Monday, 3 August 2026
Hard News Team

'หวัง ซิงซิง' แห่ง Unitree กับเส้นทางสู่เจ้าพ่อหุ่นยนต์จีน

คณะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากยูนิทรี โรโบติกส์ (Unitree Robotics) เพิ่งสร้างกระแสฮือฮาด้วยการแสดงเต้นระบำพื้นบ้านในงานฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ CCTV กลายเป็นจุดสนใจของงานไปโดยปริยาย และไม่นานหลังจากนั้น ชื่อของ "หวัง ซิงซิง" (王兴兴) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ก็ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในเวทีใหญ่ระดับประเทศ

เมื่อวันที่ (17 ก.พ. 68) หวัง ซิงซิง กลายเป็นผู้บริหารอายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรติให้นั่งแถวหน้าในที่ประชุมสัมมนาผู้ประกอบการภาคเอกชนจีน ร่วมกับบุคคลสำคัญระดับแถวหน้า อาทิ เหริน เจิ้งเฟย (Huawei), แจ็ก หม่า (Alibaba) และ โพนี หม่า (Tencent) ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นับเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของเขาในฐานะผู้นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของจีน

หวัง ซิงซิง เกิดที่เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ในปี 2533 เขาไม่ใช่นักเรียนที่โดดเด่นด้านวิชาการ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขาไม่ได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความหลงใหลในเทคโนโลยีหุ่นยนต์ตั้งแต่วัยเยาว์ทำให้เขาเลือกเส้นทางของตัวเอง

ตั้งแต่วัยเด็ก หวังชื่นชอบการสร้างแบบจำลองเครื่องบินและทดลองทางกลศาสตร์ เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยม เขาสามารถประกอบเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตขนาดเล็กได้ด้วยตัวเอง แม้ครูจะมองว่าเขาเป็นนักเรียนธรรมดา แต่ไฟแห่งความทะเยอทะยานกลับลุกโชนอยู่ในตัวของเขา

ในปี 2552 หวังเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเจ้อเจียง สาขาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง เขาสร้างหุ่นยนต์สองเท้าตัวแรกขึ้นมาด้วยงบเพียง 200 หยวน (ประมาณ 924 บาท) ความสามารถในการบริหารต้นทุนกลายเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของ Unitree ในเวลาต่อมา

ในปี 2554 หวังได้รับสิทธิบัตรฉบับแรกจากการพัฒนา "อุปกรณ์ป้อนกลับแบบหลายแรงสำหรับนิ้วมือ" (Multi-force Feedback Device for Fingers) และมุ่งมั่นศึกษาด้านตัวควบคุมมอเตอร์กระแสตรงแบบไม่มีแปรงถ่านเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ เขายังแบ่งปันรายการหนังสือกว่า 100 เล่มที่เคยอ่านบนแพลตฟอร์มโซเชียล "เสี่ยวหงซู" (Red Note) โดยเฉพาะหนังสือด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และ AI หนึ่งในเล่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาคือ AI Techniques for Game Programming ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเข้าสู่โลกของปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจัง

ในปี 2558 หวังพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขาต้นแบบ "XDog" ด้วยงบประมาณ 20,000 หยวน (ราว 92,400 บาท) โดยเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนระบบไฮดรอลิกเช่นที่ Boston Dynamics ใช้ การตัดสินใจนี้ช่วยให้ต้นทุนลดลงอย่างมาก และทำให้เขาชนะการแข่งขันระดับประเทศ คว้าเงินรางวัล 80,000 หยวน (ราว 369,600 บาท)

หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2559 หวังเข้าทำงานกับ DJI บริษัทผู้ผลิตโดรนชั้นนำของจีน แต่ไม่นานเขาก็ตัดสินใจลาออกเพื่อก่อตั้ง Unitree Robotics โดยได้รับเงินทุนสนับสนุน 2 ล้านหยวน (ราว 9,240,000 บาท) จากนักลงทุนอิสระ

