Friday, 24 July 2026
Hard News Team

จีนเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 68 ขอเงินช้อปปิ้งคืน (Tax Refund) เพิ่ม 229.8% ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอู่ฟู่

(28 ต.ค. 68) จีนรายงานตัวเลขการคืนเงินภาษีของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2568 ว่า มีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเพิ่มขึ้น 229.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการคืนภาษีรวมเพิ่มขึ้น 97.4% ตามข้อมูลของกรมสรรพากรจีน

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา จีนได้ปรับปรุงระบบคืนภาษีผู้เดินทางชาวต่างชาติหลายด้าน เช่น เพิ่มความเร็วในการดำเนินการ และเปิดบริการคืนภาษีข้ามเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว

ขณะที่มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตั้งเคาน์เตอร์คืนภาษีทันทีในย่านชอปปิงหลักของเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง เฉิงตู และกวางโจว รวมถึงเมืองอย่างเซี่ยงไฮ้และหางโจวที่เปิดบริการคืนภาษีออนไลน์ ทำให้ขั้นตอนสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ทั้งนี้ จีนเริ่มนโยบายคืนภาษีผู้เดินทางต่างชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) และตั้งแต่นั้นมาก็มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการคืนภาษีและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธ ในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ พระอุโบสถวัดตรีทศเทพวรวิหาร ถนนประชาธิปไตย แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และประชาชน เข้าร่วมพิธี 

สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวพุทธ เพื่อเป็นการร่วมกันทำบุญ สร้างกุศล สืบทอดขนบธรรมเนียมและประเพณีจากครั้งบรรพกาลสู่ชนรุ่นหลัง ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยพระกฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพร้อมด้วยเครื่องบริวารพระกฐินซึ่งเป็นของหลวง แต่เปิดโอกาสให้กระทรวง กรม หน่วยงานองค์กร คณะบุคคลและเอกชนที่มีความประสงค์ขอรับพระราชทาน อัญเชิญไปถวายยังพระอารามหลวงต่าง ๆ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชทานนามว่า วัดตรีทศเทพ เป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านศาสนา ทั้งยังเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยมีการจดทะเบียนให้วัดตรีทศเทพเป็นหนึ่งในโบราณสถาน ซึ่งขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2539 ด้วยชื่อ วัดตรีทศเทพวรวิหาร 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รวบรวมเงินบริจาคจากข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เพื่อร่วมทำบุญในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร และร่วมบริจาคให้กับโรงเรียนวัดตรีทศเทพ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการเรียนการสอนอีกส่วนหนึ่งด้วย

องคมนตรี “พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ” เปิดโครงการ TSAP จุดประกายเยาวชนทั่วประเทศ ด้วยหลักสูตร “จิตปัญญาศึกษา Mini GTO” ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๘ ที่เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และประธานบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์
ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เยาวชนรักชาติและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์” (TSAP)
หลักสูตร “จิตปัญญาศึกษา Mini GTO” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันศาสตร์แห่งความสุขและความสำเร็จ GTO
ร่วมกับ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และเมืองโบราณ สมุทรปราการ
เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศ
ได้เรียนรู้แนวทางการพัฒนาตนเองผ่านกระบวนการ “จิตปัญญาศึกษา”
ปลูกฝังความรัก ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และจิตสำนึกในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

ในพิธีเปิดโครงการ นางรฏาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ ประธานโครงการ
ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมว่า
โครงการ TSAP มุ่งสร้างเยาวชนต้นแบบที่ “รู้จักตนเอง เข้าใจผู้อื่น และมีจิตอาสาเพื่อสังคม”
โดยใช้หลักสูตร Mini GTO ซึ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง
และการพัฒนาความคิดจากภายใน เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี กล่าวเปิดโครงการและให้โอวาทแก่เยาวชนผู้เข้ารับการอบรมว่า
“เยาวชนคือพลังสำคัญของชาติ การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตใจเข้มแข็ง
รู้คุณแผ่นดิน และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
คือรากฐานแห่งความมั่นคงของประเทศ ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้
เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม”

การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๗ – ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘
ประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย
กิจกรรม “สร้างจิตภาพสู่ความกลมเกลียว”, “พลังแห่งความคิด”
และการผลิตสื่อวิดีโอประวัติศาสตร์ไทยด้วยเทคโนโลยี AI
โดยมีคณะวิทยากรจากสถาบัน GTO และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่เยาวชนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศ

โครงการ TSAP ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่จุดประกายให้เยาวชนไทย
ได้เรียนรู้คุณค่าของการเป็น “ผู้ให้” และตระหนักถึงพลังแห่งความดีจากภายใน
เพื่อเติบโตเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน
ในการพัฒนาชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเร่งจับมือไทยตอนนี้ ดีล MOU กระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ตั้งแต่สำรวจ-แยกถลุง-รีไซเคิล-ลงทุน 'แร่แรร์เอิร์ธ' ที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2025 ไทย–สหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและส่งเสริมการลงทุน เน้นตั้งแต่สำรวจ–แยกถลุง–รีไซเคิล–ลงทุน โดยเป็นกรอบไม่ผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเดินงานเร็วขึ้นตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน

 

1) บริบทโลกกดดันให้ “หาเพื่อน” ด่วน

• จีนเข้มงวดการควบคุมส่งออกแรร์เอิร์ธ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้นในเดือน ต.ค. 2025 ทำให้ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น–ยุโรปเร่งกระจายความเสี่ยง หันหาฐานซัพพลายใหม่ในอาเซียน

• แรงกดดันทางนโยบายสะท้อนทันทีทั้งในตลาดสินค้าและดีลพหุภาคีที่สหรัฐฯ เร่งเดินกับประเทศในภูมิภาค

 

2) “ไทยตอนนี้” ไม่เหมือน “ไทยเมื่อก่อน”

• การผลิตพุ่งแรง: ปี 2024 ไทยผลิตแรร์เอิร์ธประมาณ 13,000 ตัน โตมากจากปีก่อน สะท้อนว่ามีฐานอุตสาหกรรมที่จับต้องได้ แม้ยังไม่ใหญ่เท่าประเทศผู้นำ

• มีฐาน downstream สำคัญ: โรงงาน Neo Magnequench (โคราช) ผลิตผง/วัสดุแม่เหล็กสำหรับมอเตอร์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานลม เชื่อมจุด ‘จากแร่ → แม่เหล็กมูลค่าสูง’

• ข้อเท็จจริงต้องรู้: แม้ผลิตพุ่ง แต่สำรองที่พิสูจน์แล้วในไทยยังเล็ก จุดแข็งของไทยจึงอยู่ที่การแปรรูป–รีไซเคิล–คลัสเตอร์อุตสาหกรรม มากกว่าการมีเหมืองขนาดยักษ์

