5 อาชีพมาแรง ในปี 2025
อัปเดตเทรนด์อาชีพมาแรง 2025 ใครอยากรุ่งต้องรู้ งานไหนกำลังฮิต เทคโนโลยีไหนกำลังมา เช็กเลย!!
อัปเดตเทรนด์อาชีพมาแรง 2025 ใครอยากรุ่งต้องรู้ งานไหนกำลังฮิต เทคโนโลยีไหนกำลังมา เช็กเลย!!
(20 มี.ค. 68) เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์เตือนรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างดุเดือด กรณีมีแผนติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกลของสหรัฐฯ บนเกาะคิวชู ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวจะยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค และอาจกระตุ้นให้เกิดมาตรการตอบโต้จากเปียงยาง
สื่อของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือออกมาประณามแผนดังกล่าว โดยชี้ว่าเป็นการยั่วยุที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออก พร้อมเตือนว่าหากญี่ปุ่นยังเดินหน้าโครงการนี้ เปียงยางจะพิจารณามาตรการป้องกันเชิงรุกเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากโตเกียว
“การติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกลในพื้นที่ที่สามารถยิงถึงเกาหลีเหนือได้ ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์โดยตรง และจะผลักดันให้สถานการณ์ในภูมิภาคเข้าสู่ความไม่แน่นอนที่อันตราย” แถลงการณ์ระบุ
สำหรับปุ่นกำลังพิจารณาติดตั้งขีปนาวุธพิสัยไกลรุ่น Tomahawk และขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่สามารถยิงโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึงเกาหลีเหนือ บนเกาะคิวชู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนเสริมขีดความสามารถป้องกันประเทศท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและจีน
แผนดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านกลาโหมใหม่ของญี่ปุ่นที่มุ่งเพิ่มศักยภาพการโจมตีตอบโต้ (counterstrike capability) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากแนวทางการป้องกันตัวเองของญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เกาหลีเหนือและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์มาอย่างยาวนาน โดยญี่ปุ่นมักแสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ขณะที่เปียงยางมองว่าการที่ญี่ปุ่นเพิ่มศักยภาพทางทหารเป็นภัยคุกคามโดยตรง
ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธหลายครั้ง ซึ่งบางครั้งได้ยิงข้ามน่านฟ้าของญี่ปุ่น ทำให้โตเกียวต้องยกระดับมาตรการป้องกันภัยทางอากาศ และพิจารณาปรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น
ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับคำเตือนจากเกาหลีเหนือ แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นระบุว่าประเทศมีสิทธิ์ดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงเพื่อปกป้องตนเองจากภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
สถานการณ์นี้นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจเพิ่มความร้อนแรงให้กับความขัดแย้งในเอเชียตะวันออก ซึ่งยังคงเป็นจุดสนใจของประชาคมระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
(13 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียลงพื้นที่เยือน ศูนย์บัญชาการทหาร ที่ควบคุมการปฏิบัติการใน ภูมิภาคเคิร์สก์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่มีความตึงเครียดทางทหารในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยการเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค และสั่งการให้ดำเนินมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันไม่ให้เกิดภัยคุกคามจากกองกำลังฝ่ายตรงข้าม
ปูตินได้เสนอแนวทางการจัดตั้งเขตความมั่นคง ตามแนวชายแดนของรัสเซีย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในการป้องกันประเทศและยับยั้งการบุกรุกจากฝ่ายตรงข้ามที่อาจเข้ามาก่อความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว เขตความมั่นคงที่เสนอนี้จะมีการจัดตั้งการป้องกันทางทหารอย่างเข้มงวด และมีกองกำลังรัสเซียประจำการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ปูตินได้สั่งการให้ขับไล่กองกำลังฝ่ายตรงข้าม ออกจากภูมิภาคเคิร์สก์ โดยระบุว่า รัสเซียจะไม่ยอมให้มีกองกำลังที่ไม่เป็นมิตรทำการแทรกแซงหรือขัดขวางการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สำคัญนี้ การขับไล่กองกำลังฝ่ายตรงข้ามถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเสริมสร้างความมั่นคงและปกป้องดินแดนของรัสเซียในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดทางการเมือง และทหารในภูมิภาคยูเครนรวมถึงเขตพื้นที่ใกล้เคียง
