Sunday, 9 August 2026
Hard News Team

เปิดเลนส์ 'Alex and Coni' ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวต่างชาติ 'ประเทศไทย' ดินแดนแห่งความฝันที่ทำให้พวกเขาหลงเสน่ห์

(23 ก.ย. 67) ไม่นานมานี้ จากช่องยูทูบ 'Alex and Coni' (Alex ชาวเยอรมนี และ Coni ชาวอาร์เจนตินา) คู่รักผู้ชื่นชอบและหลงเสน่ห์ความเป็นไทย ได้นำเสนอคลิปสารคดีเกี่ยวกับเมืองไทย ที่ถ่ายทอดออกมาในแบบที่คนไทยเองได้เห็นแล้วยังต้องทึ่งกับมุมมองของไทยที่แสนงดงาม ทั้งสถานที่ วัฒนธรรม ผู้คน

ทั้งนี้ หากสังเกตให้ดี นับวันประเทศไทย และการท่องเที่ยวไทย จะยิ่งครองใจชาวต่างชาติที่มีโอกาสได้พลัดหลงเข้ามาต้องมนต์เสน่ห์แห่งดินแดนสยาม ดูได้จากชาวต่างชาติจำนวนมาก เริ่มทำคลิปท่องเที่ยวไทย ซึ่งเปรียบเสมือนการโปรโมตไทยจากใจคนที่ได้สัมผัสจริง ๆ มากขึ้น เช่นเดียวกันกับ ช่องยูทูบ Alex and Coni (Alex ชาวเยอรมนี และ Coni ชาวอาร์เจนตินา) 

สำหรับ Alex and Coni ทั้งสองมองว่า เมืองไทยเปรียบเสมือนดินแดนแห่งความฝันที่ต้องจดจำ ที่อยากค้นหา หลังจากได้มีโอกาสสัมผัสเมืองไทยในมิติที่ลึกขึ้น

ทั้งนี้ โดยพื้นฐาน Alex and Coni นั้นเป็นผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวในเชิงของคุณค่า ที่แฝงไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และถ่ายทอดออกมาผ่านคลิป ด้วยมุมมองต่าง ๆ ดังนี้...

พวกเขามักจะออกสำรวจเมืองผ่านที่มีชีวิตชีวา: หาดทรายที่เงียบสงบ และสิ่งมหัศจรรย์โบราณด้วยภาพโดรนในโรงภาพยนตร์และการตัดต่ออย่างมืออาชีพ 

พวกเขามักถ่ายทอดความรู้เชิงวัฒนธรรม: เจาะลึกประวัติศาสตร์, ประเพณี, และประสบการณ์ในท้อง ถิ่นซึ่งทำให้จุดหมายปลายทางแต่ละแห่งไม่ซ้ำกัน

พวกเขามักถ่ายทอดจากประสบการณ์จริง: โดยติดต่อกับคนท้องถิ่น และเปิดฉากการผจญภัยที่น่าตื่นตาตื่นใจด้วยตัวเองเสมอ

และพวกเขามักถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาและแรงบันดาลใจ: เรียนรู้เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและได้รับแรงบันดาลใจในการสำรวจโลกผ่านเรื่องราวที่ให้ความรู้และน่าสนใจออกมาเป็นเนื้อหาภาพสวยงาม

นี่คือความน่าสนใจหลังจากคลิปที่ทั้งคู่ได้เริ่มปรากฏสู่สายตาคนไทย เพราะนี่ไม่ใช่แค่การรีวิวไทยแบบผ่านๆ แต่เป็นการนำเสนอประเทศไทยแบบตั้งใจในมิติต่าง ๆ แบบที่คนไทยจำนวนมากยังไม่เคยไปสัมผัสเลยด้วยซ้ำ ตั้งแต่ที่เริ่มอัปเดตคลิปลง YouTube / TikTok และ Instagram ตั้งแต่ 20 มี.ค.2023

ล่าสุดคลิปวิดีโอในชื่อ 'ประเทศไทย | ดินแดนแห่งความฝันที่ถูกลืม' (https://youtu.be/Upn-O-M5Mic?si=u_ZG4yf84UIgYdDm) ซึ่งนำเสนอออกมาเหมือนงานสารคดีชั้นยอดนั้น ก็เหมือนกระจกสะท้อนเมืองไทยในทุกมิติไปสู่สายตาชาวโลก

ตั้งแต่เหนือที่เต็มไปด้วยความวิจิตรแห่งวัดดังภายใต้สถาปัตยกรรมที่อ่อนช้อย งดงาม พร้อมเรื่องราวแห่งที่มาที่ไปอันน่าจดจำ พาดผ่านไปยังภาคใต้ของไทย ที่อุดมไปด้วย ทะเล หาดทราย แสงอาทิตย์ ที่สร้างคลื่นขนาดใหญ่กลืนหัวใจทุกนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีโอกาสได้ทอดกายลงทุกแนบทุกหยดทะเลไทยในแดนใต้

นอกจากนี้ ‘รอยยิ้มแห่งสยาม’ ยังเป็นความงดงามที่ Alex and Coni ได้สัมผัสผ่านน้ำใจคนไทย ที่แทบจะกล้าพูดว่า ชาติใดในโลกก็ยังยากจะเทียบได้ในส่วนนี้

แน่นอนว่า วัฒนธรรมไทย อาหารไทย ความทันสมัยแบบร่วมสมัยของแต่ละจังหวัด และความปลอดภัยในสยามประเทศ ก็เป็นอีกจุดเด่นสำคัญที่ทำให้พวกเขาทั้งสอง ยังคงท่องเที่ยวอยู่ในบ้านเราอย่างต่อเนื่อง

เห็นต่างชาติชื่นชมบ้านเราขนาดนี้ คนไทยก็ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้ผลงานดี ๆ นี้ มีผู้ติดตามมากขึ้น ๆ

อย่าพลาดวิดีโอใหม่ ๆ ของพวกเขา 'Alex and Coni' ได้ที่ Instagram และ TikTok @alexandconi / YouTube www.youtube.com/@alexandconi

สำรวจข้อมูล 'Qualcomm' และ 'Intel' 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกก่อนจะควบรวมกัน

