Monday, 10 August 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับรางวัล TRIP.Best 2024 Global 100 Family-Friendly Attractions 

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับรางวัล TRIP.Best 2024 Global 100 Family-Friendly Attractions การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแบบครอบครัวที่ไหนรับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก                                             

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.67) สำนักงานพัฒนาพิงคนคร(องค์การมหาชน)โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ได้ให้การต้อนรับคณะบริษัท TRIP.Besf 2024 Global 100 Family-Friendly Attractions ให้กับเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยมีนายกฤษดา ลาพิมล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ปฎิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เป็นประธานเป็นผู้ให้การต้อนรับพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ณ.ห้องประชุมวารีกุญชร สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี  

นายกฤษดา ลาพิมล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพิงคนคร กล่าวว่าการได้รับรางวัลนี้ เนื่องจากเชียงใหม่ไนท์เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆมาโดยตลอดจนทำให้เกิดการรีวิวและบอกต่อ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีแห่งนี้ให้คนทั่วโลกได้เห็นและรู้จักซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับรางวัลจากTrip.com แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการ การเดินทางแบบครบวงจรระดับนานาชาติ ในประเภท Trip.Best 2024 global 100 Family Friendly attraction ซึ่งเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในหมวดหมู่การท่องเที่ยวแบบครอบครัว ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกและเป็นการจัดลำดับการท่องเที่ยวที่จัดทำขึ้นโดยอิงจากรีวิวจริงของผู้ใช้และความนิยมในการขายตลอดทั้งปี

สมุทรปราการ-เปิดงาน 'สุดยอด ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสมุทรปราการ' เพื่อการปรับตัวสู่วิถีชีวิตใหม่ New Normal

นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน สุดยอดผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายอำนวย สุวรรณรักษ์ หัวหน้าอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ นายชนินทร์ กาญจนสุชา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ นายสาธิต กล่อมสวัสดิ์ พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ นางสาวสุจิรา กิจเจริญ เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ นางสาวสุขนันทิพย์ ศรีสมวงษ์ พัฒนาการจังหวัดสมุทรปราการ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธีเปิดงานครั้งนี้ 

ภายในงานยังได้รับเกียรติและอนุเคราะห์สถานที่จัดงานจาก คุณโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ รองประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง จังหวัดสมุทรปราการและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการมีแนวคิดที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ให้โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าส่งเสริมตลาดสำหรับผลผลิตเพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวหรือภาคบริการอื่น 

รวมทั้งสร้างการเข้าถึงช่องทางการตลาดยกระดับมาตรฐานคุณภาพและมูลค่าของสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชน เพื่อเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน สำหรับการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า 'สุดยอดผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมสมุทรปราการ' นี้ถือเป็นกิจกรรมที่ 3 ของโครงการ โดยมีสินค้ารวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ มาจัดแสดง จำนวน 43 บูธด้วยกัน โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 16 กันยายน 2567 ณ Grand Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง ภายในงานสามารถชมการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากนักแสดงอีกมากมายทุกวัน

‘ผู้ว่าฯ ธปท.’ มอง!! การเติบโตเศรษฐกิจไทย ไม่ควรล่า ‘GDP’ แบบเดิมอีกต่อไป เผย!! ควรเน้นการเติบโตจากท้องถิ่น ชี้!! นี่คือ ‘กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน'

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.67) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา ‘Big Heart Big Impact สร้างโอกาสคนตัวเล็ก..Power of Partnership จับมือไว้ไปด้วยกัน’ ที่จัดโดยสำนักข่าว Thaipublica ในหัวข้อ ‘สร้างไทยเข้มแข็งด้วยท้องถิ่นนิยม Localism Future of Thailand’ ว่า ประเทศไทยจะเติบโตแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป ต้องหารูปแบบการเติบโตใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากที่เราเคยเติบโต

ตัวสะท้อนที่เห็นชัด ว่าเราจะเติบโตแบบเดิมไม่ได้ ด้านแรก หากดูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีดีพี ถือว่าไม่ได้สะท้อนเรื่องของความมั่งคั่งหรือรายได้ของครัวเรือนเท่าที่ควร 

