Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘ป.ป.ช.’ เตรียมแจ้งข้อกล่าวหา ‘สุทิน - โรม’ ส่อขัดประมวลจริยธรรม ปมแถลงข่าวเท็จให้ร้าย ‘ลุงตู่’

เมื่อวันที่ (26 ก.พ. 68) มีรายงานข่าวว่า ในเร็วๆ นี้สำนักงาน "ป.ป.ช." กำลังจะแจ้ง ข้อกล่าวหากับนักการเมืองหลายคนที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ที่นำมาบังคับใช้กับฝ่ายการเมืองด้วยคือ ครม./สส./สว./ข้าราชการการเมืองนั้น    

โดยเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการอภิปราย/การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน/การเคลื่อนไหวที่ฝ่าฝืนหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักในข้อ15ที่ระบุว่า ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบ ของตน ถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือนและข้อ17ที่ระบุว่า ไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ ง โดยตอนนี้นักการเมืองคนสำคัญหลายคนกำลังถูกตั้งข้อกล่าวหานั้น จะชี้แจงข้อกล่าวหาต่อสำนักงานป.ป.ช.อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทราบว่า "นายสุทิน  คลังแสง" สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคเพื่อไทย  เป็นหนึ่งในสส.ที่สำนักงานป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลความผิด  โดยระบุพฤติการณ์ของ "นายสุทิน" ว่า  วันที่ 8 กันยายน 2564 "นายสุทิน" ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ามีการแจกเงินให้สส.คนละห้าล้านบาทที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี(พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ชั้นสาม อาคารรัฐสภาเพื่อให้สส.ลงคะแนนให้นายกรัฐมนตรีในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนายสุทินมาชี้แจงกับสำนักงานป.ป.ช.แล้วแต่ไม่มีหลักฐานในประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาแสดงกับสำนักงาน "ป.ป.ช." ซึ่ง "นายสุทิน" เข้าข่ายการละเมิดหมวด 2 ของมาตรฐานทางจริยธรรมฯ

และยังพบว่า "นายรังสิมันต์ โรม" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนนั้น สำนักงาน "ป.ป.ช."ดำเนินการตรวจสอบ/กลั่นกรองและไต่สวนข้อกล่าวหาของนายรังสิมันต์จำนวน 6 สำนวนคือ  1. การสนับสนุนพรรคก้าวไกลรับข้อเสนอจากกลุ่ม ILaw ที่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดหนึ่งและหมวดสอง/สนับสนุนพรรคก้าวไกลให้มีมติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112/เข้าร่วมชุมนุมขับไล่ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์/แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยตั้งสสร./โพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะเสียดสีดูหมิ่น "พลเอกประยุทธ์"

2.วันที่ 22 กรกฎาคม 2565 "นายรังสิมันต์" ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ "พลเอกประยุทธ์" โดยนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จคือแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบเรื่องมัวหมองในอดีตของตนเองและเป็นนักบินเถื่อน ขาดคุณสมบัติการเป็นนักบินถวายการเดินทาง/ก่อหนี้เกินงบประมาณการซ่อมบำรุงอากาศยานของสตช. ทำให้นายกฯต้องขออนุมัติงบกลาง 937 ล้านบาทชำระหนี้ให้การบินไทย/ร่วมกันฮั้วประมูลกับเอกชนในการจำหน่ายอะไหล่ให้อากาศยานของสตช.และขายอะไหล่ที่ใช้ไม่ได้ให้เอกชนนำไปใช้งานต่อ

3. ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตฐานจริยธรรมอย่างรุนแรง โดยนำเสนอข้อมูลของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อสาธารณะในลักษณะอันอาจเป็นการบิดเบือนใส่ร้ายสถาบันและทำให้ประชาชนเกลียดชังสถาบันฯและต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

4.จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ / ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯกรณีจัดทำหนังสือและแถลงข่าวว่าจะเชิญประธานศาลฎีกามาชี้แจงกรณีไม่ให้ประกันตัวแกนนำม็อบกลุ่มราษฎรโดยประธานศาลฎีกาอ้างว่าบุคคลภายนอกขอมาในกมธ. การกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎรและจะนำวาระเข้าที่ประชุมกมธ.ดังกล่าวเมื่อวันที่7เมย.2564ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา129วรรคสี่และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯว่าด้วยข้อบังคับประมวลจริยธรรมของสส.และกมธ. พ.ศ.2563

5.เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 เพื่อเป็นการทำลายสถาบันฯและล้มล้างการปกครอง และ 6. จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ/ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯกรณีร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ซึ่งการดำเนินการนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา6

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ผ่านมา สส.พรรคก้าวไกล 44 คนถูกยื่นฟ้องต่อสำนักงานป.ป.ช.กรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112  และตอนนี้สส.พรรคก้าวไกลที่โดนยุบพรรคได้ย้ายมาสังกัดพรรคประชาชน 25 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ"นายรังสิมันต์"ซึ่งทราบว่าสส.เหล่านี้กำลังไปรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจง คดีฝ่าฝืนจริยธรรม จากการร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การดำเนินการดังกล่าวของสำนักงานป.ป.ช.ในกรณีของ "นายสุทิน" และ "นายรังสิมันต์" รวมทั้งสมาชิกรัฐสภารายอื่นๆนั้น สำนักงานป.ป.ช.ดำเนินการมาหลายปีแล้วก่อนที่คณะกรรมการป.ป.ช.เจ็ดคน จะมีการลงมติเลือก "นายสุชาติ  ตระกูลเกษมสุข"เป็นประธานป.ป.ช.ซึ่งตอนนี้"พรรคประชาชน"ล่ารายชื่อสส.และสว.ราว 140 คน โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ถอดถอน "นายสุชาติ" ออกจากตำแหน่ง

อีกทั้งกรณีนี้ มีการตั้งสังเกตว่า การออกมาให้ข่าวว่าจะยื่นถอดถอน"นายสุชาติ"ของสส.พรรคประชาชนและ "พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล"นั้นน่าจะ เป็นการกดดัน สำนักงาน "ป.ป.ช."ในฐานะผู้ไต่สวนคดี ของ "นายรังสิมันต์" และอดีต สส.พรรคก้าวไกล  44 คน รวมทั้ง "พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์" หรือไม่ 