(23 ก.ย. 67) ข่าวที่หลายคนจับตามองมากที่สุดในช่วงนี้ และจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อโลกของเซมิคอนดักเตอร์ นั่นคือ ข่าวที่บริษัท Qualcomm ต้องการจะเข้าซื้อกิจการของบริษัทอย่าง Intel ซึ่งถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้บริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia เจอคู่ต่อสู้ที่สามารถแข่งขันได้อย่างน่ากลัว แถมดีลนี้จะยิ่งทำให้ตลาดผลิตชิปของสหรัฐฯ แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมและจะสร้างการเปลี่ยนแปลงของทิศทางของเทคโนโลยีทั่วโลกได้ 

Qualcomm เองเป็นบริษัทผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์พกพาและการสื่อสาร ในขณะที่ Intel เป็นผู้นำด้านชิปสำหรับพีซีและเซิร์ฟเวอร์ แถมยังมีโรงานผลิตชิปเป็นของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมชิปเลยก็ว่าได้ และการรวมตัวนี้จะทำให้ Qualcomm เข้าไปสู่ตลาดที่กว้างมากขึ้น และได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถของ Intel ในการพัฒนาชิปสำหรับ AI และ Data Center 

แม้ในช่วงปี 2007 Qualcomm จะเป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับ Intel แต่ในปี 2024 นี้เอง  Qualcomm กลายมาเป็นบริษัทที่ใหญ่กว่า Intel จากการขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G และตลาดมือถือ ขณะที่ Intel ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในตลาดพีซีและ Data Center จากคู่แข่งอย่าง AMD และ Nvidia 

และประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปคือ ความท้าทายเรื่องการผูกขาด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปเองให้ความสำคัญอย่างมาก และถ้าดีลนี้เกิดขึ้นได้จริงจะเป็นดีลที่ใหญ่มากของปีนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 122 พันล้านเหรียญ และ Qualcomm เองอาจจะต้องใช้วิธีการแลกหุ้นหรือระดมทุนเพื่อใช้ในการเข้าซื้อกิจการ Intel ครั้งนี้

>> บริษัท / ปีที่ก่อตั้ง 
Qualcomm = 1985
Intel = 1968

>> ประเภทอุตสาหกรรม
Qualcomm = โทรคมนาคม, เซมิคอนดักเตอร์ 
Intel = เซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยี

>> ผลิตภัณฑ์หลัก 
Qualcomm = ชิปประมวลผลมือถือ, 5G, เซมิคอนดักเตอร์ 
Intel = โปรเซสเซอร์พีซี, Data Center, AI, การขับขี่อัตโนมัติ 

>> จุดแข็ง
Qualcomm = Snapdragon, โปรเซสเซอร์, ผู้นำด้าน 5G
Intel = โปรเซสเซอร์ x86 สำหรับพีซีและ Data Center 

>> ตลาดสำคัญ 
Qualcomm = อุปกรณ์มือถือ, ยานยนต์, IoT เครือข่าย
Intel = คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, Data Center, Cloud, การขับขี่อัตโนมัติ 

>> มูลค่าตลาด 
Qualcomm = 188.17 พันล้านเหรียญ 
Intel = 93.288 พันล้านเหรียญ 

>> รายได้ Q2/2024 
9.4 พันล้านเหรียญ 
12.8 พันล้านเหรียญ 

'บิ๊กอ้วน' ยอม 'บิ๊กแมว' ขึ้น 'ผบ.ทร.' เดิมพันผลงาน...เป็นที่ประจักษ์

เมื่อวานนี้ (22 ก.ย. 67) ถ้าจะให้ขานรายชื่อขุนทหารที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 22 ก.ย.67 สัก 5 ตำแหน่งสำคัญ พร้อมขีดเส้นใต้ขยายความสั้นๆ ก็ขอเลือกดังนี้...

1) พล.อ.พนา แคล้ว ปลอดทุกข์ 'บิ๊กปู' (ตท.26) เสธ.ทบ. เป็น 'ผบ.ทบ.' ... ถ้าไม่มีอุบัติเหตุรายทางใดๆ บิ๊กปูจะอยู่ในตำแหน่งยาวนาน (3 ปี) ถึง 30 ก.ย.70...จะว่าไป พล.อ.พนา ก็คือ น้องเลิฟสายตรงของ 'บิ๊กต่อ' (ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน) บิ๊กแดง-บิ๊กตู่...เป็นนายทหารคอแดง มั่นคงต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เกินร้อย...

2) พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ 'บิ๊กหนุ่ย' (ตท.24) ผช.ผบ.ทบ.สายบูรพาพยัคฆ์ นายทหารคอแดง ที่เคยเป็นตัวเต็ง ผบ.ทบ.มาก่อน แต่แผ่วปลาย เดิมคาดจะไปเป็นรองผบ.ทหารสูงสุด รอขึ้นเป็นผบ.ทหารสูงสุดปีหน้า สุดท้ายถูกสับโผไปเป็นรองปลัดกลาโหม คาดว่าจะสืบต่อ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ เพื่อนเลิฟ ตท.24 ในปลายปีหน้า...

3) พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ 'บิ๊กหยอย' (ตท.24) ผช.ผบ.ทบ. นายทหารคอเขียว...โผแรกจะไปเป็นรองปลัดกลาโหม แต่สุดท้ายสลับใหม่โยกไปเป็นเสนาธิการทหาร รอขึ้น ผบ.ทหารสูงสุด ปี 2568...

เป็นไปได้ว่าอันเนื่องจากกรณี 'บิ๊กหยอย' จากนี้ไปที่เชื่อกันว่า...นายทหารคอแดงเท่านั้นที่จะขึ้นเป็นผบ.ทหารสูงสุด ก็อาจจะไม่เป็นสูตรตายตัวอีกต่อไป ยกเว้นก่อนถึงก.ย.ปีหน้า 'บิ๊กหยอย' จะไปเข้าอบรมหลักสูตรนายทหารคอแดง...หรือหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904

4) พล.ท.อมฤต บุญสุยา 'บิ๊กใหญ่' (ตท.27) แม่ทัพน้อยที่ 1 อดีตนายทหารเสือราชินี ผงาดขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 รอที่จะเข้าไลน์ 5 เสือทบ.ต่อไป

5) พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ 'บิ๊กแมว' (ตท.23) ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. เป็น ผบ.ทร.ตามข้อเสนอของผบ.ทร.คนปัจจุบัน (พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม) ถือเป็นการแหวกม่านประเพณีหรือหลักนิยมเดิม ที่ผบ.ทร.จะมาจาก 5 ฉลามเสือ ซึ่งกรณีตำแหน่ง ผบ.ทร.ถูกจับจ้องเป็นพิเศษว่า 'บิ๊กอ้วน' ภูมิธรรม เวชยชัย รมว.กลาโหม จะรื้อโผตามแรงกดดันจากอีกฝ่ายหรือไม่...สุดท้ายก็อย่างที่เห็น...คือไม่เปลี่ยน!!

