Monday, 10 August 2026
Hard News Team

'เจ้าของร้านยำ' แชร์อุทาหรณ์ โดนเก็บภาษีย้อนหลังอ่วม 6 ปี 2.5 ล้านบาท 'ยอมรับสภาพ-ไม่โทษใคร' พร้อมเข้าถกสรรพากรเคลียร์หนี้ตามสเต็ป

(13 ก.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปอุทาหรณ์ประสบการณ์การเรียกภาษีย้อนหลัง เจ้าของร้านยำชื่อดัง 'ยำยำ บาย ฟร้องซ์' ซึ่งมีผู้ติดตาม ช่องติ๊กต็อก 'frong_1571' กว่า 2.7 ล้านคน ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ที่ตนเองโดนภาษีย้อนหลัง 6 ปี จำนวนเงิน 2.5 ล้านบาท

ฟร้องซ์ ได้อัดคลิปอธิบายเรื่องราวที่เกิดว่า ตอนนี้ยอมรับเลยไม่มีเงินที่จะจ่ายและเกิดภาวะเครียด ที่เว้นระยะหายไปจากการลงวิดีโอ ก็เพราะต้องไปจัดการเรื่องภาษี พูดตรง ๆ อาจถึงขั้นล้มละลายได้เลย เรื่องนี้ไม่ได้โทษใครนะ เพราะเราเป็นฝ่ายทำไม่ถูกต้องเอง ถ้าเกิดใครที่มีรายได้สูง ทุกคนจะต้องจ่ายภาษี ตอนนี้ที่โดนอยู่ก็หนักพอสมควร ได้เริ่มทยอยขายของออกไปบ้างเพื่อใช้หนี้ที่มี

แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดการส่วนของหนี้ภาษี ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยอมรับสภาพหนี้ แล้วก็พยายามหาเงินมาจ่ายสรรพากรตามกำหนด ส่วนหนี้อื่น ๆ หนี้โรงงาน ก็ต้องเคลียร์ไปตามสเต็ป ยอมรับว่าเป็นอะไรที่แย่สุด ๆ

ฟร้องซ์ ยังเล่าอีกว่า ก่อนหน้านี้ เคยขายของออนไลน์ เป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์หนึ่ง รับสินค้ามาในราคา 78 บาท ขายให้ตัวแทนอีกรายในราคา 79 บาท และสินค้าอีกตัวได้รับมา 105 บาท ขายต่อในราคา 110 บาท ซึ่งก็ไม่ได้มีกำไรเยอะ แต่เมื่อปี 65 ฟร้องซ์ได้รวบรวมเงินจากตัวแทนหลายคนส่งให้เจ้าของแบรนด์เป็นก้อน ซึ่งแน่นอนว่าอาจดูว่าบัญชีมีรายได้เยอะ ทางเจ้าหน้าที่สรรพากรมีข้อมูลพวกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ฟร้องซ์ บอกว่าตอนนี้ได้มีการพูดคุยกับสรรพากร ได้ข้อสรุปแล้วจากเดิมที่ต้องจ่ายเกือบ 2.5 ล้าน นำเอกสารเข้าอธิบายที่มาของเงิน จึงได้ข้อสรุปว่าจะต้องจ่ายเงินจริงไม่สูงเท่าตอนแรก แบ่งเป็นค่าปรับประมาณ 1 ล้าน และค่า Vat 7% + เงินเพิ่ม + ดอกเบี้ย 1.5% เป็นกรณีที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินหน้าสู้ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเรื่องดังกล่าว เมื่อโพสต์ถูกแชร์ออกไป สังคมออนไลน์แห่เข้าไปคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ล้นหลาม พร้อมพากันส่งกำลังใจให้มองเรื่องนี้เป็นบทเรียนของชีวิต

เชียงใหม่- สำนักงานพัฒนาพิงคนคร ประกาศผลและมอบรางวัล ประกวดถ่ายภาพเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 'ท่องเที่ยวครั้งใดคิดถึงเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี'

(13 ก.ย.67) สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี จัดงานประกาศผลและมอบรางวัล กิจกรรมประกวดถ่ายภาพเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 'ท่องเที่ยวครั้งใดคิดถึงเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี' โดยมี นายกฤษดา ลาพิมล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เป็นประธาน ณ ห้องประชุมวารีกุญชร สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

นายกฤษดา ลาพิมล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร กล่าวว่า การจัดกิจกรรมประกวดถ่ายภาพเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปที่รักการถ่ายภาพ มีโอกาสเรียนรู้และถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่าของทรัพยากรสัตว์ป่า บรรยากาศการท่องเที่ยว ความสวยงามของน้ำพุดนตรี และป่าไม้ รวมทั้งระบบนิเวศต่าง ๆ  ภายในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ผ่านภาพถ่ายที่สวยงาม เพื่อสื่อเรื่องราวให้สังคมรับรู้ ตระหนัก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า ป่าไม้ และระบบนิเวศต่อไป     

และในกิจกรรมประกวดถ่ายภาพเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ภายใต้แนวคิด 'ท่องเที่ยวครั้งใดคิดถึงเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี' มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 77 ผลงาน โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทภาพถ่ายชีวิตสัตว์ป่า จำนวน 49 ผลงาน และประเภทภาพถ่ายกิจกรรมการบริการ จำนวน 28 ผลงาน ได้ทำการคัดเลือก จำนวนประเภทละ 15 ผลงาน รวมเป็น 30 ผลงาน ที่ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการในวันนี้  

สำหรับผลการประกวดภาพถ่ายเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี 'ท่องเที่ยวครั้งใดคิดถึงเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี' ผลงานประเภทที่ 1 ชีวิตสัตว์ป่า รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นายชัยพฤกษ์ เคลื่อนเพชร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นางสาววันอธิษฐาน รักอินทร์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 3,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นายชิษณุพงศ์ กาทิพย์ 

ผลงานประเภทที่ 2 ภาพถ่ายกิจกรรมการบริการ รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นายสุทัศน์ ฟองมูล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นายทวีศักดิ์ ใจคำสืบ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 3,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ นายสมชาย รักอินทร์ 

พร้อมทั้งได้มอบรางวัลพิเศษ Popular vote จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท ได้แก่ นายนิสิต แสงสว่าง, นายณัฐภูมิ เสนานิคม และนายอริญชัย ภูผาอนุรักษ์

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประกวดถ่ายภาพนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกท่าน พร้อมทั้งนำประสบการณ์และความสวยงามในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีไปถ่ายทอดให้ชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวทั่วไปได้รับทราบอย่างแพร่หลายสืบต่อไป

‘ลาว’ เตือน!! น้ำท่วม หลัง ‘แม่น้ำโขง’ เพิ่มสูง พื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมขนย้ายของไปยังที่ปลอดภัย

(13 ก.ย. 67) สำนักข่าวซินหัว เปิดเผยว่า หน่วยงานสภาพอากาศของลาว ได้ประกาศเตือนน้ำท่วมเนื่องจากระดับน้ำของแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขาสายหลักยังคงเพิ่มขึ้นตามฝนที่ตกหนักหลายวันทั่วลาว พร้อมเตือนสาธารณชนในพื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมขนย้ายสิ่งของไปยังที่ปลอดภัย

สำนักอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของลาว ระบุว่าระดับน้ำของแม่น้ำโขงที่แขวงหลวงพระบางในวันพฤหัสบดี (12 ก.ย.67) อยู่ที่ 19.02 เมตร ซึ่งสูงเกินระดับอันตรายที่กำหนดไว้ 18 เมตร

ขณะระดับน้ำของแม่น้ำโขงในแขวงอุดมไซอยู่ที่ 29.90 เมตร ซึ่งสูงเกินเกณฑ์เตือนภัยที่กำหนดไว้ 29 เมตร และเกือบแตะระดับอันตรายที่กำหนดไว้ 30 เมตร ส่วนระดับน้ำของแม่น้ำโขงในแขวงไชยบุรีอยู่ที่ 13.95 เมตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เตือนภัย (15 เมตร) และระดับอันตราย (16 เมตร)

ด้านระดับน้ำของแม่น้ำโขงในเมืองปากซันของแขวงบอลิคำไซอยู่ที่ 11.15 เมตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เตือนภัย (13.50 เมตร) และระดับอันตราย (14.50 เมตร) ส่วนระดับน้ำของแม่น้ำโขงในนครหลวงเวียงจันทน์อยู่ที่ 11.45 เมตร ซึ่งเกือบแตะเกณฑ์เตือนภัย (11.50 เมตร) และระดับอันตราย (12.50 เมตร)

ทั้งนี้ ภาคเหนือของลาวกำลังเผชิญน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจากพายุโซนร้อนยางิทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนแม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นและเอ่อล้นตลิ่ง โดยบรรดาหน่วยงานรัฐบาลลาวเร่งจัดสรรยานพาหนะและความช่วยเหลืออื่นๆ เข้าช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของและปศุสัตว์

'ฉลอง ภักดีวิจิตร' เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา สิริอายุ 93 ปี ปิดตำนาน 'เจ้าพ่อหนังแอ็กชัน-ระเบิดภูเขาเผากระท่อม'

(13 ก.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก 'ดาราภาพยนตร์' ได้แจ้งเรื่องเศร้าคนบันเทิง ปิดตำนาน ระเบิดภูเขาเผากระท่อม 'อาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร' ศิลปินแห่งชาติ เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา สิริอายุ 93 ปี

สำหรับ ฉลอง ภักดีวิจิตร หรือชื่อจริงว่า บุญฉลอง ภักดีวิจิตร เป็นผู้กำกับภาพยนตร์และผู้กำกับละครโทรทัศน์ชาวไทย มีฉายาที่วงการภาพยนตร์ขนานนามให้คือ เจ้าพ่อหนังแอ็คชั่น มีผลงานกำกับภาพยนตร์ไทยอย่าง เรื่อง ทอง และ ทอง 2 ทางด้านงานละคร ฉลองเป็นผู้บุกเบิก ละครแนวแอ็กชันของทางช่อง 7 สี คือ ระย้า นำแสดงโดยพีท ทองเจือ กับฉัตรมงคล บำเพ็ญ และยังมีผลงานกำกับละครอีกมากมาย อาทิ อังกอร์, ทอง 5, ล่าสุดขอบฟ้า, อังกอร์ 2, เหล็กไหล, ฝนเหนือ, ชุมแพ, ทอง 9, ผ่าโลกบันเทิง, เสาร์ 5 ฯลฯ

นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้กำกับภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ. 2556 และเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ฉลอง ภักดีวิจิตรได้ถูกบันทึกลงใน บันทึกสถิติโลกกินเนสส์ ว่าเป็นผู้กำกับการแสดงที่มีอายุมากที่สุดในโลก (Oldest TV Director) (อายุวันที่จดสถิติ 1 กันยายน 2565 คือ 90 ปี 297 วัน)

‘ปิยสวัสดิ์’ เผยสถานะ ‘การบินไทย’ จ่อยื่นขอพ้นแผนฟื้นฟูกิจการ ในปี 68 ย้ำ!! ไม่กลับเป็น ‘รัฐวิสาหกิจ’ อีก มุ่งบริหารแบบคล่องตัว-ไร้การแทรกแซง

(13 ก.ย. 67) สำนักข่าว ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ได้เผยแพร่บทความบทสัมภาษณ์ของ ‘นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถึงทิศทางดำเนินงานหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ โดยระบุว่า เป็นเวลา 4 ปี ที่เข้าสู่การฟื้นฟูกิจการนับตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 63 ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 65

ปัจจุบันการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูแล้วเสร็จต่อเนื่องทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร คุมรายจ่าย ปรับลดพนักงานจาก 30,000 คน เหลือ 15,000 คน และปัจจุบันปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 17,000 คน ซึ่งเป็นอัตราที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจภายใต้จำนวนเครื่องบินที่มี 79 ลำในปี 2567 และจะเพิ่มต่อเนื่องถึง 100 ลำ

ขณะเดียวกันการบินไทยทำตามเงื่อนไขเพื่อขอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ โดยกำหนดผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูกิจการที่ต้องแล้วเสร็จรวม 4 เงื่อนไข ได้แก่ 

1.การเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยต้องดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุน และได้รับสินเชื่อใหม่ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแผน และมีจำนวนที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ

2.ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่ผิดนัดชำระหนี้ได้ติดต่อกัน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วย 

3.มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากการดำเนินงานหลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามสัญญาเช่าซื้อเครื่องบิน เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ใน 2 ปีก่อนจะรายงานผลสำเร็จของแผนฟื้นฟู

4.การแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น

“ผลการดำเนินงานขณะนี้กลับมาเป็นบวก กำไรปีก่อนดีที่สุดเท่าที่เคยดำเนินธุรกิจมา และเงื่อนไข EBITDA ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท ก็ทำได้แล้ว เหลือเพียงการทำให้ส่วนทุนเป็นบวก ซึ่งเตรียมออกหุ้นกู้ แปลงหนี้เป็นทุน ถ้าทำได้เรียบร้อยจะทำให้ได้เงิน 8 หมื่นล้านบาท และส่วนทุนกลับมาเป็นบวก”

>>เตรียมยื่นไฟลิ่งเข้าซื้อขายตลาดหุ้น

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า การดำเนินงานที่เป็นบวกต่อเนื่องและทำให้บรรลุเงื่อนไข EBITDA ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้การบินไทยอยู่ช่วงฟื้นฟูกิจการขั้นสุดท้ายที่ต้องทำให้ส่วนทุนเป็นบวก 

โดยเตรียมยื่นแบบแสดงรายงานข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายใน 30 ก.ย.นี้

หลังจากนั้นภายในเดือนพ.ย.2567 จะเริ่มกระบวนการใช้สิทธิ และแจ้งเจตนาแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้แต่ละกลุ่ม และภายในเดือนธ.ค.2567 จะเข้าสู่กระบวนการเสนอขาย และจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน สำหรับผู้ถือหุ้นก่อนบริษัท เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ พนักงานบริษัท และนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement : PP)

รวมทั้งหลังเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างทุน ซึ่งจะทำให้การบินไทยมีส่วนทุนเป็นบวกนั้น อาจต้องใช้เวลา 2 เดือน เพื่อตรวจสอบงบการเงิน และประกาศงบการเงินงวดปี 2567 ในช่วงเดือนก.พ.2568 หลังจากนั้นจะเริ่มยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ และหุ้นของบริษัท กลับเข้าซื้อขายใน ตลท.ภายในไตรมาส 2 ปี 2568

