Friday, 24 July 2026
Hard News Team

ผบ.ตร.ย้ำเด็ดขาดไม่เอาไว้ ตัดนิ้วร้าย "รองผู้กำกับการ" พัวพันบัญชีม้า พร้อมสั่งขยายผลคดีถึงที่สุด

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับรายงานเรื่องรองผู้กำกับการ ในสังกัดสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมคบฟอกเงินและเป็นที่ปรึกษาให้เครือญาติเปิดบัญชีม้า ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจสอบและดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางปกครอง วินัย และอาญา ซึ่งทราบว่ามีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ผบ.ตร.สั่งการให้ขยายผลทางคดี สืบสวนเครือข่ายบัญชีม้า อาชกรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายรองผู้กำกับการ นายนี้อย่างเด็ดขาด เรื่องนี้ ผบ.ตร.ย้ำว่ายอมไม่ได้ เอาไว้ไม่ได้ เป็นตำรวจแล้วทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่เป็นภัยร้ายของสังคม หลอกลวงประชาชน ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันปราบปราม สกัดกั้นอย่างสุดความสามารถ แต่รายนี้เป็นตำรวจ กลับไปร่วมขบวนการกับคนร้าย และขอเตือนข้าราชการตำรวจทุกนายอย่าเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์ ให้การสนับสนุนกับเครือข่ายบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภทโดยเด็ดขาด

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สั่งการให้ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2568 หากผลการสอบสวนพบว่า มีข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลรายใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมกระทำความผิด กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาโดยเด็ดขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับตำรวจที่กระทำผิดกฎหมายทุกราย ย้ำชัดเป็นข้าราชการตำรวจไม่ควรทำผิดเสียเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กำชับไว้อย่างเข้มงวดในนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในแนวทาง “9 ก้าวหน้า” ในด้านการมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และย้ำในวิสัยทัศน์ “เป็นตำรวจมืออาชีพ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชน”

BTS ส่วนต่อขยาย สิ้นสุดยุคเหมาจ่าย 15 บาท ดีเดย์ 1 พ.ย. 68 เริ่มคิดตามระยะทาง จ่ายสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว กทม.แจงเหตุขึ้นค่าโดยสารหวังสะท้อนต้นทุนจริง

BTS สายสีเขียวขึ้นราคาเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” ทำไม? ใครกระทบ? และต้องจ่ายเท่าไรตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568
สรุปแบบเข้าใจง่าย: ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2568 ค่าโดยสาร ส่วนต่อขยายของสายสีเขียว เปลี่ยนจากเหมาจ่าย 15 บาท เป็นคิดตามระยะทาง 17–45 บาท และหากเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย เพดานทั้งสายไม่เกิน 65 บาท พร้อมส่วนลดนักเรียน/นักศึกษา 30% และผู้สูงอายุ 50%.

อะไร “เปลี่ยนไป” บ้าง
• เฉพาะการเดินทางภายในส่วนต่อขยาย 3 ช่วง: 
• • หมอชิต–คูคต (เหนือ)
• อ่อนนุช/บางจาก–เคหะฯ สมุทรปราการ (ตะวันออก)
• โพธิ์นิมิตร–บางหว้า (ตากสิน–เพชรเกษม)
• คิดตามระยะทาง เริ่ม 17 บาท สูงสุด 45 บาท (บัตรเที่ยวเดียว/แรบบิททั่วไป)
• หากเชื่อมต่อกับสัญญาหลัก (เดิม) จะคิดรวมทั้งระบบ แต่ทั้งสายไม่เกิน 65 บาท
• ส่วนลดยังอยู่: นักเรียน/นศ. ลด 30% และผู้สูงอายุ ลด 50%

