Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘WHO’ ประกาศยกระดับ ‘โรคฝีดาษลิง’ เป็นภาวะฉุกเฉิน พร้อมรับมือการระบาดของหลายสายพันธุ์ในหลากประเทศ

(15 ส.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้โรคเอ็มพอกซ์ (MPOX) หรือโรคฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงเกิดการแพร่ระบาดระหว่างประเทศ

ทางด้าน ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การฯ แถลงข่าวว่า เขารับทราบคำแนะนำจากคณะกรรมการฉุกเฉิน ซึ่งได้ประชุมหารือและพิจารณาแล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโรคเอ็มพอกซ์หรือโรคฝีดาษลิง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ

โดยภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ นับเป็นสัญญาณเตือนระดับสูงสุดภายใต้กฎหมายสาธารณสุขระหว่างประเทศ ทุกฝ่ายจึงควรเฝ้าระวังการระบาดของโรคเอ็มพอกซ์หรือโรคฝีดาษลิง ซึ่งมีแนวโน้มแพร่ระบาดภายในแอฟริกาและกระจายวงกว้างยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลขององค์การฯ พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคเอ็มพอกซ์หรือโรคฝีดาษลิงในปี 2024 ได้สูงเกินจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดในปี 2023 แล้ว โดยขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมอยู่ที่มากกว่า 14,000 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิตอยู่ที่ 524 ราย

ทั้งนี้ องค์การฯ ประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ หลังจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาประกาศให้การระบาดของโรคเอ็มพอกซ์หรือโรคฝีดาษลิงในเวลานี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของทวีป

ทีโดรสกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินว่าการรับมือในตอนนี้ ไม่ได้รับมือกับการระบาดของสายพันธุ์เดียว แต่เป็นการรับมือกับการระบาดของหลายสายพันธุ์ในหลายประเทศ ซึ่งมีรูปแบบการระบาดและระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันพุธ (14 ส.ค.) องค์การเตรียมความพร้อมและรับมือภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยว่า สหภาพยุโรปประกาศแผนการจัดซื้อและบริจาควัคซีนเอ็มวีเอ-บีเอ็น (MVA-BN) แก่แอฟริกา จำนวน 175,420 โดส และบาวาเรียน นอร์ดิก (Bavarian Nordic) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพในเดนมาร์ก จะบริจาควัคซีนแก่องค์การฯ จำนวน 40,000 โดสด้วย

‘จีน’ เล็งแก้ กม.‘แต่งงาน’ ง่ายขึ้น ‘หย่า’ ต้องรอ 30 วัน เบรกการหย่าเพราะอารมณ์ชั่ววูบ-แก้วิกฤติประชากรลด

(15 ส.ค. 67) จีนเตรียมแก้กฎหมายเอื้อให้การจดทะเบียนสมรสทำได้ง่ายขึ้น ขณะที่การหย่าร้างจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าเดิม ในความเคลื่อนไหวที่จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จนกลายเป็นเทรนด์ฮอตในโซเชียลมีเดียวันนี้

ด้านกระทรวงกิจการพลเรือนของจีนได้เผยแพร่ร่างแก้ไขกฎหมายที่ระบุว่ามุ่งสร้าง ‘สังคมที่เป็นมิตรต่อครอบครัว’ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยจะเปิดให้พลเมืองจีนสามารถส่งความคิดเห็นเข้าไปยังกระทรวงได้จนถึงวันที่ 11 ก.ย.นี้

โดยการแก้กฎหมายครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความพยายามของผู้กำหนดนโยบายจีนที่ต้องการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวหันมาแต่งงานสร้างครอบครัวและมีบุตร เพื่อแก้ไขวิกฤตประชากรจีนที่ลดลงต่อเนื่องมา 2 ปีติดแล้ว

ร่างกฎหมายนี้มีการลดทอนข้อจำกัดในแง่ของถิ่นที่อยู่อาศัยลง จากเดิมที่กฎหมายจีนกำหนดไว้ว่าการจดทะเบียนสมรสจะต้องกระทำในเขตพื้นที่ตามทะเบียนบ้านของคู่แต่งงานเท่านั้น