>>การบินไทยเดินหน้าแปลงหนี้เป็นทุน

สำหรับการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการแบ่งเป็น การแปลงหนี้เป็นทุน ด้วยราคา 2.5452 บาทต่อหุ้น โดยมาจากเงินต้นเจ้าหน้าที่ตามแผนแปลงหนี้เป็นทุน ซึ่งกลุ่มนี้ประกอบด้วย เจ้าหนี้กลุ่มกระทรวงการคลัง แปลงหนี้สัดส่วน 100% ของมูลหนี้เป็นทุน

เจ้าหนี้กลุ่ม 5 (สถาบันการเงินที่มีสิทธิตามสัญญาโอนสิทธิในการรับเงินจากการขายเครื่องบิน), เจ้าหนี้กลุ่ม 6 (สถาบันการเงินไม่มีประกัน) และเจ้าหนี้กลุ่มที่ 18-31 (เจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นกู้) แปลงหนี้สัดส่วน 24.50% ของมูลหนี้เป็นทุน และส่วนเจ้าหนี้กลุ่ม 5-6 และเจ้าหนี้ผู้ถือหุ้นกู้ ยังแปลงหนี้เป็นทุนเพิ่มเติมคิดเป็นไม่เกิน 75.50%

ขณะเดียวกันกรณีเจ้าหนี้ใช้สิทธิตามข้อ 2 ไม่ครบ การบินไทยจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนด้วยราคาเสนอขายเป็นไปตามที่ผู้บริหารแผนกำหนด โดยไม่ต่ำกว่า 2.5452 บาทต่อหุ้น มีจำนวน 9,822 ล้านหุ้น บวกกับจำนวนหุ้นที่เหลือจากสิทธิตามข้อ 2 โดยเสนอขายเป็นตามลำดับ ประกอบด้วย ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการปรับโครงสร้างทุน หลังจากนั้นเสนอขายส่วนที่เหลือให้พนักงานการบินไทย และส่วนที่เหลือเสนอขายให้นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง รวมจำนวนหุ้นจากการปรับโครงสร้างทุนไม่เกิน 31,500 ล้านหุ้น

>>ไม่ควรกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ

ทั้งนี้ หลังปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังลดจาก 48% เหลือ 30-40% แน่นอนว่าสถานะการบินไทยจะไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจอีก ซึ่งจะทำให้บริหารธุรกิจคล่องตัว ทำงานเต็มที่ และไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก

นอกจากนี้แม้กระทรวงการคลังจะซื้อหุ้นเพิ่มเติมหลังกลับเข้าซื้อขายใน ตลท.ได้ แต่ไม่ควรทำเช่นนั้นเพราะจะทำให้กลับไปเป็นแบบเดิม บริษัทต้องบริหารงานภายใต้การให้ความสำคัญข้อกฎหมาย และกฎระเบียบรัฐที่ใช้เวลาเกิน 50% ของการประชุมต้องพิจารณากฎระเบียบ ขณะที่ปัจจุบันเวลาส่วนใหญ่กว่า 95% พิจารณาประเด็นธุรกิจ ดังนั้นสถานะปัจจุบันจึงคล่องตัวมากกว่า

อีกทั้งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ต้องการให้การบินไทยอยู่สถานะบริษัทเอกชน เพราะต้องการให้บริหารงานแบบที่เป็นอยู่เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง และมีความสามารถ ในการจ่ายคืนหนี้ อีกทั้งเพื่อทำให้การบินไทยมีผู้ถือหุ้นหลากหลายและมีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจมากขึ้น

“การเปิดขายหุ้นให้กลุ่ม PP เป็นแนวทางที่จะทำให้การบินไทยมีผู้ลงทุนหน้าใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะจะมีผู้ถือหุ้นที่เชี่ยวชาญด้านการบินเข้ามา เพราะไม่อยากเห็นการบินไทยเป็นแบบเดิม คิดแบบราชการ การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นไปด้วยการวิ่งเต้น ถ้าได้ผู้ถือหุ้นมีความรู้ด้านการบินนับเป็นเรื่องที่ดีกว่า”

ทั้งนี้ การบินไทยเริ่มเจรจาหาพันธมิตรเข้ามาซื้อหุ้นในกลุ่มที่จะเสนอขายให้นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นทุนต่างชาติ และอยู่ในธุรกิจสายการบิน เพราะปัจจุบันในไทยไม่มีสายการบินใดที่บริหารกิจการ และทำรายได้ดีกว่าการบินไทย ดังนั้นต้องหาพันธมิตรจากต่างประเทศ คาดว่าได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ แต่จะซื้อหุ้นในสัดส่วนเท่าไรต้องรอดูจำนวนหุ้นที่เหลือจากการแปลงหนี้เป็นทุน

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า บทเรียนความผิดพลาดที่การบินไทยจะไม่กลับไปดำเนินการอีก ประเด็นสำคัญคือ เรื่องคน การเอาคนมาบริหารองค์กรต้องเป็นคนที่ทำงานได้ เพราะหากผู้บริหารไม่เก่ง ได้ตำแหน่งมาจากการวิ่งเต้น และการแทรกแซง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจะกลับไปเป็นการบินไทยแบบเดิม ดังนั้นต้องดูเรื่องนี้ให้ดี เพราะไม่อยากให้การบินไทยกลับไปซ้ำรอยเดิม

อีกหนึ่งแรงสำคัญ!! 'กลุ่ม ปตท.' เร่งส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง หลังให้การช่วยเหลือผู้คนในภาคเหนือมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม

(13 ก.ย. 67) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงาน ปล่อยรถบรรทุกถุงยังชีพไปยัง จ.เชียงราย เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งสถานการณ์ยังคงวิกฤต 

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ได้ทยอยส่งมอบความช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยในภาคเหนืออย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม รวมมูลค่ากว่า 8.8 ล้านบาท ประกอบด้วย ถุงยังชีพ 16,350 ถุง น้ำดื่ม 64,700 ขวด ยารักษาโรค ผ้าห่ม เรือพาย และก๊าซหุงต้มเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร โดย กลุ่ม ปตท. ได้ส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบภัย จ.เชียงราย, แพร่, น่าน, พะเยา, พิษณุโลก และสุโขทัย ในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านหน่วยงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น และส่งทีมปฏิบัติการ PTT Group SEALs ลงพื้นที่ที่ยากแก่การเข้าถึง เพื่อมอบถุงยังชีพ อพยพประชาชน เร่งบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์วิกฤต อันเป็นพันธกิจสำคัญที่ กลุ่ม ปตท. ยึดถือปฏิบัติเสมอมาในการช่วยเหลือดูแลสังคมและชุมชน 

'นักเขียนซีไรต์' อัด!! พวกดูถูกเหยียดหยามคนทำความดี เอาแต่ก่นด่าประเทศชาติที่เกิดและมีชีวิตอยู่มาจนวันนี้

(13 ก.ย. 67) วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'หนักแผ่นดิน' ระบุว่า...