โดยในระหว่างการแถลงข่าว ปูตินได้เน้นย้ำว่า การปลดปล่อยภูมิภาคเคิร์สก์ จากการควบคุมของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามจะเป็นก้าวสำคัญในการรักษาความมั่นคงและอำนาจการปกครองในภูมิภาค โดยเขาแสดงความเชื่อมั่นว่าการปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรงและมีความมุ่งมั่นจะสามารถนำไปสู่ชัยชนะในที่สุด
ปูตินยังกล่าวเสริมว่า ทหารฝ่ายตรงข้ามที่ถูกจับกุมในเคิร์สก์ ควรได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็น ผู้ก่อการร้าย ตามกฎหมายของรัสเซีย โดยอ้างว่าผู้ที่ต่อต้านการปกครองของรัสเซียในภูมิภาคนี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและการปกครองของรัฐ จึงต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายที่เคร่งครัด
การเยือนของปูตินในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลรัสเซียในการรักษาอำนาจทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และสร้างการควบคุมที่เข้มงวดในภูมิภาคที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อรัสเซีย โดยเฉพาะเมื่อมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงจากต่างชาติในพื้นที่เหล่านี้
บีโอไอ ไปเขียว ‘ซันโวด้า’ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ Top 10 ของโลก ตั้งโรงงานแบตเตอรี่ต้นน้ำแห่งแรกของไทย กว่า 5 หมื่นล้านบาท ผุดโรงงาน 2 แห่งที่ชลบุรี เติมซัพพลายเชน EV - พลังงานสะอาดไทย
(13 มี.ค.68) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 ได้อนุมัติให้การส่งเสริมลงทุนแก่บริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน Top 10 ของโลกจากประเทศจีน
ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่เซลล์นอกประเทศจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกลุ่ม Sunwoda ด้วยมูลค่าเงินลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยจะตั้งโรงงาน 2 แห่ง ที่จังหวัดชลบุรี และจะจ้างงานบุคลากรไทยรวมกว่า 4,000 คน ในจำนวนนี้เป็นวิศวกร และนักวิจัยไทยกว่า 900 คน
ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเปิดสายการผลิตได้ภายในปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ในประเทศไทย เพื่อเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของการใช้รถยนต์ EV และรองรับการจัดการแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพของผู้ใช้รถยนต์ EV ในอนาคตอีกด้วย
สำหรับบริษัท ซันโวด้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จัดตั้งขึ้นในเดือนเมษายน 2567 โดยมีบริษัทแม่ คือ ซันโวด้า อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ดำเนินธุรกิจผลิตแบตเตอรี่หลากหลายประเภท เช่น แบตเตอรี่สำหรับคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน
ปัจจุบันซันโวด้าเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ป้อนให้กับรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลกหลายราย โดยบริษัท SEVB ซึ่งเป็นบริษัทลูกของซันโวด้า มียอดจำหน่ายแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) สูงเป็นอันดับ 1 และสำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ เป็นอันดับ 3 ในประเทศจีน
ซันโวด้า ตัดสินใจลงทุนโครงการผลิตแบตเตอรี่ในระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ในประเทศไทย ทั้งผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปตลาดในต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้แบตเตอรี่ของกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งแบบ BEV, PHEV, HEV
รวมทั้งความต้องการของกลุ่มผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเทรนด์การใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยฐานการผลิตในประเทศไทย จะเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำที่มีเครื่องจักร และเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด
เช่น การควบคุม และปรับปรุงสายการผลิตผ่านระบบ “โรงงานเสมือนจริง” (Virtual Factory) ที่จำลองโรงงานทั้งหมดมาควบคุม ประเมิน และปรับปรุงในระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบการผลิตอัตโนมัติ (Automation) เน้นการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการลงทุนด้านวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ซันโวด้า จะมีการฝึกอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ให้กับบุคลากรไทยกว่า 4,000 คน และจะมีโปรแกรมคัดเลือกนักศึกษาระดับเทคนิค และอาชีวะกว่า 600 คน เข้ารับการฝึกอบรมและมีโอกาสทำงานกับบริษัท
รวมทั้งจะมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และวิจัยในประเทศ เพื่อร่วมทำโครงการวิจัย และพัฒนากับบริษัทไม่น้อยกว่า 9 โครงการ อีกทั้งบริษัทยังมีแผนจะเชื่อมโยง และพัฒนาผู้ประกอบการไทย ให้สามารถเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ระดับโลกของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าจะจัดซื้อวัตถุดิบ และชิ้นส่วนในประเทศไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปีด้วย
“แบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน ในการผลิตแบตเตอรี่ ขั้นตอนการผลิตเซลล์ ถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญที่สุด ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีการลงทุนสูง การตัดสินใจลงทุนของบริษัท ซันโวด้า นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวของประเทศไทยที่สามารถดึงดูดโครงการผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์จากบริษัทระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานในไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มซัพพลายเชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ให้มั่นคง และพร้อมก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตชั้นนำของโลก อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการผลิตระบบกักเก็บพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาดให้ขยายตัวมากขึ้นอีกด้วย” นายนฤตม์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บีโอไอได้ให้การส่งเสริมกิจการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตในขั้นโมดูล และแพ็ก จำนวน 48 โครงการ จาก 41 บริษัท มูลค่าเงินลงทุนรวม 27,257 ล้านบาท โดยโครงการของบริษัท ซันโวด้า จะเป็นการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์ที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ครั้งแรกของประเทศไทย
(13 มี.ค. 68) เมื่อเวลา 09.00น. หลวงปู่มหาศิลา สิริจันโืท ได้จัดงานพิธีวางศิลาฤกษ์ “ พระธาตุเจดีย์โนนสาวเอ้ ” ณ ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ต.เชียงเครือ อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์
โดยมีพระเดชพระคุณ เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาส วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร กทม. เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ หลวงปู่มหาศิลา สิริจันโท ท่านเจ้าคุณเทียนชัย ชยทีโป วัดเทพสรธรรมาราม จ.ปทุมธานี ท่านเจ้าคุณสุริยันต์ วัดป่าวังน้ำเย็น จ.มหาสารคาม ท่านเจ้าคุณต้อม วัดท่าสะแบง จ.ร้อนเอ็ด พร้อมคณะสงฆ์และ เกจิอาจารย์อีกจำนวนมาก
โดยมี คุณชายแจ๊ค-หม่อมราชวงศ์ โสรัจจ์ วิสุทธิ บุตรชายคนเล็กของหม่อมเจ้าหญิงสุลัภวัลเลง วิสุทธิ (สกุลเดิม สวัสดวัตน์) พระขนิษฐาของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อม ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หลายหมู่เหลา รวมถึงประชาชนจากทั่วสารทิศ คณะลูกศิษย์จาก ธรรมอุทยานหลวงปู่มหาศิลา และ คุณครูทับทิม วรา ที่ถือว่าเป็นคนสำคัญที่ หลวงปู่มหาศิลา ได้เลือกให้เป็นคนนำสร้าง พระธาตุเจดีย์ โนนสาวเอ้ ร่วมถึงประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานพิธีหลายพันคน
โดยก่อนหน้านี้2 วันได้เกิดฝนตกตลอดทั้งคืนทั้งวันจนถึงวันงานพิธีช่วงเช้าเกิดฟ้าครึ้มฝนตกเป็นละออง จนช่วงเวลาทำพิธีวางศิลาฤกษ์ หลวงปู่มหาศิลา ท่านมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับชี้นิ้วขึ้นไปแล้วก้มหน้าท่องอะไรบางอย่าง จากนั้นท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็เกิดสว่างขึ้นแสงแดดเริ่มออก พร้อมทั้งเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกรด จนทำให้ผู้ที่มาร่วมงานกล่าวคำว่าสาธุ ซึ่งหลวงปู่ศิลาก็ยิ้มและหัวเราะอย่าง อารมณ์ดีใจซึ่งทำให้เหล่าศิษย์ยานุศิษย์ที่มาร่วมงานต่างๆ ต่างมองดูบนท้องฟ้า ในสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าคนหลายพันคน ภายหลังจากเสร็จพิธีวางศิลาฤกษ์ คุณจารุณี จอมทรักษ์ พร้อมทีมงานธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา ศิริจันโท ได้น้อมถวาย ทองคำแท่ง น้ำหนัก 20 บาท แด่หลวงปู่ศิลา พร้อมถวายทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาท ถวายแด่พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ เจ้าอาวาสวัดป่าวังน้ำเย็น จ. มหาสารคาม และน้อมถวายทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาท แด่ พระอาจารย์ต้อม วัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด
จากนั้นท่านเจ้าประคุณ สมเด็จ พระธีรญาณมุนี หลวงปู่ศิลา และพระเกจิอาจารย์ รวมถึงข้าราชการทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้มงคล หลังจากนั้นท้องฟ้าที่มืดครึ้มก้อนเมฆก็จางหายไปแสงแดดกลับมาสว่างจ้าเหมือนเดิม
โดยในการสร้าง พระธาตุเจดีย์ โนนสาวเอ้ หลวงปู่มหาศิลา ได้บอกไว้ว่าต้องให้ครูทับทิม หรือ คุณครูทับทิม วรา ทำถึงจะสำเร็จ สำหรับท่านใดที่สนใจจะร่วมบุญเพื่อสร้างพระธาตุเจดีย์ โนนสาวเอ้ และปรับภูมิทัศน์ภายในธรรมะอุทยานหลวงปู่มหาศิลาสามารถร่วมบุญได้ที่บัญชี
ธนาคารกรุงไทย หมายเลขบัญชี 404-357378-2
ชื่อบัญชี : มูลนิธิธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท เพื่อสร้างพระธาตุเจดีย์และปรับภูมิทัศน์ ( บัญชีนี้ บัญชีเดียว เท่านั้น )

(13 มี.ค. 68) ที่ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรีตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย ทันตแพทย์หญิง ปิยนาถ บุณฑริก รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส, นางเปรมวดี ขวัญเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ แก่ผู้ที่ได้รับผล กระทบ จากเหตุความไม่สงบในพื้นที่อำเภอแว้ง จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 68 เวลา 19.09 น. มีคนร้ายไม่ทราบชื่อ จำนวน 2 คน ขับรถพ่วงข้างบรรทุกวัตถุระเบิด มาจอดใกล้บริเวณกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอแว้งที่ 3 หมู่ที่ 2 ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ต่อมาได้เกิดระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอแว้งที่ 3 และประชาชนได้รับบาดเจ็บ จำนวน 30 ราย เป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอแว้งที่ 3 จำนวน 16 นาย และประชาชน 14 ราย

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาฯ แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่อำเภอแว้ง จำนวน 30 รายๆ ละ 10,000.- บาท และมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ของสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดจังหวัดนราธิวาส จำนวน 15 รายๆ ละ 2,000.- บาท
โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้พบปะพูดคุยและให้กำลังใจสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนฯ และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ฯ ในครั้งนี้ ด้วย



(13 มี.ค. 68) รัฐสภายุโรป (European Parliament) ได้มีมติร่วมเพื่อแก้ปัญหา (Joint Motion for a Resolution) เรียกร้องให้ประเทศไทยดำเนินการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) และยุติการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน
ข้อเรียกร้องสำคัญจากรัฐสภายุโรป ซึ่งขอให้ปฏิรูปกฎหมายมาตรา 112 โดยรัฐสภายุโรปแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าว เพื่อรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมโดยสงบ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
โดยขอให้ยุติการส่งตัวผู้ลี้ภัยอุยกูร์ รัฐสภายุโรปประณามการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งระบุว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกประหัตประหาร และเรียกร้องให้ประเทศไทยยุติการบังคับส่งตัวผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัย รวมถึงผู้เห็นต่างทางการเมืองกลับสู่ประเทศที่อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อชีวิต
อีกทั้งใช้เวทีเจรจา FTA (Free Trade Agreement) หรือ ข้อตกลงการค้าเสรี เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้เวทีการเจรจาลงนามความร่วมมือเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป เพื่อกดดันประเทศไทยให้มีการปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักทั้งหมดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