ชื่อ "Unitree" มาจากการผสมคำว่า "Universe" (จักรวาล) กับ "Tree" (ต้นไม้) ซึ่งสื่อถึงแนวคิด "จุดประกายต้นไม้เทคโนโลยี" บริษัทของเขากลายเป็นเจ้าแรกในโลกที่จำหน่ายหุ่นยนต์สี่ขาและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ประสิทธิภาพสูงให้กับผู้บริโภคทั่วไป ผลิตภัณฑ์ของ Unitree ได้รับการนำเสนอในงานสำคัญหลายแห่ง เช่น เอเชียนเกมส์หังโจว 2023

ขณะที่บริษัทในสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Nvidia เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รัฐบาลจีนเองก็ให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่ ผ่านนโยบายและกองทุนวิจัยเพื่อกระตุ้นการแข่งขันกับตะวันตก

ปัจจุบัน Unitree ตั้งอยู่ใน Startup Park เขตปินเจียง เมืองหังโจว มีพนักงานเกือบ 500 คน และกำลังขยายสาขาไปยังเซี่ยงไฮ้เพื่อรองรับการเติบโต

ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หวังได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เขาทิ้งท้ายข้อคิดที่สะท้อนตัวตนและเส้นทางความสำเร็จของเขาไว้ว่า

"จงค้นหาสิ่งที่คุณรัก ทำงานหนัก มุ่งมั่นเรียนรู้ และอย่าหยุดพัฒนา"

"ตั้งแต่เด็ก ผมอยากใช้เทคโนโลยีสร้างบางสิ่งที่มีคุณค่า เพื่อพิสูจน์ตัวเอง และเปลี่ยนแปลงโลก นั่นคือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมเสมอมา" 

เส้นทางของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้จะไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ก็สามารถสร้างอิทธิพลต่อวงการเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลกได้เช่นกัน

สองนักแสดงนำจาก 'The White Lotus ซีซั่น 3' โดนตกไปอีกคู่ หลังแวะไปเยี่ยมชม 'หมูเด้ง' ฮิปโปแคระที่โด่งดังที่สุดในโลก

ใครจะแบนก็แบนไป แต่สำหรับสองนักแสดงนำจาก The White Lotus ขอแวะไปกรี๊ด 'หมูเด้ง' ก่อน

เมื่อวันที่ (25 ก.พ. 68) ที่ผ่านมา ช่องยูทูป HBO Max ปล่อยคลิปสุดน่ารักของนักแสดงนำในซีรีส์ดัง 'The White Lotus ซีซั่น3' นั่นคือ แซม นิโวล่า (Sam Nivola) กับ ซาร่าห์ แคทเธอรีน ฮุค (Sarah Catherine Hook) เดินทางไปเที่ยวสวนสัตว์เขาเขียว ที่จังหวัดชลบุรี

แน่นอนว่า เป้าหมายของสองนักแสดงดังก็คือ การแวะไปชม 'หมูเด้ง' ซุปตาร์สาว ฮิปโปแคระที่โด่งดังที่สุดในโลก โดยทั้ง แซม และ ซาร่าห์ ต่างหลงใหลความน่ารักของหมูเด้ง โดนตกไปทั้งคู่ และยังได้รับเสื้อหมูเด้งกลับไปเป็นที่ระลึก

ทั้งนี้ ซีรีส์ดังระดับโลก The White Lotus Season 3 ยกกองมาถ่ายทำในเกาะสมุย กับภูเก็ต ของประเทศไทย เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา และกำลังออกฉายทางช่อง HBO Max

‘โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี’ นำร่องโมเดล ‘หนอนแม่โจ้’ ช่วยจัดการขยะอินทรีย์ – ลดการฝังกลบ 20 ตัน/ปี

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีสร้างปรากฏการณ์ นำนวัตกรรมการเลี้ยง 'หนอนแม่โจ้' (Black Soldier Fly - BSF) มาใช้จัดการขยะอินทรีย์จากโรงอาหาร โดยหนอนแม่โจ้สามารถย่อยสลายขยะได้ภายใน 12 ชั่วโมง ทำให้ในปี 2024 ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้มากถึง 20 ตันต่อปี โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบให้องค์กรอื่น ๆ หันมาจัดการขยะอินทรีย์อย่างยั่งยืน

