หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 19 มีนาคม 2569

หลังข่าวการจากไปเผยแพร่ออกไป บรรดาเพื่อนในวงการตลกต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ “นาย เดอะคอมมีเดียน” ที่โพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า
“หลับให้สบายนะครับพี่ชาย พี่เหน่ง เหม่งจ๋าย ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยนะครับ #RIP #เหน่งเหม่งจ๋าย”

สำหรับ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” หรือชื่อจริง “อาทิตย์ มีมาก” เป็นตลกคาเฟ่และนักแสดงที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมาอย่างยาวนาน เขาเป็นที่รู้จักจากผลงานการแสดงตลกในรายการวาไรตี้ชื่อดังอย่าง บริษัท ฮาไม่จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำให้ผู้ชมจำนวนมากจดจำบุคลิกและสไตล์การแสดงอันเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากผลงานด้านตลกแล้ว เหน่ง เหม่งจ๋าย ยังมีผลงานด้านการแสดงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในเรื่อง แดงพระโขนง (2022) ที่เขารับบท “ไอ้ไม้” และได้รับการพูดถึงจากผู้ชมไม่น้อย

การจากไปของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการสูญเสียบุคลากรคุณภาพอีกคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ที่เคยฝากทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และผลงานไว้ในความทรงจำของแฟน ๆ อย่างไม่มีวันลืม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10176504

นายกคนที่ 32 “อนุทิน” ชนะขาด 293 เสียง หลังผ่านด่านความเห็นชอบจากสภาฯ จ่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ ท่ามกลางการจับตาทิศทางการเมืองไทยระยะถัดไป

สภาฯ โหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ต่อ ด้วยเสียงข้างมาก 293 ต่อ 119

วันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือกบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ โดยมีการเข้าสู่กระบวนการลงคะแนนแบบขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 499 คนในเวลาประมาณ 12.12 น. ตามข้อมูลที่คุณส่งมา ผู้ถูกเสนอชื่อมี 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่รายงานสาธารณะบางสำนักระบุบริบทการลงมติและคู่แข่งต่างออกไป จึงควรตรวจสอบกับบันทึกทางการของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อความแม่นยำสูงสุด

ระหว่างการออกเสียง ผลคะแนนค่อย ๆ ขยับจนกระทั่งในเวลา 13.06 น. นายอนุทินได้รับคะแนนเกิน 251 เสียง ซึ่งถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนที่การลงคะแนนจะเสร็จสิ้นในเวลา 13.17 น. โดยผลอย่างไม่เป็นทางการตามข้อมูลที่คุณให้มาคือ นายอนุทินได้ 293 เสียง นายณัฐพงษ์ได้ 119 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 86 เสียง รวม 498 เสียง ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะประกาศผลและปิดประชุมในเวลา 13.22 น. ทั้งนี้ สำนักข่าว AP รายงานตัวเลข 293 จาก 498 เสียงในบริบทของการลงมติในสภา ขณะที่บางสื่อไทยและต่างประเทศรายงานตัวเลขอีกชุดหนึ่งสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนหน้า

ผลการลงมติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินยังคงรักษาฐานเสียงสนับสนุนในสภาได้อย่างมั่นคง และสามารถผ่านด่านสำคัญทางการเมืองไปได้แบบไม่พลิกความคาดหมาย ท่ามกลางการจับตาของสังคมต่อทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งหลายสำนักข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งสมการอำนาจใหม่ในสภา และส่งผลให้นายอนุทินก้าวขึ้นเป็นตัวแปรหลักของการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้

อย่างไรก็ตาม แม้สภาจะลงมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน จึงจะถือว่าเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ โดยสื่อไทยและต่างประเทศต่างรายงานตรงกันว่า หลังผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการรับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top