เท่าที่สดับตรับฟังมาทั้งจากนักข่าวภาคสนามและสายข่าวในกองทัพก็กล่าวได้ว่า 'บิ๊กอ้วน' หรือฝ่ายการเมืองแทบจะไม่แตะหรือรื้อโผแม้แต่น้อย ทำให้บอร์ด 7 เสือกลาโหม หรือคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ซึ่งประกอบด้วย รมว.กห./รมช.กห./ปลัดกห./ผบ.ทหารสูงสุด/ผบ.ทบ./ผบ.ทร/ผบ.ทอ. มีความขลังมีความหมายในตัวมันเอง...

นั่นคือเป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักที่จะให้ บอร์ด 7 เสือ...นี้เป็นด่านสกัดการแทรกแซงกองทัพของฝ่ายการเมือง แต่ให้เป็นจุดลงตัวของการร่วมตัดสินใจของทั้งสองฝ่าย...

อย่างไรก็ตามกรณีของ 'บิ๊กแมว' ที่ย่างก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทร.ภายใต้สถานการณ์ใบปลิว บัตรสนเท่ห์ เรื่องส่วนตัว และการตั้งคำถามเรื่องหลักนิยม ก็คงต้องเดิมพันตัวเองด้วยการพิสูจน์ผลงานความรู้ความสามารถตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริตให้เป็นที่ประจักษ์ ขณะที่อยู่ในตำแหน่งแค่ปีเดียว...ลบล้างข้อใส่ร้ายกล่าวหาที่ว่าภารกิจหลักขึ้นมารับตำแหน่งเพื่อปกปิดความบกพร่องของเพื่อนที่เกษียณให้จงได้...

ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การจบนักเรียนนายเรือจากต่างประเทศ (เยอรมัน) และตำแหน่งส่วนใหญ่อยู่ฝ่ายอำนวยการ/เสนาธิการ ก็มีกึ๋นเพียงพอที่จะแก้ปัญหา-นำพาพัฒนากองทัพเรือให้ไปสู่ความแข็งแกร่ง ล้างความบาดหมางขัดแย้งที่หมักหมมได้...

มีอีกหลายตำแหน่งที่จะได้มาส่องกล้องมองภาพรวมกันในโอกาสต่อๆ ไป ในวันนี้ต้องสรุปรวบยอดว่าเมื่อมองจากบัญชีรายชื่อแต่งตั้งนายทหารระดับนายพล 808 นาย ก็เป็นสัญญาณเชิงบวกว่า...ฝ่ายการเมืองค่อนข้างระมัดระวังตัวสูงในการที่จะเข้าไปยุ่มย่ามรุกล้ำเขตทหาร...

แต่ทั้งหลายทั้งปวง...ถึงที่สุดจะดูกันเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเรื่องเดียวกันไม่ได้...ต้องมองเหตุการณ์และสถานการณ์ในอนาคตเป็นกรณีๆ ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม...สัปดาห์ก่อน 'เล็ก เลียบด่วน' ได้หมายเหตุเอาไว้แล้วว่า กลาโหมยุค 'บิ๊กอ้วน' เป็นความลงตัวเชิงอำนาจที่ดูดีไปอีกแบบ ขอยกบางตอนมาฉายซ้ำ...

“...จะว่าไปฝ่ายเมืองกระทรวงกลาโหมรอบนี้จะเรียกว่า...ลงตัวแบบธรรมะจัดสรรหรือ 'นาย(ทุน)ใหญ่' จัดสรรก็น่าจะพูดได้...รมว.เป็น 'บิ๊กอ้วน' สายตรงนายใหญ่ทักษิณ ส่วน รมช.คือ 'บิ๊กเล็ก' (พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์) โควตาพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ว่ากันว่า...นาย(ทุน)ใหญ่รุ่นใหม่รูปหล่อหนุนช่วยอยู่...”

‘พล.ต.ท.ประจวบฯ’ ชื่นชมตำรวจทางหลวงมอเตอร์เวย์เขาดิน ช่วยชีวิตหญิงพร้อมลูกสาววัย 9 ขวบ ได้อย่างปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก

(23 ก.ย. 67) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการคณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมตำรวจทางหลวงในกรณีให้ความช่วยเหลือหญิงสาวที่ขับรถมาพร้อมลูกสาววัย 9 ขวบ ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเองบริเวณสะพาน บนถนนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิจารณญาณ ไหวพริบและการเจรจาจนสามารถ เกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ ปลอดภัยทั้ง 2 คน จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร คณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แสดงความชื่นชมและขอบคุณไปยัง ส.ทล.1กก.8 ทางหลวง (มอเตอร์เวย์เขาดิน) ต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยมและมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.30 น. ร.ต.อ.บดี ดวนพล รอง สว.(สอบสวน) ส.ทล.1 กก.8 ทางหลวง (มอเตอร์เวย์เขาดิน) ได้รับแจ้งเหตุหญิงพยายามกระโดดสะพาน บริเวณ ถนนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หลักกิโลเมตรที่ 21 แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดย พ.ต.ท.หญิง นรรศมณญ์ เจริญยิ่ง สว.(สอบสวน) ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล. ขณะนั้นอยู่ในห้วงเวลาพักเวร กำลังทำสำนวนการสอบสวนในความรับผิดชอบอยู่ในกองกำกับการ ได้ยินการแจ้งเหตุจากวิทยุ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย ส.ต.ท.นิติ ศรีบุญเรือง ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล. และเข้าช่วยเหลือนำตัวมายังสถานีตำรวจทางหลวงมอเตอร์เวย์เขาดิน 