ระบบครบวงจร เปลี่ยนขยะเป็นโปรตีน
โครงการเริ่มต้นในปี 2024 ด้วยการคัดแยกขยะจากโรงอาหาร นำขยะอินทรีย์มาเพาะเลี้ยงหนอนแม่โจ้ในระบบปิด ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนและพื้นที่สำหรับแมลงวันตัวเต็มวัยวางไข่ ระบบนี้ได้รับการออกแบบให้เหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม หนอนแม่โจ้มีประสิทธิภาพสูงกว่าไส้เดือนถึง 5 เท่า ย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ถึง 70% และตัวหนอนมีโปรตีนสูง สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้ถึง 50% และทำให้สัตว์เติบโตได้ดีขึ้น

มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย SDGs
โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างจิตสำนึกให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ผู้บริหารโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีกล่าวว่า "โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เราหวังว่าจะเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอื่น ๆ ในการจัดการขยะอินทรีย์อย่างครบวงจร"

หนอนแม่โจ้ ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม
หนอนแม่โจ้ หรือ Black Soldier Fly (BSF) เป็นแมลงที่มีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายขยะอินทรีย์ ด้วยความสามารถในการกินและย่อยสลายเศษอาหารและขยะอินทรีย์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หนอนแม่โจ้กลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ หนอนแม่โจ้ยังมีโปรตีนสูง จึงสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ลดการพึ่งพาอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่มีต้นทุนสูง และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อนาคตที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม
โครงการของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ด้วยการใช้หนอนแม่โจ้ในการย่อยสลายขยะอินทรีย์ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะ โดยการนำหนอนแม่โจ้ไปใช้เป็นอาหารสัตว์ โครงการนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดการขยะอย่างยั่งยืนสามารถทำได้จริง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

“พล.ต.ท.สำราญฯ” และคณะ ร่วมประชุมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน 

(26 ก.พ. 68) ตามที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดำเนินการเชิงรุกตรวจสอบพฤติกรรมกลุ่มคนต่างด้าว กรณีที่ปรากฎข้อมูลข่าวสารว่ามีกลุ่มคนต่างด้าวมีพฤติกรรมที่อาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองก่อความวุ่นวายหรือความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะ ตลอดจนการรวมกลุ่มแสดงออกหรือจัดกิจกรรมในลักษณะที่กระทบภาพลักษณ์และความมั่นคงของประเทศ ในพื้นที่่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นั้น     

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2568) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.สำราญ  นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.ทรงกริช ออนตะไคร้ ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน , พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. และ พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 ได้เข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อรับทราบสถานการณ์และแนวทางการแก้ไขปัญหา ณ ห้องประชุม โรงแรมมอนทีส รีสอร์ท อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง , นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน , นางอาภรณ์ แสงโชติ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอปาย , นายชัยวิชช์ สัมมาชีววัฒน์ อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอำเภอปาย ตลอดจนหน่วยราชการต่างๆ ,องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมประชุม 

จากนั้น พล.ต.ท.สำราญฯ ได้เดินทางไปยัง สภ.ปาย เพื่อประชุมในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับฟังสภาพปัญหา และเพิ่มเติมมาตรการในการปฏิบัติ โดยเน้นมาตรการบังคับใช้กฎหมาย บูรณาการกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวของอำเภอปาย และวางมาตรการในการรักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อย เพื่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างความต้องการในการเสนอขายในการท่องเที่ยวและความต้องการของนักท่องเที่ยวโดยเร่งด่วน และในส่วนการต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ อ.ปาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความ ปลอดภัยจากการกระทำความผิดอาชญากรรมทุกประเภท สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน อีกทั้ง ประชาสัมพันธ์โดยบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ในการให้ความรู้ทั้งนักท่องเที่ยวอิสราเอล นักท่องเที่ยวสัญชาติอื่น ตลอดจนชุมชนชาว อ.ปาย และประชาชนในภาพรวม เพื่อให้ทราบสถานการณ์ที่แท้จริงต่อไป