 

3) ทำไมสหรัฐฯ ต้อง “ไทย” ตอนนี้

• ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว: เมื่อจีนเข้มงวดใบอนุญาตส่งออกแรร์เอิร์ธและแม่เหล็ก การดึงพาร์ตเนอร์ที่มีฐานการผลิตจริงอย่างไทย คือยุทธศาสตร์ friend‑shoring เพื่อกันช็อกซัพพลายของอุตสาหกรรม EV–พลังงานลม–ป้องกันประเทศ

• มีกลไกระดับภูมิภาคพร้อมเสียบ: กรอบ IPEF (Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue) เชื่อมมาตรฐาน ข้อมูลทรัพยากร มาตรฐานแรงงาน/สิ่งแวดล้อม และแผนรับมือช็อกห่วงโซ่ได้ทันที

• สัญญาณการเมือง–เศรษฐกิจหนุน: สหรัฐฯ เดินดีลคริติคอลมิเนอรัลกับอาเซียนเพื่อถ่วงน้ำหนักข้อจำกัดส่งออกจากจีน—ไทยถูกวางบทบาทศูนย์แปรรูป/แม่เหล็ก/รีไซเคิล มากกว่า ‘ประเทศเหมือง’

 

4) ไทยได้–เสียอะไรจากดีลนี้ได้อะไร

• เงินลงทุน–เทคโนโลยี–มาตรฐาน: โอกาสดึง JV ในการแยกถลุง รีไซเคิล และผลิตแม่เหล็ก NdFeB พร้อมยกระดับมาตรฐาน ESG/แรงงานเข้าตลาดสหรัฐฯ–ยุโรป

• เชื่อมตลาดปลายน้ำมูลค่าสูง: เมื่อมีฐานผง/แม่เหล็กในประเทศ ผู้ประกอบการมอเตอร์–พลังงานลม–อิเล็กทรอนิกส์ จะเชื่อมต่อไทยง่ายขึ้น ลด lead time และความเสี่ยงใบอนุญาตส่งออกจากที่อื่น.

ต้องระวังอะไร

• แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์: การเลือกข้างชัดเกินไปอาจเสี่ยงแรงสะท้อนจากจีน ไทยควรย้ำว่า MOU ไม่ผูกขาด/ไม่ผูกพันทางกฎหมาย และเปิดกว้างต่อทุกพาร์ตเนอร์ที่เคารพมาตรฐาน

• สิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยรังสี: แร่รองอย่างมอนาไซต์/เซโนไทม์เกี่ยวพันธาตุกัมมันตรังสีร่วม ต้องเข้มมาตรฐานจัดการหางแร่ ตั้งโรงงานแยกถลุงโปร่งใส และระบบ EIA/ติดตามแบบเรียลไทม์

• ฐานทรัพยากรจำกัด: โมเดลที่คุ้มคือ รีไซเคิล + แยกถลุง + คลัสเตอร์แม่เหล็ก/มอเตอร์ พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วน แล้วทดแทนด้วยรีไซเคิลในระยะกลาง

.

5) ทางไปข้างหน้า (ข้อเสนอเชิงนโยบายแบบทำได้เลย)

1. 1) ตั้ง “Thailand Rare Earth & Magnet Cluster” ฝั่งอีสาน–EEC เชื่อมมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย–เอกชน–ต่างชาติ ให้ครบห่วงโซ่ (แยกถลุง–รีไซเคิล–แม่เหล็ก–มอเตอร์) ภายใต้มาตรฐาน ESG/แรงงานระดับสากล

2. 2) Regulatory Sandbox ด้านรังสี/สิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานแยกถลุงและรีไซเคิลแรร์เอิร์ธ พร้อมระบบติดตามหางแร่อัจฉริยะและการเปิดข้อมูลสาธารณะ

3. 3) Roadmap รีไซเคิลแม่เหล็ก NdFeB (จากมอเตอร์ EV/ฮาร์ดดิสก์/กังหันลม) เพื่อป้อนวัตถุดิบกลับสู่คลัสเตอร์ไทย ลดการพึ่งพาเหมืองใหม่

4. 4) เชื่อม IPEF ให้เป็นดีลลงทุนจริง: ใช้กลไก Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue เป็นทางลัดเรื่องมาตรฐาน/การรับรอง เพื่อเร่งจาก MOU สู่โครงการลงทุน

สรุป: สหรัฐฯ ต้องเร่งดึงซัพพลายแรร์เอิร์ธออกนอกจีน ‘ตอนนี้’ เพราะกติกาส่งออกฝั่งจีนเข้มขึ้น ขณะที่ไทยเพิ่งมีฐานการผลิตจริง ให้เสียบเข้าห่วงโซ่ได้ ดีล MOU รอบนี้คือ ‘ตั๋วขึ้นรถไฟขบวนใหญ่’ ของไทยจากประเทศเจ้าทรัพยากรไม่มาก สู่ศูนย์แปรรูป–แม่เหล็ก–รีไซเคิลมูลค่าสูง หากวางมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม และแรงงานให้ชนะตั้งแต่ต้น

SME ไทย 2025 ยังเปราะบาง เศรษฐกิจโตต่ำ–เงินกู้หายาก ทางรอดอยู่ที่เงินสด ระบบ และนวัตกรรม สร้างความต่างด้วย ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ราคา’

สรุปเร็ว
ภาพรวม SME ไทยปี 2568 (2025) ยังเปราะบางจากเศรษฐกิจที่โตระดับต่ำ–กลางราว 2% ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อยังตึงและคุณภาพหนี้กดดัน การพึ่งพากำลังซื้อในประเทศ (ซึ่งโดนหนี้ครัวเรือนสูงถ่วง) ทำให้หลายกิจการต้องบริหารเงินสด–ต้นทุนอย่างรัดกุม และรีบยกระดับ “ความแตกต่าง” ของสินค้า/บริการเพื่อหนีเกมตัดราคาเดิมๆ