ต่อมา ทราบว่าหญิงคนดังกล่าวคือ น.ส.ขวัญฤทัย ฯ อายุ 32 ปี ได้ขับรถยนต์มาจากสวนสาธารณะสวนหลวงเพื่อเดินทางกลับบ้าน พร้อมด้วยลูกสาววัย 9 ขวบ โดยระหว่างทางได้เกิดความเครียดสะสมจากปัญหาในชีวิตหลายประการ จึงตัดสินใจที่จะจบชีวิตของตนเองพร้อมลูกสาว โดยการขับรถพุ่งชนราวสะพานเพื่อให้ตกลงไป แต่เมื่อรถชนราวสะพานแล้วกลับไม่ตกลงไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ น.ส.ขวัญฤทัย ฯ จึงได้ลงจากรถเพื่อกระโดดลงจากสะพานดังกล่าว แต่ลูกสาวได้ห้ามไว้และเรียกให้คนที่ขับรถผ่านมาช่วยเหลือ ต่อมาได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงมอเตอร์เวย์เขาดิน เจ้าหน้าที่กู้ภัย และพลเมืองดี เข้าเกลี้ยกล่อมให้หญิงดังกล่าวสงบสติอารมณ์จนสำเร็จ หลังจากนั้นได้แจ้งไปยังนักสังคมสงเคราะห์เพื่อให้ช่วยเหลือและนำ น.ส.ขวัญฤทัย ฯ ส่งยังโรงพยาบาลสิรินธร เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาและประเมินสภาพทางจิต และได้ส่งตัวเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ไปยังบ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร เพื่อรับการสงเคราะห์ตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ท.ประจวบ ฯ กล่าวว่า จากกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องขอขอบคุณและชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.1กก.8 ทางหลวง (มอเตอร์เวย์เขาดิน) ทุกนาย ที่ได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวแล้วออกไปให้การช่วยเหลือด้วยความรวดเร็ว ตลอดจนพลเมืองดีทุกคนที่ไม่นิ่งดูดายในการรีบให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหา ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วของตำรวจทางหลวงในเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง มีจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับตำรวจทั่วประเทศ โดยเฉพาะ  “สารวัตรมีน” พ.ต.ท.หญิง นรรศมณญ์ เจริญยิ่ง สว.(สอบสวน) ส.ทล.1 กก.8 บก.ทล. ซึ่งไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เวรสอบสวนในวันดังกล่าว แต่นั่งทำสำนวนการสอบสวนในความรับผิดชอบของตนอยู่ในห้องทำงานของสถานีตำรวจ  เมื่อได้ยินวิทยุดังกล่าวแล้วรีบออกไปช่วยเหลือในทันทีทันใด

ทั้งนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร คณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ว่า หากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือประสบเหตุ สามารถแจ้ง ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ทางช่องทาง
- โทร. 191 จราจรทุก สน./สภ. ทั่วประเทศ 
- โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจร ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 
- โทร. 1193 ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ 
- โทร. 1599 สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

'Nikkei Asia' อวย 'มาเลเซีย-กัมพูชา' เจ้าแห่งการสแกนจ่าย QR code พอเจอท้วง ตัดไทยออกดื้อๆ แถมที่ผ่านมาก่อวีรกรรมไว้อีกเพียบ

เมื่อวานนี้ (22 ก.ย. 67) รายงานข่าวแจ้งว่า เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวและบทวิเคราะห์จากประเทศญี่ปุ่น รายงานข่าวหัวข้อ ‘Malaysia and Cambodia lead QR payment expansion in ASEAN’ (มาเลเซียและกัมพูชาเป็นผู้นำการขยายตัวของระบบการชำระเงิน QR Payment ในอาเซียน) ลงวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา และโปรยว่า ‘Cross-border links and tourist services add to region's growing digital money usage’ (การเชื่อมโยงบริการข้ามพรมแดน และบริการด้านการท่องเที่ยว ทำให้การใช้เงินดิจิทัลในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น)

โดยได้นำเสนอแผนภูมิหัวข้อ QR code payments in Southeast Asia หรือปริมาณการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า ในปี 2023 มาเลเซียมียอดธุรกรรมผ่านระบบ QR Code ราว 2,000 กว่าล้านครั้ง อินโดนีเซียประมาณ 1,600 ล้านครั้ง กัมพูชาประมาณ 700 ล้านครั้ง สิงคโปร์ประมาณ 400 ล้านครั้ง และเวียดนามประมาณ 200 ล้านครั้ง แต่ไม่มีประเทศไทยอยู่ในการจัดอันดับดังกล่าว ทั้งที่ประเทศไทยมีระบบชำระเงิน QR Payment ผ่านระบบพร้อมเพย์ ส่งผลให้มีชาวเน็ตไทยเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ข่าวชิ้นดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กเพจ Nikkei Asia จำนวนมาก

โดยชาวเน็ตไทยบางคนนำสถิติของประเทศไทยมาอ้างอิง ระบุว่า เฉพาะเดือน ส.ค. 2024 เดือนเดียวก็มียอดการทำธุรกรรมผ่านระบบ QR สูงถึง 2,109 ล้านครั้ง มูลค่ากว่า 4,200 ล้านบาท มากกว่ามาเลเซียทั้งปีเสียอีก บ้างก็มีคนเข้าไปทำกราฟประชดว่า สงสัยที่สำนักข่าวนี้ไม่ใส่ไทยไว้ในอันดับด้วย เพราะถ้าใส่ไปไทยจะมีตัวเลขสูงกว่า 20,000 ล้านครั้งต่อปี ซึ่งจะทำให้ประเทศอื่นดูไม่ดีใช่หรือไม่ บ้างก็ตั้งคำถามว่า Nikkei Asia คงกลัวที่จะรวมไทยที่มียอดการทำธุรกรรมออนไลน์อยู่อันดับ 1 ใน 5 ของโลกเข้าไปด้วยใช่หรือไม่