อย่างไรก็ดี คู่สมรสที่ประสงค์หย่าร้างจะมีช่วงเวลา ‘รอ’ 30 วันหลังจากที่ยื่นคำร้อง ซึ่งระหว่างนั้นหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดเปลี่ยนใจไม่ต้องการหย่า ก็สามารถถอนคำร้องได้ทันที และกระบวนการจดทะเบียนหย่าถือเป็นอันสิ้นสุด

“แต่งงานง่าย แต่เวลาจะหย่ากลับยาก นี่มันกฎหมายงี่เง่าอะไรเนี่ย” ผู้ใช้ weibo รายหนึ่งกล่าว ซึ่งปรากฏว่ามีชาวเน็ตเข้าไปกดถูกใจหลายหมื่นครั้ง

ขณะที่ทางด้าน เจียง เฉวียนเป่า (Jaing Quanbao) อาจารย์ประจำสถาบันเพื่อการศึกษาด้านประชากรและการพัฒนาในสังกัดมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง ให้สัมภาษณ์กับสื่อโกลบอลไทม์สว่า กฎหมายนี้มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนเล็งเห็นความสำคัญของการแต่งงานและการสร้างครอบครัว ป้องกันการหย่าร้างด้วยอารมณ์ชั่ววูบ สร้างความมั่นคงทางสังคม ตลอดจนปกป้องสิทธิตามกฎหมายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

จำนวนคู่รักชาวจีนที่จดทะเบียนสมรสในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 3.43 ล้านคน ลดลง 498,000 คนจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013

ทั้งนี้ นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลจีนทำให้การแต่งงานเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการจะมีบุตร รวมถึงการที่พ่อแม่ต้องนำทะเบียนสมรสไปแสดง เพื่อลงทะเบียนขอรับสวัสดิการอุดหนุนสำหรับลูกที่เกิดมา

อย่างไรก็ตาม คนจีนหนุ่มสาวจำนวนมากเลือกที่จะเป็นโสดหรือเลื่อนการแต่งงานออกไปก่อน เนื่องจากกังวลเรื่องความมั่นคงด้านอาชีพการงาน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจจีนที่ยังคงซบเซาในช่วงเวลานี้

เปิดผลงานภายใต้การบริหารของรัฐบาล ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ในระยะเวลา 358 วัน 🔍

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 : 4 เสียง มีคำสั่งให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากกรณีการเสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ 

หลังนายเศรษฐา ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ 358 วัน หรือเกือบ 1 ปี ผลงานภายใต้การบริหารงานของ ‘นายกฯ นิด’ มีหลายนโยบายที่ผลักดันสำเร็จ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่ถือว่าเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล ได้แก่… 

1.นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ด้วยการให้วีซ่าฟรีนักท่องเที่ยวทั้งจีน , คาซัคสถาน, อินเดีย, ไต้หวัน, และรัสเซีย 

2.การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ วุฒิปริญญาตรี เงินเดือน 18,150 บ.โดยจะปรับขึ้นในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 2 ปี ในปีงบประมาณ 2567 - 2568 การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ ทยอยปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิเพิ่มขึ้น (ทุกคุณวุฒิ) ในอัตราร้อยละ 10 ภายใน 2 ปี

3.การขยายเวลาให้สถานบริการใน 5 จังหวัด/พื้นที่ ประกอบด้วย สถานบริการในท้องที่ กรุงเทพมหานคร, จ.ภูเก็ต, จ.ชลบุรี, จ.เชียงใหม่ และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงสถานบริการที่ตั้งที่อยู่ในสถานที่ตั้งโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมทั่วประเทศ ให้เปิดบริการได้ถึงเวลา 4.00 น. ของวันรุ่งขึ้นได้ 

4.การประกาศแก้ปัญหาหนี้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเดินหน้านโยบายพักหนี้เกษตรกรเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2566 และการเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ  

5.การปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย โดยเริ่มต้นจากรถไฟฟ้า 2 สาย คือ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (ตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต) และรถไฟฟ้าสายสีม่วง (คลองบางไผ่-เตาปูน) และเตรียมขยายต่อในเส้นทางอื่น ๆ 