ตัวเลขสำคัญที่ SME ควรรู้ (อัปเดต ต.ค. 2025)
• บทบาทของ SME ต่อเศรษฐกิจไทย: SME คือ 99.5% ของธุรกิจไทยทั้งหมด สร้างงาน 69.5% และคิดเป็น 35.3% ของ GDP—สะท้อนว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ แต่ยังขาดนวัตกรรมและการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าโลกในระดับที่เพียงพอ หากไม่เร่งยกระดับทักษะ–เทคโนโลยีจะเป็นคอขวดการเติบโตระยะยาว
• เศรษฐกิจโดยรวมโตต่ำ–กลาง 2%: หน่วยงานเศรษฐกิจประเมินปี 2025 โตประมาณ 1.8–2.3% (กึ่งกลาง 2.0%) ไตรมาส 2/2025 โต 2.8% YoY แต่ครึ่งปีหลังมีแรงกดจากปัจจัยภายนอกและอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แรง
• ดอกเบี้ยนโยบายทรงที่ 1.50%: มติ กนง. 8 ต.ค. 2025 คงดอกเบี้ย 1.50% (5–2 เสียง) ช่วยบรรเทาต้นทุนการเงินบางส่วน แต่ระบบธนาคารยังคัดกรองเข้มต่อสินเชื่อที่เสี่ยง
• ภาพสินเชื่อและคุณภาพหนี้: ไตรมาส 1/2025 สินเชื่อระบบธนาคารหดตัว 1.3% YoY โดยเฉพาะพอร์ต SME และสินเชื่อผู้บริโภค ขณะที่ NPL ราว ~2.9% สะท้อนแรงกดดันด้านเครดิตยังไม่คลาย
• มาตรการพยุงกำลังซื้อ/หนี้ครัวเรือน: มีมาตรการ co-payment ปลายปี และชุดมาตรการช่วยลูกหนี้นอนแบงก์/ตั้ง AMC รับซื้อ NPL รายย่อยเพื่อเร่งปรับโครงหนี้—ทั้งหมดมีผลทางอ้อมต่อยอดขายและสภาพคล่องของ SME
• 

คำแปลเชิงธุรกิจ: เศรษฐกิจ “ไม่แย่แต่ไม่แรง” เงินกู้ยังหายาก การบริหารเงินสดและผลิตภาพภายในจึงสำคัญกว่า “ดันยอด” ด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียว

โอกาสของ SME ตอนนี้
1) ท่องเที่ยว–บริการต่อยอดได้
จำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมในประเทศยังเป็นแรงหนุนภาคบริการ (F&B, ที่พัก, ขนส่ง, อีเวนต์) โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยว—ทำแพ็กเกจ Cross-sell/Bundle กับพันธมิตรเพื่อเพิ่มตะกร้าซื้อเฉลี่ย
.
2) ดีมานด์ในประเทศ + มาตรการอัดฉีดรายย่อย
มาตรการร่วมจ่ายและความพยายามแก้หนี้ครัวเรือนอาจช่วยหมุนเงินในระบบช่วงปลายปี–ต้นปีหน้า กลุ่มค้าปลีก/บริการรายย่อยได้อานิสงส์ถ้าพร้อมปล่อยโปรฯ และเชื่อมต่อช่องทางดิจิทัลทันที

3) แตกต่างด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ราคา”
การแข่งขันยืดเยื้อทำให้ “แข่งราคา” เริ่มตัน แนวทางคือขยับสู่ Value Creator—ปรับตำแหน่งสินค้าเฉพาะกลุ่ม (niche), ยกระดับบริการ, ใช้ข้อมูลลูกค้าขนาดเล็กให้เกิดผลสูงสุด

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
• สินเชื่อหายาก–ดอกจริงยังไม่ถูก: แม้ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัว แต่ธนาคารยังเข้มเงื่อนไขต่อกิจการที่กระแสเงินสดผันผวนหรือยังไม่กลับมาเต็มที่ ทำให้บางรายต้องพึ่ง OD/แฟคตอริ่งมากขึ้น—ต้นทุนเฉลี่ยอาจไม่ได้ลดตามคาด
• หนี้ครัวเรือนสูงกดกำลังซื้อ: การใช้จ่ายครัวเรือนยังไม่เต็มที่ มาตรการช่วยหนี้มีผลค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่ควร “คาดหวังเกินจริง” ในระยะสั้น
• ความไม่แน่นอนการค้าโลก/ภาษี: ความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า/ส่งออกในตลาดหลัก ทำให้คำสั่งซื้อผันผวน โดยเฉพาะซัพพลายเออร์รายเล็กที่พึ่งลูกค้าต่างประเทศไม่กี่ราย
• 

เช็กลิสต์ 90 วันสำหรับ SME (ทำได้ทันที)

1) ล็อกต้นทุนการเงิน + ปรับโครงหนี้
ทบทวนวงเงิน OD/LC/เช่าซื้อ–แฟคตอริ่ง และพิจารณารีไฟแนนซ์หนี้สั้นเป็นยาว ถ้ากระแสเงินสดพอ—อาศัยจังหวะดอกเบี้ยทรงตัว และสื่อสารตัวเลขกับแบงก์ให้ชัด (ยอดขาย/มาร์จิน/DSO/DPO) เพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ

2) เร่งรอบเงินสด (Cash Conversion Cycle)
• ต่อรองเทอมเครดิตกับลูกค้าหลัก–ซัพพลายเออร์
• ใช้ e-invoice/early-payment และแฟคตอริ่งเฉพาะใบแจ้งหนี้จากลูกค้าคะแนนเครดิตดี ลด DSO โดยไม่เพิ่มหนี้ระยะยาว
• ทำ SKU Rationalization ตัดสินค้าหมุนช้าเพื่อปล่อยเงินจมสต็อก

3) เกาะดีมานด์ท่องเที่ยว–บริโภค
จัดแพ็กเกจ Cross-sell ข้ามธุรกิจ (ที่พัก×อาหาร×ขนส่ง×กิจกรรม) ปล่อยดีลช่วงที่เงินรัฐลงระบบ และยิงสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายภูมิภาค/ต่างชาติที่กลับมาไว

4) เข้าถึงมาตรการรัฐที่ตรงโจทย์
ติดตามช่องทางช่วยหนี้นอนแบงก์/AMC และโปรแกรมผ่อนปรนสำหรับลูกหนี้รายย่อย–SME รวมถึงกฎกติกาใหม่ๆ เช่น การกำกับผู้ให้เช่าซื้อรถนอนแบงก์ เพื่อเตรียมปรับสัญญาให้คุ้มที่สุด

5) อัปเกรด “ผลิตภาพดิจิทัล” แบบต้นทุนต่ำ
เริ่มจาก 3 งานคืนทุนไว: บัญชี–สต็อก–CRM ให้เชื่อมกัน (เลิกคีย์ซ้ำ), ทำแดชบอร์ดเงินสดรายสัปดาห์, และเก็บข้อมูลหน้างาน (ต้นทุนจริง/เวลาจริง) เพื่อปรับราคา–กำลังผลิตทันที—ปิดจุดอ่อน “นวัตกรรมต่ำ”

บทสรุป: ปีนี้ “เอาตัวรอดให้คล่อง—รอจังหวะค่อยเร่งโต”

ปี 2025 ของ SME ไทยคือปีแห่ง วินัยทางการเงิน + ประสิทธิภาพภายใน + ความแตกต่างที่ลูกค้ามองเห็น เศรษฐกิจระดับประเทศยังไม่ใช่ลมส่งเต็มใบ และเงินกู้ไม่ได้ไหลง่ายเหมือนยุคก่อน ใครทำ เงินสดหมุนไว, สต็อกเบา, บริการเด่น, และเข้าถึงมาตรการรัฐได้เร็ว จะได้ “กันชน” รับความผันผวน พร้อมรอจังหวะ Q4/2025–H1/2026 ที่มาตรการอุปสงค์และการคลี่คลายหนี้ครัวเรือนเริ่มส่งผลชัดขึ้น เพื่อค่อยเร่งแผนลงทุน–ขยายสาขาแบบมีวินัย