“คนที่เผชิญกับอุทกภัยก็สาหัสแล้ว คนลุ้น-เอาใจช่วยก็เหนื่อย ซ้ำยังต้องเผชิญกับโอษฐภัยบรรลัยชาติของพวกสามกีบอีก แต่ละวันพวกมันเคยทำประโยชน์อะไรเพื่อใครบ้าง? นอกจากดูถูกเหยียดหยามคนทำความดี ก่นด่าประเทศชาติที่พวกมันเกิดและมีชีวิตอยู่มาจนวันนี้…

“ประเทศนี้สิ้นเปลืองทรัพยากร สิ้นเปลืองอาหารและสาธารณูปโภคแล้ว ยังถูกพวกมันคอยแต่บ่อนเซาะทำลายไม่รู้จบสิ้น พวกมันมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินเท่านั้น ไร้ค่าไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง…

“พวกหนักแผ่นดินของจริง!”

จี้รัฐ! ทำประชามติกาสิโนฯ - ภท.ชี้ ร่าง กม.มีปัญหา สส.ประชาชน ย้ำ! คนคลองเตยไม่เอา

วงประชุมโฟกัสกรุ๊ป 'กาสิโนถูกกฎหมาย...ทางรอดประเทศไทยจริงหรือ?' จัดโดย มสส.และ สสสย. เผย! '4 วิทยากร' ไม่คัดค้านแบบไร้เหตุผล พร้อมแนะรัฐบาลต้องทำรอบคอบ เปิดเวทีทำประชามติเข้มข้น แนะรัฐบาลปรับเงื่อนไขผ่อนปรน ปิดช่องทุนใหญ่ต่างชาติฮุบรายเดียว ชี้! ควรลดไซส์ ขยายในพื้นที่ที่มีความพร้อม เชื่อดึงเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ด้าน สส.ภูมิใจไทย เห็นปัญหากฎหมายนี้ ขณะที่ สส.ประชาชน ยืนยันคนคลองเตยไม่เอาด้วยแน่

เมื่อเวลา 10.30 น. (13 ก.ย.67) ณ ห้องบุษบงกช เอ ชั้น 2 โรงแรมยอรัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ, มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.) จัดประชุม โฟกัส กรุ๊ป 'กาสิโนถูกกฎหมาย...ทางรอดประเทศไทยจริงหรือ?' โดยมีวิทยากรเข้าร่วมเวสวนา ประกอบด้วย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.เขตวัฒนา-คลองเตย พรรคประชาชน ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารและรองประธานด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และ นายศักดา แซ่เอียว (เซีย ไทยรัฐ) ประธาน สสสย. โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายอภิวัชร์ เกตุทัต ประธาน มสส. กล่าวว่า ในการแถลงนโยบบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้ (12) มี 2 นโยบายจาก 10 นโยบายเร่งด่วนที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงไว้ โดยเฉพาะนโยบายข้อที่ 4 ว่าด้วยเศรษฐกิจนอกระบบที่จะต้องนำธุรกิจบนดินขึ้นมาไว้บนดิน ทำให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษี และนโยบายข้อที่ 7 ว่าด้วยการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว โดยการสร้างแหล่งท่องเที่ยว เช่น เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ขึ้นมา ซึ่งทั้ง 2 ข้อเกี่ยวพันกับบ่อนคาสิโน ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าสิ่งนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้เข้าประเทศได้จริงหรือ? เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบต่อเนื่องตามมาต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาระหนี้สิน, ความสัมพันธ์ในครอบครัว, ปัญหาการฆ่าตัวตาย รวมปัญหาคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ และปัญหาการฟอกเงิน ดังนั้น การจะทำให้สิ่งนี้เป็นเรื่องถูกฎหมาย ผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รับฟังทุกเสียงจากสังคมให้มากกว่านี้

“มีคำถามตามมาว่า ถ้ามีหรือไม่มีบ่อนคาสิโน เศรษฐกิจไทยจะอยู่รอดหรือไม่รอดอย่างนั้นหรือ? ประเด็นคือทำอย่างไรจึงสร้างความสมดุลระหว่างปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาทางสังคม รวมถึงรัฐบาลจะรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเรื่องนี้ได้อย่างไร? การจัดงานนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง มสส. กับ สสสย. ที่ต่างมีบทบาทในการส่งเสริมให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับสุขภาวะของสังคมไทย จึงคาดหวังจะเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนักการเมืองที่จะมีบทบาทในการถ่วงดุล เพื่อลดปัญหาความไม่เหมาะสมต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล” ประธาน มสส. กล่าว

ด้าน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การนำสิ่งที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดิน และทำให้ถูกกฎหมายเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งนโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอลเพล็กซ์ ก็มีเรื่องกาสิโนรวมอยู่ในนั้นด้วย ปัญหาคือใครจะเป็นผู้ให้สัมปทาน ผลประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้มันคุ้มค่าหรือไม่? การจะมองเพียงรายได้เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ จะต้องมองถึงผลเสียด้วย โดยเฉพาะผลกระทบทางสังคมที่จะมีตามมาหากรัฐบาลควบคุมไม่ได้ ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลควรเป็นเจ้าภาพทำในเรื่องนี้ 

“การมีคาสิโน คนไทยจะเป็นคนจ่ายค่าความเสียหายทางสังคม ขณะที่คนได้ประโยชน์คือคนทำธุรกิจฯ ส่วนตัวผมไม่อยากเห็นผลประโยชน์ไปตกอยู่กับกลุ่มนายทุน จึงอยากให้รัฐบาลเป็นคนทำในเรื่องนี้” นายกรวีร์ กล่าวและว่า เท่าที่ตนได้เห็นร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์) ยังรู้สึกไม่เห็นด้วย เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่การมีคาสิโน ขณะที่การกำหนดเงื่อนไขทั้งในส่วนของกลุ่มทุนที่สนใจจะเข้าลงทุนและการกำหนดคุณสมบัติของคนไทยที่จะเข้าไปเล่นพนันยังมีความไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ตนอยากให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายเก่าที่มีอยู่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ครอบคลุมธุรกิจพนันรูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบันด้วย

ส่วน นายกัณฑิล น่วมเจิม สส.เขตวัฒนา-คลองเตย พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนเห็นด้วยการนำธุรกิจใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน เพื่อที่รัฐบาลจะมีรายได้เข้ามาเสริมกับการจัดเก็บรายได้ภาษีที่ปีนี้ยังจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าราว 2-3% ซึ่งการมีมาตรการสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ธุรกิจใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินนั้น รัฐบาลจะต้องทำประชามติรับฟังเสียงจากประชาชน เนื่องจากสิ่งนี้จะมีผลกระทบตามมา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ไม่เว้นแม้กระทั่ง ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม หลายคนเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้ แต่การจะเห็นผลได้ชัดนั้น จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะ

สำหรับนโยบายเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์นั้น ตนเห็นว่ารัฐบาลยังขาดความชัดเจนว่าจะเน้นอะไรมากกว่ากัน พรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านนโยบายนี้ แต่เห็นว่ารัฐบาลควรจะลดสเปคการลงทุน รวมถึงกระจายการลงทุนไปยังพื้นที่รอบนอก ไม่ใช่มากระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองหลวง ที่หากรวมกับนโยบายเช่าที่ดิน 99 ปีไปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งสร้างปัญหาตามมา โดยเฉพาะราคาที่ดินที่จะแพงขึ้น เป็นการทำลายโอกาสการเป็นเจ้าของที่ดินของคนไทยได้ ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่า คนคลองเตยไม่มีใครเห็นด้วยกันเรื่องนี้ หากจะสร้างเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ในพื้นที่ท่าเรือคลองเตย เชื่อว่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน

ขณะที่ ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการยุทธศาสตร์และรองประธานด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า วงประชุมในวันนี้ ตนน่าจะมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องบ่อนคาสิโนมากที่สุด เพราะในสมัยที่เป็นหัวหน้านักเรียนไทยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมืองลาสเวกัส ซึ่งเป็นที่ตั้งบ่อนคาสิโนจำนวนมาก ตนมีหน้าที่คอยดูแลและติดตามนักเรียนไทยจากบ่อนคาสิโนให้กลับมาเข้าเรียน โดยมีนักเรียนไทยหลายคนที่เข้าไปเล่นพนันทั้งที่ยังขอเงินจากพ่อแม่ผู้ปกครอง หลายคนได้ขอเกินวงเงินที่ใช้จ่ายจริง เนื่องจากต้องนำไปเล่นพนันในบ่อนคาสิโน หลายคนเรียนไม่จบ บางคนต้องเลิกเรียนและย้ายเมืองหนีไป นโยบายเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์จึงเป็นจึงเป็น “ดาบสองคม” ที่จะส่งผลเสียต่อสังคมไทย เนื่องจากผู้ลงทุนต้องหวังผลกำไรและส่งรายได้กลับประเทศตัวเอง ขณะที่ผู้เล่นซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนไทยจะเป็นคนจ่ายเงินให้กับธุรกิจนี้ จึงมีคำถามตามมาว่า ที่สุดรัฐบาลคาดหวังจะเติมเงินในกระเป๋าให้กับคนไทย หรือต้องการจะดูดเงินออกจากกระเป๋าคนไทยกันแน่

“มันไม่ต่างจากนโยบาย “อบายมุขเสรี” คำถามคือ คนไทยจะร่ำรวยได้จากนโยบายอย่างนี้จริงหรือ?” ดร.มล.กรกสิวัฒน์ ระบุและว่า หากรัฐบาลตั้งเชื่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ตรงกับภารกิจ เชื่อว่าจะช่วยให้การตอบคำถามสังคมทำได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ จากที่ตนได้อ่านกฎหมายแม่ทั้ง 69 มาตรา เห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่กับกฎหมายลูกดูแล้วน่าจะกังวลใจมากกว่า เนื่องจากยังมีช่องโหว่หลายเรื่อง และการศึกษาที่รัฐบาลทำไว้ก็ยังทำได้ไม่ครบ แม้รัฐบาลจะอ้างว่ามีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลและวางเงื่อนไขในการเข้าไปเล่นพนัน แต่มันจะได้คุ้มเสียหรือไม่? เพราะแม้เมืองลาสเวกัสจะเลือกพื้นที่ทะเลทรายเป็นที่ตั้งบ่อนคาสิโน ดูแล้วเหมือนจะได้ประโยชน์ แต่ก็ยังมีข้อเสีย นั่นคือ เกิดปัญหาการก่ออาชญากรรม มีการปล้น วิ่งราว ทะเลาะวิวาท ตามมา

ขณะที่ นายศักดา แซ่เอียว (เซีย ไทยรัฐ) ประธาน สสสย. กล่าวว่า เรื่องบ่อนคาสิโนคงไม่มีใครมองเห็นภาพอนาคตได้ดีเท่ากับนักการเมืองบางคนย่านเตาปูน ดังนั้น เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องสร้างโครงการขึ้นมาเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ ก็ควรจะทำให้มันจบในสภาผู้แทนราษฎร  ดึงเอาความร่วมมือของ สส.มาร่วมพิจารณาว่าจะเอาหรือไม่? ส่วนตัวมองว่าเมืองไทยจำเป็นจะต้องมีแลนด์มาร์กแห่งใหม่ นอกเหนือจากพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วที่มีอยู่ โดยการต่อยอดในสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งคงไม่ต่างจากนโยบายซอฟท์ พาวเวอร์ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเม็ดเงินเข้ามาในประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของคาสิโนอาจต้องศึกษาในสิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์และญี่ปุ่นได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ โดยหากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าต่อ ส่วนตัวเชื่อว่าก็น่าจะทำได้ ไม่ต่างจากการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่ต้องเวลานานถึง 40 ปี

ในช่วงที่ 2, วิทยากรได้สรุปมุมมองเอาไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจาก นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง ที่ระบุว่า เท่าที่ตนฟังเพื่อนวิทยากรไม่มีใครคัดค้านเรื่องเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ แต่หากจะมีควรกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีความพร้อมและต้องการจริง ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือ จ.ชลบุรี และควรลดไซส์การลงทุนให้เล็กลง ที่สำคัญ รัฐบาลควรเป็นเจ้ามือเอง โดยศึกษาบทเรียนที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกสลากกินแบ่งฯ ซึ่งคนไทยเชื่อมั่นในความเป็นเจ้ามือของหน่วยงานรัฐแห่งนี้ ขณะที่ นายกัณฑิล น่วมเจิม ระบุว่า การเดินหน้าจัดทำโครงการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ จะต้องไม่มีการ 'ตีเช็คเปล่า' ให้กับฝ่ายบริหาร เพราะอาจกลายเป็นเปิดโอกาสให้มีการทุจริตในโครงการหรือมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมได้ โดยหากเมืองไทยจะมีคาสิโน ต้องเป็นแบบที่สิงคโปร์มี ไม่ใช่แบบพม่าหรือกัมพูชา ส่วน ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวเสริมว่า หากจำเป็นจะต้องมีเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ รัฐบาลควรเปิดให้มีการประมูลของกลุ่มทุนเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงควรลดขนาดลงทุนให้เหมาะสม ที่สำคัญจะต้องไม่มีการใช้ 'ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ' ส่วน นายศักดา แซ่เอียว ย้ำว่า ตนเห็นด้วยกับการสร้างรายได้จากเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์ แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย 

ในส่วนของการแสดงความเห็นของสื่อมวลชนที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะมุมมองของ นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่ออาวุโสและผู้ดำเนินการข่าวเข้มประเด็นข้น เอฟเอ็ม 96.5 อสมท. กล่าวว่า ผู้ฟังรายการของตน มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หลายคนได้สะท้อนความเห็นในเรื่องนี้มากมาย ส่วนตัวมี 2 ประเด็นที่จะนำเสนอ คือ 1.การมีส่วนร่วมของสังคมไทยต่อนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม และ 2.ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ทั้งนี้ จากที่ตนได้ศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะที่กัมพูชา พบว่ามีอาชีพใหม่เกิดขึ้นจากคาสิโน นั่นคือ การปล่อยเงินกู้ให้กับนักพนัน โดยหากมีกำไรจะต้องนำมาแบ่งกัน แต่หากเสียพนัน ผู้กู้จะต้องรับภาระการชำระคืนในภายหลัง ซึ่งรัฐบาลควรศึกษาทั้ง 2 ประเด็นนี้ให้ดี

