Monday, 3 August 2026
Hard News Team

‘อีซูซุ’ เปิดศึก!! ‘เจ้าแห่งความเร็ว’ ISUZU ONE MAKE RACE 2025

(15 มี.ค. 68) กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์สปอร์ต จำกัด บริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด บริษัท ไพโอเนียร์ เอ็นจิเนียริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท ริซไวส์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัท บี.เจ.มอเตอร์พาร์ท จำกัด ร่วมกันระเบิดศึกอีซูซุ ดีแมคซ์ รวม 19 คัน เพื่อชิงตำแหน่งเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขัน ISUZU ONE MAKE RACE 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่น สุทธนารีนาถ พร้อมเงินรางวัลรวม 200,000 บาท

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “การแข่งขัน ISUZU ONE MAKE RACE เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง โดยเราได้จัดการแข่งขันกันมายาวนาน และต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ซึ่งการแข่งขันในทุกปีที่ผ่านมานั้นได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้ชมที่ติดตามการแข่งขัน และนักแข่งที่เลือกใช้ “อีซูซุ ดีแมคซ์” เป็นรถคู่ใจในการลงสนามประลองความเร็ว ในปีนี้จะมีการแข่งขันแยกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” จำนวน 12 คัน ซึ่งใช้เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 และ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 SUPER FULL RACE จำนวน 7 คัน รวม 19 คัน โดยมีนักดนตรีและนักแข่งอย่าง “โดม ราชนันทร์ คุณาริยานุกูล” และการกลับมาอีกครั้งของนักแสดงและนักแข่งชื่อดัง “แอนดรูว์ โคนินทร์” เข้าร่วมการแข่งขันในรุ่น ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” สำหรับไฮไลท์ในปีนี้พิเศษกว่าทุกครั้งเนื่องจากการแข่งขันจัดขึ้นในรูปแบบ “CITY STREET CIRCUIT” ถือเป็นครั้งแรกของ ISUZU ONE MAKE RACE ที่จะนำรถไปวิ่งแข่งขันในสนามเฉพาะกิจกลางเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยการแข่งขันจะจัดขึ้น อีก 2 สนาม คือ สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี และสนามแก่งกระจานเซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี พบกันครั้งแรกกับรถ Safety Car ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE ใหม่! ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ปรับแต่งความแรงแบบไร้ควัน ให้แรงม้าสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 515 นิวตันเมตร นอกจากนี้ขอแสดงความยินดีกับ คุณสุรชัย เพ็งผ่อง จากการคว้าแชมป์ ในรุ่น ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 UNLIMIT และ คุณปกรณ์ ธรรมโชติ ที่คว้าแชมป์ในรุ่น ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP “N” รับถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท จากการแข่งขัน ISUZU ONE MAKE RACE 2024 ด้วย”

ร่วมพิสูจน์ความมันส์และความแรงสะใจในรายการ “ISUZU ONE MAKE RACE 2025” เพื่อชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่า 200,000 บาท เริ่มการแข่งขันสนามแรกในวันที่ 28 – 30 มีนาคม 2568 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี และจะทำการแข่งขันแบบออนทัวร์เพื่อเก็บคะแนนในแต่ละสนาม และจัดลำดับผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อค้นหาที่สุดเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแห่งปี 2025

สำหรับกำหนดการแข่งขันทั้ง 6 สนาม ดังนี้
สนามที่ 1 วันที่ 28 – 30 มีนาคม 2568 สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 2 วันที่ 2 – 4 พฤษภาคม 2568 สนามเฉพาะกิจ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก อุตรดิตถ์
สนามที่ 3 วันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2568 สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 4 วันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 สนามแก่งกระจานเซอร์กิต เพชรบุรี
สนามที่ 5 วันที่ 3 – 5 ตุลาคม 2568 สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 6 วันที่ 12 – 14 ธันวาคม 2568 สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

รูปแบบการแข่งขัน ISUZU 3.0 PRODUCTION GROUP “N” 2025 รุ่นใหม่
การแข่งขันแบบ GROUP “N” ตามกติกาสากล บังคับให้ใช้เครื่องยนต์ที่เป็นมาตรฐานเดิมจากโรงงานผู้ผลิต แต่สามารถปรับเปลี่ยนช่วงล่าง เพิ่มเติมความสวยงาม เช่น ติดตั้งสปอยเลอร์หน้า เปลี่ยนฝากระโปรงแบบ VACUUM ซึ่งช่วยสร้างหลักอากาศพลศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของการเสริมประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างและเบรก เปลี่ยนเบรกทั้งคันเป็นแบบ DISC BRAKE 4 ล้อ ล้อหน้าเป็นคาลิปเปอร์แบบ 8 POT เปลี่ยนข8นาดล้อและยาง โช้คอัพ สปริงหน้าและแหนบ เพื่อให้เหมาะกับการแข่งขัน ทั้งหมดนี้เป็นการเน้นให้เห็นถึงสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ให้ความแรงมาตรฐานโรงงาน ปรับแต่งเพียงแค่ช่วงล่างและเบรก แต่ส่งผลให้รถแข่งมีสมรรถนะสูง ความเร็วต่อรอบเทียบเท่ารถแข่งที่มีแรงม้าสูง

