Friday, 24 July 2026
Hard News Team

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน นำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายจริง เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ที่อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากการนำสิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยในห้วงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

โครงการคนละครึ่งในอดีตที่ผ่านมา (ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564) ได้พบพฤติการณ์ของประชาชนและร้านค้าบางส่วน ที่นำสิทธิไปแลกเงินสด หรือสมรู้ร่วมคิดในการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งถือเป็น “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ” และเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ และยังต้องชดใช้คืนเงินให้รัฐอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามนำสิทธิดังกล่าวไปขายต่อให้กับบุคคลอื่น หรือใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เนื่องจากเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย 

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บทเรียน Insider Trading จาก ‘เถ้าแก่น้อย’ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งองค์กร สะเทือนไกลถึงระบบตลาดทุนไทย ชี้ ควรแก้วิกฤติทันทีกู้ความเชื่อมั่นระยะยาว

บทนำ
ข่าวคดีใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่โยงถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน สะเทือนมากกว่าราคาหุ้นวันสองวัน มันกระแทก “ทุนทางความเชื่อมั่น” ของทั้งองค์กร—ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ไปจนถึงพนักงาน และโยงไปไกลถึงระบบตลาดทุนไทยโดยรวม บทความนี้เจาะให้ผู้บริหารและคนทำธุรกิจเห็นว่า การพลาดของผู้นำหนึ่งคน สามารถทำให้ทั้งตลาดสั่นได้อย่างไร และควรทำอะไรทันทีเพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างยั่งยืน

1) เคสเถ้าแก่น้อย: ข้อเท็จจริงแบบย่อ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เกิดกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องหลายรายในคดีซื้อขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) และการสื่อสารกับนักลงทุน

2) ไม่ใช่เคสเดียว: ปรากฏการณ์ที่ไทยเคยเจอ
• Thai Union (TU): กรณีผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากคดี insider trading และมีการเปลี่ยนแปลงระดับบอร์ด
• CP ALL: เกิดคดี insider trading ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ จนต้องออกมาชี้แจง–ขอโทษต่อสาธารณะ
สองตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ‘ชื่อชั้นแบรนด์’ หรือ ‘ขนาดธุรกิจ’ ไม่ได้กันความเสี่ยงด้าน CG หากวินัยและระบบกำกับดูแลไม่เข้มพอ
.
3) ทำไมเรื่องนี้ “แพง” สำหรับผู้บริหาร
1) Cost of Capital สูงขึ้น – ความไม่ไว้วางใจทำให้ผู้ให้ทุนเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
2) Reputation Risk ติดตัว – ลูกค้า–คู่ค้า–พาร์ทเนอร์บางรายจะชะลอหรือทบทวนการร่วมมือ
3) Talent Risk – คนเก่งลังเลจะอยู่ต่อ หากรู้สึกว่าผู้นำไม่ยืนข้างกติกา
4) Regulatory Overhang – ความเสี่ยงทางกำกับดูแลยืดเยื้อ กินสมาธิผู้บริหาร และทำให้แผนกลยุทธ์สะดุด

4) 10 Checkpoints ที่ผู้บริหารต้องทำ “ทันที”
1) Freeze Window & Pre‑clearance: กำหนดช่วง Blackout และระบบอนุมัติล่วงหน้าสำหรับผู้บริหารทุกระดับ
2) Insider List & Logging: ทำรายชื่อผู้รับรู้ข้อมูลสำคัญและล็อกการเข้าถึงแบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3) Board Oversight ที่เป็นอิสระ: เสริมอำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระให้พิจารณาดีลที่เสี่ยงขัดผลประโยชน์
4) Whistleblower ที่ใช้ได้จริง: ช่องร้องเรียนเป็นความลับ พร้อม SLA ในการสอบสวน
5) Conduct Training รายไตรมาส: เทรนนิ่งภาคบังคับ พร้อมแบบทดสอบผ่านเกณฑ์
6) IR Protocol: คู่มือสื่อสารวิกฤต—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไร, รูปแบบเอกสาร–FAQ
7) Event Timeline Disclosure: เปิดเผยเส้นเวลา “รู้–พิจารณา–ตัดสินใจ–ลงมือ” ให้ตรวจสอบได้
8) Third‑party Review: ใช้ที่ปรึกษาอิสระทำ Forensic Review/Compliance Gap Assessment
9) KPI & Pay Link: ผูกคะแนน CG/ESG เข้ากับโบนัสและ Long‑term Incentive ของผู้บริหาร
10) Board Refresh: ทบทวนโครงสร้างบอร์ด–ทักษะ–วาระ เพื่อยกระดับวัฒนธรรมรับผิดชอบ