ทำไมถึงขึ้นราคา
1. 1) สิ้นสุด “เหมาจ่ายชั่วคราว” 15 บาท: เดิมเป็นมาตรการชั่วคราวในช่วงเปิดใช้ส่วนต่อขยาย ตอนนี้กลับสู่โครงสร้างค่าโดยสารตามระยะทาง เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงของระบบ.
2. 2) ภาระต้นทุนและหนี้สะสมของโครงการ: กรุงเทพมหานคร/กรุงเทพธนาคมมีภาระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของส่วนต่อขยายจำนวนมาก จึงต้องปรับราคาเพื่อการเงินที่ยั่งยืน.
3. 3) บริหารความมั่นคงระบบขนส่งในระยะยาว: กทม. ระบุว่าการปรับนี้ช่วยให้ดูแลคุณภาพและความถี่การวิ่งได้ต่อเนื่อง

ใคร “กระทบมากสุด”
• • ผู้ที่ใช้งานเฉพาะส่วนต่อขยายยาว ๆ ทุกวัน (เช่น คูคต–อ่อนนุช/บางจาก หรือ สมุทรปราการ–อโศก/สยาม)
• ผู้ที่ต้อง “ข้ามสัญญา” ระหว่างหลักกับต่อขยายบ่อย ๆ แม้เพดาน 65 บาทจะจำกัดผลกระทบ แต่ค่าใช้จ่ายรายเดือนยังเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย (สูงสุด +3 บาทต่อเที่ยวเมื่อเดินทางเต็มสาย)

คำถามพบบ่อย (FAQ)
• Q: ขึ้นทั้งระบบ BTS ไหม?
A: ไม่ใช่ทั้งระบบ ปรับเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” แต่เมื่อเดินทางทั้งสาย เพดานรวมขยับเป็น 65 บาท.
• Q: นโยบาย “20 บาทตลอดทาง” เกี่ยวไหม?
A: เป็นนโยบายระดับชาติที่ยังไม่ครอบคลุมการประกาศครั้งนี้ของสายสีเขียว.
• Q: นักเรียน/ผู้สูงอายุ ยังได้ส่วนลดไหม?
A: ได้เหมือนเดิม นักเรียน/นศ. -30% และผู้สูงอายุ -50% ในส่วนต่อขยาย

คำนวณให้เห็นภาพ (ตัวอย่าง)
• • ผู้โดยสารที่เคยจ่าย 15 บาทตลอดช่วงต่อขยาย หากเดินทางระยะไกลขึ้น จะจ่ายใกล้เพดาน 45 บาทต่อเที่ยว.
• เดินทางข้ามจากส่วนหลักเข้าสู่ส่วนต่อขยาย (หรือกลับกัน) ค่าโดยสารรวมทั้งเส้นไม่เกิน 65 บาท

วิธีประหยัดค่าโดยสารหลังปรับราคา
• • ใช้บัตรแรบบิทนักเรียน/นศ. หรือผู้สูงอายุ ตามสิทธิที่มี.
• เลือกสถานีเปลี่ยนระบบที่ใกล้จุดหมายเพื่อลดระยะทางในส่วนต่อขยาย.
• วางแผนเวลาเดินทางให้แน่นอน ลดการแตะเข้า–ออกซ้ำโดยไม่จำเป็น.

ไทม์ไลน์และขอบเขต
• มีผลตั้งแต่: 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
• ครอบคลุม: ส่วนต่อขยาย 3 ช่วงของสายสีเขียว (เหนือ, ตะวันออก, ธนบุรี)
• เพดานค่าโดยสารทั้งสาย: ไม่เกิน 65 บาท เมื่อเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย

มือยิง ‘ชินโซ อาเบะ’ รับสารภาพ สังหารอดีตนายกฯ ญี่ปุ่น กลางเวทีหาเสียง ปมแค้นโยงลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ทำครอบครัวบริจาค 100 ล้านเยน จนหมดตัว

(29 ต.ค. 68) ศาลญี่ปุ่นเปิดการพิจารณาคดีนายเท็ตสึยะ ยามากามิ (Tetsuya Yamagami) วัย 45 ปี ผู้ต้องหาคดีลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) เมื่อปี 2022 โดยยามากามิได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา รวมถึงข้อหาฆ่าคนตายและฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธ หลังใช้ปืนประดิษฐ์เองยิงอาเบะระหว่างขึ้นเวทีหาเสียงที่เมืองนารา