ด้านรัฐบาลไทยยังไม่มีการตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อมติของรัฐสภายุโรป อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้แสดงความสนใจในประเด็นนี้ โดยเตรียมเดินทางไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจีน เพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและตอบข้อสงสัยของประชาคมโลก
นอกจากนี้ มีรายงานว่า สภาอุยกูร์โลกได้แสดงความกังวลต่อแผนการของรัฐบาลไทยในการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่โทษประหารชีวิต และเรียกร้องให้ประชาคมโลกดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ลี้ภัยเหล่านี้
ทั้งนี้ มติของรัฐสภายุโรปครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของประชาคมระหว่างประเทศต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ การตอบสนองของรัฐบาลไทยต่อมติดังกล่าวจะเป็นที่จับตามองของทั้งประชาชนภายในประเทศและประชาคมโลก
(13 มี.ค. 68) สมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดคอนเสิร์ตการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อเชิดชูศิลปินแห่งชาติ ครูสุรพล โทณะวณิก เพื่อหาเงินทุนเป็นสวัสดิการรักษาพยาบาลของครูเพลง และเงินทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของสมาชิก และทุนการศึกษาของบุตรหลานสมาชิก ในปีการศึกษา 2568
นายศิริ สาระผล นายกสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
เปิดเผยรายละเอียดการจัดคอนเสิร์ตการกุศลในครั้งนี้ว่า "สมาคมได้รับเกียรติจาก ครูสุรพล โทณะวณิก ศิลปินแห่งชาติ ให้นำบทเพลงอมตะจำนวนกว่า 30 บทเพลง มานำเสนอ และพี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ ให้เกียรติเป็น Exclusive Producer งานนี้ครบเครื่องในเรื่องเวที แสง สี เสียงอย่างยิ่งใหญ่
โดยกำหนดแสดง ในวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม 2568 ระหว่างเวลา 17.00 น. - 20.00 น. ณ บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร"
ด้านพี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ครูสุรพล โทณะวณิก นับได้ว่าเป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่ง ในวงการเพลงของไทย ท่านได้แต่งเพลงกว่า 1000 เพลง ตลอดระยะเวลา 73 ปี ซึ่งบทเพลงหลายบทเพลงเป็นที่คุ้นหูและรับฟังกันมาตลอด อาทิเช่น โอ้รัก, หนาวเนื้อ, รอ, ฟ้ามิอาจกั้น, ยามรัก, พิษรัก, บาดหัวใจ, ภาษาใจ
โดยเฉพาะเพลง ใครหนอ, อยากลืมกลับจำ, ในโลกแห่งความฝัน และเพชรตัดเพชร ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำ ครั้งที่ 1 ปี 2507 ส่งผลให้ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี พ.พ.ศ. 254
" สำหรับศิลปินผู้ที่จะขับร้องถ่ายทอดบทเพลง ได้รับเกียรติจ ศรีไศล สุชาติวุฒิ, วินัย พันธุรักษ์, สุนทร สุจริตฉันท์, นคร เวชสุภาพร, ชรัส เพื่องอารมณ์, ศรัณยา ส่งเสริมสวัสดิ์, อุเทน พรหมมินทร์, ต้อม เรนโบว์, สบชัย ไกรยูรเสน, สุรี แสงเสรีชน, ตั๊ก ลีลา, จิ๊บ รด., นนทิยา จิวบางป้า, ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร, นัท เลอทาน่า, ชิสา วิเศษกุล และอลิซ ธนัชศลักษณ์
พร้อมทีมแสงสีเสียงระดับมืออาชีพอิ่มเอม จากบทเพลงอมตะดังกล่าวตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมงเศษ" พี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ กล่าวยืนยัน
เปิดจองตั๋วผ่านช่องทาง ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ ในวันที่ 13 มีนาคมเป็นต้นไป บัตรราคา 1,000 บาท, 2,000 บาท, 3,000 บาท, 4,000 บาท, 4,500 บาท และพร้อมรับของที่ระลึกทุกที่นั่ง จองบัตรคอนเสิร์ตผ่าน ThaiTicketMajor
(13 มี.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังได้รับรายงานว่ามีการนำเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และเหล็กข้ออ้อยที่ไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายในท้องตลาด จึงได้ส่งทีมตรวจการสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม
นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงาน รมว.อุตสาหกรรม นายเตมีย์ พันธุวงค์ราช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายนนทิชัย ลิขิตาภรณ์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 1 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) นายสุนัย พิริยสกุลพัฒน์ อุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบบริษัท เอบี สตีล จำกัด ต.ศาลาลำดวน อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว พบว่ามีการผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงได้ดำเนินการยึดอายัดเหล็กดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