5) Crisis Playbook 48 ชั่วโมงแรก (ย่อ)
0–6 ชม.: ตั้ง War‑room, เคลียร์ Facts, แตะเบรกทุกการสื่อสารที่ไม่ผ่าน IR/Legal
6–24 ชม.: แถลงสั้น–จริง–ตรวจสอบได้, อธิบายขั้นตอนสอบสวนและมาตรการป้องกันซ้ำ, สื่อสารภายในกับพนักงาน
24–48 ชม.: เผยไทม์ไลน์, FAQ สำหรับนักลงทุน/สื่อ, นัดอัปเดตครั้งถัดไป, เปิดช่อง Q&A อย่างมีกรอบ
Do: โปร่งใส, รักษาความเท่าเทียมข้อมูล, วัดอารมณ์ผู้มีส่วนได้เสีย
Don’t: โยนความผิด, ชี้นำราคา, ให้สัญญาเกินศักยภาพ
.
6) Governance‑by‑Design: ทำให้ “การยึดกติกา” เป็นดีฟอลต์
• ออกแบบกระบวนการที่ทำผิดได้ยาก (Hard to do wrong): ระบบอนุมัติ, สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, และเตือนอัตโนมัติ
• ใช้ Data & Audit Trail: บันทึกทุก access/approval เพื่อลดช่องโหว่และเร่งการสอบสวนเมื่อเกิดเหตุ
• Integrate กับยุทธศาสตร์ธุรกิจ: CG ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอาวุธสร้างความได้เปรียบในการดึงทุนและพาร์ทเนอร์คุณภาพ

บทสรุป
Insider trading ไม่ใช่แค่ความผิดตามกฎหมาย แต่มันคือ “สัญญาณของวัฒนธรรม” ว่าองค์กรยอมให้กติกาถูกบิดเพื่อประโยชน์บางคน ผู้บริหารที่เข้มแข็งต้องรีบยกระดับระบบ—ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล—เพื่อกู้ทุนความไว้วางใจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว คำถามที่ท้าทายผู้บริหารทุกคนคือ: ในวันที่องค์กรถูกจับจ้อง คุณจะเลือกปกป้องราคาในวันพรุ่งนี้ หรือปกป้องความน่าเชื่อถือในอีก 10 ปีข้างหน้า?

ตำรวจนครบาลบุกกลางดึก! ทลายแก๊งค้ายานรกกลางชุมชนวัดเศวตฯ ยึดไอซ์ 50 กก. ล่าขยายผลถึงเครือข่ายใหญ่”

ภายใต้นโยบายเข้มของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มุ่งทลายเครือข่ายยาเสพติดให้สิ้นซาก สร้าง “ชุมชนสีขาวอย่างยั่งยืน” สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. ระดมปฏิบัติการกวาดล้างทั่วนครบาล

ล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.8 เปิดยุทธการเด็ดหัวขบวนการค้ายานรกในพื้นที่กรุง

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 นำกำลังชุดสืบสวน บุกตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยภายใน ชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน หลังสืบทราบว่าเป็นจุดพักยา ก่อนกระจายขายรายย่อยทั่วกรุงเทพฯ

ตำรวจเฝ้าติดตามพฤติกรรมจนพบรถต้องสงสัย โดยมี นายเพชรตรากรณ์ อายุ 36 ปี และ นายกรธวัช อายุ 54 ปี ขับเข้าพื้นที่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบของกลาง ยาไอซ์ 50 ถุง น้ำหนักรวมกว่า 50 กิโลกรัม พร้อมโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย เพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ก่อนคุมตัวส่งดำเนินคดีที่ บก.น.8

หลังการจับกุม ชุดสืบสวนเร่งขยายผลถึงต้นตอเครือข่าย พร้อมประสานสำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการตามกฎหมายในข้อหา สมคบและฟอกเงิน รวมถึงตรวจยึดทรัพย์ตามมาตรการพิเศษ