‘ทราย เจริญปุระ’ ย้อนความทรงจำประทับใจ เคยโค้งขอ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เต้นรำ ในงานเลี้ยงที่วังไกลกังวล ก่อนถ่ายทำภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

(28 ต.ค. 68) ‘ทราย’ อินทิรา เจริญปุระ นักแสดงชื่อดัง ย้อนความทรงจำสุดประทับใจผ่านเฟซบุ๊กว่า…คิดทบทวนอยู่หลายรอบว่าจะเล่าเรื่องนี้ดีมั้ย แต่อยากบันทึกไว้ว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนครั้งได้เข้าเฝ้าล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 และท่านมีรับสั่งด้วย ก็ได้เล่าและบันทึกผ่านต้นฉบับเอาไว้ว่าเป็นเหตุการณ์น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิต และการได้เข้าเฝ้าพระพันปีในช่วงปี 2546-2547 ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่อยากจะบันทึกไว้ จริง ๆ ไม่ได้เป็นความลับอะไร เพราะคนใกล้ชิดเราก็รู้เหตุการณ์นี้เหมือนกัน

ขออนุญาตใช้ภาษาธรรมดาในการถ่ายทอด ผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ

ตอนที่ได้รับเลือกให้เล่น ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ท่านมุ้ยก็บอกเลยตั้งแต่แรกว่าต้องไปเข้าเฝ้านะ สมเด็จพระราชินี (เรียกตามพระอิสสริยยศในตอนนั้น) ท่านสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากทราบความคืบหน้า เราก็รับทราบตามนั้น แต่ยังไม่ได้เตรียมตัวถ่ายทำอะไร

จนท่านมุ้ยตามให้ไปเข้าเฝ้าที่วังไกลกังวล กำชับอย่างดีว่าให้แต่งตัวดีๆ ห้ามมอมแมมแบบปกติ ใส่กระโปรง ใส่รองเท้ามีส้น ใส่สูทด้วยนะ สมเด็จฯ ท่านจะเลี้ยงมื้อเย็น นี่ก็นั่งรถตู้ไปพร้อมท่าน ไปถึงค่ำๆ ก็ไปนั่งโต๊ะ จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีนักแสดงคนไหนไปบ้าง น่าจะมีคุณแอฟ กับพี่ปีเตอร์ด้วย ตอนนั้นพี่เบิร์ดกับพี่ต๊อดท่านยังไม่ได้เลือกว่าจะให้เล่นบทไหน เราก็เลือกเก้าอี้นั่งไปงง ๆ เพราะเขาไม่ได้กำหนดที่ ปรากฏว่าพอสมเด็จท่านเสด็จลงมานั่งโต๊ะ ก็อยู่ตรงข้ามที่นั่งเราพอดี ทั้งเกร็งทั้งเงอะงะ ไม่กล้าเงยเท่าไหร่ แต่อาหารอร่อยมาก จำได้ว่ามีเมนูก๋วยเตี๋ยวแก้มหมูตุ๋นที่อยากกินอีก แต่ไม่กล้าขอ 

โต๊ะที่สมเด็จฯ ท่านนั่งก็จะมีผู้ใหญ่ๆ นั่งกัน ท่านมุ้ย หม่อมกมลา ท่านผู้ว่าจังหวัด ทหาร/ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ฯลฯ เป็นโต๊ะดินเนอร์ยาว ๆ มีดนตรีบรรเลงเป็นวงเล่นสด เล่นเพลงสตริงปัจจุบันสลับกับเพลงเก่า ท่านมุ้ยให้คนมาบอกว่าให้เราไปร้องเพลง เราบอกเราไม่ได้เตรียมตัวเลย ท่านบอกร้องไปเถอะ ไม่เป็นไร สมเด็จท่านอยากเห็น ก็เลยร้องเพลง ‘วอน’ ของพีชแบนด์ เพราะวงเล่นให้ได้ยินช่วงต้นงาน เลยร้องไปก่อน ไม่อยากดื้อกับท่าน ทั้งที่มั่นใจว่าเสียงสั่นมากแน่ ๆ แต่ก็ร้องได้จนจบ

จนดึกมากๆแบบตีสามตีสี่ ไฟในห้องก็เริ่มสลัวๆ มีคนมาจัดโต๊ะใหม่ ให้ตรงกลางกว้างขี้น เขาบอกเดี๋ยวจะเต้นรำกัน เราซึ่งง่วงด้วย อิ่มด้วยก็นั่งดู มีผู้ใหญ่มาเต้นรำแบบสโลวเป็นคู่ๆ นั่งพักกันบ้างเวลาเพลงเร็ว สลับคู่ไปโค้งกันบ้าง น่ารักดี ก็นั่งดูเพลิน ๆ จนเห็นท่านมุ้ยที่เต้นรำกับหม่อมอยู่พยักเพยิดมาทางเรา นี่ก็งง ๆ เอามือชี้ตัวเองว่าเรียกเราเหรอ ท่านพยักหน้าว่าใช่ แล้วก็บุ้ย ๆ ไปทางโต๊ะใหญ่ แล้วก็ชี้ให้ดูที่ท่านเต้นรำกับหม่อมอยู่ อ๋อ จะให้เราลุกไปโค้งขอเต้น แต่ขอใครหว่า

คือห้องก็มืดมาก แล้วเราไม่รู้จักใครเลยที่โต๊ะใหญ่ เห็นมีสมเด็จกับอีก 2-3 ท่านนั่งอยู่ นี่ก็ไม่มั่นใจว่าผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายอาจจะมากับภรรยา จะไปโค้งก็กลัวดูไม่ดี เราเลยไปโค้งขอสมเด็จฯ เต้น ท่านก็หัวเราะแล้วเรียกองครักษ์มาประคองขึ้น แล้วเกาะแขนเราไปกลางฟลอร์ คนก็แหวกๆทางให้ เราเองจำไม่ได้แล้วว่าเพลงอะไร แต่น่าจะเป็นเพลงฝรั่งแบบไม่ช้ามาก นี่ก็เต้นแบบก้าวชิด ก้าวชิดไปเรื่อย ๆ หน้าสมเด็จฯ ท่าน เราก็ไม่ค่อยกล้ามอง ดูเพดานสลับก้มดูพื้นอย่างเดียวเพราะกล้วมืด ๆ ไปเหยียบเท้าท่าน