‘ทรัมป์’ ยัน!! ไม่ดีเบต 'กมลา' อีกรอบ ลั่น!! มีแต่ผู้แพ้เท่านั้นที่ขอโอกาสล้างตา

(13 ก.ย. 67) อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความลงบน ทรูธ โซเชียล ระบุว่า การประชันวิสัยทัศน์หรือดีเบตครั้งที่ 3 กับตัวแทนพรรคเดโมแครตจะไม่เกิดขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้ขึ้นเวทีมาแล้ว 2 ครั้ง ในเดือน มิ.ย.67 กับประธานาธิบดี โจ ไบเดน และครั้งล่าสุดกับรองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส เมื่อวันที่ 10 ก.ย.67 ที่ผ่านมา

ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์ยืนยันว่าตนเองเป็นฝ่ายเอาชนะแฮร์ริส และมีเพียงผู้แพ้เท่านั้นที่เรียกร้องขอโอกาสแก้มือหรือล้างตากันอีกรอบ โดยทรัมป์แนะนำว่าแฮร์ริสควรมีสมาธิกับการทำหน้าที่รองประธานาธิบดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะเปลี่ยนใจ เพราะก่อนการดีเบตกับแฮร์ริส ทรัมป์แทบไม่เคยให้ความชัดเจนเลยว่าจะขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์หรือไม่ ขณะที่แกนนำพรรครีพับลิกันหลายคนต้องการให้ทรัมป์ขึ้นดีเบตกับแฮร์ริสอีกครั้ง โดยมีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ได้เชิญทรัมป์และแฮร์ริสขึ้นเวทีดีเบตกันในเดือน ต.ค. 67 นี้

ส่วนความเคลื่อนไหวการหาเสียงเลือกตั้งภายหลังการดีเบต  เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 67 ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เลือกลงพื้นที่เมือง ‘ทูซอน’ รัฐ ‘แอริโซนา’ 1 ใน 6 รัฐสำคัญที่คะแนนเสียงสูสีและจะเป็นปัจจัยชี้ขาดผลแพ้ชนะ โดยทรัมป์ได้ย้ำถึงปัญหาการควบคุมพรมแดนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันปล่อยให้ผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น

ด้านแฮร์ริสเดินทางไปยังเมือง ‘ชาร์ลอต’ รัฐ ‘นอร์ทแคโรไลนา’ โดยระหว่างการปราศรัย แฮร์ริสระบุว่า เธอและทรัมป์ยังต้องทำหน้าที่รับใช้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยการขึ้นเวทีดีเบตกันอีกครั้ง เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. 67 นี้ คือเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ 

ขณะที่ทีมหาเสียงของแฮร์ริสเปิดเผยว่า ยอดเงินบริจาคในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังจากการดีเบต มีตัวเลขอยู่ 47 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,500  ล้านบาท จากจำนวนผู้บริจาคเกือบ 600,000 คน ทำให้ขณะนี้ แฮร์ริสมียอดเงินบริจาคสะสมสำหรับการหาเสียงเพิ่มเป็น 360 ล้านดอลลาร์ หรือ 12,000 ล้านบาท ส่วนทรัมป์มียอดบริจาคสะสมอยู่ที่ประมาณ 130 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4,500 ล้านบาท

'สื่อญี่ปุ่น' ยก!! 'ปู่วัยเก๋า' ใฝ่เรียนรู้ สร้างเงินระดับร้อยล้านจากการลงทุน สะท้อนภาพพฤติกรรมคนญี่ปุ่นที่ไม่หยุดนิ่ง พัฒนาตนเองอยู่เสมอ

(13 ก.ย. 67) สำนักข่าวอาซาฮี รายงานเรื่องราวของยอดคุณปู่นักลงทุน ‘ชิเงรุ ฟูจิโมโตะ’ อายุ 88 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหลวงของจังหวัดเฮียวโงะ โดยคุณปู่ชิเงรุ ยึดถืออาชีพพ่อค้า และไม่เคยหยุดพักในการทำงาน แม้ชีวิตหลังเกษียณ ก็ยังเป็น ‘วันทำงาน’ ของปู่ จะเริ่มต้นในเวลา 02.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับอยู่

คุณปู่จะเริ่มต้นการลงทุนในแต่ละวัน ด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายร่างกาย ก่อนที่จะชงกาแฟและเปิดจอคอมพิวเตอร์ 3 จอ เพื่อดูข้อมูลการซื้อขายในตลาด ทั้งตลาดหุ้นยุโรป อเมริกา 

นอกจากนี้ คุณปู่ ชิเงรุ ยังได้อ่านหนังสือพิมพ์และเอกสารเกี่ยวกับผลประกอบการ หรืองบการเงิน ของบริษัทที่ตนเองสนใจการลงทุนอีกด้วย โดยคุณปู่ชิเงรุ ใช้ข้อมูลนี้เพื่อคาดการณ์ทิศทางโดยรวมของตลาดญี่ปุ่นและจำกัดขอบเขตว่าเขาจะซื้อขายหุ้นที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน

“วันนี้ตลาดจะเป็นตลาดหมี” คุณปู่ชิเงรุกล่าวหลังจากที่ดูข้อมูลภาพรวมตลาดทั้งหมด

เมื่อตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเปิดทำการในเวลา 9.00 น. ได้มีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นติดต่อกัน เพื่อแจ้งว่าได้ปิดการซื้อขายหุ้นที่บริษัท Fujimoto ได้ส่งคำสั่งขายไว้เพื่อคาดการณ์ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น

จอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละข้อตกลงมีกำไรเป็นตัวเลขหกหลักเป็นเงินเยน (สี่หลักเป็นเงินดอลลาร์)

“ฉันยุ่งที่สุดระหว่าง 9.00 ถึง 10.00 น.” คุณปู่ฟูจิโมโตะบ่นขณะที่เขาใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวพิมพ์แป้นพิมพ์เพื่อสั่งงาน ซึ่งมีหลายครั้งที่คุณปู่ชิเงรุพิมพ์ผิด และบนหน้าจอปรากฏตัวอักษรคำว่า ‘Error’

“คงจะแย่มากหากผมสับสนระหว่างคำสั่งซื้อกับการขาย” เขากล่าวขณะเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์และแป้นพิมพ์ “อันที่จริง ผมทำอย่างนั้นบ้างเป็นครั้งคราว”

>> ‘วอเรน บัฟเฟตต์’ ไอดอลการลงทุนของปู่ชิเงรุ

แม้ว่าในแต่ละวัน คุณปู่ฟูจิโมโตะจะมีการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นมากมาย แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะจดบันทึกรายการธุรกรรมของเขาไว้ในสมุดบันทึกที่ถืออยู่

“เห็นไหมว่าหลายอย่างน้อยก็ทำให้มีปริมาณมากได้” เขากล่าว

จำนวนทรัพย์สินที่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนของคุณปู่ ซึ่งได้สะสมไว้สูงถึง 2 พันล้านเยน (12.6 ล้านดอลลาร์) หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 425,124,000 บาท ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่แตะ 2 พันล้านเยน และยังคงสร้างสถิติใหม่เพิ่มขึ้นต่อไป

ฟูจิโมโตะกล่าวว่า “ผมหวังว่าจะเพิ่มตัวเลขอีกหลักหนึ่งเข้าไปได้ เป้าหมายของผมคือ (นักลงทุนชื่อดังของสหรัฐฯ) วอร์เรน บัฟเฟตต์” คุณปู่ชิเงรุ กล่าวถึงไอดอลในดวงใจของการลงทุน