เนื่องจาก หากพิจารณาจาก ช่วงเวลา ที่มีการตั้งไต่สวนของ "ป.ป.ช." เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่นายสุชาติ กำกับดูแล สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองเเละผู้ร้องเรียน "ประธานป.ป.ช." มีฐานะเป็นผู้ถูกไต่สวนทั้งสิ้น เเละการดำเนินการอัดคลิประหว่าง"นายสุชาติ"กับ "นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา"ประธานรัฐสภานั้น"นายวันมูหะมัดนอร์" ชี้เเจงเเล้วว่า"พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์" กระทำเเบบไม่ใช่ลูกผู้ชายเเละสังคมน่าจะอ่านเจตนาของ "พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์"ได้ว่าหวังผลอะไร และพบว่า"นายสุชาติ"เป็นผู้ดำเนินการไต่สวนเเละวินิจฉัยคดีในสำนักงาน "ป.ป.ช."ที่ยึดหลักนิติธรรมอย่างรอบคอบ ในการตัดสิน/ประวัติโปร่งใส จนบางฝ่ายอาจเสียประโยชน์จากการทำงานของ "นายสุชาติ" จนต้องมีการดำเนินการถอดถอน"นายสุชาติ"

ทรัมป์ โบ้ย 'อียู' เอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ต้องเจอกำแพงภาษี 25% อียูเตือนพร้อมโต้กลับ

(27 ก.พ.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า สหภาพยุโรป (อียู) เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อ 'เอารัดเอาเปรียบ' สหรัฐ พร้อมย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขความเสียเปรียบที่เกิดขึ้นกับอเมริกา โดยหนึ่งในมาตรการหลักคือการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอียูในอัตรา 25% ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้ารถยนต์ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะมีการประกาศในภายหลัง

ด้านคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของอียู ออกแถลงการณ์โต้ว่า อียูเป็นตลาดการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม อียูพร้อมใช้มาตรการตอบโต้ทันที หากสหรัฐดำเนินนโยบายภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภคในยุโรป

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยว่า สหรัฐขาดดุลการค้ากับอียูสูงถึง 235,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.94 ล้านล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ผลักดันมาตรการดังกล่าว

ผู้นำสหรัฐย้ำว่า วอชิงตันจำเป็นต้องเร่งแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า โดยกล่าวหาว่าอียูยังไม่นำเข้าสินค้าสหรัฐในระดับที่เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีที่เข้มงวดขึ้นเพื่อกดดันอียูให้เปิดตลาดมากขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “อีสาน ไอคอน อัตลักษณ์วิถี สู่ของดีลุ่มน้ำโขง” หนุนเศรษฐกิจฐานรากของไทย เติบโตได้อย่างยั่งยืน

(27 ก.พ. 68) กระทรวงพาณิชย์ โดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกาฬสินธุ์ จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “อีสาน ไอคอน อัตลักษณ์วิถี สู่ของดีลุ่มน้ำโขง” ส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้ “โครงการยกระดับความร่วมมือทางการค้าภาคอีสาน สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง” ชูของดี 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ต่อยอดสินค้าสู่การส่งออก หนุนเศรษฐกิจการค้าไทยเข้มแข็ง เป็นธรรม เติบโต อย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเจเจมอลล์ กรุงเทพฯ

ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์มีนโยบายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs และได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ภายใต้นโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายพิชัย นริพทะพันธุ์) ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสทางการค้า โดยมีแนวทางการพัฒนาส่งเสริมช่องทางการตลาดที่หลากหลายให้แก่ สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ผลักดันการใช้ Soft Power และอัตลักษณ์ของไทย ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด 

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมั่งคั่งยั่งยืน สอดรับกับแผนพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนในระดับภูมิภาค จึงได้จัดทำ "โครงการยกระดับความร่วมมือทางการค้าภาคอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568" เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความเข้มแข็ง ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ ส่งเสริมการตลาดสินค้าภาคอีสาน ส่งเสริมการค้าชายแดน และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสมัยใหม่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

การจัดงานในครั้งนี้มีทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตสินค้าชุมชน/OTOP ผู้ประกอบการ SME ของ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 40 ราย และกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่าย อาทิ คูปองเงินสดใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า กิจกรรมกรรมนาทีทองซื้อสินค้าในราคาพิเศษ และกิจกรรมสุ่มลุ้นรับโชค วันละ 10,000 บาท  ตลอดจนการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดการณ์มูลค่าการค้ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถหนุนเศรษฐกิจฐานรากของไทย เติบโตได้อย่างยั่งยืน

จึงขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจจากท้องถิ่นอีสาน ขยายเศรษฐกิจฐานราก หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ภายในงาน “อีสาน ไอคอนอัตลักษณ์วิถี สู่ของดีลุ่มน้ำโขง” ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 2 มีนาคม 2568 ณ ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้าเจเจมอลล์ จตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.00 น.

“ท๊อป - จิรายุส”ถอดรหัส 4 วาระสำคัญของสภาเศรษฐกิจโลก(WEF 2025) “อลงกรณ์“เสนอแนวทางก้าวใหม่ประเทศไทยรับมือสงครามการค้าและระเบียบโลกใหม่(New World Order)

(27 ก.พ. 68) นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand ร่วมกับ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand จัดกิจกรรม FKII National Dialogue : ก้าวต่อไปไทยแลนด์ เทรนด์ใหม่จาก World Economic Forum 2025 เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2568 โดย ท๊อป – จิรายุส โดยได้เชิญ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด มาให้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการเข้าร่วมงาน World Economic Forum 2025 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ณ TVA Hall สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร

นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand ได้แนะนำที่มาของสถาบัน FKII Thailand และพันธกิจของสถาบัน ซึ่งมีสถานะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise; SE) ที่มุ่งเน้นในด้านองค์ความรู้ที่มีอยู่ทั่วโลก การสร้างนวัตกรรม และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ได้แนะนำสถาบันทิวา (TVA) ซึ่งมีความตั้งใจว่าจะเป็นพื้นที่ที่ 3 ที่ไม่ใช่ทั้งบ้านและที่ทำงาน แต่เป็นสถานที่ที่เป็นชุมชนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งหนึ่งในโครงการของ TVA ได้แก่ โครงการ grow Longevity Eco Village (เขาใหญ่) วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับอาเซียน ที่ได้นำมาทดลองประยุกต์ใช้งานจริงที่เขาใหญ่จนพิสูจน์ได้ว่าสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเตรียมที่จะขยายผลในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง แล้วขยายต่อไปยังทั่วประเทศต่อไปเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนต่อไป