ก็เต้นไปจนจบ สมเด็จท่านก็ขอบใจแล้วองครักษ์ก็พาท่านไปที่โต๊ะ เรากำลังจะเดินกลับก็โดนท่านมุ้ยคว้าแขนไว้แล้วกระซิบ

‘ไอ้ทราย กูให้มึงไปโค้งท่านผู้ว่า มึงผ่าไปโค้งสมเด็จเต้น!’
โอโหหหหห จากที่อ๊อง ๆ อยู่คือตื่นเลย ช๊อตแรงมาก ก็เราไม่รู้นี่ จำได้ว่าบอกท่านว่า ก็ไม่บอกดีๆล่ะะะะ โอ้ย เอาหน้าชี้ ๆ หนูก็ไม่รู้อ่า จะโดนดุมั้ย ท่านบอกกูก็ไม่รู้ กูไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่ไหนไปขอเต้นกับสมเด็จฯเหมือนกัน

จนเช้าจบงาน สมเด็จท่านฯ จะเสด็จขึ้น ก็ไปยืนรอส่งเสด็จ ก้มหน้าเลยคราวนี้จนท่านเดินผ่านก็ถอนสายบัว แล้วท่านก็หยุดรับสั่งด้วย
‘คราวหน้ามาเต้นรำด้วยกันอีกนะจ๊ะ’

ทุกวันนี้ท่านมุ้ยกับหม่อมยังเอามาขำเราอยู่ ว่าเข้าเฝ้างานไหน งานนั้นต้องมีเหตุทุกที แต่เอาเข้าจริงเราก็ไม่โดนดุ และเรื่องนี้ก็อยู่ในใจเสมอมา

เปิด 5 บริการแอปฯ รัฐ 'คืนเวลาชีวิต' ให้คนไทย ยื่นภาษี-ใบขับขี่-ร้องเรียนเมือง ครบวงจร ย่นขั้นตอนราชการ เหลือเพียงปลายนิ้ว ประชาชนสัมผัสได้จริงว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้น

ประเทศไทยเดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลต่อเนื่อง หลายบริการ “ย้ายขึ้นมือถือ” จนประชาชนสัมผัสได้จริงว่าชีวิตง่ายขึ้น—ไม่ต้องถือแฟ้มเอกสาร นั่งรอคิว หรือวนหลายหน่วยงาน บทความนี้คัด 5 เคสที่ “คืนเวลา” ให้คนไทยชัดเจนที่สุด พร้อมวิธีเริ่มต้นและลิงก์ใช้งาน

1) ThaID + “ทางรัฐ” : ประตูเดียวสู่บริการภาครัฐ
ThaID คือแอปยืนยันตัวตนดิจิทัลของกรมการปกครอง ใช้สแกนหน้า/ยืนยันตัวตนแล้วล็อกอินบริการรัฐ-เอกชนได้ทันที (Digital ID) ลดขั้นตอนกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ และช่วยให้บริการอื่น ๆ ปลอดภัยขึ้นด้วยมาตรฐานเดียวกันของรัฐ. “ทางรัฐ (Thang Rath)” คือซูเปอร์แอปรวมบริการภาครัฐ โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่ทำให้ประชาชนติดต่อราชการได้ในแอปเดียว
ทำไมสำคัญ: เมื่อการยืนยันตัวตนมาตรฐานเดียวถูกยอมรับข้ามหน่วยงาน ประชาชน “เข้า–จบ” งานหลายอย่างจากมือถือเครื่องเดียว ไม่ต้องพกสำเนาหรือเดินเรื่องหลายรอบ
เริ่มยังไง: ลงทะเบียน ThaID แล้วผูกหน้า-บัตรประชาชนในแอป จากนั้นดาวน์โหลด ทางรัฐ และสมัครใช้งาน (SSO ของรัฐ)
2) สรรพากร e-Filing / D-MyTax / e-Donation : ภาษีไม่ปวดหัว
กรมสรรพากรรวมเครื่องมือยื่นและจัดการภาษีไว้บนเว็บ รองรับการเข้าสู่ระบบด้วย Digital ID และ RD ID พร้อมโมดูล D-MyTax และ e-Donation ให้ตรวจค่าลดหย่อน/ยอดบริจาคที่เชื่อมระบบไว้ล่วงหน้า ลดการเก็บกระดาษและกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ
ทำไมสำคัญ: ผู้เสียภาษีทั่วไป “ยื่น–เช็ก–จบ” ได้เองจากบ้าน เหลือแค่อัปเดตข้อมูลไม่กี่จุดก่อนกด “ยื่นแบบ”
3) M-FLOW : ขับผ่านด่าน—จ่ายทีหลัง ลดชะลอ/ลดติด
ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบ “ไม่มีไม้กั้น” (Video Tolling) ของกรมทางหลวง/การทางพิเศษ ช่วยให้รถวิ่งผ่านได้ต่อเนื่อง โดยงานวิชาการของกรมทางหลวงระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำมัน ~13.91 ล้านลิตร/ปี (มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท) และลดเวลาเดินทางรวม ~3.33 ล้านชั่วโมง/ปี สะท้อนผลประโยชน์เชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมสำคัญ: เวลาที่เคยหายไปกับการชะลอ/จอดจ่ายหน้าด่าน ถูกคืนให้ผู้ใช้ทาง ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและมอเตอร์เวย์สายหลัก
เริ่มยังไง: ลงทะเบียนสมาชิก M-FLOW บนเว็บ/แอป แล้ววิ่งผ่านช่อง M-FLOW ได้ (ชำระค่าผ่านทางภายหลังตามกำหนด)
4) DLT Smart Queue + e-Service : เรื่องรถ/ใบขับขี่ จบบนจอ
กรมการขนส่งทางบกเปิด DLT Smart Queue ให้จองคิวทำใบขับขี่โดย “เข้าสู่ระบบด้วย ThaID” และมี e-Service ต่อภาษีรถผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ลดการเดินทางและเวลาหน้าช่อง โดยเฉพาะรถที่เข้าเกณฑ์ต่อภาษีออนไลน์
ทำไมสำคัญ: เคสนี้ตัด “เวลาตาย” หน้าสำนักงานได้จริง ทั้งจองคิวใบขับขี่และต่อภาษี/ชำระออนไลน์
5) Traffy Fondue : แจ้งซ่อมเมืองผ่าน LINE + AI
แพลตฟอร์มโดย NECTEC‑NSTDA ให้ประชาชนถ่ายรูป/ปักหมุดแจ้งปัญหา (หลุมบ่อ ไฟทาง ขยะ ฯลฯ) ผ่าน LINE ระบบช่วยคัดแยกและส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ พร้อมอัปเดตสถานะแบบโปร่งใส ช่วยให้การซ่อมเมืองเร็วขึ้น
ทำไมสำคัญ: จาก “ปัญหาที่ไม่รู้จะบอกใคร” กลายเป็น “แจ้ง–ติดตามได้จริง” ลดต้นทุนสื่อสารขององค์กรท้องถิ่น