โดยเฉพาะหากมองไปข้างหน้า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นแม้ตัวเลขจีดีพีเติบโต แต่ไม่ได้หมายความว่า รายได้หรือความมั่งคั่งของครัวเรือนหรือรายได้ต่างเพิ่มขึ้น 

ด้านที่สอง ในมุมของภาคธุรกิจ เห็นการกระจุกตัวค่อนข้างสูง โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจขนาดใหญ่ที่อยู่ที่ 5% แต่มีสัดส่วนรายได้สูงถึงเกือบ 90% เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเทียบกับก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 84-85%

สะท้อนการกระจุกตัวของรายได้ธุรกิจที่เพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำ หากดูธุรกิจรายเล็กที่เพิ่งเกิดใหม่ และมีการก่อตั้งธุรกิจมาน้อยกว่า 5 ปีหลัก มีอัตราการปิดกิจการ หรือการตายที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึง Dynamic ที่เริ่มลดลง สะท้อนการกระจุกตัวสูงขึ้น

ด้านที่สาม ภายใต้บริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้อานิสงส์ที่ประเทศไทยเคยได้รับ ไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะ การพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศหรือ FDI ที่เข้ามาในประเทศ ที่ไทยหวังพึ่งแบบเดิมไม่ได้เหมือนเดิม หากดูมาร์เก็ตแชร์ของไทยเคยอยู่ที่ 0.57%  ซึ่งสูงกว่าเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม มาก แต่ปัจจุบัน FDI  เวียดนามแซงไทยไปมาก

สะท้อนให้เห็นว่าเราทำแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป ไม่เหมือนอดีตที่เรามีเสน่ห์แม้เรานั่งเฉยๆ เขาก็วิ่งมาหาเรา แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไป ดังนั้นประเทศไทยต้องปรับตัว ต้องออกแรงมากขึ้น จะหวังพึ่งต่างชาติไม่ได้เหมือนเดิม หมายความเราจำเป็นที่ต้องพึ่งความเข้มแข็งภายในของเรามากขึ้น

“เราไม่ควรโตแบบล่าตัวเลขอย่างเดียว ล่าจีดีพี ล่า FDI เพราะการเติบโตที่ผ่านมาก็ไม่ได้สะท้อนไปสู่เรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ตัวเลขที่ต้องล่าคือ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้คน ความมั่งคั่งของคน ที่เป็นสะท้อนคุณภาพของชีวิตความเป็นอยู่ของคน เช่น ตัวเลขสาธารณสุข การศึกษา และโอกาสต่างๆ เพราะตัวเลขวันนี้ไม่ได้สวยหรูเหมือนเมื่อก่อน”

ดังนั้นการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น เข้มแข็งกว่าเดิม หรือเติบโตบนรูปแบบใหม่ ต้องอาศัยหลายๆ เรื่อง ภายใต้ More Local 

ด้านแรก เน้นการเติบโตแบบท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประชากร 80% อยู่นอกพื้นที่ กทม./ปริมณฑล

ซึ่งต้องสร้างความมั่งคั่งนอกพื้นที่ และด้านที่สอง ธุรกิจประมาณ 80% อยู่นอกพื้นที่ กทม./ปริมณฑล ซึ่งหากดูสัดส่วนประชากรเมืองหลวง และเมืองรองมีช่องว่าง (Gap) มหาศาล และด้านที่สาม จากตัวเลข World Bank

สะท้อนว่าการเติบโตจีดีพีสูง แต่การเติบโตของประชากรเพียง 0.22% เท่านั้น 

อย่างไรก็ดี การเติบโตแบบท้องถิ่น จะต้องโตแบบแข่งขันได้ และเป็นการแข่งขันกับโลกได้ด้วย ไม่เฉพาะแข่งขันเฉพาะจังหวัดเท่านั้น แต่การเติบโตที่แข่งขันได้ ต้องก้าวข้ามหลายด้าน 

ซึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำ หรือของที่ไม่ใช่

ด้านแรก การเติบโตโดยอาศัยความหนาแน่นของพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เริ่มส่งผลกระทบ จากความหนาแน่นเหล่านี้แล้ว ทั้งความแออัด ต้นทุนที่สูงขึ้น ที่เริ่มเห็นจีดีพีต่อหัวของกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ชะลอตัวลง 

ด้านที่สอง นโยบายที่เน้นการกระจายความเจริญไปพื้นที่ต่างๆ ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก เช่น การพยายามไปพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ  หรือ Special Economic Zone  เพื่อดึงดูดความมั่งคั่งการลงทุนต่าง ซึ่งจากการทำมาตั้งแต่ ปี 2558 พบว่ามีมูลค่าลงทุน หากเทียบกับสัดส่วนของมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในประเทศทั้งหมด ที่พบว่าอยู่เพียง 0.5% หรือไม่ถึง1%  ดังนั้นแม้นโยบายเหล่านี้ เป็นเจตนารมณ์ที่ดีของนโยบายรัฐ เพื่อหวังให้เกิดการกระจายความเจริญ แต่หากไม่ได้ศักยภาพต่างๆ นโยบายพวกนี้อาจเป็นนโยบายที่ไม่ใช่ 

ส่วนสิ่งที่ ‘ใช่’ คือ การสร้างท้องถิ่นสากลให้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน จุดเด่นแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ทั้งทรัพยากร และประวัติศาสตร์ แต่จะต้องแข่งขันกับโลกได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยการที่ทำให้ท้องถิ่นสากลได้ ต้องมี 5-6 เรื่อง 

1.เชื่อมกับตลาด แต่จากท้องถิ่นที่ไม่หนาแน่น กระจายไม่เยอะ ทำให้ต้นทุนจะต่ำได้น้อยมาก แต่กระแสออนไลน์จะทำให้การเชื่อมกับตลาดได้ง่ายขึ้น

2.สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการหาจุดเด่น และเอกลักษณ์ 

3.ร่วมมือกับพันธมิตร (Partner) จะช่วยได้ โดยตัวเล็กจับมือกับตัวใหญ่ เพื่อสร้างโอกาสที่เป็น Win-Win

4.ทำให้เมืองรองโต ทำให้เกิดการเข้าถึงเมืองรอง สร้างการกระจุกตัวในเมืองใหม่ ๆ 

5.ให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเองได้ เพราะอะไรที่จากส่วนกลางแบบ One size fits all จะไม่เหมาะกับทุกพื้นที่ เช่น ต่างประเทศที่พัฒนาได้ดี อาทิ เกาะเจจู ของเกาหลีที่ให้พื้นที่ออกนโยบายเอง ทำให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 1,500 ดอลลาร์

6.สร้างระบบติดตาม ประเทศที่ทำได้ดี คือ เวียดนาม ที่มีการคำนวณความสามารถในการแข่งขันในแต่ละจังหวัด และแต่ละพื้นที่ โดยมีการสำรวจความเห็นนักลงทุนถึงกฎระเบียบการลงทุน และอุปสรรคมีอะไรบ้าง เพื่อพยายามให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน 

‘สภานักศึกษา มธ.’ มีมติมอบรางวัล ‘จารุพงษ์ ทองสินธุ์’ ให้ ‘บุ้ง เนติพร’ พร้อมยกย่อง!! ในฐานะ ‘ผู้ที่เคลื่อนไหวเรียกร้อง – ปกป้องประชาธิปไตย’

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย.67) สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีมติให้ 'เนติพร เสน่ห์สังคม' ได้รับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2567

รางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย คือรางวัลโดยสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มอบให้แก่ผู้ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องและปกป้องประชาธิปไตย เช่นเดียวกันกับจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อนและพี่ของเราที่ได้สละชีวิตต่อความอยุติธรรมและความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 

โดยจะมีการมอบรางวัลในงานรำลึก 48 ปี 6 ตุลาฯ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

'นายกฯ' อัญเชิญพระราชกระแส ‘ในหลวง ร.10’ ทรงห่วงใยประชาชน-พระราชทานกำลังใจจิตอาสา