6.เปิดการเดินทางระหว่าง 2 ประเทศ คือ ไทยและลาว ด้วยการโดยให้บริการรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปยังสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ประเทศลาว

7.การลดภาระค่าครองชีพ ด้วยการปรับลดราคาค่าไฟฟ้า ปรับลดราคาน้ำมัน และตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม LPG เพื่อช่วยเหลือประชาชน

8.ปรับแก้กฎหมายให้ชาวต่างชาติเช่าที่ดินได้นานขึ้นจาก 50 ปีเป็น 99 ปี และการถือกรรมสิทธิ์ห้องชุด เพิ่มสัดส่วนจาก 49% เป็น 75% 

9.ขายข้าวเก่า 10 ปี จากโครงการรับจำนำข้าวล็อตสุดท้าย ปริมาณ 15,000 ตัน ถือเป็นการปิดฉากมหากาพย์โครงการรับจำนำข้าว โดยสามารถนำเงินส่งเข้าคลังได้กว่า 270 ล้านบาท

10.การเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร เป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2567 ที่ผ่านมา 

11.แก้ไขกฎกระทรวง สธ.กำหนดให้ครอบครองยาบ้า 1 เม็ด และ ยาไอซ์ 100 มก.โดยยึดหลักการผู้เสพเป็นผู้ป่วย โดยแก้ไขกฎกระทรวงใหม่จากครอบครองยาบ้า 5 เม็ด และยาไอซ์ 500 มก.

12.การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แพ่งและพาณิชย์ หรือ กฎหมายสมรสเท่าเทียม  ผ่านการพิจารณาของ สส.และ สว.ซึ่งจะทำให้มีผลในช่วงปลายปีนี้ 

13.ยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยปรับเป็น ‘30 บาทรักษาทุกที่’ ซึ่งเป็นการยกระดับบริการของ สปสช. ตามนโยบายรัฐบาล ไม่ต้องขอใบส่งตัวอีกแล้ว โดยประชาชนที่มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ทุกแห่ง 

14.การช่วยเหลือแรงงานที่ทำงานในประเทศอิสราเอล ที่เผชิญวิกฤตสงครามสู้รบระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ กลับสู่ประเทศไทยได้เกือบ 15,000 คน และนำร่างแรงงานผู้เสียชีวิตกลับสู่มาตุภูมิได้สำเร็จ

ขณะที่ โครงการเรือธงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยทั้ง ‘โครงการดิจิทัลวอลเล็ต’ วงเงิน 10,000 บ.ที่เริ่มต้นเปิดให้ลงทะเบียนแล้ว ซึ่งแต่เดิมคาดหมายว่าจะเริ่มได้ช่วงปลายปีนี้หรือในช่วงปีหน้า หรือ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ และ ‘นโยบายซอฟต์พาวเวอร์’ จะมีอนาคตเป็นอย่างไร โดยนายเศรษฐาตอบคำถามสื่อมวลชน ว่าขึ้นอยู่กับ ‘นายกฯ คนใหม่’

'โหรฟองสนาน' ประเมินพื้นดวงแคนดิเดตนายกฯ ไทยคนต่อไป 'อุ๊งอิ๊ง' วาสนาสูง 'เสี่ยหนู' ยังรอโชคเทวฤทธิ์ ปี 68-69

(15 ส.ค.67) ฟองสนาน จามรจันทร์ นักพยากรณ์ชื่อดัง อดีตนักข่าวสายการเมือง และนักจัดรายการวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Fongsanan Chamornchan' ระบุว่า...

#แม่หมอประเมินพื้นดวงเดิมต่ำไป
#เกิดเมกาไม่รู้ลัคนาที่แน่นอน

วาสนาเดิมสูงจริง (ดวงชะตาดาวได้มาตรฐานราชาโชคสามดวง) -นึกว่ารอบนี้แค่ระดับรัฐมนตรี-แต่จะขึ้นถึงนายกฯ-ว่าที่นายกฯ หญิงคนที่สอง (เดชเดิม-เป็นศรีจร)

คุณอนุทิน-โปรดประสานรัฐบาลและรอต่อไปมีเกณฑ์ใหญ่โชคเทวฤทธิ์ชั้นที่หนึ่ง-5 พ.ค.68-14 ก.พ.69

‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกฯ ไทย ผู้มีสไตล์การทำงานเป็นของตัวเอง แต่ยังคงความนอบน้อมตามสมัยนิยม

✨ถือเป็น นายกฯ คนหนึ่ง ที่มีบุคลิกอ่อนน้อมตามสมัยนิยม แต่ก็มีสไตล์การทำงานและเข้าถึงประชาชนแบบที่เป็นตัวของตัวเอง

'หัวเว่ย' ส่งสัญญาณโอเปอเรเตอร์ไทย ขานรับ '5.5G' หนุนเทคโนโลยีใหม่ๆ 'ทรู-เอไอเอส' จ่อแจม หลัง 60 โอเปอเรเตอร์ทั่วโลกเปิดตัวในเชิงพาณิชย์แล้ว

(15 ส.ค. 67) นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการ ฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคม ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Huawei กล่าวในงาน Asia-Pacific ICT Summit 2024 ถึงศักยภาพของเทคโนโลยี 5.5G และบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ว่าในขณะที่ 4G เคยสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่และโอกาสในการทำงานของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ 5G จะยิ่งเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาดว่าการเพิ่มขึ้นของการใช้งาน 5G ทุก ๆ 10% จะทำให้ GDP เติบโต 1% ถึง 1.8% และ 5G สามารถเพิ่มผลผลิตให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมได้ 10% ถึง 20% สถิติเหล่านี้จึงสะท้อนทิศทางที่สดใสของตลาด 5.5G ในภูมิภาค

"เทอร์มินัลมากกว่า 30 ประเภทรองรับ 5.5G และผู้ให้บริการมากกว่า 60 รายได้เปิดตัว 5.5G ในเชิงพาณิชย์แล้ว โดยโอเปอเรเตอร์บางรายได้นำ 5.5G มาใช้ในเครือข่ายขนาดใหญ่ จึงชัดเจนว่าการผสมผสานระหว่าง AI และ 5.5G จะขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ซึ่งในการจัดส่งสมาร์ทโฟน AI ทั่วโลกที่จะสูงถึง 170 ล้านเครื่องในปี 2024 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจคิดเป็น 40-50% ของการจัดส่งเหล่านี้"

อาเบลย้ำว่าวันนี้มีโครงการ 5G B2B มากกว่า 13,000 โครงการทั่วโลก ทำให้บริการด้าน 5G รูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด โอเปอเรเตอร์จึงเริ่มสร้างรายได้จากการมอบประสบการณ์ที่หลากหลายให้ผู้ใช้ ที่จะได้ใช้งานดิจิทัลแบบลื่นไหลบนความสามารถของ 5.5G ตั้งแต่การปรับปรุงความเร็วแบนด์วิดท์ การรองรับความหนาแน่นของการเชื่อมต่อได้มากขึ้น ความแม่นยำในการระบุตำแหน่งที่ทำให้เล่นเกมได้ดีขึ้น และประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ประหยัดกว่าเมื่อเทียบกับ 5G

5.5G ของ Huawei จะรองรับแอปพลิเคชันใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี XR (extended reality) เสมือนจริง การส่งสัญญาณระบบภาพความละเอียดสูงพิเศษ และการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ IoT ที่ทุกสิ่งล้วนต้องออนไลน์ ทั้งหมดนี้เป็นผลจากความเร็วในการดาวน์โหลดสูงสุด 10 กิกะบิตต่อวินาที (เร็วกว่า 5G ถึง 10 เท่า) ความหน่วงต่ำกว่า 1 มิลลิวินาทีจนผู้ให้บริการสามารถรับประกันคุณภาพหรือ SLA ได้แบบกำหนดเอง ที่สำคัญคือรองรับ AI และเครือข่ายอัตโนมัติดีกว่าเพราะประสิทธิภาพและการจัดการเครือข่ายที่ดีขึ้น