บริการ “น่าจับตา” เพิ่มเติม (สั้น ๆ)
• Thai e‑Visa (Stickerless): สมัครออนไลน์ทั้งหมด รับ e‑Visa ทางอีเมล ลดการส่งพาสปอร์ต/เอกสาร ช่วยให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น
• Police e‑Ticket (PTM): ตรวจและชำระค่าปรับจราจรออนไลน์ เห็นรายละเอียดและหลักฐานจากกล้อง จ่ายผ่านธนาคาร/QR ได้
• จองเลขทะเบียนรถด้วย ThaID: ระบบของ DLT บังคับยืนยันตัวตนผ่านแอป ThaID ทุกครั้ง—ลดบอท/ลดตัวแทนแฝง โปร่งใสขึ้น

บทสรุป: รัฐดิจิทัลที่ “ให้เวลาคืนประชาชน”
เมื่อ Digital ID (ThaID) กลายเป็นมาตรฐานกลาง + มีพอร์ทัลรวมบริการ (ทางรัฐ) + บริการแนว “ผ่านก่อน‑จ่ายทีหลัง” (M‑FLOW) + การย้าย “งานหน้าช่อง” ขึ้นออนไลน์ (DLT, e‑Filing) + ช่องทางแจ้งปัญหาเมืองที่ลื่น (Traffy Fondue) ส่วนผสมทั้งหมดนี้ทำให้เวลาที่เคยเสียไปกับคิว/การเดินทาง/เอกสารถูกคืนกลับมาเป็นชั่วโมงชีวิต พร้อมยกระดับความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ สิ่งที่รัฐควรเร่งต่อ: ยกเลิกสำเนาเอกสาร (Once‑Only), เปิด API เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน, ตั้ง KPI “เวลาที่คืนให้ประชาชน” เป็นตัวชี้วัดหลัก

 

‘เกาหลีใต้’ โตไวเพราะแชโบล แต่เศรษฐกิจยั่งยืนต้องให้ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์และเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ ไทยเรียนรู้ได้ทันทีจากโครงสร้างรายใหญ่ดูแลรายย่อย

แชโบล = คันเร่งโต แต่ทำไม SME ยังตามไม่ทัน?
“เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบล” — ภาพนี้ถูกต้องส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจาะลึกจะเห็นว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรงต้อง “คุมคันเร่งด้วยพวงมาลัย” ให้รถทั้งขบวนไปด้วยกัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นเจ้าของสัดส่วนกิจการเกือบทั้งหมดและจ้างคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ยังเผชิญช่องว่างผลิตภาพมหาศาลเมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์

ตัวเลขที่ต้องรู้ (เข้าใจใน 10 วินาที)
• SME คิดเป็น ~99% ของจำนวนกิจการ และราว 81% ของการจ้างงาน; ส่วนแบ่งการส่งออกของ SME ประมาณ ~34–39% (ขึ้นกับปี/นิยามที่ใช้) — สะท้อนว่า “ฐานเศรษฐกิจ” คือรายเล็กจำนวนมากจริงๆ ไม่ใช่แค่ยักษ์ไม่กี่ราย

คันเร่ง: แชโบลขับเคลื่อนการส่งออก–เทคโนโลยี
บริษัทยักษ์ (แชโบล) คือเครื่องยนต์ส่งออกของเกาหลี โดยเฉพาะ “ชิป” ที่กลับมาเป็นซูเปอร์ไซเคิลจากดีมานด์ AI—ช่วงปีล่าสุดสัดส่วนส่งออกชิปพุ่งขึ้นเป็นราว 20%+ ของการส่งออกทั้งหมด; ภาครัฐยังอัดแพ็กเกจหนุนเซมิคอนดักเตอร์เพื่อยึดหัวหาดเทคโนโลยีรุ่นใหม่ (HBM/AI) ไว้กับประเทศ

พวงมาลัย: ทำไม SME ยัง “ตามไม่ทัน”
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่จำนวน แต่คือ “ผลิตภาพ”: หลายงานศึกษาชี้ว่า ผลิตภาพแรงงานของ SME เกาหลีอยู่เพียงราว 30% ของบริษัทใหญ่ (เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ประมาณ 50%) ทำให้ค่าจ้าง–กำไร–ความสามารถแข่งขันของรายเล็ก ถ่างออกจากรายใหญ่ และช่องว่างนี้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD

รากของช่องว่าง: เทคโนโลยี ทักษะ และการเชื่อมโยงตลาด
สาเหตุหลักคือการแพร่กระจายเทคโนโลยีสู่ SME ยังช้า (คลาวด์/บิ๊กดาต้า/ERP), การหาคนเก่ง–อัปสกิล และอุปสรรคการโตขนาด (scale-up) ทำให้หลายกิจการติดอยู่ในงานมูลค่าเพิ่มต่ำ—โดยเฉพาะภาคบริการที่ผลิตภาพต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมมาก
.
ไม่ใช่ภาพขาว–ดำ: SME เกาหลียัง “สู้และโตได้”
ด้านสว่างก็มีชัด—ในปีล่าสุด การส่งออกของ SME เกาหลีเริ่มกลับมาโต โดยหมวด “เครื่องสำอาง พลาสติก” เด่นมาก สะท้อนศักยภาพการจับเมกะเทรนด์และการบุกอีคอมเมิร์ซโลกของรายเล็ก

สนามแข่งขันยังเอียง?
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเตือนว่า กลุ่มธุรกิจใหญ่ยังครองความได้เปรียบ โดยเฉพาะฝั่งส่งออก จึงต้องเร่งทำให้สนามแข่งขันแฟร์ขึ้น (ข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง การควบคุมโครงสร้างไขว้ ฯลฯ) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและตลาดไปยัง SME มากกว่าเดิม—ไม่ใช่เติบโตแบบ “ท็อปดาวน์” อย่างเดียว

สูตรสมดุลใหม่: โตไวแบบ “ยั่งยืนและทั่วถึง”
1. เสียบปลั๊กซัพพลายเชนให้รายเล็ก – บังคับใช้มาตรฐาน supplier development, โควตา/คะแนนถ่วงน้ำหนักให้ SME ในคำสั่งซื้อของรัฐวิสาหกิจ–โครงสร้างพื้นฐาน และสร้าง vendor academy ร่วมกับยักษ์อุตสาหกรรม
2. R&D แบบกำกับผล – เปลี่ยนอุดหนุนกระจาย เป็น innovation voucher ผูกกับการยกระดับผลิตภาพจริง (automation, AI co‑pilot, data stack) สำหรับ SME
3. แพลตฟอร์มเทคโนโลยีร่วมชาติ – คลาวด์/ERP/EDI แบบราคาจับต้องได้ที่รัฐร่วมต่อรอง พร้อมกองทุนอัปสกิลคนทำงาน เพื่อปิด “ช่องว่างเทค” เรื้อรัง
4. เปิดทางโตขนาด (scale‑up) – คลายกฎระเบียบการระดมทุน, M&A ที่เป็นธรรมสำหรับ SME ที่พร้อมสเกล, fast‑track ใบอนุญาตในคลัสเตอร์เป้าหมาย
5. นโยบายโปร่งใสต่อยักษ์ – รักษาความได้เปรียบของแชโบลในเวทีโลก (เช่น แพ็กเกจชิป) แต่ผูก “ข้อแลกเปลี่ยนเพื่อระบบนิเวศ” เช่น สัดส่วนสั่งซื้อในประเทศ–โปรแกรมพี่เลี้ยง SME เพื่อให้แรงส่ง trickle‑down เป็นรูปธรรม