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เปิดเผยว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะผู้ต้องหาใช้พื้นที่หลังวัดเป็นจุดซุกซ่อนยา ถือเป็นภัยโดยตรงต่อเยาวชนในชุมชน พร้อมสั่งขยายผล “เด็ดรากถอนโคน” เครือข่ายให้สิ้นซาก

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษก ตร. กล่าวเสริมว่า ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการค้ายาในพื้นที่ สามารถแจ้งผ่าน สายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

อาเซียนแบน ‘มิงอ่องล่าย’ ต่อเนื่อง แม้บุกตึกสแกมเมอร์ KK Park ก็ไม่ช่วย ‘UN–นักสิทธิมนุษยชน’ จวกยับ ‘รัฐบาลทหารเมียนมา’ กำลังเล่นละครเลือกตั้ง

(29 ต.ค. 68) มิงอ่องล่าย (Min Aung Hlaing) ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ถูก “แบนต่อเนื่อง” จากเวทีอาเซียนปีที่ 47 (26–28 ต.ค.) หลังชาติสมาชิกยืนยันไม่เชิญเข้าร่วม จนกว่าจะปฏิบัติตาม “ข้อตกลง 5 ข้อ” ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2021 ทั้งเรื่องหยุดยิง ปล่อยนักโทษการเมือง เปิดเจรจากับฝ่ายประชาธิปไตย อนุญาตให้มีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และจัดการเลือกตั้งเสรีจริงจัง

เมียนมาส่ง “อู วุนนา มอง ลวิน” รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลกลาง มาร่วมประชุมแทนตามธรรมเนียม แม้รัฐบาลทหารจะพยายามเรียกคะแนนผ่าน “ปฏิบัติการบุก KK Park” ที่จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 ราย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียง “โชว์ผลงาน” มากกว่าการจัดการอาชญากรรมจริง เพราะเครือข่ายใหญ่ยังไม่ถูกแตะต้อง และมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายร้อยคนหนีข้ามมาฝั่งไทย

ด้าน “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ย้ำว่า อาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ไปติดตามการเลือกตั้งเมียนมาในเดือนธันวาคม หากรัฐบาลทหารยังไม่ทำตามข้อตกลง 5 ข้อ ขณะที่ UN และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประณามการเลือกตั้งว่าเป็น “การเลือกตั้งจอมปลอม” เพราะหลังรัฐประหารปี 2021 มีประชาชนถูกสังหารกว่า 6,000 ราย และอีก 3.5 ล้านคนต้องลี้ภัย

ขณะที่ สื่อในภูมิภาควิจารณ์ว่า “รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเล่นละคร” ใช้ปฏิบัติการ KK Park เพื่อกลบเสียงประณาม ขณะที่อาเซียนมุ่งหารือประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคงระดับภูมิภาค เช่น สงครามภาษีสหรัฐฯ และกรอบ RCEP ส่วนเมียนมายังคง “โดดเดี่ยวกลางเวทีโลก” แม้พยายามสร้างภาพ “จัดระเบียบประเทศ” แต่โลกกลับมองว่า สิ่งที่เมียนมาต้องชำระ... คือ “เลือดและประชาธิปไตย” ไม่ใช่เพียงข่าวประชาสัมพันธ์

”ตำรวจ–ขนส่ง“ ผนึกกำลัง ปลุกพลังเยาวชน “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” จุดไฟวินัยจราจร สร้างเมืองปลอดภัย ลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์!

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่วิทยาลัยการอาชีพนครนายก สำนักงานขนส่งจังหวัดนครนายก กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” เพื่อปลูกฝังวินัยจราจร สร้างจิตสำนึกความปลอดภัย และขับเคลื่อนวัฒนธรรม “ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกทุกครั้ง” ในกลุ่มเยาวชน

โดยได้รับเกียรติจาก ตำรวจตรีอังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมพิธีเปิดพร้อมมอบหมวกกันน็อกให้แก่นักเรียนกว่า 100 คน ร่วมด้วย นางสาวเยาวมาศ เที่ยวทอง ขนส่งจังหวัดนครนายก กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา

โดยพิธีมี นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของ “หมวกกันน็อกหนึ่งใบ เท่ากับหนึ่งชีวิต” และร่วมกันสร้างเมืองนครนายกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งความปลอดภัยทางถนน

ภายในงานยังมีการอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดย ร.ต.ต.โชติพัฒน์ โคตรศรีวงศ์ รอง สว.จราจร สภ.บ้านนา ถ่ายทอดเทคนิคการขับขี่ปลอดภัย และการป้องกันอุบัติเหตุแก่เยาวชนอย่างเข้มข้น

บรรยากาศอบอวลด้วยพลังแห่งการมีส่วนร่วม ทั้งเจ้าหน้าที่ ครู และนักเรียน ต่างแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน “สวมหมวกก่อนขับ ปลอดภัยทุกเส้นทาง” ตอกย้ำวิสัยทัศน์กรมการขนส่งทางบก “องค์กรแห่งนวัตกรรม ดูแลการขนส่งทางถนนให้มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อชีวิตคนไทยทุกคน”


ผบ.ตร. ชื่นชม สืบนครบาล 8 ขยายผลจับกุมยาไอซ์ 50 กิโล ใช้ชุมชนวัดเป็นแหล่งซุกซ่อนและจำหน่าย

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้ทลายเครือข่ายยาเสพติด สร้างชุมชนสีขาวที่ยั่งยืน จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างยาเสพติด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.น.8  พ.ต.อ.ดุสิต วาลีประโคน รอง ผบก.บก.น.8 ทะลายเครือข่ายยาเสพติดที่ใช้ชุมชนเป็นแหล่งจำหน่ายและซุกซ่อน ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและสังคม
 

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 เวลาประมาณ 04.00 น.  ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 นำโดย พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้เปิดปฏิบัติการล่าผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านคลองสาน

สืบเนื่องเนื่องมาจาก ชุดสืบสวน บก.น.8 ขยายผลกลุ่มผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จนทราบว่าต้นทางยาเสพติด มีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ที่ลักลอบกระจายยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดจำนวนมากไว้ในรถยนต์ ภายในชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร แล้วจึงจัดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่

ชุดปฏิบัติการจึงได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาจัดทีมเฝ้าติดตามเพื่อพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ต้องสงสัยรวมถึงรถยนต์ในบริเวณดังกล่าว จนพบ รถ จยย. ที่ใช้จัดส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าในชุมชน รถยนต์ที่คาดว่าใช้ซุกซ่อนยาเสพติด และชายต้องสงสัย 2 ราย จึงได้สืบสวนติดตามพฤติกรรมเรื่อยมา

ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ  20.20น. ชุดสืบสวนนครบาล 8 ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของผู้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว จนกระทั่งพบของนายเพชรตรากรณ์ฯ อายุ 36 ปี ขับรถยนต์เข้ามาที่เกิดเหตุ จึงเชื่อได้ว่าอาจมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ คันดังกล่าว จึงได้วางแผนการตรวจค้น จนกระทั่งพบเห็นนายเพชรตรากรณ์ ขับรถเข้ามา โดยมีนายกรธวัชฯ อายุ 54 ปี มาเปิดรถยนต์จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียกเพื่อทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นรถยนต์ พบยาไอซ์ จำนวน 50 ถุง น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” และควบคุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางกลับไปยังกองกำกับการสืบสวนนครบาล 8 เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม 
 
หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ในข้อหา สมคบฯ ฟอกเงิน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินการตามมาตรการตรวจยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า การปราบปรามกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ในครั้งนี้ ผบ.ตร. ได้กำชับให้ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน และทันที เนื่องจาก กลุ่มผู้ต้องหาใช้พื้นที่ในชุมชนหลังวัด ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและเยาวชน ที่เป็นอนาคตของชาติโดยตรง และจะสั่งการให้สืบสวนขยายผลทลายเครือข่ายถึงต้นตอให้ถึงที่สุด

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบเห็นหรือมีเบาะแสการขายยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน หรือบริเวณใกล้เคียงที่พักของท่าน สามารถแจ้งเบาะแสดังกล่าวผ่านช่องทางสายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจในพื้นที่ของท่าน