รายงานระบุว่า แรงจูงใจเกิดจากความไม่พอใจที่ครอบครัวของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับโบสถ์ยูนิฟิเคชัน ( Unification Church) หรือ ลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ซึ่งแม่ของเขาบริจาคเงินกว่า 100 ล้านเยนจนหมดตัว (ราว 21 ล้านบาท) ยามากามิเชื่อว่าอาเบะมีความเชื่อมโยงกับองค์กรนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเปิดโปงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กว่าร้อยรายกับกลุ่มศาสนา

ทั้งนี้ การไต่สวนคดีนี้จะมีขึ้นอีก 17 ครั้ง ก่อนศาลจะมีคำตัดสินในวันที่ 21 มกราคมปีหน้า ขณะที่คดีนี้ยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ในสังคมญี่ปุ่น และเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพบกันที่กรุงโตเกียว โดยต่างกล่าวถึงอาเบะในฐานะผู้นำผู้ทรงอิทธิพลของญี่ปุ่น

โศกนาฏกรรม ‘อิแทวอน’ ผ่านมา 3 ปี  บทเรียน ‘วันฮาโลวีน’ ที่โลกไม่ลืม  159 ชีวิต และ 1 คนไทย ที่จากไป  ในคืนเบียดเสียดกลางกรุงโซล 

ครบรอบ 3 ปี เหตุโศกนาฏกรรม “อิแทวอน” ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 159 คน บาดเจ็บอีกกว่า 190 คน และกลายเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจทั่วโลก ขณะชาวเกาหลีใต้และนักท่องเที่ยวกว่าแสนคนร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีนเป็นครั้งแรกหลังโควิด-19

โดยในคืนเกิดเหตุ ผู้คนเบียดเสียดในซอยแคบใกล้โรงแรมแฮมิลตัน ย่านอิแทวอน จนเกิดเหตุล้มทับกันต่อเนื่อง ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นช่วงอายุ 20–30 ปี ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติ 20 ราย และคนไทย 1 ราย ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 7 วัน

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เกาหลีใต้ได้ ‘ถอดบทเรียน’ อะไร เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ติดกล้องวงจรปิดพร้อมระบบ AI มาติดตั้งจำนวน 909 ตัว ในจุดสำคัญของเมือง 71 จุด เพื่อวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของฝูงชน รวมถึงความแออัด, ตรวจสอบการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากโรงแรมแฮมิลตัน ก่อสร้างขึ้นอย่างผิดกฎหมาย จนเกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นขึ้น และ ปราบปรามการซื้อขายชุดตำรวจ หลังมีการอ้างว่าในโศฏนาฏกรรมอิแทวอน มีคนจำนวนมากที่แต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงๆ ออกคำสั่งด้านความปลอดภัย หลายๆ คนไม่ได้ปฏิบัติตาม

สำหรับในปีนี้ รัฐบาลกรุงโซลเพิ่มแผนพิเศษดูแลความปลอดภัยในช่วงฮาโลวีน 2025 ครอบคลุม 14 พื้นที่เสี่ยงทั่วกรุงโซล เช่น อิแทวอน ฮงแด คอนกุก กังนัม และเมียงดง โดยจะมีศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ระบบกล้องตรวจจับความหนาแน่นฝูงชน และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตลอดช่วงสุดสัปดาห์

ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดมีความหนาแน่นเกินระดับเตือนภัย เมืองโซลจะบังคับใช้การเดินทางทางเดียว (one-way) และอาจปิดหรือให้รถไฟใต้ดินข้ามสถานีอิแทวอนชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำในเทศกาลแห่งความสนุกที่ควรปลอดภัยสำหรับทุกคน

 

‘ธนกร’ ชี้ ‘ไทย–สหรัฐฯ’ ลงนามแรร์เอิร์ธ สร้างความร่วมมือพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม 