(13 ก.ย. 67) ที่ จ.เชียงราย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่พายุไต้ฝุ่นยางิ (Yagi) ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในบริเวณพื้นที่ อ.แม่สาย และ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา อีกทั้งเกิดเหตุดินสไลด์ในบริเวณพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน บาดเจ็บ และเสียชีวิต รวมถึงเกิดความเสียหายแก่บ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมากนั้น

นายกฯ กล่าวต่อว่า การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแส ทรงห่วงใยประชาชนผู้ประสบภัยจากเหตุดังกล่าว และมีพระราชกระแสทรงชื่นชม และพระราชทานกำลังใจ แก่จิตอาสาจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐภาค เอกชน และภาคประชาชน ซึ่งต่างเสียสละกำลังกาย กำลังปัญญา และกำลังทรัพย์ มาร่วมกันปฏิบัติการให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย แม้การช่วยเหลือจะเป็นไปอย่างยากลำบากท่ามกลางกระแสน้ำไหลเชี่ยว และข้อจำกัดต่าง ๆ แต่จิตอาสาภาคส่วน ต่างร่วมมือร่วมใจกันอย่างเต็มกำลัง ด้วยความรักความปรารถนาดีต่อกัน เป็นเครื่องมือสำคัญ ทำให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที สามารถบรรเทาสถานการณ์ให้คลี่คลายลงตามลำดับ

'รมว.เอกนัฏ' สั่งพักหนี้ SME ที่ได้รับผลกระทบทันที พร้อมสั่งการจัดส่งถุงยังชีพเพิ่มช่วยผู้ประสบภัย

(13 ก.ย. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ในภาคเหนือ ส่งผลกระทบชีวิตผู้คนทั้งในบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นวงกว้าง ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการสรุปรายงานสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา รวมทั้ง 14 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ มีสถานประกอบการได้รับความเสียหาย จำนวน 61 ราย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 42.1 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการ SME รายย่อย ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม จำนวนไม่ต่ำกว่า 505 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2567)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและสถานประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เตรียมให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ขณะนี้ทางปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (นายณัฐพล รังสิตพล) ได้มอบหมายให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เร่งสำรวจความเสียหายของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบว่ามีกี่ราย เสียหายอย่างไรบ้าง และเร่งส่งมอบถุงยังชีพ 'อุตสาหกรรมรวมใจ MIND ไม่ทิ้งกัน' ซึ่งเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรม 'อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย' บรรจุเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นถุงยังชีพรวมใจส่งมอบรอยยิ้ม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบอุทกภัยในการก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

นอกจากนั้นยังเตรียมแผนการเยียวยาเต็มรูปแบบ หลังพื้นที่ประสบภัยน้ำเริ่มลดลง ให้หน่วยงานในสังกัด อก. เร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชน โดย...

1) จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ ทีมวิศวกร หรือช่างชุมชนของโครงการอาชีพช่าง เข้าปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟู เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า 

2) จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเมินสภาพปัญหาให้คำปรึกษาปัญหาธุรกิจ วางแผน ฟื้นฟูสถานประกอบการ ผ่านศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรมดีพร้อม (DIPROM BSC) 

3) จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำปรึกษาฟื้นฟูกระบวนการผลิต ระบบคุณภาพ GMP/HACCP/GHP มาตรฐานความปลอดภัย ผ่านศูนย์ DIPROM Center ในพื้นที่ส่วนภูมิภาค เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติโดยเร็ว 

4) การพักชำระหนี้ 3 เดือน สำหรับลูกหนี้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ

"หลังน้ำลดและสถานการณ์คลี่คลาย ผมและคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งลงพื้นที่เพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือสถานประกอบการและพี่น้องประชาชนโดยรอบ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ขอร่วมส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้และกลับมาดำเนินชีวิตในรูปแบบปกติได้โดยเร็ว และจะเดินเคียงข้างพี่น้องประชาชนให้ก้าวข้ามช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้" รมว.เอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย

‘ไพบูลย์’ ฟ้อง!! 'หมาแก่-ช่อง 9' เรียก 50 ล้าน ระงับออนแอร์ 'เจาะลึกทั่วไทย' หลังปล่อยคลิปเสียงคล้ายคนบ้านป่า ทำคนเข้าใจผิด-เสื่อมเสียชื่อเสียง