รูปแบบการแข่งขัน “ISUZU ONE MAKE RACE 2025”
การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “ISUZU ONE MAKE RACE 2025” แต่ละสนามจะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ การควอลิฟายด์, การแข่งขัน RACE 1 และการแข่งขัน RACE 2

การควอลิฟายด์
จะมีขึ้นในวันเสาร์เช้า เป็นการจับเวลาแบบ HOT LAP โดย แข่งขันแยกเป็น 2 รุ่น 2 เรซ คือ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 PRODUCTION GROUP "N" และ ISUZU ONE MAKE RACE 3.0 SUPER FULL RACE การจับเวลาและแบ่งกลุ่มจะทำให้นักแข่งสามารถแข่งขันในรุ่นของตนเองได้เต็มที่ ทำให้การแข่งขันเข้มข้นเร้าใจในทุกช่วงเวลา

การแข่งขัน RACE 1
จะมีขึ้นในวันเสาร์ช่วงบ่าย ลำดับ START ตามผลการจัดลำดับเวลา และผลการแข่งขันใน RACE 1 จะเป็นการจัดอันดับออก START ใน RACE 2 ของวันอาทิตย์ จะมีคะแนนเก็บให้ตามลำดับที่เข้าแข่งขัน

การแข่งขัน RACE 2
จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ ลำดับ START จะเป็นแบบ Reverse Grid ผลการแข่งขันยังคงรับถ้วยตามกลุ่มการควอลิฟายด์ RACE 2 นี้จะเป็นการตัดสินในการรับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล (เงินรางวัลรับตามอันดับ OVERALL)

มายเหตุ
- รถแข่งทุกคัน จะต้องจอดรวมอยู่ในสถานที่ที่จัดไว้ให้เท่านั้น
- หลังจบการแข่งขันทุกครั้ง รถที่มีตำแหน่งจะถูกตรวจสภาพ
- กรณีที่ซีลและมาร์คเครื่องหมายต่าง ๆ หลุดลอก จะต้องทำการตรวจสภาพใหม่ทั้งหมด

‘จอห์นส์ ฮอปกินส์’ ปลดพนักงานกว่า 2,000 ตำแหน่ง ภายหลังที่ ‘รัฐบาลทรัมป์’ ตัดงบ ‘USAID’ มหาศาล

(15 มี.ค. 68) มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ประกาศปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสถาบัน หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ตัดงบประมาณจาก สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) ไปกว่า 800 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้โครงการวิจัยและพัฒนาระดับโลกหลายโครงการต้องปิดตัวลง

การปลดพนักงานครั้งนี้กระทบ พนักงานนานาชาติถึง 1,975 คนใน 44 ประเทศ และอีก 247 ตำแหน่งในสหรัฐฯ ขณะที่พนักงานอีก 100 คนถูกลดชั่วโมงการทำงาน หรือถูกพักงานโดยไม่มีกำหนด ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางงบประมาณที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน

"นี่เป็นวันที่ยากลำบากสำหรับชุมชนของเรา" มหาวิทยาลัยระบุในแถลงการณ์ พร้อมย้ำว่า การตัดงบประมาณของ USAID ทำให้ต้องยุติภารกิจสำคัญที่เคยช่วยเหลือผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโครงการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก การป้องกันโรคระบาด การพัฒนาระบบน้ำสะอาด รวมถึงความพยายามด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ ที่เคยเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร

ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่การสูญเสียตำแหน่งงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาควิชาสำคัญหลายแห่งของมหาวิทยาลัย รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ศูนย์โครงการสื่อสารด้านสุขภาพ (Center for Communication Programs) และ Jhpiego องค์กรด้านสุขภาพมารดาและการป้องกันโรค

ผลพวงจากแนวทางบริหารรัฐบาลทรัมป์

การปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการผลักดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดขนาดรัฐบาลกลาง โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่งประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ว่ารัฐบาลทรัมป์จะ ยกเลิก 83% ของโครงการภายใต้ USAID และเตรียมโอนภารกิจที่เหลือไปอยู่ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศ

จอห์นส์ ฮอปกินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก ได้รับงบประมาณมากถึง 50% จากการทำงานร่วมกับรัฐบาลกลาง และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นกำลังหลักในการดำเนินโครงการวิจัยด้านสุขภาพระหว่างประเทศ

โรนัลด์ แดเนียลส์ อธิการบดีมหาวิทยาลัย ได้ส่งข้อความถึงบุคลากรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เตือนว่าการตัดงบประมาณครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อ งบประมาณ บุคลากร และโครงการต่าง ๆ โดยระบุว่ามหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างกระบวนการยุติโครงการที่ได้รับทุนจาก USAID ในบัลติมอร์และระดับนานาชาติ

“จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เราจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายข้างหน้า” แดเนียลส์กล่าว พร้อมย้ำว่า “เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปรับลดขนาดโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและงบประมาณที่เปลี่ยนแปลงไป”

วงการการศึกษาสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความไม่แน่นอน

นอกจากจอห์นส์ ฮอปกินส์แล้ว มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วสหรัฐฯ กำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเงินทุนรัฐบาลกลางภายใต้การบริหารของทรัมป์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มหาวิทยาลัยโคลัมเบียสูญเสียเงินทุน 400 ล้านดอลลาร์ หลังจากรัฐบาลทรัมป์ระงับสัญญาและโครงการต่าง ๆ โดยอ้างเหตุผลว่ามหาวิทยาลัย "ล้มเหลวในการจัดการปัญหาการต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย"

ขณะเดียวกัน สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยด้านสุขภาพ ได้ลดเพดานงบประมาณที่มหาวิทยาลัยสามารถขอรับสำหรับค่าใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารและการบำรุงรักษา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อาจส่งผลกระทบต่อสถานะของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำด้านการวิจัยระดับโลก

สถานการณ์นี้นำไปสู่การยื่นฟ้องร้องของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมถึงจอห์นส์ ฮอปกินส์ ที่ต้องการระงับการตัดงบประมาณจาก NIH ผ่านกระบวนการศาล

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลขหรือการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่สะท้อนถึง แนวโน้มของรัฐบาลทรัมป์ที่จะลดบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีความช่วยเหลือระหว่างประเทศ และหันมาให้ความสำคัญกับแนวทางบริหารที่มุ่งลดค่าใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก

นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ยุคแห่งความมั่นคงด้านงบประมาณของวงการศึกษาสูงและงานวิจัยระดับโลกอาจกำลังสิ้นสุดลง

‘จีน’ เตือน!! พร้อมใช้กำลัง ‘ขั้นเด็ดขาด’ หากกองกำลัง 'เอกราชไต้หวัน' ล้ำเส้นแดง

(15 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เฉินปินหัว โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าหากกองกำลังแบ่งแยกดินแดน ‘เอกราชไต้หวัน’ ยั่วยุ กดดัน หรือก้าวล้ำเส้นแดง ย่อมจะมีการดำเนินการตอบโต้ขั้นเด็ดขาด

เฉินตอบคำถามที่ว่ารายงานการปฏิบัติงานของรัฐบาล ปี 2025 ซึ่งเน้นย้ำการเดินหน้ากิจการรวมชาติของจีนอย่างแน่วแน่โดยปราศจากการระบุถึง "การรวมชาติอย่างสันติ" บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงจุดยืนของแผ่นดินใหญ่หรือไม่

เฉินกล่าวว่าหลักการรวมชาติอย่างสันติและ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" เป็นนโยบายพื้นฐานของจีนในการแก้ไขปัญหาไต้หวัน นี่เป็นแนวทางอันดีที่สุดในการบรรลุการรวมชาติข้ามช่องแคบไต้หวัน และตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชนชาวจีนบนสองฝั่งช่องแคบและชาติจีนทั้งหมด

จีนพร้อมดำเนินความพยายามอย่างเต็มที่ด้วยความจริงใจอย่างยิ่งยวดเพื่อแสวงหาการรวมชาติอย่างสันติ ทว่าสถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวันในปัจจุบันนั้นซับซ้อนและตึงเครียด เนื่องจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) สมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังภายนอกเพื่อแสวงหา "เอกราช"

นอกจากนั้นจีนมีความมุ่งมั่น ความเชื่อมั่น และความสามารถในการสกัดกั้นความพยายามแบ่งแยกดินแดนทุกรูปแบบอันมุ่งสู่ "เอกราชไต้หวัน" คุ้มครองอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ และเดินหน้าการรวมชาติอย่างแน่วแน่

‘ฮุนได’ ปักหมุดอุบล!! ผุดโชว์รูม ‘ฮุนได ดี ออโต้’ รองรับการเติบโต!! ตลาดรถยนต์ในภาคอีสาน

(15 มี.ค. 68) บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขยายบริการสู่ระดับภูมิภาคตามกลยุทธ์ธุรกิจปี 2568 เปิดตัวโชว์รูม ฮุนได ดี ออโต้ อุบลราชธานี รองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ในภาคอีสาน พร้อมมอบประสบการณ์ลูกค้าระดับสากลบนมาตรฐาน Global Dealership Space Identity (GDSI 2.0) ด้วยดีไซน์โชว์รูมที่ครบครันด้วย 3 S Sale, Service, Spare parts โดยเตรียมพร้อมการบริการหลังการขายโดยทีมช่างผู้ผ่านการอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งกลุ่มรถยนต์สันดาปและรถไฟฟ้า

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การขยายเครือข่ายโชว์รูมคือกลยุทธ์หลักของฮุนไดในการเสริมสร้างการเติบโตที่มั่นคงในประเทศไทย ซึ่งอุบลราชธานีถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพสูง เราจึงต้องการให้ลูกค้าในพื้นที่นี้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงยกระดับศักยภาพด้านการขาย หากยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการมอบบริการระดับพรีเมียมและการดูแลหลังการขายที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าในเมืองไทย” 