แล้วไทยเรียนรู้อะไรได้ทันที
• ตั้ง “War Room ส่งออก” ที่จับมือเอกชนยักษ์–SME ในคลัสเตอร์ถนัด (อาหารแปรรูป/ยานยนต์ไฟฟ้า/ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ให้มี playbook ขอใบอนุญาต–มาตรฐาน–โลจิสติกส์ข้ามแดนแบบ one‑stop
• ใช้ co‑R&D voucher ให้มหาวิทยาลัย–บริษัทยักษ์พา SME ทำโปรเจกต์จริง (ระยะสั้น 3–6 เดือน เห็นผลิตภาพเพิ่มชัด)
• เจรจา FTA/ROO ที่ “ชวน SME เข้าเกม” ด้วยกฎแหล่งกำเนิด–ดิจิทัลเทรดที่เป็นมิตรกับผู้ประกอบการรายเล็ก
• สร้างดัชนี “SME Productivity Scorecard” รายจังหวัด—แข่งกันด้วยข้อมูล เปิดรายงานสาธารณะทุกไตรมาส

บทสรุปสำหรับคนอ่าน The States Times
เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบลจริง แต่ความยั่งยืนระยะยาวจะเกิดก็ต่อเมื่อ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์ เทคโนโลยีเข้าถึงได้ และโครงสร้างนโยบายที่ “ให้รางวัลกับผลิตภาพ” ไม่ใช่แค่อุดหนุนแบบหว่าน ถ้าไทยอยากเร่งเครื่องเศรษฐกิจ—สูตรนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

‘ปูติน’ ประกาศทดสอบสำเร็จ ‘บูเรเวสต์นิก’ ขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์ เจาะทะลวงระบบป้องกันได้ ‘ทุกชนิด’ ท้าทายระบบเทคโนโลยี ‘สหรัฐฯ–นาโต’

(28 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ว่า รัสเซียทดสอบขีปนาวุธร่อน บูเรเวสต์นิก (Burevestnik 9M730 ) สำเร็จ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์และถูกอ้างว่าสามารถเจาะแนวป้องกันขีปนาวุธได้ทุกชนิด โดยมอสโกเตรียมผลักดันให้อาวุธชนิดนี้ประจำการในกองทัพ ขณะที่การทดสอบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นควบคู่กับการซ้อมรบนิวเคลียร์เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดรัสเซียระบุว่าการทดสอบเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ขีปนาวุธบินได้ไกลราว 14,000 กิโลเมตรและคงอยู่ในอากาศประมาณ 15 ชั่วโมง ส่วนองค์การของนาโตเรียกขีปนาวุธรุ่นนี้ว่า SSC-X-9 Skyfall ซึ่งรัสเซียกล่าวถึงความพิเศษคือพิสัยแทบไม่จำกัดและเส้นทางการบินที่คาดเดายาก จึงยากต่อการสกัดโดยระบบป้องกันปัจจุบัน

ขีปนาวุธชนิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในปี 2018 โดยปูตินบอกว่าเป็นคำตอบต่อการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เรื่องระบบโล่ป้องกันขีปนาวุธและการขยายพันธมิตรของนาโต ปูตินยังอ้างว่าในอดีตผู้เชี่ยวชาญเคยคิดว่าขีปนาวุธเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ แต่การทดสอบครั้งล่าสุดได้พิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนั้น ขณะเดียวกันรัสเซียก็ดำเนินการซ้อมยิงขีปนาวุธข้ามทวีปและขีปนาวุธร่อนรุ่นอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

การประกาศดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ไปยังตะวันตกและอาจบีบให้นาโตต้องทบทวนมาตรการป้องกัน ขณะที่ทำเนียบขาวยังไม่ออกความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารัสเซียยังคงยืนยันบทบาทคู่แข่งทางทหารระดับโลก และอาจทำให้ความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์กับตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้นหากการตอบโต้แสดงออกเป็นมาตรการจริงจังต่อกัน


 

แชมป์โลกมีแล้ว เงินโอลิมปิกก็มี ทำไมยังเกิดดราม่า 'หมิว พรปวีณ์' มือ 1 ทีมชาติ ยื่นถอนตัวจากซีเกมส์ ถอดสมการ 'ผลงาน vร ระบบ' ในแบดไทย

ปลายตุลาคม 2568 วงการขนไก่ไทยสะเทือนอีกระลอก เมื่อ “หมิว–พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์” มือหนึ่งหญิงไทย ยื่นถอนตัวจากทีมซีเกมส์ โดยให้เหตุเรื่องความไม่สบายใจต่อวิธีทำงาน/การสื่อสารของสมาคม ไม่ใช่แค่ประเด็นเบี้ยเลี้ยงอย่างที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้า ทั้งหมดเกิดขึ้นในห้วงคาบเกี่ยวก่อนซีเกมส์ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ 9–20 ธันวาคม 2025 ที่กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา

บทความนี้ชวน “ถอดสมการ” ว่า เหตุใดเมื่อฝั่ง “ผลงาน” ไปไกลระดับโลก แต่ฝั่ง “ระบบ” ยังทำให้เกิดดราม่าซ้ำ ๆ และเราควรซ่อมตรงไหนก่อนซีเกมส์