สมุทรปราการ-EEP Group จำลองเหตุการณ์ซ้อมดับเพลิงไฟใหม้บ่อขยะและการอพยพผู้ได้รับผลกระทบแบบบูรณาการระดับจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรแพรกษาใหม่ โดยกลุ่มบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด (EEP Group) ร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัดสมุทรปราการ จัดโครงการชักข้อมดับเพลิงไฟไหม้บ่อขยะขั้นรุนแรง และการอพยพผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

โดยได้รับเกียรติจากนาย อำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ นายวัฒนา สาคร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดสมุทรปราการ คณะผู้บริหารเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ข้าราชการตำรวจ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสังเกตการณ์และร่วมในกิจกรรมซักซ้อมแผนดับเพลิงไฟไหม้บ่อขยะในครั้งนี้

ซึ่งมีการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร กิจกรรมซักซ้อมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะและเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เจ้าหน้าที่ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะขั้นรุนแรง รวมถึงการอพยพผู้ได้รับผลกระทบอย่างปลอดภัย โดยการซักซ้อมในครั้งนี้เป็นการจำลองสถานการณ์จริงในระดับความรุนแรงขั้นสูง 

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ บริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด โดย บริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด เป็นศูนย์ปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุการณ์ และกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ เป็นศูนย์อำนวยการเหตุฉุกเฉิน กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น 

โดยเฉพาะการซักซ้อมไฟไหม้บ่อขยะซึ่งเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่มีความเสี่ยงสูง การเตรียมความพร้อมและการฝึกซ้อมในครั้งนี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โครงการนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด (EEP Group) ในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือในระดับจังหวัดในการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต หากมีข้อสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ :
ฝ่ายสื่อสารองค์กร กลุ่มบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด
โทรศัพท์ : 061-656-2489
อีเมล์:[email protected]

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ทอ.ทดสอบนำเครื่องขับไล่ Gripen บินขึ้นลงถนนหลวง 26 - 27 กุมภาพันธ์นี้

กองบิน 56 แจ้งว่า จะมีการทดสอบการขึ้นลงของเครื่องบิน Gripen บนถนนทางหลวงในจังหวัดสงขลาในวันที่ 26 และ 27 กุมภาพันธ์ 2568 โดยจะมีการปิดถนนบางช่วงเพื่อการฝึกซ้อมในกิจกรรมสำคัญด้านความมั่นคงดังกล่าว

ตามประกาศจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Hi Songkhla ระบุว่าในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 (วันซ้อม) จะมีการทดสอบการลงของเครื่องบิน Gripen บนถนนหน้า ภาค 9 ตั้งแต่เวลา 10:00-11:00 น. ซึ่งจะทำให้มีการปิดถนนในช่วงเวลาดังกล่าว

ส่วนในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 (วันจริง) การปิดถนนจะเกิดขึ้นในช่วงเวลา 09:00-12:00 น. โดยการจราจรจะได้รับผลกระทบที่ถนนเพชรเกษม (เส้น 4287) บางช่วง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.ทุ่งตำเสาจะเป็นผู้รับผิดชอบการปิดถนนชั่วคราว โดยมีเส้นทางการอ้อมดังนี้

ผู้ที่ต้องการเดินทางไปสตูล จะต้องเลี้ยวซ้ายที่แยกไฟแดงหูแร่ แล้วตรงไป จากนั้นเลี้ยวขวาก่อนถึงโรงเรียนบ้านนาแสน มุ่งหน้าตรงไปจนออกบ้านฉลุง

ผู้ที่ต้องการเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ จะต้องเลี้ยวขวาที่แยกทางเข้าบ้านฉลุง มุ่งหน้าตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายก่อนถึงโรงเรียนบ้านนาแสน จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกไฟแดงหูแร่

ตลอดเส้นทางจะมีป้ายเตือนและเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการจราจรให้กับผู้ใช้เส้นทาง

ประชาชนและผู้เดินทางในพื้นที่ควรติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและเตรียมตัวเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ได้รับผลกระทบจากการฝึกซ้อมดังกล่าว