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

“ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

 

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น (มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.เป็นประธาน ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 
 

การปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา  ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ  เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ  ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์  เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ  จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕
 

ร่วมกันจับกุม 1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ 2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560”
 
พร้อมของกลาง 1.บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท) 2.คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด 3.โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน 2 ​เครื่อง 4.กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​2,000 กล่อง  5.เราเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น  จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น
(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป
 

บริษัท OnlyFans สร้างรายได้ต่อพนักงาน สูงที่สุดในโลก!! แซงหน้า Apple–Meta–Nvidia แม้มีทีมงานทั่วโลกเพียง 42 คน  โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจาก ‘คอนเทนต์สยิว’

(28 ต.ค. 68) บริษัท OnlyFans แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่าสมาชิกจากผู้ติดตาม กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีรายได้ต่อพนักงานสูงที่สุดในโลก ด้วยตัวเลขเฉลี่ยกว่า 37.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน (ราว 1.37 พันล้านบาท) ในปี 2024 แซงหน้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia, Apple, Meta, Google และ Microsoft หลายเท่าตัว จากข้อมูลของ Barchart ที่เผยแพร่โดย The Economic Times

OnlyFans ทำรายได้สุทธิราว 1.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากมูลค่าการทำธุรกรรมรวมกว่า 7.22 พันล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานเพียง 42 คนทั่วโลก ตัวเลขนี้ทำให้รายได้ต่อหัวของบริษัทสูงกว่า Nvidia ถึง 10 เท่า และมากกว่า Apple กว่า 15 เท่า

รายได้ของ OnlyFans มาจากการหักค่าคอมมิชชัน 20% จากรายได้ของครีเอเตอร์ ขณะที่อีก 80% เป็นส่วนแบ่งของผู้สร้างคอนเทนต์ ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มมีผู้สร้างกว่า 4.6 ล้านบัญชี และแฟนคลับกว่า 377 ล้านบัญชีทั่วโลก โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากคอนเทนต์ 18+ สำหรับผู้ใหญ่ 

ทั้งนี้ เมื่อปี 2024 บริษัท OnlyFans มีกำไรก่อนหักภาษี 684 ล้านดอลลาร์ และจ่ายเงินปันผลกว่า 701 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ เลโอนิด รัดวินสกี (Leonid Radvinsky) เจ้าของแพลตฟอร์มชาวอเมริกันเชื้อสายยูเครน วัย 43 ปี

 

พิจิตร-ชาวนาพิจิตรบุกศาลากลางยื่นข้อเรียกร้องวอนรัฐบาลช่วยพยุงราคาข้าวที่ตกต่ำขายได้แค่ 5 พันบาท/ตัน

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร , นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าฯพิจิตร , พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด พ.จ.(ท.) ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่ตกต่ำจำนวนกว่า 300 คน ที่รวมตัวกันมาจากเขตพื้นที่ อ.ทับคล้อ อ.วังทรายพูน และอ.ดงเจริญ จ.พิจิตร โดยมี นายสุทัศน์ ประสมทรัพย์ ประธานสหกรณ์การเกษตรทับคล้อ , นายพาที สีสี , นายอภิสิทธิ์ สิทธิราช เป็นแกนนำชาวนา อ.ทับคล้อ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงรัฐบาลผ่านผู้ว่าฯพิจิตร และมีตัวแทนของ ส.ส.พิจิตร คือ นายสาธิต พูลคล้าย ผู้ช่วย นาย ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (กำนันนอร์ท) ส.ส.พิจิตร เขต 1 , น.ส.ชลชิชา ขุนทอง ผู้ช่วย นาย วินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร เขต 2 ร่วมรับจดหมายร้องทุกข์จากชาวนาเพื่อนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรัฐบาลเพื่อหาทางเยียวยาเกษตรกรพิจิตรที่เดือดร้อนจากราคาข้าวที่ตกต่ำดังกล่าว โดยข้อเรียกร้องของชาวนาพิจิตรในครั้งนี้ คือ เรื่องปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ข้าวเปลือกเจ้าราคา 5,000–5,500 บาท/ตัน และราคาค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ค่าเก็บเกี่ยว ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าพันธุ์ข้าวปลูก ซึ่งมีราคาแพงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่าผลผลิตราคาข้าวที่ได้รับ 