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภาบรรยายสรุปข้อมูลเชิงลึกจาก World Economic Forum 2025 โดยแบ่งออกเป็น 4 เรื่องสำคัญซึ่งเชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1) การเติบโตของเศรษฐกิจโลก 2) ภูมิรัฐศาสตร์ 3) เทคโนโลยี และ 4) ASEAN ทั้งนี้ การที่ได้เข้าไปฟังในวงสนทนาต่างๆ ที่มีจำนวนมาก บางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เปิดเผยได้และอาจเผยแพร่ไปแล้วตามสื่อต่างๆ แต่บางเรื่องเป็นเรื่องที่มีการสนทนากันจริงแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลก พบว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2025-2026 จะโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ตั้งไว้ 3.7% โดยเติบโตเพียง 3.3% ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลจะเติบโตเป็น 15.5% และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็น 70% แต่ประเทศจีนประเทศเดียวเติบโตไป 44% ซึ่งนับได้ว่าเติบโตแบบก้าวกระโดดเกินค่าเฉลี่ยเป็นอย่างมาก โดยเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีโอกาสเติบโตสูง โดยมีอัตราการเติบโตจาก 2.2% เป็น 2.7% โดยเติบโตจากปัจจัยด้านนวัตกรรมที่สร้างผลิตภาพ เงินทุนที่เข้มแข็ง และพลังงานที่ถูก ส่วนอินเดียมีการคาดการณ์กันว่าจะเป็นโรงงานแห่งถัดไปของโลกแทนที่จีน ด้านภูมิรัฐศาสตร์ คาดการณ์ว่าจะเกิดสงครามเย็นด้าน AI ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่เข้มข้นขึ้น จะเกิดการแบ่งขั้วทางด้านเทคโนโลยีอย่างชัดเจนระหว่างตะวันตกและตะวันออก ทั้งนี้ มีโอกาสที่จะเกิดสงครามโลก 70%
ด้านเทคโนโลยี การพัฒนา AI จะมีอัตราการพัฒนาที่ก้าวกระโดขึ้น จากปัจจุบันใช้ Large Language Model (LLD) เป็นแบบ Vision Model ที่มีเซ็นเซอร์ต่างๆ เข้ามาประกอบในระบบปฏิบัติการ ส่งผลให้สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้กว่า 39% ซึ่งไมโครซอฟต์คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมที่จะมีผลกระทบโดยตรง 4 ธุรกิจ ได้แก่ 1) ด้านการดูแลสุขภาพ (Health Care) ซึ่งสามารถเรียนรู้และพัฒนาไปจนถึงระดับโมเลกุลโดยใช้ AI ในการศึกษา ลดงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาโดยมนุษย์ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยมุ่งเน้นไปที่การมีอายุยืน (Longevity) กว่า 120 ปี 2) ด้านการเงิน (Finance) ซึ่งสามารถใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและเทคโนโลยีทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด 3) ด้านกฎหมาย (Legal) ที่มีความซับซ้อนและต้องตีความโดยปราศจากอคติของมนุษย์ที่ AI สามารถเข้ามาแทนที่ได้ และ 4) ด้านการศึกษา (Education) คาดว่าในอนาคตไม่เกิน 5 ปี การศึกษาจะเป็นการ Up-Skill / Re-Skill เพื่อตอบโจทย์การทำงาน ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) อาเซียนควรเร่งผลักดัน Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งปีนี้มาเลเซียเป็นประธานโดยประกาศว่าในปีนี้หากรวมกันได้กี่ประเทศก็ให้เริ่มดำเนินการเลยไม่จำเป็นต้องรอครบ 10 ประเทศ หากประเทศใดยังไม่พร้อมก็ค่อยให้ตามเข้ามา เพื่อเร่งผลักดัน GDP ของภูมิภาค ทั้งนี้อาเซียนมีการเติบโตต่ำจาก 0.25% เหลือ 0.2% หากเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก 5 ปี จะมีมูลค่าเศรษฐกิจเพียง 1 Trillion USD แต่หาก DEFA สำเร็จจะมีมูลค่า 2 Trillion USD แน่นอน ขณะที่ในเวทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเข้าร่วม ท่านได้แจ้งว่าประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่เติบโตต่ำในช่วงที่ผ่านมาจากค่าเฉลี่ย 5.0% เหลือ 1.0% แต่มีการสำรองพลังไฟฟ้าไว้ที่การเติบโต 5% ทำให้มีกำลังการผลิตพลังงานที่เหลือจึงมีราคาถูกและค่อนข้างเสถียร เหมาะสมที่จะทำ Data Center ของบริษัทข้ามชาติต่างๆ แต่มีข้อเสียคือการสร้าง Carbon Footprint สูงมาก จึงโดน Carbon Tax, CBAM มาก รวมทั้งการผลิตซีเมนต์ ด้านประเทศเวียดนามเติบโตสูงสุดเนื่องจากไม่ค่อยมีหนี้ครัวเรือนและมีแรงงานในวัยทำงานจำนวนมาก และการผลิตนักวิทยาศาสตร์จำนวน 500,000 คนต่อปี มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแนวใหม่ของโลก ประเทศอินโดนีเซียประกาศยกระดับเป็นประเทศพัฒนาแล้วเน้นการสร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงเพื่อส่งออก และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใน ส่วนประเทศฟิลิปปินส์ประกาศที่จะเป็นประเทศเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub) และส่งเสริมด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs อย่างทั่วถึง (ลักษณะ SMEs Bank ที่คิดอัตราดอกเบี้ยถูกเพื่อให้นำไปใช้ประกอบอาชีพ) อย่างไรก็ตาม DEFA จะเข้ามาช่วยในกระบวนการ Free Flow เดินทางไปได้ทั่ว ASEAN การทำงาน การโอนเงิน กระบวนการกงสุล (นำเข้า-ส่งออก) ซึ่งมีประชากรรวมกัน 600 กว่าล้านคน (ประเทศอาเซียน)

ประเด็นอื่นๆ มีการพูดคุยกันว่ารัฐบาลนั้นไม่มีทางตามทันทางด้านเทคโนโลยีเท่าภาคเอกชนที่เป็นผู้คิดค้นและผลิตขึ้นมาซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงมากด้านความมั่นคง (Tech นำ Policy) ขณะที่กระบวนการสร้างความยั่งยืน(ESG) ความปลอดภัย และด้านเกษตรแม่นยำ จะต้องนำ AI มาช่วยในการกำหนด Solution ที่ดีที่สุดต่อไป ส่วนประเด็นที่เป็นที่กังวล คือเรื่องจีนที่มีการผลิตสินค้าออกมาเกิน Domestic Consumption และปัญหา Real Estate ในประเทศ ทั้งนี้ หากมีผู้ที่ปรับตัวให้รอดจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้ จะกำหนด Universal Basic Income ให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไร

ข้อมูลจากอีลอน มัส เคยกล่าวไว้ว่า หากเราคำนวณ GDP ว่ามาจาก จำนวนคน X Productivity ของคน ในปัจจุบัน อนาคตอาจจะต้องเปลี่ยนเป็น จำนวน Robot X Productivity ของ Robot แทน

อดีตรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand กล่าวว่า “การที่ได้ไปร่วมประชุมสภาเศรษฐกิจโลกของ คุณท๊อป จิรายุส แล้วมาถ่ายทอดให้กับผู้เข้าร่วมสนทนาในวันนี้ เพื่ออัพเดทข้อมูล แนวโน้ม และทิศทางที่จะกำหนดร่วมกัน และสะท้อนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปนับเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีทั้งด้านบวก ด้านลบ โอกาส ปัญหา และภัยคุกคาม เราได้ทราบถึง ประเด็นปัญหาโลกร้อน ปัญหา การสาธารณสุขและสังคมสูงวัย ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geo Politics) ปัญหา ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo Economics ) การรวมกลุ่มระดับภูมิภาค (regional integration ) การเกิดระเบียบโลกใหม่แบบแบ่งขั้วจับคู่ โดยประเทศมหาอำนาจตัวอย่างที่ชัดเจนคือ สงครามการค้า(trade wall )สงครามภาษีศุลกากร(Tariff War )ได้เริ่ม แล้วระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับประเทศต่างๆเช่นจีน แคนาดา เม็กซิโกซึ่งประเทศไทยและอาเซียนย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการขึ้นภาษี ภาษีศุลกากรและภาษีอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกานอกจากนี้ ปรากฎการณ์การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI technology) ในระบบ open sources และเอไอ ต้นทุนต่ำ( low cost Ai )แบบDeepseek ,ควอนตั้ม คอมพิวติ้งก์(quantum computing ),6 G ,เทคโนโลยีดาวเทียม และ บล็อกเชนเทคโนโลยี (Blockchain Technology )จะทำให้โลกก้าวสู่ยุค Generative Ai และอินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง (Internet of everythings ) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสร้างโอกาสใหม่ๆพร้อมกับปัญหาที่จะตามมาคือสงครามเทคโนโลยีครั้งใหม่ ดังนั้น เมื่อโลกเปลี่ยน ประเทศไทยจะต้องปรับตัวเพื่อรับมือและฉวยโอกาสจากวิกฤตให้สามารถขี่อยู่บนยอดคลื่นของการเปลี่ยนแปลง ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนสู่การสร้างรัฐบาลเอไอ( Ai Government -การบริหารและพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์)และการสร้างทรัพยากรมนุษย์พร้อมกับสร้างความเข็มแข็งบนฐานหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของASEAN และRCEPรวมทั้งควรเร่งผลักดันให้เกิด DEFA( Digital Economy Framework Agreement ) stable coinและ cryptocurrency โลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างเร็วและแรง ประเทศไทยต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (BioEconomy ), เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy ), เศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy), เศรษฐกิจ ฐานทรัพยากรมนุษย์ (human resources based Economy )และ เศรษฐกิจดิจิตอล-Ai(Ai-Digital Economy ) เพื่อ สร้างศักยภาพใหม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของอนาคตในทุกมิติโดยเร็วที่สุด เพราะระบบเศรษฐกิจเดิมไม่สามารถรับมือกับ ภัยคุกคามและโอกาสของปัจจุบันและอนาคตได้อีกต่อไป

จากนั้น รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล รองประธานสถาบัน FKII Thailand กล่าวขอบคุณและมอบของที่ระลึกให้กับวิทยากร พร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก.

ฮ่องกงเล็งลดเจ้าหน้าที่รัฐบาล 10,000 ตำแหน่ง ทุ่มงบ 1 พันล้านดอลล์ แก้คลังขาดดุลด้วย AI

(26 ก.พ. 68) รัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยแผนลดจำนวนข้าราชการ 10,000 ตำแหน่งภายในปี 2570 เพื่อรับมือกับปัญหาขาดดุลงบประมาณที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียด

ในงานแถลงงบประมาณประจำปี พอล ชาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฮ่องกงได้ประกาศว่า “มาตรการนี้เป็นการวางรากฐานที่ชัดเจนเพื่อฟื้นฟูดุลการคลังในระยะยาว โดยการดำเนินการอย่างมีขั้นตอนและการวางแผนอย่างรอบคอบ”

ตามรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ มาตรการนี้จะลดจำนวนข้าราชการลง 2% ต่อปีในช่วงสองปีข้างหน้า พร้อมกับการตรึงเงินเดือนข้าราชการในปีนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างเข้มงวด

ชานยังระบุว่า รัฐบาลมีแผนลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง 7% ตั้งแต่ปีนี้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2571 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง “รากฐานทางการคลังที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในอนาคต”

มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากรายได้จากการขายที่ดินของรัฐบาลฮ่องกงลดลงอย่างมาก ทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงถึง 87,200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเกือบสองเท่าของตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 48,100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ชานประกาศว่า ฮ่องกงจะใช้จุดแข็งในฐานะศูนย์กลางระหว่างประเทศในการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม AI โดยมีการจัดสรรงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงสำหรับการตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา AI เพื่อรองรับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีตามนโยบายของรัฐบาลจีน

ก.พลังงาน รุดตรวจสอบกรณีบุกรุกพื้นที่ ‘เขื่อนคิรีธาร’ พบแอบปลูกทุเรียนกว่า 260 ไร่ ขีดเส้น 30 วัน ให้ออกจากพื้นที่

กระทรวงพลังงาน นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เขื่อนคิรีธาร จังหวัดจันทบุรี หลังพบการบุกรุกพื้นที่โครงการฯ ปลูกทุเรียน กว่า 260 ไร่ พบไม่ใช่ทุนจีน ได้รับฟังเสียงชาวบ้านพร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เวลาออกจากพื้นที่ 30 วัน ก่อนดำเนินคดีผู้บุกรุก พร้อมเดินหน้าปรับปรุงพื้นที่เพื่อบริหารจัดการน้ำและผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