บีโอไอ ผนึก Omoda & Jaecoo จับคู่ธุรกิจผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ยกระดับฐานการผลิต EV สร้างมูลค่าซื้อขายกว่า 2 พันล้านบาท

(26 ก.พ. 68) บีโอไอจับมือ โอโมดา แอนด์ เจคู ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในเครือ Chery Automobile จากจีน จัดงาน “OMODA & JAECOO Sourcing Day” เชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนของ EV และยกระดับไทยก้าวสู่ฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก เผยยอดเจรจาธุรกิจ 50 บริษัท คาดเกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศกว่า 2,100 ล้านบาท 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 บีโอไอ ร่วมกับ โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) บริษัทในเครือของ Chery Automobile ผู้นำด้านยานยนต์พลังงานใหม่ระดับโลกจากประเทศจีน และธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดงาน “OMODA & JAECOO Sourcing Day” ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เพื่อจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์จากผู้ผลิตในประเทศ สำหรับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลังจากที่กลุ่ม Chery Automobile เลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชนิดพวงมาลัยขวา เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง 

Chery เป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีการเติบโตของยอดขายและยอดส่งออกสูงที่สุดจากประเทศจีน มีผู้ใช้งานกว่า 14 ล้านคน ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก สำหรับแผนธุรกิจในประเทศไทย จะดำเนินการภายใต้บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด โดยได้ตัดสินใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV พวงมาลัยขวาแห่งเดียวในอาเซียน เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและเป็นฐานในการส่งออก ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมติดตั้งสายการผลิตที่โรงงานในจังหวัดระยอง โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2568 ด้วยกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV สูงสุดในเฟสแรก 50,000 คันต่อปี และมีแผนจะลงทุนผลิตแบตเตอรี่ในขั้น Pack Assembly ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย 

โอโมดา แอนด์ เจคู มีความตั้งใจที่จะช่วยสร้างซัพพลายเชนในไทยให้มีความพร้อมรองรับการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ของบริษัทอย่างครบวงจร โดยตั้งเป้าใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศร้อยละ 45-50 ภายในปีนี้ และเพิ่มเป็นร้อยละ 70 - 80 ภายใน 5 ปีข้างหน้า การจัดงาน “OMODA & JAECOO Sourcing Day” ในครั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าจัดซื้อชิ้นส่วนรถยนต์จำนวนมากจากผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะใน 6 กลุ่มชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่ Interior, Exterior, Electrical, Chassis, New Energy และ Powertrain โดยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศเข้าร่วมงาน 370 คน จาก 200 บริษัท และมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจเป็นรายบริษัทกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ จำนวน 50 บริษัท คาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนกว่า 2,100 ล้านบาท

“กิจกรรม Sourcing Day เป็นงานที่บีโอไอให้ความสำคัญ เพื่อผลักดันการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงซัพพลายเชนระดับโลก และเกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิต การจัดการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และอาจนำไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจหรือการร่วมทุนกันในอนาคต การร่วมมือกับบริษัทระดับโลกอย่าง Chery Automobile (OMODA & JAECOO) ในวันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย และช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก” นายนฤตม์ กล่าว

นายฉี เจี๋ย ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวว่า “OMODA & JAECOO รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้จัดงาน Sourcing day ร่วมกับบีโอไอในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งผ่านการเจรจาธุรกิจในงาน Sourcing Day นี้ เนื่องจากเราเห็นว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทยมีศักยภาพและนวัตกรรม ทำให้เรามองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการร่วมงานกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนของไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดภายในประเทศและระดับสากล ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับงานนี้ และเราหวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล”

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บีโอไอได้จัดกิจกรรม Sourcing Day ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 6 ราย ได้แก่ BYD, NETA, MG, CHANGAN, GAC AION และ Foton คาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในประเทศกว่า 48,000 ล้านบาท สำหรับปี 2568 นี้ บีโอไอมีแผนจัดกิจกรรมดังกล่าวให้กับกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนอีกหลายราย เช่น ZF AUTOMOTIVE และ PACCAR เป็นต้น