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์ 'ภาพลวงตา' ส่งออกไทยพุ่ง 19%แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มจีดีพี.โตต่ำ1.5% พร้อมเสนอ4ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจถึงภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น เป็นเพียง 'ภาพลวงตา'
“การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง "เศรษฐกิจตัวเลข" หรือ "เศรษฐกิจชีวิตจริง" ของประชาชน”

การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก
1. ทองคำ: การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก(re-export)
2. อิเล็กทรอนิกส์: แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57%แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ(Assembly)ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
  
ผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ1ใน5ส่วน( 18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง

"ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น" นายอลงกรณ์ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย "ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่"

นายอลงกรณ์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ (Fruit Board)ยังกล่าวต่อไปว่า ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลักเช่นมูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31%และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง

ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือนและ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%

นายอลงกรณ์อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนชี้ว่า ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3ของปีนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น "อาการป่วย" ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า "การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ" (Decoupled Growth)

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวยแต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การแก้ปัญหาวิกฤต "การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง" นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณภาพ" และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน 

1. ยกระดับผลิตภาพ(Productivity)ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech)เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์( Smart & AI Farming )และเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกรจัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรรวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายโดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรายังคงเป็น การประกอบ (Assembly) ไม่ใช่ การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain)แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประกอบเป็นโรงงานประกอบ(OEM: Origianl Equipment Manufacturer)อัพเกรดเป็นODM (Original Design Manufactuere)มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer)สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการ เพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

4.ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิมใน”ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“(Importer-Exporter model)สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดนซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี.(SME)และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดดสามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง(Inclusive distribution)

นายอลงกรณ์อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์สรุปว่า ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทยเป็นเพียง "จุดผ่าน" ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก ”ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“อย่างนี้ต่อไปถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออกจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง“

โซเชียลเกาหลีเดือด จวก ‘ฮุน มาเนต’ มาสาย 9 นาที ปล่อยให้ ปธน.โสมขาว นั่งรอ ก่อนประชุมปราบแก๊งสแกมเมอร์ ที่มาเลเซีย ชาวเน็ตจี้ตัดงบช่วยเขมร เหตุไม่ให้เกียรติผู้นำ

(29 ต.ค. 68) เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกาหลีใต้ หลังสื่อ KBS เผยคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ต้องนั่งรอถึง 9 นาที ระหว่างรอการเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ หลังเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีเสียชีวิตในกัมพูชา

ในคลิปดังกล่าว อี แจ-มยอง ถูกจับภาพขณะนั่งเล่นโทรศัพท์และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระหว่างรอการประชุม ทำให้ชาวเน็ตเกาหลีใต้จำนวนมากแสดงความไม่พอใจ โดยมองว่าผู้นำกัมพูชา “ไม่ให้เกียรติ” และ “ไร้มารยาททางการทูต” หลายความเห็นเรียกร้องให้รัฐบาลยุติความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กัมพูชา พร้อมนำงบประมาณ 400,000 ล้านวอน (ราว 1 หมื่นล้านบาท) กลับมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศตนเอง

ชาวเน็ตบางรายถึงขั้นเปรียบเปรยว่า “ฮุน มาเนต ทำตัวเหมือนปูติน” ขณะที่อีกหลายความเห็นระบุว่า “มาสาย 9 นาทีเท่ากับดูถูกเกาหลีใต้ทั้งประเทศ” จนเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาความสัมพันธ์กับกัมพูชาใหม่ทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมและยูทูบของเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ชี้แจงภายหลังว่า นายฮุน มาเนต มาถึงบริเวณอาคารตรงเวลา แต่ไม่สามารถเข้าห้องประชุมได้ทันที เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเพิ่งมาถึงก่อนหน้า เจ้าหน้าที่จึงต้องเคลียร์เส้นทางเพื่อความปลอดภัย เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นบ่อยในการประชุมระดับนานาชาติ แม้มีคำอธิบายดังกล่าว แต่เสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ก็ยังไม่สงบลงง่ายๆ

 

เชียงใหม่-ททท. ร่วมมือกับเชียงใหม่และลำพูน เปิดเวทีชวน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” 