     
ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและหนี้สินจำนวนมาก จึงได้เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้แก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำดังกล่าว โดยข้อเสนอความต้องการของกลุ่มชาวนาพิจิตรกลุ่มนี้คือ ต้องการให้รัฐบาลกำหนดมาตรการในการประกันราคารับซื้อข้าวเปลือกเจ้าขั้นต่ำ (ความชื้น 25%) ที่ราคาละ 8,000 บาท/ตัน รวมถึงขอให้รัฐบาลช่วยเยียวยากับชาวนาที่เก็บเกี่ยวข้าวขายในฤดูกาลนี้อีกด้วย การชุมนุมในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเมื่อยื่นหนังสือตามวัตถุประสงค์แล้วกลุ่มชาวนาก็ได้สลายตัวเดินทางกลับภูมิลำเนาดังกล่าวอีกด้วย

 

สรุปมหากาพย์โฮปเวลล์ 

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผู้หยุดการจ่ายค่าโง่
พ.ศ. 2533 เกิด "โครงการโฮปเวลล์" (BERTS) 

9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 มีการลงนามในสัญญา สัมปทานระหว่างกระทรวงคมนาคม กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย)
20 มกราคม พ.ศ. 2541 กระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ
30 มกราคม พ.ศ. 2541 "โฮปเวลล์" ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา
24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547    "โฮปเวลล์" ยื่นคำร้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาด 
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนเงินชดเชยแก่โฮปเวลล์โฮลดิงส์
พ.ศ. 2562 รัฐบาลไทยแพ้คดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด
กลางปี พ.ศ. 2562 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มอบหมายให้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาสะสางคดีใหม่
พ.ศ. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2564 เรื่องการนับอายุความ
4 มีนาคม พ.ศ. 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำร้องของกระทรวงคมนาคมและ ร.ฟ.ท. ที่ขอให้นำคดีนี้มารื้อฟื้นใหม่ไว้พิจารณา
18 กันยายน พ.ศ. 2566 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ 
(เนื่องจาก "โฮปเวลล์" ยื่นฟ้องคดีพิพาทพ้นกำหนดระยะเวลา)

 

รองจเรตำรวจแห่งชาติแถลงผล 7 ปฏิบัติการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ และสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์เชื่อมโยง 4 ประเทศ

สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้ง "คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี" ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รอง ผอ.ศปอส.ตร. ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช./รอง ผอ.ศปอส.ตร.) และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แถลงผลปฏิบัติการปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีผลการปฏิบัติของ ศปอส.ตร. และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) ณ ห้องวอร์รูม IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สำหรับสถานการณ์เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงประเทศมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา และลาว ระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 มีเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์หลัก ที่ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาค ได้แก่

1) ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพเมียนมาในพื้นที่ "เคเคพาร์ก" (KK Park) ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ส่งผลให้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 2,000 ราย และแรงงานจำนวนมากหลบหนีเข้าสู่ฝั่งไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ขบวนการเร่งย้ายฐานและเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการ

2) การสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกค่ายเร่งตรวจสอบและระงับการใช้ชิมการ์ดที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน (KYC) ภายใน 7 วัน เพื่อปิดช่องทางการสื่อสารที่กลุ่มสแกมใช้โทรหลอกลวงประชาชน ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญของฝ่ายนโยบายไทย

3) การประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป (GBC Secretariat) ไทย-กัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเห็นชอบกรอบความร่วมมือด้านความมันคงชายแดน 4 ประการ โดยมีประเด็น "การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์" เป็นหัวข้อหลักของการหารือร่วม ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคในการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม – 26 ตุลาคม 2568 มีเคสที่รับเข้ามาจำนวน 916 เคส มูลค่าความเสียหายกว่า 559.2 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 426 เคส มูลค่ากว่า 182.5 ล้านบาท ซึ่งมีปฏิบัติการที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 7 ปฏิบัติการ