ทรัมป์ผุดไอเดียขายกรีนการ์ดใบละ 168 ล้านบาท ลดหนี้ชาติ-ดึงหัวกะทิเข้าประเทศ

(26 ก.พ. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการขาย "บัตรทอง" หรือ Gold Card มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 168 ล้านบาท) ซึ่งจะมอบสิทธิ์ให้แก่ชาวต่างชาติได้รับ "กรีนการ์ด" พร้อมกับเส้นทางสู่ความเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ภายในช่วงการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (25 ก.พ.) โดยคาดว่าจะมีการจำหน่ายบัตรจำนวน 1 ล้านใบ

ทรัมป์กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายช่วยลดหนี้สินของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว โดยจะมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้มีความสามารถและผู้มีทรัพย์สินจากทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่มีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ หรือผู้ที่สามารถสร้างงานและมีส่วนช่วยเศรษฐกิจของประเทศ "มันจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนที่มีความมั่งคั่งและพรสวรรค์ รวมถึงสร้างรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการจ้างงาน" เขากล่าว

ในระหว่างการแถลงข่าว นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเสริมว่า โครงการนี้จะเป็นการแทนที่โครงการวีซ่า EB-5 ซึ่งเคยใช้ให้กรีนการ์ดกับนักลงทุนบางราย โดยการซื้อบัตรทอง 5 ล้านดอลลาร์จะต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีส่วนในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ทรัมป์คาดว่าผู้ที่มีฐานะดีจากทั่วโลก เช่น กลุ่มนักลงทุนจากรัสเซียและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีจากอินเดีย จะให้ความสนใจในการซื้อบัตรนี้ "บริษัทใหญ่ๆ อย่างแอปเปิลหรือบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ก็สามารถซื้อบัตรทองเพื่อดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในอเมริกา" เขากล่าว

ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีและสร้างงานให้กับประชาชนสหรัฐฯ "เมื่อผู้ซื้อบัตรทองเข้ามาทำงานในอเมริกา พวกเขาจะจ่ายภาษีเต็มเพดาน เหมือนกับพลเมืองทั่วไป" ทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทนายความของรัฐบาล และมีความพร้อมในการเปิดตัวภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ทรัมป์หวังว่าจะสามารถขายบัตรได้ถึง 1 ล้านใบ ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ หากมีการขายจำนวนมากขึ้นก็จะช่วยลดหนี้สาธารณะของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผบ.ตร. สั่งระดมกวาดล้างต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายทั่วประเทศ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมกว่า 9,500 ราย กำชับปฏิบัติการต่อเนื่อง

(26 ก.พ.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการให้ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบ ในห้วงระหว่างวันที่ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมุ่งเน้นจับกุมการกระทำความผิดของคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และคนต่างด้าวถูกหลอกลวง หรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ นั้น 

ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) สรุปผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 18 – 24 กุมภาพันธ์ 2568 มีการจับกุมรวมทั้งสิ้น 9,532 ราย แบ่งเป็น จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 207 ราย , ลักลอบหลบหนีเข้าเมือง 6,239 ราย , Over stay 875 ราย , เพิกถอนการอนุญาต 120 ราย , ทำงานโดยผิดกฎหมาย 463 ราย และอื่นๆ 1,628 ราย โดยผู้ต้องหาเป็นสัญชาติไทย 564 ราย , เมียนมา 4,879 ราย , ลาว 1,699 ราย , กัมพูชา 1,376 ราย เวียดนาม 103 ราย และอื่นๆ 911 ราย  

โดยในจำนวนนี้มีการจับกุมรายสำคัญหลายราย อาทิ การสกัดจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซุกระเบิดสังหารชนิดขว้างและคีตามีน กว่า 1 กิโลกรัม และยาเสพติดชนิดอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจท่องเที่ยว จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย เป็นสัญชาติไทย ไต้หวัน และ ฟิลิปปินส์ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาชาวไต้หวันที่ถูกจับกุม เป็นบุคคลที่ทางการไต้หวันได้ออกหมายจับ จำนวน 5 คดี และชาวฟิลิปปินส์ จำนวน 2 คน เชื่อว่าน่าจะถูกหลอกลวงไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสิงห์บุรี คัดกรองเพื่อหาข้อบ่งชี้จากการค้ามนุษย์ตามกลไกส่งต่อระดับชาติ (NRM) 