(13 ก.ย. 67) นายไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวกรณีที่มีการนำเสนอคลิปหลุดเสียง 'ลุงบ้านป่า' ว่า ในสัปดาห์หน้าจะยื่นฟ้องดำเนินคดี นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ผู้จัดรายการ 'เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand', รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ และสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT ต่อศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเสียงของตน ทำให้ตนเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และคลิปเสียงดังกล่าวมีที่มาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากกรณีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567 นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ได้นำคลิปเสียงเผยแพร่ผ่าน รายการ 'เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand' ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9

“จะยื่นฟ้องนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์, รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ และ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT ต่อศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายจำนวน 50 ล้านบาท และ ในวันจันทร์ที่ 16 กันยายนนี้ ผมจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT ที่เผยแพร่คลิปเสียงที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อขอให้ กสทช. มีคำสั่งให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT ระงับการออกอากาศรายการ 'เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand' ตาม มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์” นายไพบูลย์ กล่าว

'แกนนำก้าวหน้า' แซะ!! ประเทศไหนพึ่งพา 'อาสาฯ-เงินบริจาค' ก็แปลว่าภาครัฐพึ่งพาไม่ได้ ไม่รู้จะเสียภาษีให้ไปทำไม

(13 ก.ย. 67) นายชำนาญ จันทร์เรือง แกนนำคณะก้าวหน้า ได้โพสต์รูปและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

"ประเทศไหนที่พึ่งพาอาสาสมัครและเงินบริจาคจากประชาชนเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติแสดงว่าบริการสาธารณะของภาครัฐประเทศนั้นพึ่งไม่ได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเสียภาษีให้รัฐประเภทนี้ไปทำไม"

‘นักเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ’ คว้ารางวัล ‘Dow Innovation Award’ จากผลงาน ‘ผลิตไบโอดีเซลจากขยะการเกษตร ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์’

(13 ก.ย. 67) เว็บไซต์ศูนย์ข่าวพลังงาน รายงานความสามารถของเด็กไทย ในการผลิตไบโอดีเซลจากขยะทางการเกษตร ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ต้านโลกร้อน และคว้ารางวัล Dow Innovation Award ได้สำเร็จ ระบุข้อความว่า…

“โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย คว้ารางวัล Dow Innovation Award จากผลงานเรื่อง ‘การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการผลิตไบโอดีเซลจากการย่อยสลายและการเปลี่ยนขยะทางการเกษตรโดยหนอนแมลงวันลาย’ รับทุนการศึกษา 30,000 บาท จากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งสนับสนุนเด็กไทยในระดับมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศในการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์…

“โดยได้คัดเลือกโครงงานที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อขจัดปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ของสังคม ภายใต้การประกวด ‘Prime Minister’s Science Award 2024’ ซึ่งจัดโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัลให้กับนายภูดล ศรีรัตนา และนายปพนพัชร์ วิรุฬห์ไววุฒิ นักเรียนเจ้าของโครงการฯ พร้อมกับนางสาววนิดา ภู่เอี่ยม ครูที่ปรึกษาโครงการฯ ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี”

'ครูเดวิด' ดึงสติคนไทย จงภูมิใจในประเทศชาติ หากรู้ว่าเขาไม่ชอบเราเท่าไร จะอุดหนุนไปเพื่อ?

เมื่อไม่นานมานี้ ช่องติ๊กต็อก ‘David William’ ของ ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดังแห่งโลกโซเชียล ได้โพสต์คลิปวิดีโอในหัวข้อ ‘ถ้าพวกเขาไม่ชอบเราจริง ๆ เราควรเลิกอุดหนุนเขานะ’ ผ่านมุมมองของคนอเมริกันที่เคยอยู่ในบริบทของคู่ขัดแย้งระดับโลกอย่าง ‘สหรัฐฯ-จีน’ มาแชร์ให้เห็นถึงภาพที่ใกล้เคียงกับปมขัดแย้งระหว่างชนสองชาติ ‘ไทย-เกาหลีใต้’ ในปัจจุบัน โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้… 

