Friday, 4 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

26 มีนาคม 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ กรุงเทพ – อยุธยา ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร ต่อมากำหนดเป็น 'วันสถาปนากิจการรถไฟ'

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จฯ ทรงเปิดการเดินรถไฟปฐมฤกษ์ ระหว่างสถานีกรุงเทพถึงอยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร นับเป็นช่วงแรกที่แล้วเสร็จในโครงการรถไฟหลวงสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2439 การรถไฟฯ เปิดให้ประชาชนใช้บริการเดินทางไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ กับอยุธยาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นวันแรกที่บริการรถไฟเปิดให้ประชาชนใช้อย่างจริงจัง

ในแง่รายละเอียด ช่วงแรกของการเดินรถมีระยะทาง 71 กิโลเมตร ตั้งสถานีรวม 9 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพ, บางซื่อ, หลักสี่, หลักหก, คลองรังสิต, เชียงราก, เชียงรากน้อย, บางปะอิน และกรุงเก่า (อยุธยา) โดยมีขบวนรถวิ่งวันละ 4 ขบวน (ขึ้น-ล่อง)

วันเปิดเดินรถไฟนี้จึงถูกกำหนดเป็น "วันสถาปนากิจการรถไฟ" ซึ่งให้ความหมายถึงการที่โครงการรถไฟหลวงสร้างผลการเดินรถจริงจังสำเร็จครั้งแรก และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนวิธีเดินทางและการค้าขายในราชอาณาจักรไทย

ก่อนหน้า มีพิธีเริ่มสร้างทางรถไฟตั้งแต่ปี 2434 และในปี 2443 รถไฟสายกรุงเทพฯ–นครราชสีมาถูกเปิดครบสมบูรณ์ ระยะทางรวม 265 กิโลเมตร สร้างรากฐานสำคัญของการพัฒนาคมนาคมและการบริหารรัฐสมัยใหม่ในไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_7765

ครอบครัวชี้แจงเหตุซิ่งชน เหตุเกิดในฟลอริดา มีนักศึกษาไทยเสียชีวิต ผู้ต้องหามีประวัติไม่ใช่ผู้ป่วยจิตเวช ครอบครัวขอบคุณสื่อช่วยเผยแพร่ข่าว หวังหน่วยงานช่วยตามเรียกร้องความยุติธรรม

‘พายุ’ ขออณุญาตชี้แจง ครอบครัวของนักศึกษาไทยสองคนที่ถูกรถชนเสียชีวิตในรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ขอชี้แจงข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนในสื่อเกี่ยวกับสภาพจิตใจของผู้ต้องหา นายเอดาน มอร์ริส ผู้ขับรถพุ่งชนผู้เสียชีวิต ซึ่งทั้งสองเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอินเดียนาที่มาท่องเที่ยวในไมอามีก่อนเกิดเหตุ

ทางครอบครัวเปิดเผยว่าข้อมูลเรื่องสภาวะจิตของผู้ต้องหาเป็นเพียงการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่และสื่อ เนื่องจากผู้ต้องหาอ้างว่าตั้งใจใช้รถปลิดชีวิตตัวเองก่อนชนเหยื่อ เพื่อหวังใช้เป็นข้อแก้ตัวลดโทษจากการเสพสารมึนเมา แต่จริง ๆ ผู้ต้องหามีประวัติอาชญากรรมและการละเมิดทัณฑ์บนหลายครั้ง

ครอบครัวผู้เสียชีวิตขอขอบคุณสื่อที่เผยแพร่ข่าวเพื่อไม่ให้คดีเงียบ พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมและขอให้สื่อไม่นำเสนอข้อมูลที่อาจทำให้ผู้ต้องหาได้รับการชดเชยโทษโดยไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศได้ประสานงานผ่านกงสุลไทยในสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนครอบครัวในการดำเนินคดีต่อไป และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามเรียกร้องสิทธิของเหยื่ออย่างจริงจังต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid04eWo78RXRSZDMwzebshkrWbsZxZpNaUVs9gHibmymCGqf6dVhq8s4TmwH8vyeXnsl&id=100052069010332&mibextid=Nif5oz&_rdr