ขณะที่เฟซบุ๊กเพจ ‘ลงทุนแมน’ ระบุว่า "Nikkei Asia จัดอันดับ QR payment ในกลุ่มอาเซียน โดยให้ประเทศไทยรั้งท้าย ตามหลังแม้กระทั่ง กัมพูชา และเวียดนาม และได้มีคนไทยจำนวนมากไปร้องเรียนว่าข้อมูลผิด มาวันนี้โพสต์ใหม่ไฉไลกว่าเดิม จัดอันดับ QR payment ในอาเซียน โดยไม่มีประเทศไทยอยู่ในการจัดอันดับไปเลย…

“สรุป วิธีการแก้ปัญหาด้านข้อมูลของเขาคือ ฉันอยากจะจัดอันดับอาเซียนอยู่นะ แต่การจัดอันดับอาเซียนไม่ต้องมีประเทศไทยเป็นตัวแทนแล้วละกัน ในฐานะลงทุนแมนเป็นผู้ทำคอนเทนต์ด้านการเงินของไทย อยากปกป้องว่าด้านการเงินของไทยก็มีดี อย่างน้อยคือการจ่ายเงินด้วย QR มากที่สุดในภูมิภาคนี้ และการนำประเทศไทยออกไป อาจทำให้ภาพการวิเคราะห์ของคนเห็นข้อมูล เข้าใจผิดไปได้ว่าประเทศไทยที่อยู่ในอาเซียนยังไม่พัฒนาในเรื่องนี้ พอเห็นแบบนี้แล้วก็ได้แต่ทำใจ"

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอข่าวดังกล่าว เป็นจังหวะเดียวกับธนาคารกลางมาเลเซีย และธนาคารแห่งชาติกัมพูชาเปิดตัวระบบชำระเงิน QR ข้ามพรมแดน สำนักข่าวรอยเตอร์และซินหัวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศเปิดตัวระบบดังกล่าวในแถลงการณ์ร่วมของทั้งสองธนาคารกลางระบุว่า โครงการดังกล่าวจะทำให้ผู้ค้ามากกว่า 5 ล้านรายในกัมพูชาและมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงลูกค้าที่กว้างขึ้นจากทั้งสองประเทศ

โดยนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาสามารถใช้แอปฯ Bakong และ M2U KH สแกนจ่ายตามร้านค้าที่มี Duit Now QR ของมาเลเซียกว่า 2 ล้านแห่ง และระยะต่อไป นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียสามารถสแกนจ่ายผ่าน KHQR ที่ร้านค้าในกัมพูชา จากแอปพลิเคชันธนาคารที่เข้าร่วม ซึ่งที่ผ่านมาประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่างทำงานร่วมกันเพื่อเชื่อมต่อระบบการชำระเงินของตน และใช้ระบบ QR Code ในการทำธุรกรรมการค้าปลีกด้วย

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย มีความไม่ชอบมาพากลในการรายงานข่าว ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาเว็บไซต์และเพจบางเพจ เช่น สำนักข่าว เดอะ สแตนดาร์ด หรือ บัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 นำเสนอข่าวทำนองว่ากำลังเกิดวงจรอุบาทว์ขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย โดยอ้างอิงข่าวจากเว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย ทำให้เพจเฟซบุ๊ก Bangkok Media Academy โพสต์ข้อความหัวข้อ "นิกเกอิ กับข่าววงจรอุบาทว์ ! จริงหรือ ??" เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา

สาระสำคัญระบุว่า มีสื่อมวลชนหลายค่ายนำบทความจากนิกเกอิ เอเชีย มาลง ในฐานะที่เป็นนักข่าว และจบด้านบริหารธุรกิจ อ่านอย่างละเอียดแล้วจึงมีทัศนะว่า เนื้อหาในข่าวนั้นเป็นการชี้นำไปในทิศทางที่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าค่ายจากจีน เป็นตัวที่ทำให้ตลาดปั่นป่วน ซึ่งตนค้านมุมมองของนิกเกอิ เอเชีย ว่ามันไม่ใช่วงจรอุบาทว์ แต่เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของตลาด ที่มีสินค้าใหม่ (รถยนต์อีวี) เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับการแข่งขันในตลาดเดิม (รถยนต์สันดาป) ทำให้ตลาดเดิมต้องหาทางรอด หลังจากที่โกยกำไรจำนวนมากมาเป็นเวลานาน

"รถยนต์ของยุโรปก็เจอปัญหานี้อย่างหนัก เมื่อรถไฟฟ้าอย่างเทสล่าเกิดขึ้นในตลาด ขณะที่รถญี่ปุ่นในบ้านเราก็ไปไม่ถูก เมื่อเจอรถไฟฟ้าจากจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง ผมใช้ความรู้เรื่องบริหารธุรกิจไปหารายละเอียดเพิ่ม ก่อนมองแบบวิเคราะห์เรื่องตลาดรถยนต์ แล้วขอย้อนมาที่เรื่องสื่อ ซึ่งเจ้าของ Nikkei นั้นแยกกันไม่ออกเลยกับ กลุ่มทุนแห่งแดนอาทิตย์อุทัย"

สำหรับเว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย เป็นเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบทวิเคราะห์ทางธุรกิจ สถานการณ์ทางการเมือง การเติบโตทางเทคโนโลยี ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มทางการตลาดทั้งในภูมิภาคและตลาดโลกจากมุมมองเอเชีย และยังนำเสนอดัชนี Asia300 เสนอข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวทางการเงินและการลงทุนที่สำคัญของบริษัทที่ทรงอิทธิพลในเอเชีย 300 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้งส์, ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์, ปตท., ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองวิจัยสำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ ได้รับมอบหมายให้ร่วมจัดโครงการฝึกอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของข้าราชการตำรวจ