(26 ก.พ. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผู้แทนกรมป่าไม้ ผู้แทนสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) และส่วนปกครองจังหวัดจันทบุรี และคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำคิรีธาร จังหวัดจันทบุรี เพื่อตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่โครงการหลังพบการใช้พื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะกลางอ่างเก็บน้ำ(เกาะร้อยไร่) ซึ่งมีขนาดกว่า 260 ไร่ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาข้อสรุป พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการให้เกิดความถูกต้องและป้องกันการบุกรุกซ้ำในอนาคต

ดร.หิมาลัย กล่าวว่า ได้มีการร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พพ. กรมป่าไม้ ส.ป.ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกัน และได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการเกษตรและปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ ทุเรียน ในหลายจุด ซึ่งพบว่าไม่ใช่ทุนจีนแต่อย่างใด โดยพื้นที่การบุกรุกบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและบางส่วนเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ต้องตรวจสอบสิทธิ์ ที่ผ่านมาทาง พพ.ได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่บริเวณเกาะร้อยไร่ 262 ไร่ และพื้นที่โดยรอบโครงการฯ 17 ราย  21 แปลง 

“การบุกรุกพื้นที่รัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวต้องหมดไป กระทรวงพลังงานและภาครัฐ จะดำเนินการถึงที่สุด ใครทำผิดต้องรับผิด เขื่อนคิรีธารไม่ได้เป็นเพียงโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ แต่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของประชาชน การใช้พื้นที่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ ได้มีการรับฟังเสียงประชาชน โดยประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิ์จากราชการ จะดำเนินการเยียวยา ส่วนประชาชนที่เข้าใจผิดในการเข้าใช้พื้นที่ กระทรวงพลังงานจะให้เวลา 30 วันในการออกจากพื้นที่ก่อนจะดำเนินคดีหากพบว่ายังมีการบุกรุกอยู่”  ดร.หิมาลัย กล่าว

นายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา พพ. ได้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และแจ้งผู้บุกรุกพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ถึงปัจจุบัน ได้ติดตาม ตรวจสอบและประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่เขื่อนคิรีธาร มีการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับกรมป่าไม้ โดย พพ. มีหนังสือขอยกเลิก หรือเพิกถอนสิทธิการครอบครองที่ดินบางส่วนจาก ส.ป.ก. และแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ไม่มีเอกสารสิทธิ โดยการดำเนินคดีและมาตรการต่าง ๆ จะเป็นไปตามกรอบกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำที่เป็นพลังงานสะอาด และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พพ. ยังเตรียมเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าพลังน้ำคิรีธารให้สามารถเพิ่มน้ำต้นทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า

ตม.เชียงใหม่ จับหนุ่มใหญ่ชาวอังกฤษ หลังพบอยู่เกินวีซ่า แอบอยู่ในไทยกว่า 25 ปี

(26 ก.พ. 68) ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. จึงได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัด ให้ดำเนินการสืบสวน ปราบปราม จับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับขบวนการนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ช่วยเหลือซ่อนเร้นคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY) ในการนี้ พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 จึงสั่งการให้ ทุกหน่วยในสังกัด กวดขัน จับกุมคนต่างด้าวที่กระทำความผิด และปราบปรามอาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อประชาชน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคง และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ประชาชน

ตม.จว.เชียงใหม่ โดยการอำนวยการของ พ.ต.อ.สุรชัย เอี่ยมผึ้ง ผกก.ตม.จว.เชียงใหม่ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ งานสืบสวนปราบปรามฯ ทำการสืบสวนเพื่อจับกุมคนต่างด้าว ซึ่งได้กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 หรือความผิดตามกฎหมายอื่น 

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.68 พ.ต.ต.สุธีรเทพ โพธิ์นฤมิต สว.ตม.จว.เชียงใหม่ นำทีมชุดสืบสวน ตม.จว.เชียงใหม่ บูรณาการกำลังร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.5 ออกตรวจสอบสถานที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดในพื้นที่รับผิดชอบบริเวณ ถ.ระแกง ต.ช้างคลาน อ.เมือง จว.เชียงใหม่ ผลการตรวจสอบ สามารถจับกุมคนต่างด้าว สัญชาติบริติช จำนวน 1 ราย ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (9,135 วัน)” จึงทำการแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ทราบ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและรอดำเนินการผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป 

โดยคนต่างด้าวรายดังกล่าวให้การรับสารภาพว่าตนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค.43 โดยการยกเว้นการตรวจลงตรา (ผ.30) ซึ่งเมื่อครบกำหนดอนุญาตแล้ว ไม่ได้มาดำเนินการยื่นขออยู่ต่อในราชอาณาจักรตามระยะเวลาที่กำหนด พยายามหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 13 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นระยะเวลา 12 ปี และได้ทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.จว.เชียงใหม่ สืบสวนติดตามจับกุมได้ในที่สุด

ดุสิตธานีพลิกกำไร 310 ล้าน ไตรมาส 4 ปี 67 รายได้รวม 6.1 พันล้าน เป้าธุรกิจโรงแรม-อาหารโต 15-25% ปี 68

(26 ก.พ. 68) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 4 (ตุลาคมถึงธันวาคม) ปี 2567 ของกลุ่มดุสิตธานี บริษัทฯ มีรายได้รวมที่ 6,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 224% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยรายได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 1,089 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 310 ล้านบาท พลิกจากที่เคยขาดทุนในงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 146 ล้านบาท (YoY) และจากที่เคยขาดทุนในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ที่ 538 ล้านบาท (QoQ)

สำหรับผลประกอบการงวด 1 ปี (มกราคมถึงธันวาคม) ปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 11,204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2566 โดย EBITDA อยู่ที่ 1,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.4%  และมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 237 ล้านบาท ลดลงจากผลขาดทุน 570 ล้านบาทในปีก่อน

“ผลประกอบการในไตรมาสที่ 4 ของกลุ่มดุสิตธานีเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเราสามารถพลิกผลขาดทุนให้กลับมาเป็นกำไรสุทธิได้ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการส่งมอบงานก่อสร้างพื้นที่อาคารค้าปลีก (Bare Shell) ของโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค รายได้จากช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจโรงแรมที่มีลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายได้จากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่รับรู้รายได้เต็มไตรมาส หลังจากเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ขณะที่รายได้จากธุรกิจอาหารเติบโตได้อย่างน่าพอใจ จากการขยายตลาดและการเพิ่มลูกค้าใหม่ของบริษัท เอ็บเพอคิวร์ เคเทอริ่ง จำกัด (Epicure) และบองชู เบเกอรี่ (Bonjour Bakery)” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานีกล่าว