‘ธนกร’ สั่งตรวจโรงงาน ชุดปฏิบัติการบุกฟรีโซนชลบุรี พบผิดกฎหมายวัตถุอันตราย ลักลอบผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ สั่งคืนของเสียอันตรายกลับประเทศต้นทาง

ธนกร สั่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” บุกโรงงานเขตฟรีโซน จ.ชลบุรี ไฟไหม้ไม่ให้เข้า

ผงะ! เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน สั่งหยุดแต่แอบผลิตจับได้คาโกดัง

จังหวัดชลบุรี - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสม ดำรงพงษ์ รองหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี เขต 4 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ฝ่ายปกครอง อำเภอบ้านบึง และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอิรุณ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เอ็มเอ็ขซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่หมู่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ของกลางที่ถูกอายัดแต่บริษัทฯ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบ วันนี้ (24 มี.ค. 69) จึงต้องเข้ามาตรวจสอบโรงงานดังกล่าวที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการหลายประเภทแบบเต็มเหนี่ยว ผลการตรวจสอบโรงงานครั้งนี้พบบริษัทฯ ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา มีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ประกอบกิจการแม้ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการซึ่งอาจนำไปสู่คดีอาญา และกิจการประเภทของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเสนอขอเพิกถอนใบอนุญาต

นางสาวพลอยลภัสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ของกลางที่ถูกยึดอายัดไว้ปัจจุบันไม่อยู่ในสภาพเดิม บริเวณอาคาร F พบมีการกองเก็บเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ยึดอายัดและจะประสานตรวจสอบปริมาณที่ถูกต้องต่อไป ส่วนบริเวณอาคาร E และ F พบการต่อเติมส่วนอาคารและพบปริมาณเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนเศษอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มจากที่เคยยึดอายัดไว้ ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่ง สอจ.ชลบุรี จะได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยบริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย กรณีนี้จัดเป็นของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องห้ามนำเข้าตามกฎหมายไทย และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) จึงเข้าข่ายสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามในการนำเข้าสินค้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย” 

สำหรับการตรวจสอบติดตามคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ในกิจการบดย่อย คัดแยกเศษยางและโลหะจากยางรถยนต์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นโรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล) ขณะตรวจสอบพบร่องรอยการผลิต และมีเศษยางในอาคาร ประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ระงับการกระทำที่

ฝ่าฝืนฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท และมีความผิดข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังสั่งให้บริษัทฯ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของโรงงาน หากต้องการจะประกอบกิจการประเภทดังกล่าวต้องมาขออนุญาตฯ ให้ถูกต้อง 

นายธนกร กล่าวว่า “กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ไฟไหม้ มีเรื่องร้องเรียน และเจ้าหน้าที่รัฐขอเข้ามาตรวจสอบในโรงงาน ทุกโรงงานควรอนุญาตให้เข้าและช่วยอำนวยความสะดวกตามสมควร เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน อย่าให้ถึงขนาดต้องขอหมายศาลเพื่อเข้าโรงงาน เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจกำกับโรงงานได้ เข้ามาไม่ได้มากลั่นแกล้ง มาเพื่อช่วยระงับเหตุ ตรวจติดตาม หาสาเหตุ และกำกับดูแลโรงงาน แนะนำ ให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ เศรษฐกิจในพื้นที่ดี เดินหน้าไปพร้อมกัน”

ถึงเวลาบอกลา!! ‘ซาลาห์’ คอนเฟิร์มแยกทางลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาล 2025/26 ปิดฉาก 9 ปีทัพหงส์แดง ย้ำลิเวอร์พูลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงคนสำคัญของสโมสรลิเวอร์พูล ประกาศเตรียมอำลาทีมหลังจบฤดูกาล 2025/26 แม้มีสัญญาถึงปี 2027 โดยการประกาศนี้เกิดขึ้นหลังพูดคุยกับบอร์ดสโมสรที่แอนฟิลด์