โชว์รูม ฮุนได ดี ออโต้ อุบลราชธานี มีพื้นที่กว้างขวางพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกลูกค้าในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงอย่างครบวงจร ศูนย์บริการมาตรฐานขนาดพร้อมรองรับปริมาณงานซ่อมได้มากกว่า 3,000 คันต่อปี ดำเนินงานโดยทีมงานฝ่ายขายและช่างเทคนิคที่ได้รับการฝึกอบรมระดับมืออาชีพ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับบริการหลังการขายในภูมิภาค

นายปัณณพัฒน์ เลาหเธียรประธาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี ออโต้ อุบลราชธานี กล่าวว่า “พร้อมให้บริการลูกค้าในภาคอีสานด้วยมาตรฐานโชว์รูมและศูนย์บริการ เรามีทีมงานที่พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดด้วยประสบการณ์การดำเนินธุรกิจกว่า 30 ปี ให้แก่ลูกค้า ตั้งแต่การเลือกซื้อรถ ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ครบวงจร

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าทุกคน และพร้อมขับเคลื่อนฮุนไดให้เป็นแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำที่ลูกค้าในประเทศไทยให้ความเชื่อมั่นสูงสุด”

น้องนักเรียน เป็นปลื้ม!! ได้เจอ ‘องคมนตรีลุงตู่’ ขณะมาตรวจเยี่ยมโรงพยาบาล รีบเข้าไป!! ขอถ่ายรูปเซลฟี่ ก่อนส่งให้แม่ ด้วยความประทับใจ ในความเป็นกันเอง

(15 มี.ค. 68) เพจ ‘ขนมหวาน คอฟฟี่’ ได้โพสต์ข้อความประทับใจ เกี่ยวกับ ‘ลุงตู่’ โดยมีใจความว่า …

ส่งรูปมาให้แม่ดู บอกว่าหนูดีใจมากค่ะแม่ที่ได้เซลฟี่กับลุงตู่ค่า ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ประธานกรรมการ และคณะ ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ 12 มีนาคม 2568

‘จีน’ เนรเทศ!! สองนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ‘ถ่ายรูปโชว์ก้น’ บนกำแพงเมืองจีน

(15 มี.ค. 68) นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นวัย 20 ปีเศษ 2 คนถูกทางการจีนควบคุมตัวนาน 2 สัปดาห์ก่อนจะเนรเทศ หลังทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ‘เปิดบั้นท้าย’ ถ่ายรูปบนกำแพงเมืองจีนNTV และสื่ออื่นๆ ของญี่ปุ่นรายงานว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนกำแพงเมืองจีนซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกใกล้ๆ กรุง

ปักกิ่ง โดยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้ถอดกางเกงโชว์บั้นท้าย และมีผู้หญิงอีกคนถ่ายรูปให้

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นแถลงว่า “สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศจีนยืนยันเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ว่ามีพลเมืองญี่ปุ่น 2 คนถูกทางการจีนควบคุมตัวที่กำแพงเมืองจีน”

“พวกเขาได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา และเดินทางกลับญี่ปุ่นในช่วงเดือน ม.ค.

ด้านสถานทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่งยังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อสื่อในประเด็นนี้

แหล่งข่าวเผยว่า นักท่องเที่ยวทั้ง 2 คนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจีนควบคุมตัวในที่เกิดเหตุ และถูกกักตัวอยู่เป็นเวลา 2 สัปดาห์

รายงานระบุว่า นักท่องเที่ยวคู่นี้บอกกับทางสถานทูตญี่ปุ่นว่าพวกเขาทำลงไปเพราะความ “คึกคะนอง”

ทั้งนี้ การเปลือยร่างกายท่อนล่างในที่สาธารณะถือว่าผิดกฎหมายจีน

ข่าวดังกล่าวได้จุดกระแสความไม่พอใจในจีน ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังจดจำภาพความโหดร้ายในสมัยที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกยึดครองจีนในช่วงทศวรรษ 1930-40

แฮชแท็ก “ชายและหญิงชาวญี่ปุ่นถูกจับเพราะทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนกำแพงเมืองจีน” มียอดเข้าชมมากกว่า 60 ล้านครั้งบน weibo โดยคอมเมนต์ยอดนิยมส่วนใหญ่เป็นการตำหนินักท่องเที่ยวทั้งสอง และมีบางคนที่ใช้ถ้อยคำเกลียดชังต่อชาวญี่ปุ่นคู่นี้

เฉิน อี้เทียน (Chen Yitian) นักแสดงชาวจีนซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 7 ล้านคนใน weibo โพสต์ประณามนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นว่า “ทำเรื่องน่าอับอายบนกำแพงเมืองจีนของผม” ขณะที่ชาวเน็ตบางรายถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลจีนสั่งห้ามชาวญี่ปุ่นทั้งหมดเข้าประเทศ

จเรตำรวจแห่งชาติเดินหน้าลุยต่อ ร่วมกับทางการกัมพูชาปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยขายชาติ

วันนี้ (15 มีนาคม 2568) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เดินทางไปประเทศกัมพูชา เข้าหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงาน กสทช. ของประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 13 - 14 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ขอบคุณทางการกัมพูชา ที่กวาดล้างแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์คนไทยในปอยเปต จำนวน 119 คน และได้แจ้งทางกัมพูชาให้ทราบถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มคนไทยเหล่านี้ รวมทั้งหารือในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานในฝั่งกัมพูชาเพื่อมาดำเนินคดีในฝั่งไทย

2. การแลกเปลี่ยนข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทย ที่ลักลอบตั้งอยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมกันปราบปรามและส่งตัวคนไทยเหล่านี้มาดำเนินคดีในข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในไทยให้เด็ดขาด และให้หมดไปภายในปีนี้

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การมาหารือในครั้งนี้ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในการทำงานร่วมกันระหว่างสองประเทศ  และการที่คนไทยแอบลักลอบข้ามช่องธรรมชาติแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา ไปตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฝั่งประเทศกัมพูชา มีวัตถุประสงค์เพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมายไม่ให้ถูกดำเนินคดี โดยกลุ่มคนไทยขายชาติเหล่านี้จะมาหลอกลวงเฉพาะคนไทยแต่ไม่ไปหลอกลวงประชาชนชาวกัมพูชา  โดยเมื่อถูกทางการกัมพูชาทลายแก๊งจับกุม จะถูกดำเนินคดีเพียงแค่ข้อหาหลบหนีเข้าเมือง หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษที่น้อยมาก เนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยไม่ได้หลอกคนกัมพูชาแต่หลอกเฉพาะคนไทย ความผิดไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชา และเมื่อส่งกลับมาไทย กลุ่มคนไทยขายชาติเหล่านี้จะโกหกและอ้างว่าถูกบังคับขู่เข็ญให้ทำงาน อ้างว่าตนเองเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ เพื่อจะทำให้ไม่ต้องถูกดำเนินคดีในไทย 

จากการใช้ช่องว่างดังกล่าว ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีความย่ามใจไม่เกรงกลัวกฎหมาย โทรหลอกคนไทยเป็นจำนวนมาก ไม่จำกัดชนชั้น เพศ วัย เปิดหน้าวิดีโอคอล มีแม้กระทั่งการต่อว่ารุนแรง เยาะเย้ยซ้ำเติมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ รวมทั้งการซ้ำเติมส่งพวงหรีด หรือพูดจาดูถูกกับญาติของผู้เสียชีวิต ที่ฆ่าตัวตายจากการสูญเสียทรัพย์สินจากการหลอกลวงของคนไทยขายชาติเหล่านี้

จากการดำเนินคดีในข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกับคนไทย จำนวน 115 คน จากทั้งหมด 119 คน ที่ทางการกัมพูชาจับกุมทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยที่ปอยเปต ในข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อั้งยี่ ซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกง นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมทั้งการยึดทรัพย์ นับเป็นก้าวประวัติศาสตร์ เป็นครั้งแรกที่สามารถดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซนเตอร์ในข้อหาที่หนักมีโทษจำคุกถึง 15 ปี ไม่ให้กลุ่มคนไทยขายชาติเหล่านี้อาศัยข่องว่างทางกฎหมาย กล่าวอ้างการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์อีกต่อไป


นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทุ่มเททรัพยากร ทั้งในด้านกำลังพล งบประมาณ ในการดูแลไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีก รวมทั้งปราบปรามให้หมดไปจากสังคมไทย และร่วมกับทางการกัมพูชาในการนำคนไทยขายขาติเหล่านี้มาดำเนินคดีที่ไทยให้หลาบจำ และไม่ให้ใครนำมาเป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป
 

ม.รังสิต ผนึกกำลัง 2 สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES - SPUTNIK ระดมผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดความรู้พัฒนาวงการสื่อสารมวลชนยุค AI

ครั้งแรกในประเทศไทย กับการผนึกกำลังของ 2 หน่วยงานด้านสื่อออนไลน์ ระหว่างสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES จากประเทศไทย กับ สำนักข่าว SPUTNIK ของรัสเซีย พร้อมด้วยวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัดสัมมนา THE FUTURE JOURNALISM 2025 'AI กับ สื่อสารศาสตร์ยุคใหม่' ร่วมขับเคลื่อนวงการสื่อสารมวลชนไทย

(14 มี.ค. 68) ผศ.ดร. สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า อย่างที่เราทราบกันดีว่า AI ได้เข้ามามีบทบาทการทำงานในโลกของสื่อยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้จากสื่อชั้นนำระดับโลก รวมถึงสื่อไทย ได้นำเทคโนโลยีด้าน AI มาช่วยประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน รวมไปถึงขั้นที่นำไปสร้างคอนเทนต์ข่าวกันอย่างแพร่หลาย ในวันนี้ เราจะมาร่วมกันเสริมความรู้และแนวทางในการนำเสนอข่าวสารยุคใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นถึงทิศทางการนำเสนอข่าวสารในโลกยุค AI ที่ต้องรู้เท่าทัน เพราะมีความหลากหลายและซับซ้อนในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในการเสนอข่าวสารและการรับรู้ข่าวสาร