(23 ก.ย. 67) พล.ต.ต หญิง ศรีสกุล เจริญศรี ผบก.วจ.เปิดเผยว่า กองวิจัย สำนักงานยุทธศาสตร์ตํารวจ ได้มอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสั่งการของ พลตำรวจโท ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผช.ผบ.ตร. ในนามตามนโยบายของ ผบ.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นโรงพยาบาลตำรวจและสำนักงานกำลังพล และ สยศ.ตร.โดย พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.สยศ.ตร.ผู้เสนอโครงการ  จัดโครงการฝึกอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของข้าราชการตำรวจ ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย. 67 ณ ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ The Cop Seminar & Resort อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และมีพิธีเปิดวันที่ 22 ก.ย. 67 เวลา 13.00 น. ที่ผ่านมาโดยมี พล.ต.ต.เดชา กัลยาวุฒิพงศ์ รอง.ผบช.สกพ. เป็นประธานพิธีเปิด และมีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย บช.น., ภ.1-9, บช.ก., สยศ.ตร, สกพ., กมค., รพ.ตร. สก. และ วจ. ในการอบรมสัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเฝ้าระวังและแก้ไขตำรวจให้มีความรู้มีการป้องกันและระวังตัวเองในการปฏิบัติหน้าที่และไปเผยแพร่ต่อในหน่วยงานต่างๆที่สังกัดอยู่ทั่วประเทศเพื่อเป็นการสร้างวัคซีนความเข้มแข็งป้องกันตัวเองและหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพไม่มีเหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นกับตัวเองและครอบครัวรวมถึงหน่วยงานต่างๆอย่างสูงสุด เพื่อได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและผลิตภัณฑ์ดูแลประชาชนและสังคมในการทำงานของข้าราชการตำรวจให้สมกับคำว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และเป็นตำรวจของประชาชนได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคมและประเทศไทยต่อไปจาก พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล (ผู้ส่งข่าวประชาสัมพันธ์)

‘อลงกรณ์’ ประธานFKII เสนออัพเกรดประเทศสู่ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าก้าวใหญ่ ‘มหาอำนาจอาหารและการท่องเที่ยวโลก’

(23 ก.ย. 67) สมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนนานาชาติ เชิญ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ รองประธานคณะกก.ยุทธศาสตร์ ปชป. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ บรรยายพิเศษเรื่อง “ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย โอกาสในวิกฤติ”ในการสัมนาจัดโดยสมาคมฯ.และหนังสือพิมพ์ THAILAND TODAY NEWS ที่โรงแรมเดอะบาซาร์

นายอลงกรณ์ได้นำเสนอใน 5 ประเด็น

1. ก้าวเก่าเศรษฐกิจไทย
2. ทุกความท้าทาย คือ โอกาส
3. เศรษฐกิจแห่งอนาคต
4. มหาอำนาจอาหารการท่องเที่ยวโลก
: เกมที่ไทยเอาชนะได้
5. ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย : ก้าวข้ามขีดจำกัด
โดยฉายภาพ

“ก้าวเก่าเศรษฐกิจไทย”ว่า เป็นเศรษฐกิจดั้งเดิมเคยรุ่งเรืองในทศวรรษที่80-90จนได้ชื่อว่าเป็นเสือตัวที่5แห่งเอเชียขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมแต่เป็นอุตสาหกรรมโออีเอ็ม.(OEM)ขาดการวิจัย&พัฒนา(R&D)มีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบกระจุกตัวและผูกขาดมีการคอรัปชั่นมากเหมือนมะเร็งร้ายขาดพลังในการยกระดับศักยภาพตัวเองทำให้การขยายตัวของ GDP โตช้าโตต่ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมีความเหลื่อมล้ำสูง การกระจายรายได้ต่ำ รายได้ประชาชนชะลอตัว การส่งออกอ่อนแรง รายได้รัฐต่ำ ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องเกือบ20ปีทำให้ เมื่อเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติโรคระบาดโควิ-19 พร้อมกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ทำให้สถานการณ์ยิ่งทรุดหนักส่งผลกระทบทำให้
จีดีพี.ปี2566เติบโตเพียง 1.9%และไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวเพียง1.5%เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดอันดับ9ของอาเซียนเหนือกว่าเมียนมาร์เพียงประเทศเดียวจากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ปัจจุบันมีหนี้สาธารณะกว่า10ล้านล้านหรือกว่า60%ของจีดีพีมีหนี้ครัวเรือนกว่า16ล้านล้านบาทหรือกว่า90%ของจีดีพี. ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางกลายเป็นเสือตัวที่5ของอาเซียน
นอกจากนี้ยังเผชิญกับความผันผวนความท้าทายและโอกาสของแนวโน้มและโจทย์เมกะเทรนด์และเมกะเทรธ(Megatrend & Megathreat) เช่น

1.โลกร้อน โลกรวน (Climate Change)
2.ภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์(Geo-Politics &Geo-Economics)
3.สังคมสูงวัย(Aging Society)
4.เอไอ เทคโนโลยี ดิสรัปชั่น(AI-Technology Disruption)
5.ความมั่นคงทางอาหาร(Food Security)
เราต้องสร้างโอกาสในวิกฤติด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและระบบเศรษฐกิจแบบยกเครื่องเป็นก้าวใหม่เศรษฐกิจไทยบนหลักการ สมดุล&ยั่งยืน (Balance & Sustainability)และอีเอสจี.(ESG:Environmental, Social,Governance ) ด้วยการสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่
1.เศรษฐกิจดิจิตอล(Digital Economy)
2.เศรษฐกิจสีเขียว(Green Economy)
3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)
4.เศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)
5.เศรษฐกิจนวัตกรรม(Innovation Economy) 
6.เศรษฐกิจคาร์บอน(Carbon Economy)

นายอลงกรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์และอดีต ส.ส กล่าวว่า
”…โมเดลเศรษฐกิจใหม่เป็นคานงัดยกระดับอัพเกรดศักยภาพใหม่ให้ประเทศเราต้องปรับตัวเมื่อโลกเปลี่ยน
กล้าก้าวข้ามขีดจำกัดในอดีตพลิกโฉมประเทศใหม่ตอบโจทย์ความท้าทายในอนาคตด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่จึงจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศและประชาชนพ้นจากหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนพร้อมกับมีงบประมาณมากพอที่จะพัฒนาการศึกษา ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา ยกระดับการสาธารณสุขและสร้างระบบสวัสดิการรัฐให้กับประชาชนอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง…”