ในแถลงการณ์ของเขาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ซาลาห์กล่าวว่า "มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่วันนี้มาถึง ผมจะอำลา ลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาลนี้ ผมไม่เคยจินตนาการเลยว่าสโมสรแห่งนี้ เมืองแห่งนี้ และผู้คนที่นี่ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมได้มากขนาดนี้"

"ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล แต่มันคือความคลั่งไคล้ มันคือประวัติศาสตร์ และคือจิตวิญญาณ ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้เป็นคำพูดให้คนที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรเข้าใจได้" ซาลาห์ยังขอบคุณแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมที่ให้การสนับสนุนที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า "การจากลาไม่เคยเป็นเรื่องง่าย พวกคุณมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับผม ผมจะเป็นหนึ่งในพวกคุณเสมอ"

การตัดสินใจครั้งนี้หมายความว่า ซาลาห์จะปิดฉากการเล่นในถิ่นแอนฟิลด์นาน 9 ปี ฝากผลงานรวม 255 ประตูจาก 435 เกม รวมทั้งครองอันดับ 3 ดาวซัลโวตลอดกาลของลิเวอร์พูล

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634344/

WMO ชี้โลกผิดสมดุล!! สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ความร้อนปี 2025 ร้อนสุดในรอบหลายสิบปี ก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง มหาสมุทรดูดซับความร้อนระดับสูงสุด

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่าโลกกำลังเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่เสียสมดุลมากกว่าที่เคยบันทึกไว้ หลังจากวันที่ 23 มีนาคม องค์การเผยข้อมูลความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นจนทำให้ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรอุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปรากฏการณ์น้ำแข็งละลายทั่วโลก

รายงานสถานะภูมิอากาศโลกปี 2025 เน้นย้ำว่าช่วงปี 2015-2025 เป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุด โดยปี 2025 มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 1850-1900 ราว 1.43 องศาเซลเซียส และเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 2 หรือ 3 ของประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนในเหตุการณ์สภาพอากาศสุดโต่ง เช่น คลื่นความร้อนและพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหนัก

ในโพสต์รายงาน ระบุว่า "มหาสมุทรดูดซับพลังงานความร้อนมากเทียบเท่าการใช้พลังงานของมนุษย์ถึง 18 เท่าต่อปี" โดยปี 2025 ปริมาณความร้อนสะสมในมหาสมุทรลึก 2,000 เมตรถึงจุดสูงสุดตั้งแต่ปี 1960 นอกจากนี้ ก๊าซเรือนกระจกหลักอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งรายงานยังเป็นฉบับแรกที่รวมตัวชี้วัดความไม่สมดุลของพลังงานบนโลก ซึ่งวัดอัตราส่วนพลังงานที่ไหลเข้าสู่และออกจากโลก พบว่าความไม่สมดุลนี้พุ่งสูงสุดในปี 2025 และเพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังคงทวีความรุนแรง

ที่มา : Xinhua

เชิดชูเกียรติผู้เสียสละ ‘กองทัพเรือ’ ดูแลกำลังพล เยี่ยมทหารบาดเจ็บถึงบ้าน มอบเงินบำรุงขวัญและทุนการศึกษา ย้ำไม่ทอดทิ้งแม้พ้นหน้าที่

กองทัพเรือไม่ทอดทิ้ง ดูแลกำลังพลอย่างดีที่สุดแม้พ้นหน้าที่ ยังคงเคียงข้างอย่างมั่นคง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. พลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง รองเสนาธิการทหารเรือ (สายงานกำลังพล) เป็นผู้แทน พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมบำรุงขวัญ พันจ่าโท เหล็กไหล ทองไชย อดีตอาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธิน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจนพิการทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ จากกรณีปฏิบัติภารกิจสำรวจพื้นที่ต้องสงสัยการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ณ บ้านพัก ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