“เหล็กข้ออ้อยที่ตรวจพบ ตกเกณฑ์มาตรฐานในรายการความยาว แม้จะไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่ถือว่าไม่ควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ จึงได้สั่งการให้ทีมสุดซอยฯ เข้าตรวจยึดอายัดเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน จำนวน 230 ตัน มูลค่าราว 4.6 ล้านบาท และให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้ประกอบการภายในประเทศที่ผลิตเหล็กได้มาตรฐาน รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ” นายเอกนัฏ ระบุ
น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวเสริมว่า บริษัทฯ ดังกล่าวได้รับใบอนุญาตทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจาก สมอ. จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ เหล็กเส้นกลม มอก. 20-2559, เหล็กข้ออ้อย มอก. 24-2559 ชั้นคุณภาพ SD 40 ซึ่งจากการตรวจสอบในวันนี้ พบว่า มีเหล็กข้ออ้อย ขนาด DB 20 ชั้นคุณภาพ SD 40 ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ในรายการความยาว โดยมีขนาดสั้นกว่าที่มาตรฐานกำหนด ประมาณ 15-30 มิลลิเมตร
ซึ่งการกำหนดเกณฑ์ความยาวในมาตรฐาน เป็นการคุ้มครองให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ตรงตามการแสดงเครื่องหมายและฉลากของผู้ผลิต สมอ. จึงได้อายัดเหล็กข้ออ้อย ความยาว 10 เมตร จำนวน 9,320 เส้น น้ำหนักประมาณ 230 ตัน มูลค่าประมาณ 4.6 ล้านบาท รวมทั้งจะดำเนินคดีกับผู้ประกอบการรายนี้ให้ถึงที่สุด โทษฐานทำผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งสั่งให้บริษัทเรียกคืนเหล็กที่จำหน่ายออกไปแล้วกลับคืนมา หากไม่ดำเนินการ สมอ. ก็จะตามยึดอายัดที่วางจำหน่ายในท้องตลาดและดำเนินคดีตามกฎหมายในส่วนนี้ด้วย
น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวต่อว่า บริษัท เอบี สตีล จำกัด จะถูกดำเนินคดีความผิดฐานทำผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดฐานแสดงเครื่องหมายมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานจำหน่ายสินค้า ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ยังพบว่าโรงงานยังปฏิบัติในด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครบถ้วน อุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้วจึงมีคำสั่งให้บริษัท เอบี สตีล จำกัด ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วน โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 หากไม่ปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดจะยกระดับคำสั่งที่เข้มข้นขึ้น
(13 มี.ค. 68) รัฐบาลเวียดนาม ได้ประกาศแผนการที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านภาษาในประเทศ โดยจะมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในโรงเรียนทั่วประเทศ ภายในปี 2035 เป้าหมายหลักของโครงการคือการทำให้ เด็กทุกคนในเวียดนาม สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลเวียดนามได้เริ่มต้นโครงการนี้โดยการพัฒนาแผนการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมและมัธยม โดยจะมีการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงระดับการศึกษาขั้นสูง อีกทั้งยังมีการจัดอบรมและสนับสนุนให้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษมีความเชี่ยวชาญและสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เวียดนามตั้งเป้าหมายพัฒนาแรงงานที่มีทักษะ โดยการศึกษาภาษาอังกฤษจะไม่เพียงแค่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยว และการค้าในระดับสากล
การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา นี้จะช่วยให้ เยาวชนเวียดนาม สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความรู้จากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดงานที่มีการแข่งขันสูงและเป็นโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
การปฏิรูปการศึกษา ในเวียดนามนี้จะเป็นการยกระดับประเทศในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลคาดหวังว่าจะทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มี การแข่งขันด้านภาษา สูงในเอเชียและทั่วโลกภายในไม่กี่ปีข้างหน้า