ในขณะที่ย้ำว่าเทคโนโลยี 5.5G ช่วยให้โอเปอเรเตอร์สามารถให้บริการแนวใหม่ เช่น Massive IoT ประสบการณ์ 3D/MR/XR การสื่อสาร V2X และแอปพลิเคชัน AI ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ Huawei ได้ส่งสัญญาณกำลังร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างระบบนิเวศ 5.5G ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ทั้งเอไอเอสและทรูที่เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีงานประชุมเมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่จัดแสดงการใช้งานเทคโนโลยี 5G และ 5.5G ในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่โรงงานอัจฉริยะ รถแท็กซี่ไร้คนขับ และการชอปปิ้งด้วย AI

มาร์ก ชง ชิน กก (Mark Chong Chin Kok) รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กล่าวว่าเครือข่าย 5G ของ AIS นั้นครอบคลุมพื้นที่ 95% ของไทย ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีพื้นที่เครือข่าย 5G ครอบคลุมมากที่สุด และบริษัทจะยังคงขยายการลงทุนเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในศักยภาพของเครือข่าย ขณะที่ นายฮาว ริ เร็น (How Lih Ren) หัวหน้าสายงานการพาณิชย์ พันธมิตรเชิงกลยุทธ์และเทเลคอม-เทค บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทใช้ AI ในการพัฒนาบริการลูกค้าทั้งดีแทคและทรูอย่างเป็นเนื้อเดียว และในปี 2024 คนไทยจะได้เห็นบริการแชตบอตของบริษัทในรูปผู้ช่วยส่วนตัวชื่อมะลิ ซึ่งแม้ทั้งคู่จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการลงทุน แต่ก็ถือเป็นสัญญาณการเปิดทางให้บริการและโอกาสทางธุรกิจใหม่ในไทยในช่วง 5 ปีที่ 6G จะยังไม่เกิด

สำหรับงาน Asia-Pacific ICT Summit 2024 นั้นเป็นงานแสดงโมเดลอัจฉริยะหลากหลายสำหรับชีวิตดิจิทัล ทั้งด้านการทำงาน การแพทย์ รวมถึงบ้านอัจฉริยะ Wi-Fi 7 และนวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เปิดให้งานในหลายเมืองใหญ่ของจีนเรียบร้อย

‘อนุทิน’ เผยยังไม่คิดอะไร หลังสปอตไลต์ส่องปมแคนดิเดตนายกฯ ชี้ เคารพกติกาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค. 67) ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 5:4 ถอดถอนนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ตกใจ และขอส่งกำลังใจ จากกระทรวงมหาดไทยให้กับ นายเศรษฐา ทวีสิน จากข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนกรณี ครม. ที่จะต้องพ้นตำแหน่งไปด้วย จากนี้การเมืองจะต้องไปพูดคุยกับพรรคแกนนำเพื่อไทยหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า ขออย่าพึ่งพูดเรื่องนี้ คำวินิจฉัยเพิ่งออกมาไม่ถึงชั่วโมง ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างต้องไปหารือกัน แต่ดีที่สุด คือทุกคนต้องเคารพกติกา แบบที่ตนพูดถึงมาเสมอในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า ตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แสงสปอตไลต์ส่องไปที่นายอนุทิน พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ยืนยันว่าเราเคารพกติกา มันมีแนวทางปฏิบัติอยู่แล้ว ดังนั้นการเคารพกติกาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด การจะไปอยู่ตำแหน่งใดนั้น ไปอยู่แล้วไม่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บ้านเมือง ได้ประโยชน์คนเดียว กลุ่มเดียว บางทีเราอยู่ช่วยเหลือคนอื่น ทำให้รัฐนาวา ลอยพ้นพายุนี้ไปได้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น วันนี้ตนเห็นใจท่านนายกฯ ตอนนี้ขอส่งกำลังใจให้ท่านก่อน ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะไปส่งที่ทำเนียบ แต่ไม่ทันเพราะนายกรัฐมนตรีกลับไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อในส่วนของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน เป็นแคนดิเดต มีความพร้อมเป็นอย่างไร นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่คิดถึงเรื่องอะไรทั้งสิ้นในตอนนี้ เพราะรัฐบาลก็ยังรักษาการอยู่ ที่อาจจะเป็นนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ เพราะฉะนั้นเราต้องเคารพกติกา มารยาท ที่พรรคเพื่อไทยยังเป็นแกนนำ เมื่อถามย้ำว่าตกใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่าเห็นใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเรียกประชุมพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็คงต้องให้เกียรติพรรคเพื่อไทยก่อน ที่มีแคนดิเดตนายกฯ สองคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภารกิจของนายอนุทิน ซึ่งตามกำหนดจะมีภารกิจลงพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 สิงหาคม ซึ่งเป็นการปฏิบัติภารกิจในส่วนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยทั้งคณะ โดยอยู่ในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้นายอนุทินได้ยกเลิกภารกิจที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทันที

'เอ็มจี' ต้อนรับ ‘รมว.ปุ้ย’ ชมโรงงาน พร้อมร่วมเปิดไลน์ผลิต ‘ALL NEW MG3 HYBRID+’ ชูศักยภาพโรงงาน ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 100,000 คันต่อปี

(15 ส.ค.67) บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ - ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ได้รับเกียรติจาก นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม, นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการควบคุมทางสรรพสามิต และ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พร้อมคณะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเปิดไลน์การผลิตรถไฮบริดรุ่นล่าสุด ALL NEW MG3 HYBRID+ ก่อนเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในไทย วันที่ 20 สิงหาคม นี้ พร้อมเยี่ยมชมฐานการผลิตรถยนต์เอ็มจีในไทย ที่ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์พลังงานทางเลือก และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงโรงงานประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรก ในประเทศไทย พร้อมแสดงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุม

สำหรับ โรงงานผลิตรถยนต์แบบครบวงจรของ เอ็มจี ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่ทั้งหมด 437.5 ไร่ พัฒนาขึ้นภายใต้งบการลงทุนที่สูงถึงกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่ง เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่มีการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยสูงเป็นอันดับต้น ๆ กับจุดเด่นของโรงงานที่สามารถผลิตและประกอบรถยนต์ครอบคลุมทุกรูปแบบการขับเคลื่อนด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 100,000 คันต่อปี 

โดยมีพื้นที่ของโรงประกอบตัวถัง (Body Shop) โรงพ่นสีรถยนต์ (Paint Shop) โรงประกอบรถ (General Assembly Shop) ครอบคลุม ไปถึงส่วนของคลังจัดเก็บอะไหล่เพื่อรองรับรถยนต์ของเอ็มจีทุกรุ่น รวมถึงพื้นที่ NEW ENERGY INDUSTRIAL PARK ซึ่งประกอบด้วย โรงประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน 

ส่วนภายในโรงงานมีการจัดสรรพื้นที่เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ ส่วนการประกอบแบตเตอรี่ ประกอบด้วยสายการผลิตอัตโนมัติที่ทันสมัยอย่างการนำหุ่นยนต์ (Robotic) เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานที่แม่นยำสามารถประกอบแบตเตอรี่ Cell-To Pack ได้สูงสุดมากกว่า 50,000 แพ็คต่อปี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกว่า 10 ปี เอ็มจี ยังคงพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างครอบคลุม ในฐานะผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดย เอ็มจี ได้มีพัฒนาและขยาย MG EV ECOSYSTEM เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต พร้อมทั้ง ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในนโยบายส่งเสริมต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายให้คนไทยได้ใช้ยานยนต์คุณภาพในราคา ที่เข้าถึงได้ ซึ่งล่าสุด เอ็มจี ได้เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ เริ่มต้นด้วยโกลบอลโมเดลอย่าง NEW MG4 ELECTRIC 

นอกจากนี้ เอ็มจี ยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกอย่างยั่งยืน ด้วยการขยายไลน์การผลิตเพื่อรองรับการผลิตรถไฮบริดอย่าง ALL NEW MG3 HYBRID+ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงเทคโนโลยียานยนต์ที่ผสมผสานทั้งระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน และระบบไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดรับกับทิศทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ ที่ไทยมีโอกาสเป็นฐานการผลิตระดับโลกได้ต่อไป

'เรือด่วนเจ้าพระยา' แจงเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวเฉี่ยวชนเรือด่วนเจ้าพระยา 'นักท่องเที่ยว-ประชาชน' ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ส่ง รพ. ปลอดภัยแล้ว