ทั้งนี้ การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของผลประกอบการในปี 2567 ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำเร็จของแผนยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน 3 ประการของกลุ่มดุสิตธานี ได้แก่ สร้างสมดุล สร้างการเติบโต และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ทั้งธุรกิจอาหาร รวมถึงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของดุสิตธานี ทำให้บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการใช้ประสบการณ์และความสามารถจากธุรกิจหลักในการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน ลดการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจโรงแรม และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มดุสิตธานี

สำหรับปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาปลดล็อคมูลค่าลงทุน ตามแผนกลยุทธ์เพื่อการสร้างความเติบโตในระยะยาว บริษัทฯ จะเดินหน้าพลิกฟื้นธุรกิจให้แข็งแกร่ง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ แม้ว่า จะยังมีภาระดอกเบี้ยจากการลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่เป็นปัจจัยหน่วงที่มีนัยสำคัญก็ตาม ซึ่งในส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้น คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของรายได้ประมาณ 15-18% จากปี 2567 (ไม่รวมรายได้จากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ)  โดยจะเน้นการขยายพอร์ตโรงแรมในรูปแบบรับจ้างบริหารจัดการ (Asset-light) เป็นโรงแรมเปิดใหม่ 5-7 แห่ง และคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาบริหารเพิ่ม 12-14 แห่ง

ส่วนธุรกิจอาหารซึ่งยังเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตดี บริษัทฯ ประมาณการการเติบโตของรายได้ธุรกิจอาหารในปีนี้ไว้ที่ 20-25% โดยมีแผนขยายแฟรนไชส์บองชูเบเกอรี่ เพิ่ม 12-15 สาขา รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่น Green House เพื่อขยายตลาด พร้อมกันนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะนำธุรกิจอาหารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วย ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่า จะสามารถขับเคลื่อนมูลค่า โครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จากการเปิดให้บริการในส่วนของอาคารสำนักงานและศูนย์การค้าได้ในครึ่งหลังของปี 2568 และเริ่มทยอยโอนโครงการพักอาศัยดุสิต เรสซิเดนเซส และ ดุสิต พาร์คไซด์ ในช่วงปลายปีนี้ โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 95% ของพื้นที่ขาย

“ปี 2568 เป็นช่วงสุดท้ายของแผนกลยุทธ์เพื่อการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ที่เราแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ตั้งแต่ปี 2559-2568 ซึ่งตลอดระยะทาง 9 ปีของแผนที่เราวางไว้ เราต้องเจอกับเรื่องไม่คาดคิด รวมถึงปัจจัยท้าทายต่างๆ มากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน ผู้ถือหุ้น รวมถึงความไว้วางใจจากลูกค้าและคู่ค้าของดุสิตธานี ที่พร้อมการให้สนับสนุนเราเสมอ ทำให้วันนี้เราจะสามารถพลิกฟื้นธุรกิจของกลุ่มให้กลับมาเติบโตได้อย่างน่าพอใจ ในช่วงเวลาหลังจากนี้ที่เราเรียกว่า เป็นช่วงปลดล็อคมูลค่าลงทุน กลุ่มดุสิตธานีจะเดินหน้าสร้างสมดุลของรายได้ระยะสั้นและรายได้ระยะยาวตามแผน เพื่อตอกย้ำความมั่นคงและต่อยอดไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมๆ กับการเดินหน้าขยายแบรนด์ 'ดุสิตธานี' ในอีกหลายๆ พื้นที่ทั่วโลกที่เป็นหมุดหมายใหม่ของเรา” นางศุภจีกล่าว

บริษัทจีนประกาศยกเลิกคำสั่งโหด 'คนโสดแต่งงานหรือถูกไล่ออก' หลังขัดกฎหมายแรงงานและเจอแรงต้านจากชาวเน็ต

(26 ก.พ. 68) บริษัทในจีนยกเลิกคำสั่งที่ต้องการให้พนักงานโสดแต่งงานภายในปีนี้ หลังการวิจารณ์จากชาวเน็ตและหน่วยงานรัฐ เนื่องจากคำสั่งนี้ขัดต่อกฎหมายแรงงานของจีน สะท้อนถึงการต่อสู้ของจีนในการส่งเสริมการแต่งงานและการมีลูกท่ามกลางปัญหาประชากรลดลง

บริษัท ซานตง ซุนเถียน เคมิคอล กรุ๊ป (Shandong Shuntian Chemical Group) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมตะวันออกของมณฑลซานตง ได้ประกาศให้พนักงานโสดอายุ 28-58 ปี รวมถึงผู้ที่เคยหย่าร้าง ต้องแต่งงานภายในวันที่ 30 ก.ย. 2568 หากไม่ทำตามจะมีการยกเลิกสัญญาจ้างงาน โดยบริษัทชี้แจงว่า คำสั่งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้พนักงานโสดที่อายุมากขึ้นให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวและการตัดสินใจในชีวิตที่สำคัญ

ทว่า ข้อกำหนดนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก เพราะขัดต่อกฎหมายแรงงานของจีน ซึ่งส่งผลให้บริษัทต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าว โดยสื่อของรัฐอย่างโกลบอลไทมส์ระบุว่า ประกาศของบริษัทมีเจตนาที่จะส่งเสริมค่านิยมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียรและการสร้างครอบครัว แต่กฎหมายแรงงานจีนไม่ได้รองรับการกำหนดให้พนักงานต้องแต่งงาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการลดลงของจำนวนการแต่งงานที่ทำลายสถิติ โดยในปี 2567 จำนวนการแต่งงานลดลงถึง 20% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ประชากรจีนที่มีจำนวนถึง 1.4 พันล้านคน กำลังเข้าสู่ภาวะชราอย่างรวดเร็ว และการลดลงของอัตราการเกิดยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเร่งหาทางแก้ไข

รัฐบาลจีนได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสนับสนุนการเปิดหลักสูตร "การศึกษาด้านความรัก" ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการแต่งงานและการมีลูก

ในระยะยาว คาดว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ประชากรจีนราว 300 ล้านคนจะเข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งท้าทายทั้งเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

สส. ภูมิใจไทย - ประชาธิปัตย์ รุมจี้ถาม ‘ธนดล’ ปมสอบที่ดินปากช่อง มองเป็นการกลั่นแกล้งการเมือง