ด้าน ฯพณฯ นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประจำราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในวิธีการสร้างเผยแพร่และบริโภคข้อมูล ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้นำมาซึ่งโอกาสใหม่ที่น่าทึ่ง  แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายที่สำคัญต่อความจริง ความเป็นกลางและจริยธรรมของสื่อมวลชนการเติบโตของสื่อที่สร้างข้อมูลด้วย ai ได้เปิดขอบเขตใหม่ในการเข้าถึงข้อมูล

อย่างไรก็ตามเราไม่ควรมองข้ามภัยคุกคามที่มากับความก้าวหน้าดังกล่าวการแพร่ระบาดของข่าวปลอมวิดีโอที่ใช้เทคโนโลยี deepfakes และการใช้ระบบอัลกอริทึมในการกำหนดเนื้อหาข่าวท้าทายความสามารถของเราที่จะแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและเรื่องที่แต่งขึ้น 

ทั้งนี้ ในยุคที่ข้อมูลเท็จแพร่กระจายได้เร็วกว่าที่เคยเป็นมาบทบาทของนักข่าวและผู้แสวงหาความจริงจึงมีความสำคัญมากกว่าครั้งไหน ๆ หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่เราต้องเผชิญในวันนี้คือการใช้ข้อมูลเป็น อาวุธ ข่าวปลอมไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของข้อผิดพลาดอีกต่อไปแต่มันได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ใช้ในการกำหนดมุมมองมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของสาธารณะและบิดเบือนความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวอย่าง เช่น เทคโนโลยี deepfakes ที่ขับเคลื่อนด้วย ai สามารถปลอมแปลงคำพูดของผู้นำโลกบิดเบือนบันทึกทางประวัติศาสตร์และสร้างการบิดเบือนเหตุการณ์ปัจจุบันซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่อการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเสถียรภาพของสังคม

นอกจากนี้เราต้องยอมรับถึงอิทธิพลของสื่อกระแสหลักจากโลกตะวันตกที่ครอบงำการกำหนดกรอบเนื้อหาในระดับสากลหลายครั้งที่เหตุการณ์ระหว่างประเทศถูกนำเสนอผ่านมุมมองเพียงด้านเดียวโดยละเลยความหลากหลายของมุมมองที่มีอยู่ในโลกที่มีหลายขั้วทางอำนาจ  การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งเศรษฐกิจและการเมืองโดยสื่อกระแสหลักของตะวันตกมักจะสร้างความไม่สมดุลในการรับรู้ของผู้ชม สื่อสารมวลชนจึงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมความหลากหลายและการเปิดกว้างต่อมุมมองที่แตกต่างกันเพื่อให้เกิดสังคมโลกที่ได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน

“รัสเซียให้ความสำคัญกับหลักการอธิปไตยทางสื่อและความจำเป็นในการมีมุมมองทางเลือกมาโดยตลอด เราเชื่อว่า หาก ai ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์จะสามารถช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางสื่อได้ โดยช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้แนวคิดต่างๆไหลเวียนอย่างเสรี แต่การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักข่าว นักวิชาการ และภาครัฐที่ต้องร่วมมือกันกำหนดแนวทางด้านจริยธรรมสำหรับการใช้เอไอในวงการสื่อมวลชน พร้อมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้นและส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อเพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองจากข้อมูลเท็จได้ ขณะที่เรากำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการสื่อสาร เราต้องยึดมั่นในความถูกต้องความรับผิดชอบและความเป็นธรรม อนาคตของสื่อสารมวลชนขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการปกป้องความจริงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว” 

นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเราอย่างมาก รวมทั้งในวงการสื่อสารมวลชนด้วย ดังจะเห็นได้จากการเขียนบทความหรือเขียนข่าว เริ่มใช้ AI กันมากขึ้น แม้บทบาทการตัดสินใจเลือกประเด็นข่าวและกำรตรวจทานเนื้อหา ยังคงเป็นหน้าของบรรณาธิการ แต่กระบวนการเขียน โครงสร้างของบทความล้วนขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI แทบทั้งสิ้น

รวมถึงกระบวนการคัดเลือกและจัดเรียงพาดหัวข่าวด้วย ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการสื่อ พบว่า สื่อไทยเปิดรับและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี AI ได้ค่อนข้างไวกว่าประเทศรอบข้าง ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจล่าสุดที่สะท้อนมุมมองในแง่ดีของการนำ AI มาใช้ โดยผลสำรวจความคิดเห็นของนักข่าว 70 คนใน 4 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และไทย พบว่านักข่าวส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการนำ AI มาใช้ในวงการสื่อโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีระดับการยอมรับและปรับตัวสูงถึง 95% เป็นรองแค่เพียงเวียดนามเท่านั้นที่ให้การยอมรับถึง 100% โดยผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นสื่อในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า AI ส่งผลดีต่องานของตนถึง 84% ขณะที่ 4% มองว่าไม่มีผลใด ๆ และ 12% มองในแง่ลบ

ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งที่นักข่าวไทยมีอัตราการมอง AI ในแง่บวกสูงอาจเป็นเพราะสื่อไทยใช้ภาษาไทยเป็นหลักจึงเกิดความรู้สึกว่า AI อาจคุกคามการทำงานของตนน้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค สวนทางกับฟิลิปปินส์ที่มีอัตราการมองในแง่บวกต่ำสุดและมองในแง่ลบสูงสุดเนื่องจากสื่อท้องถิ่นใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลายนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการนำเสนอเทคโนโลยีข่าวสารด้วย AI  ได้นำไปสู่ปัญหาหลายประการที่กระทบต่อหลักจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อร้ายแรง ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในต่างประเทศ เช่น ข้อมูลผิดพลาด คำนวณเลขผิดพลาด ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะ สมลอกเลียนเนื้อหาจากสำนักข่าวอื่นโดยไม่ใส่ที่อย่างชัดเจน เป็นต้น ดังนั้นความสามารถเฉพาะทางของมนุษย์ยังคงมีความสำคัญและถึงแม้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในวงการสื่อสารมวลชนมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถมาทดแทนศักยภาพของมนุษย์ไปได้ โดยเฉพาะในด้านความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจเชิงจริยธรรมการปรับตัวและพัฒนาทักษะให้เข้ากับยุค AI จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ทำงานในวงการสื่อเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง

ด้านนายวินท์ สุธีรชัย กรรมการปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในฐานะอยู่ทั้งในแวดวงการเมืองและธุรกิจ มองว่า โลกของข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันก้าวไปเร็วไปมากและเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง และที่สำคัญมีทั้งข่าวจริงและข่าวปลอม นั่นจึงเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ที่รับข้อมูลข่าวสารต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรับรู้ข้อมูล ต้องกรองข่าวนั้นให้ดีก่อนจะเชื่อ อย่าเพิ่งไปเชื่อสิ่งที่เราเห็นในครั้งแรก ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องจริง หรือเป็นสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมาเป็นข่าวลวง จากนั้นจึงจะเป็นขั้นต่อไปว่า จะเผยแพร่ต่อหรือนำไปเตือนไปใช้อย่างไรต่อไป 

ขณะที่ นายวาซิลี พุชคอฟ ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของสำนักข่าว SPUTNIK กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมการผลิตข่าวสารในปัจจุบันมีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะการที่เทคโนโลยียิ่งมีความรวดเร็วทันสมัยยิ่งทำให้สำนักข่าวต่างๆ ต้องปิดตัวไปจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่าน ขณะที่ สำนักข่าว Sputnik เอง ได้พัฒนาตัวเองมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีทั้งเว็บไซต์และโมบาย แอปพลิเคชัน และมีการแปลไปถึง 30 ภาษา 

และหากมองถึงในแง่การพัฒนาอุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสาร เทียบประเทศไทยกับรัสเซีย จะเห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้า แต่ก็ยังมีความเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่บ้าง ดังที่เห็นได้จากการยังคงมีหนังสือพิมพ์อยู่ ในขณะที่ในมอสโกแทบจะไม่มีหนังสือพิมพ์วางขายแล้ว โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์โควิดที่สำนักพิมพ์เกือบทั้งหมดยุติการพิมพ์ไปแล้ว

หรือแม้กระทั่งโทรทัศน์ก็แทบจะไม่ดูกันแล้วในรัสเซีย โดยหันมาใช้โปรแกรม Telegram ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างแพร่หลาย เพราะฉะนั้น ในวงการสื่อสารมวลชนแทบจะไม่มีอะไรแน่นอน และอาจจะไม่คุ้มค่าในการลงทุนใหม่ๆ ในวงการสื่อ อีกทั้งยังพบว่า AI เป็นความท้าทาย โดยเฉพาะการใช้ทำข่าวปลอม ซึ่งหลาย ๆ ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ถ้ามองโลกในแง่ดีก็คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ ๆ แต่หากมองในแง่ร้าย ก็ต้องยอมรับว่า สิ่งนี้กำลังจะทำลายวงการสื่อสารมวลชนได้เช่นเดียวกัน

“สำหรับในส่วนของการนำเสนอข่าวของ Sputnik นั้น จะมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนจะนำเสนอข่าวออกไป โดยยึดมั่นในข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญ โดยบรรณาธิการข่าวแต่ละคนจะต้องตระหนักในเรื่องเหล่านี้ เพื่อป้องกันการนำเสนอข่าวปลอมที่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นๆ และจะต้องไม่รับฟังแค่ข่าวด้านเดียว ต้องฟังอย่างรอบด้านก่อนจะนำเสนอออกไป และแม้ว่า AI อาจจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่ออย่างหนัก แต่เชื่อว่าสิ่งที่มนุษย์เหนือกว่า ก็คือการปรับตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้เป็นอย่างดีมาตลอด”

ทรัมป์ขู่เก็บภาษี 200% แอลกอฮอล์นำเข้าจากยุโรป ฝรั่งเศสไม่ยอมจำนนเตรียมปะทะทางการค้า เพื่อปกป้องไวน์และแชมเปญ