ทั้งนี้นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างการวางวิสัยทัศน์ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น“มหาอำนาจอาหารและการท่องเที่ยวโลก”(Food & Tourism Superpower)เป็นการต่อยอดศักยภาพเดิมเสริมศักยใหม่ที่ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในระดับโลก เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรอันดับ12และอันดับ13ของโลกและสามารถผลิตได้ตลอด365วันทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity)ท็อปเทน ของโลก ตอบสนองปัญหาความมั่นคงอาหารจากผลกระทบของภาวะโลกร้อนโลกรวน ยิ่งกว่านั้นยังมีโครงสร้างศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC :Agitech and Innovation Center)จัดตั้งครบ77จังหวัดในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสมัย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ.ตามนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0ที่มีตนเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายปี2563-2566ซึ่งมีนวัตกรรมเกือบ1พันรายการสามารถถ่ายทอดไปยังฟาร์มและอุตสาหกรรมอาหารได้ทันที ทางด้านการท่องเที่ยว เราเป็นประเทศที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวหลากหลายและวัฒนธรรมที่งดงามทั้งในเมืองและต่างจังหวัดซึ่งในช่วงก่อนโควิดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย40ลัานคนมีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่อันดับสูงสุด1ใน5ของโลกและปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน 

โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวปี 2567 ไว้ที่ 3.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวภายในประเทศ 1 ล้านล้านบาท และรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.5 ล้านล้านบาท
(ปี 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตลอดทั้งปี ทะลุ 28 ล้านคน มีรายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติ 1.2 ล้านล้านบาท)

สำหรับตัวเลขการส่งออกปี 2566 ประเทศไทยส่งออก284,561.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเป็นมูลค่า 49,203.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.69 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 17.3% ของมูลค่าการส่งออกรวม (สินค้าเกษตร 9.4% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 7.9%) แบ่งเป็นสินค้าเกษตร 26,801.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (0.92 ล้านล้านบาท) ขยายตัว 0.2% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 22,401.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (มูลค่า 0.77 ล้านล้านบาท) หดตัว 1.7% สินค้าเกษตรส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) หรือมีการแปรรูปขั้นต้นเท่านั้น จึงต้องเร่งส่งเสริมและผลักดันให้ไทยส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารเพิ่มขึ้น เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารฮาลาล อาหารเสริม อาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าเกษตรอินทรีย์สินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์สารสกัดจากวัตถุดิบเกษตร

'บีบีซี' ชี้!! เหตุข่มขืนเกิดขึ้นทุกๆ ชั่วโมงในลอนดอน เฉลี่ยแล้ว 24 คดีต่อวัน อาจมีต้นตอจากวัฒนธรรมเป็นพิษทางออนไลน์-ภาพลามกอนาจารรุนแรง

(23 ก.ย. 67) BBC รายงานว่า ในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ มีเหตุข่มขืนเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งในทุก ๆ ชั่วโมง จากรายงานของตำรวจที่เผยแพร่เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ข้อมูลพบว่าพวกเจ้าหน้าที่ต้องจัดการกับเหตุข่มขืนเกือบ 8,800 คดีในปี 2023 ซึ่งเฉลี่ยแล้วคิดเป็น 24 คดีต่อวัน

ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่สำนักข่าวบีบีซีได้มาผ่านคำร้องเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล หรือ Freedom of Information ซึ่งเผยให้เห็นว่านอกจากคดีข่มขืนแล้ว ยังมีเหตุล่วงละเมิดทางเพศอื่นอีกกว่า 11,000 คดี รวมแล้วมีเหตุข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศอื่น ๆ เกือบ 20,000 คดีในปี 2023 เพิ่มขึ้นจากช่วง 5 ปีหลังสุดราว 14% นั่นหมายความว่าเฉลี่ยแล้ว ตำรวจได้รับแจ้งความเหตุความรุนแรงทางเพศและเหตุข่มขืนในทุก 26 นาที 30 วินาที

มูลิธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์เด็กและสตรีจากความรุนแรงทางเพศ เปิดเผยว่าขอบเขตที่แท้จริงของเหตุการณ์ลักษณะนี้สูงกว่านี้มาก

ศูนย์วิกฤตคดีข่มขืน ซึ่งมีสำนักงานในลอนดอน ให้คำจำกัดความตัวเลขดังกล่าวว่า "น่าสยดสยอง" และเรียกร้องผ่านบีบีซีว่า "จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน"

องค์กรการกุศลแห่งนี้อ้างว่าในบรรดาผู้หญิงที่ถูกข่มขืนนั้น มีเพียงแค่ 1 ใน 6 เท่านั้น ที่กล้าหาญพอเข้าแจ้งความตำรวจ และว่ากันว่าในบรรดาเหยื่อนั้น มีผู้ชายรวมอยู่ด้วยคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 และมีเพียง 1 ใน 4 ที่เข้าแจ้งความเกี่ยวกับเหตุประทุษร้ายทางเพศในรูปแบบอื่นๆ

ที่น่าช็อกที่สุดคือ ข้อมูลของตำรวจยังเผยด้วยว่ามีเด็กกว่า 4,300 คนที่ตกเป็นหยื่อของเหตุข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศในปี 2023

เอียน คริต์ลีย์ หัวหน้าฝ่ายพิทักษ์เด็ก แห่งสภาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยอธิบายถึงเหตุล่วงละเมิดเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยเขาบอกในตอนนั้นว่า การเพิ่มขึ้นของเหตุเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศจากเด็กคนอื่น อาจมีต้นตอจากวัฒนธรรมเป็นพิษทางออนไลน์ อย่างเช่นภาพลามกอนาจารรุนแรง

'อาเซียน-เอเชียใต้' แข่งดูดมนุษย์สายพันธุ์ 'ดิจิทัล นอแมดส์' หลังกลุ่มนี้สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจกว่า 26 ล้านล้านบาท

(23 ก.ย. 67) บราเธอร์ อะบรอด เปิดเผยรายงานการสำรวจ 'ดิจิทัล นอแมดส์' (Digital Nomads) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีอาชีพการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หรือเป็นนายจ้างของตัวเอง (Self Employed) และทำงานในสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ต่างประเทศในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง พบว่าในปี 2022 ที่ผ่านมากลุ่มคนเหล่านี้มีจำนวนมากถึง 35 ล้านคนทั่วโลก ที่สำคัญเป็นกลุ่มคนที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 787,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 26 ล้านล้านบาท และเป็นที่คาดการณ์ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนเป็น 60 ล้านคนภายในปี 2030 หรือเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1.5 เท่าอีก 6 ปีข้างหน้า