‘กมธ.ปกครอง’ เดือด สส.ภท.-ปชป. จี้ถาม ‘ธนดล’ เหตุตรวจสอบที่ดินปากช่อง มองเป็นการกลั่นแกล้งการเมือง ไม่ห่วงแรนโช ชาญวีร์-ทอสคาน่า-โบนันซ่า แต่ห่วงประชาชนที่ได้ที่ดินมาถูกต้อง

(26 ก.พ. 68) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหา การทับซ้อนที่ดินของรัฐ กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการเชิญ นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูล โดยมี นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน

นายกรวีร์ กล่าวว่า เราได้ติดตามและเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการในเรื่องของปัญหาที่ดินทับซ้อน ซึ่งมีการลงพื้นที่ของนายธนดล ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จึงนำมาเป็นกรณีศึกษา อย่างแรกก็ขอชื่นชมและขอบคุณคณะทำงานหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาศึกษาและลงพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้กรรมาธิการเองก็ได้ศึกษาปัญหาที่ดินทับซ้อนมาก่อนแล้วพบว่าที่ดินของ ส.ป.ก.หลายแห่งมีทั้งการถูกบุกรุก และใช้ผิดวัตถุประสงค์ จึงได้ขอสอบถามเบื้องต้นถึงขอบเขตและอำนาจในการตรวจสอบ

ด้านนายธนดลชี้แจงว่า ตนเป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นประธานตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก.ทั้งหมด 72 จังหวัด จากการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตนตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินปี 2534 และใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินปี พ.ศ.2518 ลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งตนต้องประสานงานกับ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดก่อนจะลงพื้นที่ และต้องยอมรับข้อเท็จจริงจากการที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบว่า แทบจะไม่มีผู้ที่ได้รับจัดสรรเป็นที่ ส.ป.ก.และใช้พื้นที่จริง กลายเป็นว่ามีผู้อื่นมาใช้พื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ตรวจพบเป็นรีสอร์ต ร้านกาแฟ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ทางปฏิรูปที่ดิน ก็จะทำหนังสือเรียกมาชี้แจง สุดท้ายก็จะเป็นดุลพินิจของปฏิรูปที่ดินในจังหวัดนั้นๆ ว่าจะเพิกถอนหรือไม่

“ก่อนที่เราจะทำอะไรต่างๆ ต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ละเอียดรอบคอบ ไม่งั้นเราไม่กล้าที่จะทำเวลาเราไปตรวจสอบแต่ละพื้นที่ ก็จะมีผู้มีอิทธิพล อดีตนักการเมืองหรือนักการเมืองท้องถิ่น พร้อมที่จะฟ้องกลับเรามาได้ตลอด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทำคือสิ่งที่น้อยคนจะทำจริงๆ เพราะต้องไปเจอผู้มีอิทธิพลผู้มีอำนาจพิเศษ” นายธนดลกล่าว

นายธนดลระบุว่า ได้ลงพื้นที่และไปตรวจสอบพยานหลักฐานให้ครบถ้วน จึงมาแถลงข่าว แต่ตอนแถลงอยู่ในช่วงการเมืองร้อนแรงก็อาจจะเข้าใจได้ว่าเป็นประเด็นกลั่นแกล้งกันหรือไม่ แต่ยืนยันว่าทำตามหน้าที่และกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น

ขณะที่ นายกรวีร์ระบุว่า เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่านายธนดลไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง แต่เป็นจังหวะการเมืองจึงอยากทราบว่าที่ตรวจสอบที่ดินปากช่องมีหลักเกณฑ์อย่างไร ไม่เช่นนั้น ส.ป.ก.อาจถูกกล่าวหาว่า ทำให้เป็นประเด็นการเมือง

นายธนดลยังยืนยันว่า ที่ไปตรวจสอบที่ดินปากช่อง เพราะเป็นที่ดินกลุ่มที่ 3 ตามที่มีการจัดทำวันแมป ซึ่งตนไปมาหลายที่แต่ไม่เป็นข่าว ซึ่งที่ดินปากช่องมีประชาชนที่ได้รับการจัดสรรที่ดินไม่ได้นำไปทำการเกษตร แต่นำที่ดินที่ได้รับจัดสรรไปขายทำให้ผิดวัตถุประสงค์ ผิดกฎหมาย แต่การที่ชุดตรวจสอบลงพื้นที่ตรวจสอบ ยอมรับว่าไม่ได้เจอทำผิดทั้งหมด แต่เป็นการทำเพื่อป้องกันและปราบปรามไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ส่วนที่ดินที่มีปัญหาทับซ้อนจะให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือให้เอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ก็ต้องแก้กฎหมาย ซึ่งตนพร้อมทำตามกฎหมาย

ด้านนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้จี้ถามว่า เมื่อวันแมปยังไม่เสร็จ ก็ไม่ค่อยสบายใจ การไปตรวจสอบเป็นสิ่งที่ถูก แต่เมื่อวันแมปยังไม่เสร็จ ไปตรวจสอบก็ต้องรอวันแมปอยู่ดี เมื่อให้เกียรติโคราชและปากช่องในการตรวจสอบ ในฐานะที่ตนเป็นคนโคราช ขอถามอธิบดีกรมที่ดิน รวมถึงผู้ชี้แจงทุกคนว่าในพื้นที่โคราชที่ถูกตรวจ และคาดว่าจะมีธุรกิจที่คาดว่าอยู่ในที่บุกรุกเท่าไหร่

“ที่ถามเพราะเขาใหญ่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหญ่มากของจังหวัดนครราชสีมา มีทั้งคนทำธุรกิจและเป็นลูกจ้างจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไปตรวจแล้วยังไม่สิ้นสุดกระบวนความ มันทำลายปากช่องไปแล้ว วันนี้คนที่จะมาลงทุนก็ไม่อยากมา จริงๆ คนที่ถือโฉนดที่ปากช่อง ก็กลัวขาสั่นกันหมด ปวดหัวว่าสิ่งที่ได้ซื้อมา หรือที่ถืออยู่มันถูกต้องหรือไม่ และมองไม่เห็นแสงไฟปลายอุโมงค์ว่าที่ดินของเราจะโดนหรือไม่ และพอวันแมปมา ก็มายื่นคัดค้านกันอีก” นายพลพีร์กล่าว