นอกจากนี้คุณปู่ยังกล่าวอีกว่า แม้ว่าเขาจะมีเป้าหมายเป็นตัวเลข แต่เขาไม่มีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างหรูหราด้วยรายได้ที่เขาได้รับ

เมื่อฟังดูแล้วสินทรัพย์ที่มีตรงกันข้ามกับการใช้ชีวิตของคุณปู่ฟูจิโมโตะอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากคุณปู่ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือกระทั่งรถยนต์ โดยเสื้อผ้าที่ใส่ยังคงเป็นเสื้อผ้าเดิม ๆ เก่าสีซีดตามสภาพ มีรอยยับบนเสื้อบ้างเล็กน้อย ไม่ได้เป็นเสื้อผ้ายี่ห้อหรูหราราคาแพง หรือเป็นสินค้าแบรนด์เนมแต่อย่างใด

ล่าสุดที่คุณปู่ใช้เงินคือการซื้อหมวกใบโปรดซึ่งมีมูลค่าหลายพันเยนเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว และคุณปู่ก็ยังคงสวมหมวกใบนั้นต่อไป โดยภรรยาของเขาเป็นคนซ่อมมันตรงส่วนที่ชำรุด 

>>ความชรา และ สุขภาพที่เสื่อมโทรมลง

คุณปู่ ชิเงรุ ฟูจิโมโตะ มักจะออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยการเดินเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง แต่ก็ยังมีสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ คือความชรา โดยคุณปู่มักมีอาการปวดหลังส่วนก้นกบ ซึ่งกำเริบขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้คุณปู่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน แม้เพียงระยะทางสั้น เพื่อไปห้องน้ำ

แต่ความเสื่อมของสังขารที่เกิดขึ้นกับคุณปู่ยังไม่จบลงที่เพียงแค่อาการปวดหลัง เพราะมีภาวะสมองขาดเลือดเป็นครั้งที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบการใช้ชีวิตของคุณปู่มากกว่า ทำให้ไม่สามารถจดบันทึกรายการธุรกรรมในสมุดบันทึกได้รวดเร็วเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

และยิ่งแย่กว่านั้น คือปัญหาการมองเห็นเมื่อประสาทตาเสื่อม ทำให้คุณปู่ต้องใช้แว่นขยายในการดูจอคอมพิวเตอร์ เมื่อตาของคุณปู่เมื่อยล้าเกินกว่าจะมองเห็นตัวอักษรบนจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามคุณปู่ ฟูจิโมโตะ ยอมรับว่าการเสื่อมถอยทางร่างกายของเขาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นไปตามวัย แต่ถึงกระนั้น คุณปู่ก็ยังคงมองโลกในแง่บวก

“ผมคงทำธุรกรรมได้มากขึ้น หากเรียนรู้วิธีเขียนชวเลขเพื่อจะได้จดบันทึกได้เร็วขึ้น และสไตล์การซื้อขายของผมยังคงพัฒนาต่อไป แม้ว่าผมจะอ่อนแอลงก็ตาม ผมให้คะแนนตัวเองเพียง 75 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 100) ” คุณปู่ชิเงรุ กล่าวอย่างอารมณ์ดี

>>การลงทุน เส้นบาง ๆ คั่นกลาง ระหว่างการเสี่ยงโชค กับ แรงบันดาลใจ

คุณปู่ฟูจิโมโตะใช้ชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาว่า “คุณควรเสี่ยง แม้จะเสี่ยงต่อความล้มเหลวก็ตาม เมื่อบางสิ่งบางอย่างทำให้คุณคิดว่า ‘นี่แหละใช่แล้ว’ ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม”

คุณปู่ฟูจิโมโตะ เล่าให้ฟังว่าเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 19 ปีหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย โดยคุณปู่เรียนรู้การลงทุนจากลูกค้าของร้านขายสัตว์เลี้ยง ที่เขาเริ่มทำงาน โดยแนะนำและให้คำปรึกษาในการเริ่มลงทุน

ต่อมาเมื่อมีเงินเพิ่มมากขึ้น คุณปู่ได้ลงทุนเปิดกิจการร้านเล่นไพ่นกกระจอก หลังจากที่เกิดแรงบันดาลใจขึ้นว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ” และต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบริการและความบันเทิง โดยได้ลงทุนเปิดร้านเหล้า เมื่อร้านเหล้าเจริญรุ่งเรือง โดยขยายสาขาร้านเหล้าได้ถึงสามแห่ง และสามารถทำกำไรได้ดี คุณปู่จึงขายธุรกิจให้ผู้รับช่วงต่อในราคา 65 ล้านเยน

คุณปู่ชิเงรุ ใช้เงินเก็บที่มีอยู่ทั้งหมด หลังจากขายกิจการออกไป โดยมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวในปี 2529 โดยสร้างผลตอบแทนการลงทุนอย่างมากในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ทำให้สินทรัพย์ของคุณปู่ชิเงรุเพิ่มมากขึ้นถึง 1 พันล้านเยน

แม้ว่าต่อมา จะเกิดวิกฤติ ‘ฟองสบู่’ ทางเศรษฐกิจแตก ทำให้ทรัพย์สินของคุณปู่ชิเงรุ ลดลงเหลือ 200 ล้านเยน แต่การจำกัดความเสี่ยงของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ทำให้ไม่ล้มละลายจากการลงทุน

ชีวิตของคุณปู่ชิเงรุ ยังคงเจอวิบากกรรมอื่น ๆ เข้ามาซ้ำเติมอีก โดยได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชินเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งทำให้ทางเข้าอพาร์ตเมนต์ของคุณปู่พังเสียหาย โดยคุณปู่หนีจากแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงเสื้อผ้าที่พาดอยู่บนไหล่ และเดินเท้าเปล่าบนถนนที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว ซึ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทำให้คุณปู่เกิดความรู้สึกสิ้นหวัง และห่างเหินจากการลงทุนเพราะการใช้ชีวิตในตอนนั้น เหมือนผู้อพยพไร้ที่พึ่งที่ต้องซุกตัวอยู่ในอาคารเรียนประถมศึกษา

>>เรียนรู้การลงทุนแบบออนไลน์ในวัยเกษียณ

จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อคุณปู่ฟูจิโมโตะ ได้รู้จักกับโลกของการซื้อขายหุ้นออนไลน์ในปี 2002

ก่อนหน้านี้ คุณปู่ใช้วิธีส่งคำสั่งซื้อและขายได้เฉพาะทางโทรศัพท์บ้านหรือการซื้อขายผ่านเคาน์เตอร์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา บริษัทได้แจ้งกับคุณปู่ว่า บริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้นแห่งหนึ่งซึ่งคุณปู่ชิเงรุคุ้นเคยมานาน กำลังเริ่มให้บริการซื้อขายออนไลน์

ซึ่งคุณปู่ฟูจิโมโตะ ในขณะนั้นอายุ 66 ปี และไม่เคยจับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเลยด้วยซ้ำ แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ และไม่หวั่นไหวกับรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไป

“วิธีนี้จะสะดวกมาก และค่าคอมมิชชันก็ต่ำมาก ซึ่งผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลองวิธีนี้ดู” คุณปู่กล่าว