การนี้ ผู้แทน ผบ.ทร. ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทุนสวัสดิการน้ำใจไทยเพื่อผู้เสียสละในจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ พร้อมทั้งมอบกระบี่เชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก จาก ผบ.ทร. เพื่อยกย่องเกียรติภูมิแห่งความเสียสละ ตลอดจนมอบทุนการศึกษาแก่บุตรของกำลังพลผู้เสียสละ เพื่อใช้การดูแลทั้งตัวกำลังพลและครอบครัว โอกาสนี้ รองเสนาธิการทหารเรือได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อ พันจ่าโท เหล็กไหล ทองไชย ที่ได้อุทิศตน เสียสละความสุขส่วนตน และยอมเสี่ยงชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งได้อวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง และยืนยันว่ากองทัพเรือยังคงระลึกถึงคุณความดีและจะดูแลกำลังพลทุกนายอย่างเต็มกำลัง แม้จะพ้นหน้าที่ไปแล้วก็ตาม

กองทัพเรือยึดมั่นในหลักการ “ไม่ทอดทิ้งกัน” โดยได้ดำเนินการเยี่ยมเยียนและดูแลทหารผ่านศึกอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้แสดงความห่วงใยอย่างใกล้ชิด อันเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและยืนยันถึงความผูกพันระหว่างองค์กรกับกำลังพลทุกนาย

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

25 มีนาคม 2569

สหรัฐฯชี้ช่องดีล!! วิกฤตอิหร่านอาจมีทางออก ‘ทรัมป์’ เผยกำลังเจรจา ยังไม่โจมตีโรงไฟฟ้า 5 วัน พร้อมเปิดโต๊ะคุยยุติความขัดแย้ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังพูดคุยกับ “บุคคลที่เหมาะสม” ในอิหร่าน พร้อมระบุว่า ฝ่ายอิหร่าน “ต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก”

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารจากทำเนียบขาวว่า

“บรรดาผู้นำ [ของอิหร่าน] นั้นจากไปกันหมดแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องคุยกับใคร แต่ในความเป็นจริง เรากำลังพูดคุยกับคนที่เหมาะสม และพวกเขาต้องการทำข้อตกลงอย่างมาก... แล้วเราคงต้องรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาฝ่ายอเมริกันที่กำลังดำเนินการหารือกับอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของ มาร์กเวย์น มัลลิน ในฐานะรัฐมนตรีคนใหม่ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ว่า

“ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการเจรจา พวกเขากำลังดำเนินการเรื่องนี้ร่วมกับมาร์โกและเจดี เรามีคนหลายคนที่กำลังทำงานเรื่องนี้อยู่”

ทรัมป์ยังเน้นย้ำอีกว่า ทางการเตหะรานได้ตกลงแล้วว่า อิหร่านจะไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ประกาศว่า เขาจะชะลอการโจมตีโรงไฟฟ้าในอิหร่านออกไปอย่างน้อย 5 วัน และอ้างว่าขณะนี้กำลังมีการเจรจาเพื่อยุติสงครามอยู่

ที่มา : Sputnik

Grab ลุยยุทธศาสตร์ กางแผนปี 2569 ชู Winning with Purpose Together เน้นนวัตกรรมบริการครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เดินหน้าสร้างสมดุลอีโคซิสเต็มธุรกิจ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ขยายฐานลูกค้าใหม่

แกร็บ กางโรดแมปปี 69 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”

เร่งส่งนวัตกรรม-เจาะเซกเมนต์ใหม่ มุ่งรักษาสมดุลอีโคซิสเต็ม 

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ชูแนวคิด “Winning with Purpose Together”


มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมีเป้าหมาย โดยยังคงรักษาสมดุลของอีโคซิสเต็ม พร้อมสานต่อกลยุทธ์ “Barbell Strategy” นำเสนอบริการที่หลากหลายในราคาเข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม
เร่งพัฒนานวัตกรรมควบคู่การขยายเซกเมนต์ใหม่ทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปและลูกค้าองค์กร
หนุนรัฐบาลเร่งกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอาหาร พร้อมส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสร้างงาน-อาชีพ รับวิกฤติพลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง

นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2568 ถือเป็น
อีกปีที่แกร็บสามารถดำเนินธุรกิจและสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย โดยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ พร้อมปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” 

“ในธุรกิจการเดินทาง ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จอย่างมากกับการขยายบริการเรียกรถในราคาประหยัด (SAVER) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคาในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด โดยมีอัตราการใช้บริการที่เติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในตลาดพรีเมียมได้เป็นอย่างดี ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและลูกค้าเชิงธุรกิจ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง GrabExecutive เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่ต้องการจองรถล่วงหน้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ รวมถึงลูกค้าองค์กร”

“สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี เรานำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความหลากหลายของร้านอาหารผ่านแฟลกชิปแบรนด์อย่าง GrabThumbsUp และ Only at Grab โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านเหล่านั้นได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตลอดโครงการ” 

ทั้งนี้ ธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
โดยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%

นางสาวจันต์สุดา กล่าวเสริมว่า “เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย” 

“ในด้านธุรกิจ เราจะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่าง
การเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อ
จับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
ฟีเจอร์ Group Ride ที่ช่วยให้การเรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น Discover ที่ชวนผู้ใช้บริการร่วมรีวิวร้านดังเมนูเด็ดในฐานะ Eatfluencer เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และช่วยเพิ่มการมองเห็น ของร้านอาหารต่างๆ รวมถึงฟีเจอร์ Basket Builder ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่าน GrabMart เป็นเรื่องง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า”

“นอกจากนี้ แกร็บยังรุกตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ อย่างกลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก
สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว
Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล การส่งแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาท ต่อปี รวมถึงการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ซึ่งถือเป็นการให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไป เป็นครั้งแรก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาท และผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน”

ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ

“ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การสนับสนุนการจัดอีเวนท์ระดับโลกและเทศกาล
เชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บ
ในประเทศต่างๆ” นางสาวจันต์สุดา กล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 800 เมือง
ใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วย อำนวยความสะดวกให้ผู้คน
หลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบาย ในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ เวเบอร์ แชนด์วิค (ประเทศไทย)

25 มีนาคม 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรม เปิดระบบยุติธรรมทันสมัย ยกระดับมาตรฐานสากลยอมรับ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434 คือวันที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ สถาปนากระทรวงยุติธรรมขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยสู่ความทันสมัยและเป็นระบบเดียวที่เชื่อถือได้

ในยุคนั้น ประเทศไทยกำลังปฏิรูปประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะการจัดระเบียบราชการและระบบยุติธรรมที่กระจัดกระจายและไม่เป็นเอกภาพ การมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงยุติธรรมช่วยสร้างเอกภาพในการบริหาร ควบคุมมาตรฐาน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากอำนาจชาติตะวันตก ผ่านระบบสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่จำกัดอำนาจศาลไทย ทำให้ไทยต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและเป็นสากลของระบบศาล เพื่อรักษาอธิปไตยและสิทธิของชาติบนเวทีโลก ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือของประเทศ

ด้วยการรวมศูนย์การบริหารคดีและระบบศาล ก่อให้เกิดมาตรฐานที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ลดความคลุมเครือในการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ภารกิจของกระทรวงยังช่วยวางรากฐานให้การปรับปรุงกฎหมายและระบบการปกครองทันต่อสภาพสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น วันที่ 25 มีนาคม 2434 จึงไม่ใช่เพียงวันที่ก่อตั้งหน่วยงานราชการ แต่เป็นวันประกาศชัดว่า "ความยุติธรรมต้องเป็นระบบ" เป็นโครงสร้างสำคัญของชาติและเครื่องมือปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างความยุติธรรมภายในประเทศ และคงไว้ซึ่งอธิปไตยท่ามกลางแรงกดดันภายนอก