อีกคดี ได้แก่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ ให้ความช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งให้การว่าถูกกลุ่มขบวนการนำพาตนกับพวกรวมสัญชาติจีน รวม 6 คน เดินทางด้วยรถยนต์กระบะจากพื้นที่ชายแดนมายังจุดเกิดเหตุ เมื่อมีโอกาสจึงกระโดดรถหลบหนีออกมา จากนั้นได้ขยายผลตรวจสอบบ้านเช่าและอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ที่สืบทราบว่ามีการนำพาคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และเป็นสถานที่ปลอมพาสปอร์ตคนจีนที่กลุ่มขบวนการขนคนได้ลักลอบพาเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่หากถูกเรียกตรวจ จึงได้จับกุมผู้ต้องหา จำนวน  13 ราย ดำเนินการตามกฎหมายทั้งขบวนการ รวมทั้งดำเนินการสืบสวนขยายผลต่อไป

ทั้งนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.ได้กำชับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการกวดขัน สืบสวน ป้องกัน ปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน สอดรับตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

‘ธนกร’ จี้ ตั้งศูนย์ปราบอาชญากรรมออนไลน์ระหว่างประเทศ พร้อมจัดการเอาผิดขั้นเด็ดขาดเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

‘ธนกร’ หนุน รัฐบาลเอาจริงปราบต่อเนื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จี้ ตั้งศูนย์ปราบอาชญากรรมออนไลน์ระหว่างปท. เร็วที่สุด ฝาก ฝ่ายมั่นคงซีลชายแดนเข้ม คัดแยก-ป้องกันเครือข่ายทะลักเข้าไทย

(26 ก.พ.68) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวภายหลังที่รัฐบาลร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย ที่สำคัญคือจีน ในการร่วมมือแก้ปัญหาปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง ว่า มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาแก้ปัญหานั้นได้ผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ทำให้สถิติประชาชนถูกหลอกลวงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตนขอสนับสนุนให้รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง เดินหน้าร่วมกับทุกประเทศ จัดการเอาผิดขั้นเด็ดขาดกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะคีย์แมนคนสำคัญที่อาจเป็นข้าราชการระดับสูง ตำรวจ ทหาร หรือส่วนท้องถิ่นก็ตาม ที่รู้เห็นเป็นใจอำนวยความสะดวกให้แก่พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายค้ามนุษย์ กลุ่มคนพวกนี้จะต้องได้รับโทษหนัก เพื่อไม่ให้กลับมาทำผิดอีก ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนคนไทย โดยที่ผ่านมาก็ทราบดีว่าเรื่องนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย รวมถึงกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างมาก

นอกจากนี้ขอฝากเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานทั้งตำรวจทหารและฝ่ายความมั่นคง วางกำลังซีลสกัดเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายสัญชาติที่ขณะนี้ถูกปล่อยลอยแพในเมียวดี ประเทศเมียนมากว่า 7,000 คน ไม่ให้ทะลักเข้ามาในประเทศไทยได้ จึงต้องมีการคัดกรองตรวจสอบประวัติให้ละเอียด ว่าใครเป็นเครือข่ายกลุ่มผู้กระทำความผิดและใครเป็นเหยื่อ เพื่อประสานความร่วมมือดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ระหว่างประเทศขึ้นโดยเร็วเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างกันและส่งตัวกลุ่มเครือข่ายทั้งหมดกลับไปยังประเทศต้นทาง

“เป็นเรื่องดีที่ทราบว่าวันศุกร์นี้นายกฯจะไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องมีการจัดการปราบปรามอย่างจริงจังขั้นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายให้กับประเทศได้อีก และเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยให้ปลอดภัยจากการถูกหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขอฝากทั้งตำรวจและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทยเร่งสร้างการรับรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ รู้เท่าทันกลลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำอีก” นายธนกร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top