กลุ่มมนุษย์ดิจิทัล นอแมดส์ จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียน ซึ่งต้องการดึงดูดกลุ่มคนเหล่านี้ให้เดินทางเข้ามาทำงานและพักผ่อนท่องเที่ยวในเวลาเดียวกัน เนื่องจากสถิติการใช้จ่ายของกลุ่มคนดิจิทัล นอแมดส์ เฉลี่ยอยู่ที่ 22,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือกว่า 765,000 บาทต่อปี มูลค่าการใช้จ่ายดังกล่าวยังพบว่า มีจำนวนมากกว่ารายได้ประชาชาติในภาพรวม (Gross National Income) ของหลายประเทศที่อยู่ในแถบอาเซียน และเอเชียใต้ นอกจากนี้ การใช้ชีวิตและการทำงานสามารถใช้จ่ายเงินสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานและการท่องเที่ยวแบบหรูหรา

สำหรับปัจจัยบวกที่มีผลให้กลุ่มมนุษย์ดิจิทัล นอแมดส์ สนใจและอยากจะเดินทางมาในภูมิภาคอาเซียน และเอเชียใต้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากสภาวะของภูมิอากาศในแถบนี้อยู่ในเขตร้อน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ ที่ต้องเผชิญกับความหนาวเย็นจัดในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างโดยเฉพาะตัวด้านวัฒนธรรมมากมายหลายแห่งในทั้งสองภูมิภาค และปัจจัยสุดท้ายคือ ค่าใช้จ่ายถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานในประเทศต้นทางของกลุ่มมนุษย์ดิจิทัล นอแมดส์

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศชั้นนำในแถบอาเซียนและเอเชียใต้ที่เปิดตลาดรองรับกลุ่มมนุษย์ดิจิทัล นอแมดส์ โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ประกาศใช้มาตรการ ผ่อนคลายข้อจำกัดวีซ่าของชาวต่างประเทศย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมารัฐบาลไทยประกาศใช้ วีซ่าฟรีเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 90 จากเดิม 60 ประเทศทั่วโลก สำหรับการเข้ามาอยู่ในแต่ละครั้งของชาวต่างชาติกับวีซ่าฟรีนั้น จะสามารถอยู่ได้นานถึง 180 วันและสามารถขอต่อได้อีก 180 วัน และมีระยะเวลานานถึง 5 ปี

รัฐบาลประเทศอินโดนีเซีย ประกาศใช้มาตรการวีซ่าฟรีกับ 20 ประเทศซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะมีระยะเวลาของมาตรการดังกล่าวนานถึง 1 ปี ด้านรัฐบาลประเทศมาเลเซียซึ่งใช้มาตรการวีซ่าฟรีให้กับชาวต่างชาติมาตั้งแต่ปี 2022 นั้นพบว่าเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียได้ขยายประเภทวีซ่าฟรีให้ครอบคลุมอีก 2 อาชีพของชาวต่างชาติ ได้แก่ บัญชี และทนายความที่ปรึกษาการลงทุน

รัฐบาลประเทศศรีลังกากำลังพิจารณา การออกวีซ่าใหม่ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดมนุษย์ดิจิทัล นอแมดส์ ด้วยความหวังว่าจะมีเม็ดเงินจากกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนต่างประเทศเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกาที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างรุนแรงในปี 2022 เป็นต้นมา ในปี 2023 ที่ผ่านมาศรีลังกาได้ออกวีซ่าที่ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย ในการขอวีซ่า เพื่อดึงดูดชาวต่างประเทศจากจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย นอกจากนี้รัฐบาลศรีลังกายังเตรียมที่จะขยายมาตรการดังกล่าวให้ครอบคลุมไปเป็น 30 ประเทศภายในเดือนตุลาคมนี้ 

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจและสังคมในประเทศต่างๆเหล่านี้ ล้วนมีความกังวลอย่างยิ่งกับมาตรการดังกล่าวที่จะส่งผลให้เกิดผลทางลบ ซึ่งได้แก่การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมโลกไซเบอร์

'อ.อุ๋ย-ปชป.' เตือน!! นักการเมืองแก้ รธน. ปมจริยธรรม มีความผิดประมวลกฎหมายอาญา โทษจำคุกถึง 10 ปี

เมื่อวานนี้ (22 ก.ย. 67) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญปมจริยธรรมนักการเมือง ว่า...

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 บัญญัติว่า ‘ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท’ ซึ่งมาตรา 4 แห่ง พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง พ.ศ. 2561 กำหนดให้ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น สส. รัฐมนตรี หรือ สว. ถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ โดยเฉพาะ สส. มีหน้าที่ในการเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ใช้อำนาจนิติบัญญัติออกกฎหมายเพื่อบริหารและแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน ตามที่กำหนดไว้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางส่วน มีดำริที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องจริยธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดระดับมาตรฐานทางจริยธรรมลง ทำให้ตนเองและพวกพ้องถูกดำเนินคดีทางจริยธรรมได้ยากขึ้น จึงถือว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการแก้ไขกฎหมาย ทำการแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เป็นการกระทำอันเป็นผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และปรับสูงสุดถึงสองแสนบาท 

นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องจริยธรรม เพื่อลดมาตรฐานจริยธรรมลง ยังส่งผลให้ประชาชนสูญเสียโอกาสที่จะได้มีนักการเมืองที่มีจริยธรรมมาเป็นตัวแทนของตน ทำให้ประชาชนเสียหาย จึงเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามมาตรา 157 อีกสถานหนึ่ง ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือปรับสูงสุดถึงสองแสนบาท 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ยังกำหนดให้สมาชิกต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสิ่งสูงสุด และห้ามกระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม การที่นักการเมืองจะทำการแก้ไขกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องจึงถือว่าละเมิดจริยธรรมข้อนี้เช่นกัน 

ผมจึงอยากเตือนนักการเมืองทั้งหลาย ว่าคิดให้ดีว่าประชาชนเลือกท่านมาทำอะไรกันแน่ ด้วยความปรารถนาดี  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top