หลังจากที่รูปแบบการลงทุนเปลี่ยนไป คุณปู่ฟูจิโมโตะ ไม่รีรอที่จะไปร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และค่อย ๆ เรียนรู้การใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งนำเขาไปสู่การลงทุนในยุคปัจจุบันนี้

“การระมัดระวังและคิดกับตัวเองว่า ‘โอ้ ดูดีจังเลย’ เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ เพราะอะไรน่ะเหรอ ศูนย์คูณศูนย์ก็เท่ากับศูนย์ โลกของคุณช่างเล็กเหลือเกิน มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่คุณไม่รู้ อายุไม่สำคัญเมื่อคุณเริ่มลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ” คุณปู่ชิเงรุ กล่าวอย่างกระตือรือร้น

แน่นอนว่าวิธีการของคุณปู่ในตอนนั้น ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและล้มเหลวในที่สุดหลังสูญเสียเงินลงทุนครั้งใหญ่ในการซื้อขายหุ้น

คุณปู่ฟูจิโมโตะเล่าว่า โดยยกสำนวนภาษาญี่ปุ่นที่ว่า “ผมสะดุดไม่ใช่แค่เจ็ดครั้ง แต่ประมาณ 50 ครั้ง” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “สะดุดเจ็ดครั้ง แต่สามารถฟื้นตัวได้แปดครั้ง.....แต่ผมมักจะสาปแช่งตัวเองอยู่เสมอ โดยเชื่อว่าผมไม่ควรตำหนิผู้อื่น การครุ่นคิดมากเกินไปนั้นไม่ดี เพราะการทำเช่นนี้จะทำเหมือนการตอกย้ำความผิดพลาด และทำให้เสียโอกาสที่จะลงทุนครั้งต่อไป”

มาถึงจุดนี้ คุณปู่ฟูจิโมโตะ ยืนยันว่า "การซื้อขายหุ้นไม่เหมาะสำหรับผู้ที่หวังจะหาเงินง่าย ๆ"

“เมื่อคุณซื้อหุ้นแล้ว หุ้นเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเพื่อนของคุณ ดังนั้นคุณต้องคอยดูแลหุ้นเหล่านั้นเหมือนดูแลเพื่อนคุณตลอดเวลา คุณต้องค้นหาหุ้นเหล่านั้นทุกวัน ศึกษาหุ้นเหล่านั้น และเป็นพี่น้องกับหุ้นเหล่านั้น” คุณปู่กล่าว

แต่ก็ใช่ว่าความจริงจะสามารถทำได้ เพราะคำพูดมันง่าย แต่ทำจริงมันยาก

ความมุ่งมั่นของคุณปู่ มีมากกว่าอาการเจ็บป่วยและความชราจะเข้ามาบั่นทอนได้ แม้ว่าต้องทนเจ็บปวดจากกระดูกสันหลังส่วนล่าง แต่คุณปู่ฟูจิโมโตะ ยังคงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน เพื่ออ่านและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อใดก็ตามที่มีข่าวสำคัญ เขาจะคาดการณ์ปฏิกิริยาของนักลงทุนรายอื่นต่อปัจจัยดังกล่าว และพยายามคาดเดาปฏิกิริยาเหล่านั้น

จากประสบการณ์และความคิดของเขาถูกสะสมขึ้นทุกวัน แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่คุณปู่ชิเงรุคาดการณ์จะถูกต้องเสมอไป ความผิดพลาดยังเกิดขึ้นอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่คุณปู่ฟูจิโมโตะยังคงยิ้มรับสิ่งที่เกิดขึ้น และกล่าวว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและเสน่ห์ของการซื้อขายรายวัน"

นักข่าวของ อาซาฮี ชิมบุน ที่ยังคงรู้สึกประทับใจกับความกระตือรือร้นของคุณปู่ ฟูจิโมโตะ ตลอดการให้สัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่บทความนี้ ซึ่งนักข่าวได้ถามคำถาม 2-3 คำถามในตอนท้ายของการสัมภาษณ์

ข้อความบางส่วนจากการแลกเปลี่ยนได้แก่

นักข่าว : เงินหมายถึงอะไรสำหรับคุณ?

ฟูจิโมโตะ : เงินไม่ใช่สิ่งน่ารำคาญ แต่ผมไม่ได้ต้องการมันมากนัก อย่างไรก็ตาม เงินทำให้คุณต้องใส่ใจกับมันอย่างจริงจัง กว่าจะเลือกลงทุนได้ ผมไม่เชื่อคำพูดของนักวิเคราะห์ที่บอกว่า ‘หุ้นของรุ่นนี้จะขึ้น’ ทางทีวีและในหนังสือพิมพ์ เพราะพวกเขาเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนที่พูดแบบนั้น โดยไม่ได้ใช้เงินของตัวเอง ผมต้องรวบรวมความกล้า แม้กระทั่งตอนนี้ เมื่อผมควักเงินของตัวเองออกมาใช้ เมื่อผมแพ้เกม ผมจะพูดกับตัวเองว่า “ช่างหัวมันเถอะ” และตั้งใจเรียนอย่างหนักด้วยความสำนึกผิด มันสนุกมากเมื่อเศรษฐกิจและราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปตามที่คาดไว้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงหยุดทำแบบนี้ไม่ได้

นักข่าว:คุณกำลังคิดเรื่องการเกษียณหรือไม่?

ฟูจิโมโตะ : ผมจะเกษียณจากการลงทุนก็ต่อเมื่อผมตาย ตอนนี้ผมให้คะแนนชีวิตตัวเองอยู่ที่ 75 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 100) ผมพยายามสงบสติอารมณ์และฝึกฝนทักษะการซื้อขายทุกวัน ผมจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาจิตวิญญาณ เทคนิค และสมรรถภาพทางกายให้สมบูรณ์แบบต่อไป และชีวิตของผมอาจดีขึ้นถึง 90 หรือ 100 คะแนน ซึ่งนั่นคงเป็นเวลาที่ผมกำลังจะจากโลกนี้ไป (หัวเราะ)

"โอ้ ดวงวิญญาณที่ทุกข์ระทม จงมองดูฉัน ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสิ่งใดๆ การเดินทางไกลนับพันไมล์เริ่มต้นด้วยไมล์เดียว คุณควรใช้ชีวิตโดยไม่ต้องครุ่นคิด!"

ทั้งนี้ คุณปู่ชิเงรุ ฟูจิโมโตะ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1936 เป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสี่คนของครอบครัวเกษตรกรในจังหวัดเฮียวโงะ โดยเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 19 ปี โดยเน้นการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาแนวโน้มราคาหุ้นในอดีตเพื่อคาดการณ์ความเคลื่อนไหวในอนาคต จนมีความเชี่ยวชาญในการอ่านภาพบริษัทและทิศทางการลงทุน ขณะที่งานอดิเรกของคุณปู่คือการปีนเขา และมีงานอดิเรกคือการได้พูดคุย และเล่นกับนกแก้วตัวโปรดที่คุณปู่เลี้ยงไว้

นอกจากนี้ คุณปู่ฟูจิโมโตะ ยังได้ตีพิมพ์หนังสือภาษาญี่ปุ่นเรื่อง ‘คำสอนของชิเงรุซัง เทรดเดอร์วัย 87 ปี’ จากบริษัท Diamond Inc. ซึ่งออกวางจำหน่ายในปี 2566


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top