ที่มา : https://www.lib.ru.ac.th/journal/oct/oct23_ck_index_6.html

https://th.wikipedia.org/wiki/กระทรวงยุติธรรม

ไทยอ่วม! ฮอร์มุซสะเทือนไทย นักวิชาการชี้ LNG แพงแรง ค่าไฟรอบใหม่เสี่ยงพุ่ง ชง 4 มาตรการรับมือ ฟื้นโรงไฟฟ้าเก่าทันที

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือน ปชช. เตรียมเผชิญ “ค่าไฟแพง” หลังสู้รบตะวันออกกลางกระทบการผลิตก๊าซธรรมชาติ ดันราคาก๊าซ LNG โลกพุ่ง-ราคาในประเทศสูงกว่าเดิมเท่าตัว จับตาค่าไฟงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 ระบุวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซทำไทยหา LNG เพิ่มได้อีกไม่มาก เสนอรัฐเร่ง “ฟื้นโรงไฟฟ้าเก่า” พร้อมเดินหน้า 4 มาตรการทันที บนเป้าหมาย “ไฟฟ้าไม่ดับ - ราคาพอรับได้” พูดชัด! หลังจากนี้จะไม่มีค่าไฟที่ไม่แพง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านในปัจจุบัน ได้ลุกลามบานปลายจนสร้างความเปราะบางต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานทั้งโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานกันไปมา ยิ่งทำให้พลังงานโลกเกิดวิกฤตความไม่มั่นคง เพราะไม่มีใครสามารถคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ได้ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานนี้จะส่งผลต่อราคาพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซ LNG ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟในประเทศไทย

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ผลพวงจากกรณีที่อิหร่านตอบโต้อิสราเอลด้วยการยิงขีปนาวุธใส่โรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกก๊าซ LNG รายสำคัญของโลก เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ได้ทำให้ราคาก๊าซ LNG โลกพุ่งสูงขึ้น คาดการณ์กันว่าจากการทำลายโรงงานผลิตก๊าซ LNG จะทำให้ปริมาณก๊าซ LNG ของโลกลดลงไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2564 โดยจะต้องใช้เวลา 1 – 5 ปี ในการซ่อมแซมฟื้นฟูจึงจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตต่อได้เช่นเดิม จึงน่าเป็นห่วงมากสำหรับประเทศไทยที่ต้องนำเข้าก๊าซ LNG มากกว่า 72% เพื่อผลิตไฟฟ้า และเกินครึ่งหนึ่งในนี้เป็นการนำเข้าจากกาตาร์

“ขณะนี้ราคาก๊าซ LNG ก็พุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 120% แล้ว คืออยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ในขณะที่ก่อนเกิดสงครามอยู่ที่ 11 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู และยังมีการคาดการณ์ต่อไปว่า ราคาอาจพุ่งไปถึง 170% ซึ่งหาก LNG ราคาสูงขึ้นภายใต้สูตรการคำนวณค่าไฟของไทยจะทำให้ค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มสูงขึ้นแน่ๆ คาดกันว่าค่าไฟรอบใหม่ในเดือน พ.ค. - ส.ค. 2569 จะเพิ่มขึ้น 0.58 บาทต่อหน่วย แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้แน่นอน ซึ่งก็มีการส่งสัญญาณมาแล้วว่าจะตรึงราคาเอาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่ก็ต้องติดตามต่อว่าจะทำได้หรือไม่” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