เรื่องดรามาระหว่าง ‘คนไทย’ กับ ‘เกาหลีใต้’ ตอนนี้ มีกรณีหนึ่งที่อยากให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยนี่เป็นเรื่องของความภูมิใจในประเทศตัวเอง และไม่ยอมประเทศหรือคนในประเทศที่เกลียดเขา ว่าพวกเขาปฏิบัติตัวต่อกันอย่างไร 

ตัวอย่างประเทศที่กล่าวถึง คือ ‘สหรัฐอเมริกา’ ถามว่าสหรัฐฯ มีข้อเสียไหม แน่นอนว่ามี แล้วก็ไม่ใช่ประเทศที่สมบูรณ์แบบในทุกเรื่องด้วย แต่สิ่งที่คนอเมริกันจะรู้สึกเหมือนกันเรื่องหนึ่งคือ ‘ความภูมิใจ’ โดยพวกเขาจะไม่ยอมให้ใครหรือประเทศไหนที่ไม่ชอบเขามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น จีน ที่สังเกตได้ว่า ไม่ว่าจีนจะขายของให้สหรัฐฯ แค่ไหนก็ตามแต่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า, มือถือ สหรัฐฯ จะใส่ภาษีเข้าไปหนักมาก พูดง่าย ๆ ถ้าคิดจะนำสินค้าจีนมาขายในสหรัฐฯ จะต้องโดนภาษีหนักกว่ารายอื่น ๆ ที่ไม่ได้มาจากจีน

ถามว่าสิ่งนี้เป็นเพราะอะไร?

เพราะเขามองว่า ‘จีน’ ไม่เป็นมิตรกับคนอเมริกัน และทั้งสองประเทศนี้ ก็ไม่ได้ชอบกันเท่าไร เช่นเดียวกันกับ ‘ประเทศจีน’ ที่ก็ไม่ได้ชอบใช้สินค้าจากสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน และจะใช้แต่ของจากประเทศตัวเองด้วย

เรื่องนี้ไม่ได้จะบอกว่า ประเทศไหนดีหรือไม่ดี แต่อยากจะสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเราสังเกตประเทศเหล่านี้ (สหรัฐฯ-จีน) พอเขารับทราบว่าใครไม่ชอบตน เช่น จีนรับทราบว่า อเมริกันไม่ชอบพวกเขา และสหรัฐฯ ก็รับทราบว่าคนจีนไม่ชอบพวกเขา ต่างคนต่างก็จะไม่ยุ่งกัน เพราะเขามี ‘ศักดิ์ศรี’

ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะเห็นจากประเทศไทย คือ อยากให้คนไทยมีความภูมิใจแบบนี้ ผมไม่ได้บอกว่าประเทศใดดีกว่าใคร ทุกคนเท่าเทียมกันหมด แต่อย่างน้อย ถ้า ‘ประเทศไทย’ รับทราบว่า ‘ประเทศเกาหลีใต้’ ไม่ได้ชอบเราเลย แล้วทำไมทุกวันนี้เรายังเลือกจะไปอุดหนุนเขาอีก...เพื่ออะไร?

ผมไม่เข้าใจว่า เรารับทราบ ว่าเขาดูถูกเรา ไม่ชอบเรา แต่ยังบ้าเขา ชอบเขา ยังอุดหนุนเขาไม่หยุด อย่างน้อย ๆ เราควรมีศักดิ์ศรี และภูมิใจในความเป็นไทยหรือไม่

ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่เราควรตระหนัก คือ เราไม่ควรจะทนกับประเทศหนึ่ง ที่ดูถูกพวกเราโดยไร้เหตุผล

แน่นอน คนเกาหลีใต้ ดี ๆ ที่ให้เกียรติคนไทยก็มีอยู่มาก แต่จากภาพรวมวันนี้ คนไทยเราน่ารักเกินไปกับทุกเรื่อง และได้เวลาแล้วที่วันนี้เราควรจะรู้ตัว เมื่อเขาดูถูกเรา และไม่จำเป็นต้องอุดหนุนเขาในทุกสิ่งบ้างก็ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top