(14 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์  ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ที่จะเก็บภาษี 200% จากไวน์ แชมเปญ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ที่นำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) เนื่องจากสหภาพยุโรปไม่ยกเลิกการเก็บภาษี 50% ต่อสุรานำเข้าจากสหรัฐฯ

การตอบโต้ทางการค้านี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษี 25% ต่อการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 ส่งผลให้สหภาพยุโรป ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 26,000 ล้านยูโร (ราว 949.78 พันล้านบาท) ซึ่งรวมถึงวิสกี้และเหล้าเบอร์เบิน

ทรัมป์ระบุว่า หากยุโรปไม่ยกเลิกภาษีดังกล่าว สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 200% ต่อไวน์ แชมเปญ และผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ทั้งหมดจากฝรั่งเศสและประเทศสมาชิก EU อื่นๆ เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่ามาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจไวน์และแชมเปญในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไวน์และสุราของยุโรป รวมถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่อาจต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น

โดยตลาดหุ้นยุโรปได้รับผลกระทบจากข่าวดังกล่าว หุ้นของบริษัทผู้ผลิตไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ เช่น LVMH, Pernod Ricard และ Rémy Cointreau ต่างปรับตัวลดลงกว่า 3% หลังมีข่าวเกี่ยวกับมาตรการภาษีของทรัมป์

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาทางออกที่ตกลงกันได้ อาจนำไปสู่สงครามการค้าที่ขยายวงกว้างและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของฝรั่งเศส โลรองต์ แซงต์-มาร์แตง ประณามการกระทำของทรัมป์ โดยระบุว่าฝรั่งเศสจะไม่ยอมจำนนต่อคำขู่และจะปกป้องอุตสาหกรรมของตน

“ฝรั่งเศสจะไม่ยอมจำนนต่อคำขู่ดังกล่าว และเราจะปกป้องอุตสาหกรรมของเราอย่างเต็มที่ การกระทำของสหรัฐฯ ไม่เป็นที่ยอมรับ และเราพร้อมที่จะตอบโต้ด้วยมาตรการที่เหมาะสม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของฝรั่งเศส กล่าว 

โฆษกฝ่ายการค้าของคณะกรรมาธิการยุโรป โอลอฟ กิล เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมทันที และแสดงความพร้อมที่จะเจรจาเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

“ภาษีเหล่านี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสีย เราควรจะมุ่งเน้นที่การเก็บภาษีที่สร้างประโยชน์ทั้งสองฝ่ายดีกว่า” นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยว่าสหภาพยุโรปกำลังเตรียมหารือกับสหรัฐฯ ทางโทรศัพท์ในเร็ว ๆ นี้ นายโอโลฟ กิลล์ โฆษกด้านการค้าของคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าว

อิหร่าน-รัสเซีย-จีน หารือนิวเคลียร์ที่ปักกิ่ง เตรียมเดินเกมใหม่บนเวทีโลก ท้าทายแรงกดดันจากสหรัฐฯ

(14 มี.ค. 68) สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า นักการทูตระดับสูงจากอิหร่าน รัสเซีย และจีน ได้ประชุมหารือร่วมกันที่กรุงปักกิ่ง เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การประชุมครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่อิหร่านปฏิเสธคำเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้อิหร่านกลับมาเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์

นายคาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน และนายเซอร์เกย์ รยาบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ได้เข้าร่วมการประชุมสามฝ่ายนี้ โดยมีนายหม่า เจ้าโซ่ว ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เป็นประธานการประชุม การหารือครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และประเด็นอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

“ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรมีพันธะในการขจัดสาเหตุหลักของสถานการณ์ปัจจุบัน และละทิ้งแรงกดดันในการคว่ำบาตรและการคุกคาม” หม่า จ้าวซู่ รองรัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าว

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการหารือแบบวงปิดเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ส่งจดหมายถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เพื่อเสนอการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ พร้อมระบุว่า “การจัดการกับอิหร่านมีเพียง 2 ทางเลือก คือ ใช้กำลังทหาร หรือทำข้อตกลงเท่านั้น”

ทว่าประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนแห่งอิหร่าน ยืนยันว่าจะไม่ยอมเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้การถูก “ข่มขู่” และไม่มีทางยอมทำตาม “คำสั่ง” ของสหรัฐฯ ที่บีบให้ต้องเจรจา

“มันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ที่พวกเขาจะมาบอกว่า เรากำลังออกคำสั่งให้คุณอย่าทำสิ่งนี้ อย่าทำสิ่งนั้น หรือเราควรทำสิ่งนี้ ผมจะไม่เจรจาใด ๆ กับคุณ เอาเลย ทำอะไรที่น่ารังเกียจตามที่คุณต้องการ” ประธานาธิบดีมาซูด กล่าว

ทั้งนี้ จีนและอิหร่านได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน เพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายกลับคืนสู่โต๊ะเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อีกครั้ง

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างอิหร่าน รัสเซีย และจีน ในการแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และความพยายามในการหาทางออกที่สันติและยั่งยืนสำหรับประเด็นที่ซับซ้อนนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top