(15 ส.ค. 67) บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เผยถึงกรณีเรือท่องเที่ยวเฉี่ยวชนกับเรือด่วนเจ้าพระยา บริเวณใกล้ท่าเรือพระปิ่นเกล้า (ปากคลองบางกอกน้อย) ในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 เวลา 11.50 น. โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ทั้งหมดทันที ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 คนจากการกระแทกกันของเรือ ทางกรมเจ้าท่าพร้อมหน่วยกู้ภัยและบริษัทฯ ได้ดำเนินการนำส่งผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลเพื่อดูแลรักษา และปัจจุบันผู้บาดเจ็บทุกคนได้รับการดูแลโดยคณะแพทย์และอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยแล้ว และผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ 3 รายได้เดินทางกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อย 

อนึ่ง บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการหารือกับทางกรมเจ้าท่าและบริษัทเรือท่องเที่ยว (คู่กรณี) โดยทางกรมเจ้าท่าได้ดำเนินการสอบสวนและลงบันทึกรายงานเบื้องต้น โดยจะมีการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก

บริษัทฯ มีนโยบายและมาตรการที่ต้องปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งพนักงานได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน และบริษัทฯ ได้มีมาตรการที่เข้มงวดด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ และดำเนินการวางแผนงานการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นอีก หากท่านใดพบเห็นเหตุการณ์หรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โปรดแจ้งมายัง Line Official Account: @cpxcare (มี @) หรือเฟซบุ๊ก Chao Phraya Express Boat - เรือด่วนเจ้าพระยา

'นสพ.ไทยรัฐ' ออกประกาศ!! คุณสมบัติโครงการสมัครใจลาออก ยอมรับ!! ประสบปัญหาขาดทุน ยอดขายลดลง

(15 ส.ค.67) สำนักข่าวอิศรารายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท วัชรพล จํากัด ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ออกประกาศโครงการสมัครใจลาออก ถึงพนักงานในบริษัท โดยระบุว่า เนื่องจากปัจจุบันยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงมาก ส่งผลกระทบกับธุรกิจ ทำให้บริษัทฯ ประสบภาวะขาดทุน ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทฯ จำเป็นต้องดำเนินการปรับลดค่าใช้จ่ายและลดอัตรากำลังในทุกหน่วยงาน 25% เพื่อให้ดำเนินธุรกิจได้ โดยรายละเอียดของโครงการดังกล่าว มีดังนี้ต่อไป 

1. คุณสมบัติของพนักงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ
พนักงานสังกัดบริษัท วัชรพล จํากัด ทุกระดับ ที่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจํา

2. วิธีการดำเนินการ 
2.1) พนักงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ให้กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มหนังสือแสดงความประสงค์ได้ที่ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่วันที่ 14 - 30 สิงหาคม 2567
2.2) ฝ่ายทรัพยากรบุคคล จะพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติพนักงาน ที่บ่นความประสงค์เข้าร่วมโครงการ และจัดทํารายชื่อ เพื่อนําเสนอในการพิจารณาของสายบังคับบัญชา ตามขั้นตอนต่อไป
2.3) ผลการพิจารณาอนุมัติจากประธานกรรมการบริหาร ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

3. ผลประโยชน์ตอบแทนตามโครงการ
3.1) เงินช่วยเหลือตามอายุงาน โดยให้นับอายุงานตั้งแต่วันที่เข้าทํางานกับบริษัทฯ จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567

>> สำหรับเงินช่วยเหลือนั้นสอดคล้องกับอายุงานจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ครบ 120 วันขึ้นไป แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้เงินเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
2.ครบ 1 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้เงินเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
3.ครบ 3 ปีขึ้นไปแต่ไม่ครบ 6 ปีได้เงินเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
4.ครบ 6 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้เงินเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
5.ครบ 10 ปีขึ้นไป แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้เงินเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
6.ครบ 20 ปีขึ้นไป ได้เงินเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน

ทั้งนี้ พนักงานที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติ จะพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ส่วนพนักงานที่ได้รับอนุมัติตามโครงการ จะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเช็ค ในวันที่ 22-31 ตุลาคม 2567 ที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top