ทั้งนี้ การตรึงราคาไฟฟ้าจะไม่เหมือนการตรึงราคาน้ำมัน เพราะไทยไม่มีกองทุนไฟฟ้าเหมือนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เวลาที่รัฐบริหารจัดการค่า Ft และราคาค่าไฟฟ้าจะเป็นการกระจายแหล่งการจัดหาเชื้อเพลิงที่ราคาไม่แพง รวมถึงตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้ช่วยแบกรับต้นทุนไว้ช่วงหนึ่ง ซึ่งภายใต้ราคา LNG เดิม รัฐก็มีภาระค่าเชื้อเพลิงและหนี้เดิมที่ต้องจ่ายคืนให้ กฟผ. จำนวนราว 4 หมื่นล้านบาท และ ปตท. อีกจำนวนประมาณ 1.2 – 1.3 หมื่นล้านบาท อยู่แล้ว ดังนั้นในปัจจุบันที่ราคา LNG พุ่งขึ้นอย่างมาก หากรัฐจะให้ กฟผ. และ ปตท. แบกรับต่อก็ต้องหาทางตกลงกันให้ได้ แต่ถ้าเลือกใช้กลไกนี้ต่อจริง ในระยะยาวค่าไฟก็จะแพงขึ้นด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า แม้ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพยายามเดินหน้าหาซัพพลาย LNG เพิ่ม หรือเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่นอกจากกาตาร์ แต่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ประเทศต่างๆ ลดหรือห้ามส่งออก LNG ให้อยู่ดี ดังนั้นประเทศไทยอาจจะต้องเตรียมใจด้วยว่าอาจหา LNG เพิ่มขึ้นไม่ได้มาก

สำหรับข้อเสนอเพื่อรับมือวิกฤตก๊าซธรรมชาติที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการในทันที คือ 1. รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศให้ได้ เพื่อทดแทนบางส่วนที่นำเข้าได้ลดลง 2. รัฐบาลต้องมีการฟื้นการผลิตของโรงไฟฟ้าเก่าๆ ที่ยังสามารถเรียกกลับมาใช้งานได้ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ฯลฯ  ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่ค่อนข้างสูง โดยสูงกว่าความต้องการในช่วงที่ต้องการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดอย่างเดือน เม.ย. - พ.ค. พอสมควร แต่ก่อนหน้านี้โรงไฟฟ้าบางแห่งต้องหยุด หรือปิดไป เนื่องจากขณะนั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

3. การออกมาตรการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน และลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น เช่น ป้ายไฟโฆษณาอาจต้องลดการใช้ลง ปิดสถานศึกษา หลังเที่ยงคืนอาจพิจารณาให้ปิดร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมง ฯลฯ

4. การใช้วิกฤตพลังงานในครั้งนี้เป็นบทเรียน และให้ความสำคัญกับ “ความเสี่ยง” ด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นอันดับต้นๆ ในการเดินหน้าปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับปัจจุบัน โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน หรืออื่นๆ เต็มรูปแบบ และลดการพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติ เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน Gas Turbine ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ อีกด้วย ชิ้นส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนเช่นกัน ทำให้เงินลงทุนสูงและจะกระทบต่อค่าไฟฟ้าฐานในอนาคต

“การบริหารจัดการเรื่องไฟฟ้าจะไม่เหมือนน้ำมัน เพราะไฟฟ้ากักตุนไม่ได้ ฉะนั้นต้องตั้งเป้าคือทำยังไงก็ได้ให้ประเทศไฟไม่ดับ ซึ่งจาก Reserve Margin ของไทยที่สูงขนาดนี้ถ้าบริหารดีๆ เรื่องไฟดับก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น ส่วนราคาก็ควรต้องทำให้อยู่ในระดับที่พอรับได้ ต้องยอมรับว่าหลังจากนี้จะไม่มีค่าไฟที่ไม่แพง และหลายภาคส่วนจะได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย ภาคการบริการ ธุรกิจธนาคาร ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่โรงพยาบาล รวมถึงการลงทุนทำ Data Center ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากด้วย” รศ. ดร.ภูรี กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top