1) ฝั่ง “ผลงาน”: ทศวรรษทองของแบดไทยจริง ๆ
แชมป์โลก 3 ครั้งจาก 3 ยุค:
• เมย์–รัชนก คว้าแชมป์โลกเดี่ยวหญิง (2013) และเป็นมือหนึ่งโลกหญิงเดี่ยวคนแรกของไทย (เม.ย. 2016)
• บาส–ปอป้อ คว้าแชมป์โลกคู่ผสม (2021) และขึ้นมือหนึ่งโลกคู่ผสม (7 ธ.ค. 2021)
• วิว–กุลวุฒิ คว้าแชมป์โลกเดี่ยวชาย (2023) และขึ้นมือหนึ่งโลกชายเดี่ยวคนแรกของไทย (มิ.ย. 2025)
โอลิมปิก ปารีส 2024: วิว–กุลวุฒิ คว้า “เหรียญเงิน” ประวัติศาสตร์ให้ไทย (พ่าย Axelsen ในนัดชิง)
ทีมเวทีใหญ่ & เจ้าภาพมืออาชีพ: ไทยพาทีมหญิงเข้าชิง Uber Cup 2018 เป็น “รองแชมป์โลกประเภททีม” ครั้งแรกของชาติ และเป็นเจ้าภาพ Thomas & Uber Cup อย่างยอดเยี่ยมที่อิมแพ็ค อารีน่า
ฮับการแข่งขันโลกช่วงโควิด: “Bangkok Bubble” เปิดฉาก 2 ไทยแลนด์โอเพ่น (Super 1000) ต่อด้วย World Tour Finals 2020 ที่กรุงเทพฯ/นนทบุรี ในเดือนมกราคม 2021 ช่วยพยุงทัวร์กลับมาเดินต่อได้
ซีเกมส์ 2017: ไทย “กวาด 4 ทอง” สูงสุดในประวัติศาสตร์นับแต่เข้าร่วม
บทบาทสากล: เม.ย. 2025 คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) วาระ 2025–2029 ตอกย้ำ Soft Power กีฬาไทยบนโต๊ะโลก
สรุปฝั่งผลงาน: ไทย “มีทั้งคนและระบบแข่งขัน” จนแตะเพดานโลก—จากเดี่ยวหญิงสู่คู่ผสมและเดี่ยวชาย, จากนักกีฬาถึงความสามารถจัดอีเวนต์ระดับท็อป

2) ฝั่ง “ระบบ”: จุดเปราะที่ยังสะสม
• คอมมูนิเคชันในภารกิจทีมชาติ — กรณีหมิวสะท้อน “ขั้นตอน/กำหนดการ” ที่ไม่ชัด เช่น การแจ้งทดสอบสมรรถภาพย้อนหลัง ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นแม้นอกสนามจะทำผลงานดีเพียงใด
• สวัสดิการ-เบี้ยเลี้ยง — กระแสหั่นเบี้ยเลี้ยง 6,000 บาท/วัน จุดไฟถกเถียง “มาตรฐานดูแลนักกีฬาทีมชาติ” เมื่อเทียบกับภาระซ้อมและความเสี่ยงเจ็บป่วย
• ความต่อเนื่องของโครงสร้างบริหาร — แม้ไทยได้เก้าอี้ BWF แต่การ “ส่งแรงสะท้อนจากห้องแต่งตัว” กลับเข้าองค์กรยังเป็นงานยาก ซึ่งถ้าไม่เคลียร์เร็วจะกระทบฟอร์มก่อนซีเกมส์โดยตรง

3) ถอดสมการ ‘ผลงาน vs ระบบ’
แบดไทยวันนี้เหมือนบริษัทที่ “ยอดขายพุ่ง” แต่ “ระบบหลังบ้าน” ยังมีช่องโหว่—ผลงานระดับโลกพิสูจน์แล้วว่าเราไปต่อได้ไกล แต่ความไว้วางใจของนักกีฬา (และแฟน ๆ) ต้องมาจากมาตรฐานการดูแล + ขั้นตอนชัด + สื่อสารโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งประเทศจับตาเจ้าภาพซีเกมส์

4) Roadmap 5 ข้อ “กู้ศรัทธา” ก่อนพิธีเปิดซีเกมส์
1) ประกาศ Charter ทีมชาติฉบับย่อ (1 หน้า) – ระบุสิทธิ/หน้าที่, ไทม์ไลน์คัดตัว–เทสฟิต, หลักเกณฑ์เบี้ยเลี้ยง–โบนัส ให้เคลียร์ในที่เดียวและเผยแพร่สาธารณะ
2) ตั้ง Athlete Liaison (ผู้ประสานนักกีฬา) 24/7 – ช่องทางเร่งด่วน/ติดตามข้อร้องเรียนภายใน 48 ชม. พร้อมแดชบอร์ดสถานะเรื่องร้องทุกข์ (ไม่เปิดชื่อ)
3) Re-benchmark เบี้ยเลี้ยง – เทียบมาตรฐานคู่แข่งชั้นนำในภูมิภาค/โลก แล้วประกาศอัตราใหม่แบบขั้นบันไดตามสเตตัส (ตัวจริง–สำรอง–เยาวชน) และตามประเภททัวร์
4) คณะทำงานร่วม (นักกีฬา–สตาฟ–ผู้บริหาร) – ประชุมรายเดือน “สนามซ้อมสู่ห้องประชุม” บันทึกมติ-กำหนดเส้นตายแก้ไขปัญหา (publish มติย่อ)
5) สื่อสารเชิงรุกก่อนซีเกมส์ – แถลงสรุปความพร้อมทีมแบดไทย, เป้าหมายเหรียญ, และมาตรการดูแลนักกีฬา เพื่อตัดไฟดราม่าหน้างาน

5) สิ่งที่ควร “โฟกัส” ถึง 20 ธ.ค. 2025
• สถานะทีม/รายชื่อชุดซีเกมส์หลังกรณีหมิว – สมาคมฯ เดินเกมยื้อ–เยียวยาอย่างไร และบทเรียนจะถูกทำให้เป็นมาตรฐานถาวรได้หรือไม่
• ฟอร์ม “วิว–กุลวุฒิ” มือหนึ่งโลกคนแรกของไทย—ตัวชี้วัดความมั่นใจของทั้งทีมในเวทีเหย้าใหญ่สุดรอบหลายปี
• การบริหารงานเจ้าภาพ—ไทยมีประสบการณ์ Bangkok Bubble แล้ว มาตรฐานอีเวนต์ซีเกมส์ควร “ลื่น–โปร่ง–มืออาชีพ” ไม่แพ้ทัวร์ BWF ใหญ่ ๆ

บทสรุป
แบดมินตันไทย “พิสูจน์ศักยภาพบนคอร์ต” มาหลายปี—แชมป์โลก 3 สมัย 3 ราย, เหรียญเงินโอลิมปิก, มือหนึ่งโลกหลายประเภท, ความสามารถจัดทัวร์ระดับโลก แต่ถ้าจะชนะ “ทั้งในคอร์ตและในคอมเมนต์” เราต้องยกระดับระบบดูแลนักกีฬาและการสื่อสาร ให้สมศักดิ์ศรีเจ้าภาพซีเกมส์ นี่คือเวลาที่สมาคมแบดฯ จะ “ล็อกมาตรฐานใหม่” ให้ผลงานและระบบเดินไปด้วยกัน—และถ้าทำได้ ซีเกมส์ปลายปีนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายที่แฟนกีฬาไทยจะจำด้วยความภูมิใจยิ่งกว่าเดิม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top