ปฏิบัติการที่ 1 : ปฏิบัติการหยุดเส้นทางสแกมข้ามโขง - ตำรวจเชียงแสนจับขบวนการลอบส่งของกลางบัญชี– ซิมม้าออกประเทศลาว
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงแสน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบนำส่งสมุดบัญชีธนาคาร, บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และซิมการ์ด ผ่านบริษัทขนส่งเอกชน เพื่อจะส่งออกไปยังประเทศลาว โดยพัสดุดังกล่าวจะนำมาฝากไว้ที่จุดฝากรถหน้าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก ม.1 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ต่อมาพบว่ามีรถขนส่งบริษัทเอกชนขับขี่เข้ามาจอดยังบริเวณหน้าลานฝากรถ และมีเจ้าหน้าที่ขนส่งนำกล่องพัสดุจำนวนหนึ่งลงวางไว้ที่โต๊ะรับส่งพัสดุ และมีชายคนหนึ่งเดินออกมานำพัสดุดังกล่าวเข้าไป เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและเข้าตรวจสอบ พบ นายรุ่งโรจน์ฯ แสดงตัวเป็นผู้รับและนำส่งกล่องพัสดุดังกล่าวไปยังประเทศลาว ผลการตรวจสอบพบกล่องพัสดุต้องสงสัยจำนวน 6 กล่อง ซึ่งภายในมีสมุดบัญชี ,บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และซิมการ์ด จำนวนหลายรายการ เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา และจับกุมตัว นายรุ่งโรจน์ฯ พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางเพื่อทำการขยายผลต่อไป 

ปฏิบัติการที่ 2 ปฏิบัติการตัดวงจรหลอกข้ามแดน - ช่วยเหลือเหยื่อ 13 ราย ก่อนถูกพาข้ามไปกัมพูชา
กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ติดตามช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังได้รับแจ้งว่ามีเหยื่อถูกหลอกให้ทำงานแอดมิน จำนวน 4 คน โดยให้เปิดห้องพักรอเพื่อข้ามไปประเทศกัมพูชา ที่บริเวณ ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังได้รับแจ้ง พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปยัง สภ.บ้านแปลง เพื่อเข้าช่วยเหลือเหยื่อ พบกลุ่มคนอายุประมาณ 20-30 ปี ประมาณ 10 คน ถือกระเป๋าเดินทางออกมาจากห้องพัก ลักษณะคล้ายรอคนมารับ ต่อมาพบรถยนต์ 2 คัน เข้ามาในรีสอร์ทเพื่อรับกลุ่มคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ พบคนขับรถ 2 คน และเหยื่อ จำนวน 13 คน จึงนำตัวทั้งหมดไปที่ สภ.บ้านแปลง เพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และเข้าร่วมกระบวนการคัดกรองเหยื่อ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสืบสวนขยายผล

ปฏิบัติการที่ 3 : ปฏิบัติการคืนเหยื่อสู่บ้าน - ตำรวจภ.1 สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์และช่วยเหยื่อกลับสู่ครอบครัว
นายอนันต์สิทธิ์ฯ อายุ 57 ปี ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เกาะคา จ.ลำปาง ว่า น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ อายุ 27 ปี หลานสาวของตน ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ถูกบังคับให้ทำงาน กักขัง และทำร้ายร่างกาย ต่อมา พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 ได้ติดตามประสานงาน
จนสามารถช่วยเหลือ น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ เดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะคา เดินทางมารับตัว น.ส.พลอยน้ำผึ้งฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ปฏิบัติการที่ 4 ปฏิบัติการสกัดคอลเซ็นเตอร์-ก.สส.บก.น.6 และ สน.พลับพลาไชย 2 บแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวฮ่องกง คืนทรัพย์สินกว่า 1.3 ล้านบาทให้ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.6 และ สน.พลับพลาไชย 2 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวฮ่องกง ซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมของกลางเงินสดและทองคำจำนวนมากนั้น ในระหว่างการสืบสวนพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพกำลังหลอกลวงผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่ สน.วังทองหลาง จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ พบหญิงสูงวัย อายุประมาณ 80 ปี กำลังสนทนาทางโทรศัพท์กับกลุ่มมิจฉาชีพ จนกระทั่งเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวอย่างชัดเจนจึงมั่นใจว่าเป็นตำรวจจริง และรีบวางสายจากคนร้ายในทันที ส่งผลให้ปลอดภัย ไม่ถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติม ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ผู้เสียหายเดินทางมารับคืนทรัพย์สินที่ สน.วังทองหลาง ซึ่งเป็นของกลางในคดีอาญาที่ถูกยึดจากผู้ต้องหาชาวฮ่องกงรายดังกล่าวของ สน.พลับพลาไชย 2 โดยมีรายการทรัพย์สินที่ส่งคืน รวมมูลค่ากว่า 1,325,000 บาท

ปฏิบัติการที่ 5: ปฏิบัติการ 191 ทลายฐานแก๊งคอลเซนเตอร์จีน
งานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ได้นำหมายค้นศาลอาญาเข้าค้นบ้านหลังหนึ่ง ซ.ลาดพร้าว 3 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พบข้อมูลในคอมพิวเตอร์เป็นแบบฟอร์มการพูดหลอกลวงผู้อื่นเป็นภาษาอังกฤษ จีน สเปน และมีแชตสนทนาในแอปพลิเคชันโชเซียลต่างๆ คุยกับผู้อื่นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ อาจเชื่อว่าเป็นฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน ซึ่งใช้หลอกลวงนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ โดยอ้างว่าให้คำปรึกษาคดีต่างๆ 

ปฏิบัติการที่ 6 :ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมดีอีเอส–วอร์รูม IAC ปิดจุดเชื่อม Sim Box สกัดขบวนการคอลเซ็นเตอร์
 ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วได้รับข้อมูลจากวอร์รูม IAC เกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกลวงประชาชน ว่าได้เปิดเบอร์โทรศัพท์และมีการใช้งานในพื้นที่ อ.เมือง จ.สระแก้ว ต่อมากองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสานข้อมูลและลงพื้นที่สืบสวนร่วมกับกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว พบว่าบริเวณพิกัดบ้านหลังหนึ่ง ถ.เทศบาล 7 ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นห้องเช่า น่าเชื่อว่าจะเป็นจุดติดตั้ง Sim box (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้น ผลการตรวจค้น พบ น.ส.นภาภรณ์ฯ แสดงตนเป็นเจ้าบ้าน พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย Sim box จำนวน 1 เครื่อง (ซึ่งสามารถใส่ซิมการ์ดได้ 128 ช่อง/เครื่อง), โมเด็มต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต 1 เครื่อง, กล้องวงจรปิด 1 ตัว, เครื่องสำรองไฟ จำนวน 2 ตัว, กล่องใส่โมเด็ม จำนวน 1 กล่อง และอื่นๆ อีกหลายรายการ 

ปฏิบัติการที่ 7 : สืบสวนเชียงรายขยายผล จับขบวนการม้ากดเงิน ปิดเส้นทางฟอกเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์
กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สืบสวนขยายผลการจับกุมกลุ่มขบวนการ “ม้ากดเงิน” หลังจากได้จับกุม นายหูฯ พร้อมด้วยของกลางบัตรเอทีเอ็ม 2,060 ใบ, เงินสด ประมาณ 540,000 บาท, คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ร่วมกระทำความผิดได้ พบว่าเป็น น.ส.ศิรประภาฯ อายุ 19 ปี พักอาศัยอยู่ที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบ น.ส.ศิรประภาฯ พร้อมสมุดบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็ม จำนวน 16 ชุด ต่อมาได้มีรถ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top