ททท. ผนึกกำลังจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน เปิดเวที “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ปลุกพลังสร้างสรรค์ ค้นหาโมเดลพัฒนา  “ถนนคนเดินภาคเหนือ” สู่ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนืออย่างยั่งยืน 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง อำเภอบ้านธิ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จัดกิจกรรมเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อเผยแพร่ ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้า/บริการทางการท่องเที่ยว เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริม การท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่า ที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลัก สู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางด้าน MICE, Wellness รวมถึงมีศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่ง ที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 

เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอย ในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การศึกษาถนนคนเดิน นอกจากจะช่วยพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สรุปองค์ความรู้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ถนนคนเดินท่าแพ ถนนคนเดินสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านธิ จังหวัดลำพูน (ในฐานะพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชื่อมโยงถนนคนเดิน)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของถนนคนเดิน ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของเมืองที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการผลักดันถนนคนเดินให้เป็น “ต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ตอบโจทย์ การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ภายในงาน มีผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และนักออกแบบชื่อดัง ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเชียงใหม่ (TCDC) และนักออกแบบ ดีไซเนอร์ชาวเชียงใหม่ นักออกแบบและนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจากเพจ “อินไซต์ล้านนา” 

คุณศิรพันธ์ วัฒนจินดา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง ECO LIFE คุณอ้อม มณีรัตน์ รัตนัง ศิลปินหญิงล้านนา และนายจักรพงษ์ ชินกระโทก ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการผลงานแนวคิด “ถนนคนเดินสร้างสรรค์” และกิจกรรม Creative Performance ถ่ายทอดความ มีชีวิตชีวาของถนนคนเดินล้านนาที่เป็น ทั้งเวทีวัฒนธรรม จุดนัดพบของชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

โครงการนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตร ในการ “Rethink the Street, Reimagine the Local” หรือ “การคิดใหม่ ออกแบบใหม่ เพื่อให้ถนนคนเดินกลายเป็นเวทีของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และพลังสร้างสรรค์ท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขาย แต่เป็น พื้นที่คุณภาพของเมือง ที่สามารถเล่าเรื่องคน ทุนทางวัฒนธรรม และสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

MIXUE จับมือสายการบิน ‘ไห่หนาน แอร์ไลน์’ เปิดตัว 2 เครื่องบินลายพิเศษ Snow King พร้อมเนรมิตห้องโดยสารสุดน่ารัก สื่อถึงความสุขและความสดชื่นทุกการเดินทาง

เมื่อวันที่ (28 ต.ค. 68) บริษัท มี่เสวี่ย (MIXUE) ร้านไอศกรีมและเครื่องดื่มชาของประเทศจีน เปิดตัวสองเครื่องบินลายพิเศษ 'Snow King' ร่วมกับสายการบินไห่หนาน แอร์ไลน์ (Hainan Airlines) โดยเครื่องบินทั้งสองลำประสบความสำเร็จในการบินเที่ยวแรกอย่างราบรื่น ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยภาพ Snow King ถือคทาไอศกรีม สวมผ้าคลุมสีแดง ลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าและเมฆขาว สื่อถึงความสุขและความสดชื่นในทุกการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารยังคงธีม 'Snow King' อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งบนพนักพิงศีรษะ โต๊ะอาหาร และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะที่ตกแต่งด้วยภาพตัวการ์ตูนเอกลักษณ์ของ MIXUE เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางแสนสดใสให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ในโลกแห่งไอศกรีม

ก่อนเปิดตัวจริง MIXUE ยังถ่ายทอดสดเบื้องหลังการตกแต่งเครื่องบิน พร้อมเชิญแฟนคลับเยี่ยมชม 'โรงงานซูเปอร์แฟคทอรี' ที่ไห่หนาน เพื่อชมขั้นตอนการผลิตกาแฟและเครื่องดื่มคุณภาพ ในโลกออนไลน์ ซึ่งแฟนๆ พากันคอมเมนต์อย่างตื่นเต้นว่า “Snow King บินได้แล้ว!” และ “จะจองเที่ยวบินนี้แน่นอน!” สะท้อนกระแสความนิยมที่แบรนด์ขนมหวานสัญชาติจีนรายนี้ สร้างได้ทั้งบนพื้นดินและบนท้องฟ้า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top