นอกจากนี้ นายพลพีร์ยังกล่าวว่า วันแมปจะเสร็จในปีนี้หรือไม่ ก็ไม่รู้ ตอนนี้ภาคเหนือก็มีทั้งคาเฟ่ สวนน้ำ ที่พักต่างๆ แต่ก็ไม่เห็นมีตรวจสอบ จึงมองเป็นมิติอื่นไม่ได้จริงๆ และอยากได้คำตอบว่าควรจะบอกกับคนโคราชอย่างไร ว่าโฉนดที่ถือมา 30-40 ปี เป็นโฉนดปลอมหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่โคราช จะไปฟื้นให้เขาอย่างไร 22 ที่ ที่ไปไม่ดังเท่าที่นี่ทีเดียว ไม่ต้องถามว่าทำไมที่นี่ถึงดัง มันมองมิติอื่นไม่ได้

ยังมองไม่เห็นว่าประชาชนได้ผลประโยชน์อะไรแต่ที่เห็นคือประชาชนที่เป็นหนี้เป็นสินได้โฉนดมากะว่าจะเอาที่ไปขายเพื่อเอาเงินเลี้ยงดูครอบครัวหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจแต่ทำไม่ได้แล้วจะทำได้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นที่ไม่ว่าจะกี่หมื่นไร่ที่คิดว่ามันบวมหรือทับซ้อน ก็บอกมาเลยว่า ธุรกิจที่ไปตรวจมา มันบวม มันมีกี่ธุรกิจ ประชาชนที่ถูกผลกระทบมีเท่าไหร่ สำคัญที่สุดพื้นที่ราชการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นข้อพิพาททับซ้อน มีพื้นที่ราชการที่ไหนบ้าง เพราะหากที่ราชการบุกรุก ใครโดน การให้บริการประชาชนในพื้นที่จะทำอย่างไรต่อ ยกตัวอย่าง ถ้า อบต.ตั้งผิดที่ แล้วไปรื้อ จะให้ อบต.ไปอยู่ไหน วันนี้ก่อนที่ท่านจะไปตรวจ มันควรต้องประชุมให้เสร็จก่อน ยื่นหนังสือให้ประชาชนที่ครอบครองโฉนดหรือเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ได้เข้ามาชี้แจงว่าได้มาอย่างไร รวมไปถึงหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน มาคุยกันเมื่อวันแมปของประเทศยังไม่เสร็จ ก็ขอให้ทำวันแมปของปากช่องก่อน

“ผมไม่ได้เป็นห่วงแรนโช ชาญวีร์ เมื่อเพิกถอนเมื่อไหร่กรมที่ดินก็ต้องชดเชย ไม่ได้ห่วงทอสคาน่า โบนันซ่า แต่เป็นห่วงนาย ก. นาย ข. ที่มีที่ดิน 200 วา หรือ 1 ไร่ จะเดินกันต่ออย่างไร” นายพลพีร์กล่าว

ด้าน นายธนดลกล่าวว่า ที่ดินโคราชทำวันแมปแล้วแต่ยังไม่ได้โอน ยืนยันว่าการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินโคราชของตนไม่ผิด ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ลงพื้นที่ให้เป็นที่ครหา และยอมรับว่า ที่ดิน ส.ป.ก.มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไปแล้ว และจากการตรวจสอบพื้นที่บวมงอกมาจากนิคมทับที่ ส.ป.ก. จึงเป็นปัจจัยหลักในการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ เอกสารซึ่งตนเห็นด้วยกับกรมที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิ์ที่ได้จากนิคม คือแต่ประเด็นที่ตนไม่เห็นด้วย คือที่ดินบวมออกไปทับที่ ส.ป.ก.เรื่อย ๆ หากวันหน้า ที่ดินของรัฐกลายเป็นที่ที่ดินของเอกชน จะเป็นช่องว่างทางกฎหมาย นี่เป็นสิ่งที่ออกมาต่อสู้

ด้าน นายราชิต สุดพุ่ม สส.ประชาธิปัตย์ ได้จี้ถามนายธนดล ถึงเหตุผลของการไปตรวจสอบที่ดินปากช่อง ว่าเพราะอะไรเพราะปกติส.ป.ก.ก็งานเยอะอยู่แล้ว จึงอยากทราบที่มาของการไปตรวจสอบเพราะหากไม่มีคนร้องก็คงไม่ไป ตนไม่ได้เกี่ยวกับใครตนอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่แค่อยากทราบที่มา

ขณะที่นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานและโฆษก กมธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีโอกาสไปตรวจในพื้นที่สระบุรี ก็ต้องขอบคุณที่ไปตรวจสอบบางที่ที่เป็นประเด็น โดยเฉพาะการออกโฉนดทับที่ ส.ป.ก. ซึ่งตนเห็นด้วยที่ท่านต้องนำกลับมาเป็นสมบัติของชาติ แต่ตนไปเห็นในรายการหนึ่งเปิดประเด็นว่า ป.ป.ช. ได้เปิดสัญญาจัดการหุ้นของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบธุรกิจโรงแรมหรูเขาใหญ่ ก็เป็นที่สนใจว่า นายธนดลมีแนวคิดหรือมีโครงการที่จะไปตรวจสอบหลายโรงแรมที่อยู่พื้นที่เขาติดเขาใหญ่หรือไม่ ตนอยากให้ไปตรวจสอบหลายๆ โรงแรมที่เป็นประเด็นข้อสงสัย เพื่อทำให้ชัดเจนต่อประชาชน

ทำให้นายธนดลกล่าวว่า เห็นตามข่าวคือโรงแรมเทมส์วัลลีย์เขาใหญ่ ซึ่งอยู่ก่อนถึงทางเข้าเขาใหญ่ประมาณ 5 นาที ถ้าให้ตรวจสอบก็พร้อมที่จะตรวจสอบ หากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการอนุญาต แต่ตนมีอำนาจตรวจสอบเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก. ไม่ได้มีอำนาจตรวจสอบนิคม

ด้าน นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ยืนยันว่า กรมที่ดินได้แถลงข่าวชัดเจนไปแล้วว่าปัญหาทับซ้อน ไม่เกี่ยวกับกรมที่ดิน กรมที่ดินน่าจะเป็นปลายทาง เพราะเป็นการทับซ้อนระหว่างที่ดิน ส.ป.ก.และที่ดินนิคม ถ้าผลตรวจสอบเป็นอย่างไรกรมที่ดิน เป็นปลายทางก็พอซึ่งเป็นปลายทางก็พร้อมจะทำตาม แต่ในชั้นดังกล่าวเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว อีกทั้งพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ยกเว้นเนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรมแผนที่ทหาร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top