Monday, 3 August 2026
Hard News Team

องค์การอนามัยโลกเผยจำนวนผู้ป่วยโรคหัดพุ่ง ยูนิเซฟชี้เป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 25 ปี

(14 มี.ค. 68) องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) เปิดเผยข้อมูลที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์โรคหัดในภูมิภาคยุโรป โดยพบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหัด เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ในปี 2567 ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบกว่า 25 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2540

การวิเคราะห์โดยองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหัดที่รายงานในภูมิภาคยุโรป เพิ่มขึ้นเป็น 127,352 รายในปี 2567 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากจำนวนที่รายงานในปีก่อนหน้า

“โรคหัดกลับมาอีกแล้ว และเป็นการเตือนสติให้ตื่นตัว หากไม่มีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูง ก็ไม่มีหลักประกันสุขภาพ” ดร. ฮันส์ พี. คลูเก้ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปของ WHO กล่าวในแถลงการณ์

รายงานจากทั้งสององค์กรระบุว่า การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหัดในยุโรปเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการลดลงของอัตราการฉีดวัคซีนในบางประเทศ รวมถึงความท้าทายในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลให้เด็กและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงไม่ได้รับการป้องกันที่เพียงพอจากโรคหัด

ทาง WHO และยูนิเซฟได้เรียกร้องให้ทุกประเทศในยุโรปเร่งดำเนินการเพิ่มการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคหัด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจตกเป็นเป้าหมายของโรคนี้ นอกจากนี้ยังมีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน

ทั้งนี้ โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน และการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยในยุโรปครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างการเข้าถึงวัคซีนในพื้นที่ที่ยังมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เพื่อป้องกันการระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

‘ศุภชัย’ ยก ศาสตร์พระราชา-เศรษฐกิจพอเพียง Soft Power ที่แท้จริง ย้ำหลัก 'พอเพียง รู้เท่าทัน มีภูมิคุ้มกัน' เป็นสูตรการพัฒนาที่ยั่งยืน

‘ดร.ศุภชัย‘ ยกศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียงคือ Soft Power ที่แท้จริงของไทย พร้อมย้ำหลัก 'พอเพียง รู้เท่าทัน มีภูมิคุ้มกัน' เป็นสูตรการพัฒนาที่ยั่งยืนที่โลกยอมรับ

ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษฐานเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการผลักดัน Soft Power โดยเห็นว่า Soft Power ที่แท้จริงและทรงพลังของไทยไม่ใช่เพียงแค่มวยไทย หรืออาหารไทย แต่คือศาสตร์พระราชาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการยอมรับในเวทีระดับโลก

"หัวใจของ Sustainable Development คือ Sufficiency Economy ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นี่คือ Soft Power ของไทยที่แท้จริง" ดร.ศุภชัย กล่าว

ปรัชญานี้ได้รับการยอมรับจากองค์การนานาชาติ โดยเฉพาะในเวทีสหประชาชาติ ในช่วงที่เป็นเลขาธิการ UNCTAD ได้พยายามผลักดันหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเวทีการประชุมระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าหัวใจของเศรษฐกิจที่ยั่งยืนคือเศรษฐกิจพอเพียง และก็ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยเฉพาะการที่สหประชาชาติยกย่องให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวัน World Soil Day หรือวันดินโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในความเชี่ยวชาญของไทยในเวทีระดับโลก

"ความรู้เรื่องดินของเรามาจากพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เรานี่ที่หนึ่งในโลกเลย บางประเทศในแอฟริกาก็เคยมาขอให้ไทยไปช่วย" ดร.ศุภชัย กล่าว

นิยาม Soft Power ที่แท้จริงดร.ศุภชัย กล่าวว่าความหมายที่แท้จริงของ Soft Power 'Soft Power' คือการที่คุณมีอำนาจที่ไปหว่านล้อมคนอื่นได้ โดยที่คุณไม่ต้องใช้อะไรไปบังคับเขา ในขณะที่มวยไทย อาหารไทย และวัฒนธรรมบันเทิงอื่น ๆ เป็นส่วนที่ดีในแง่ของความสร้างสรรค์ (Creative) แต่ Soft Power ที่แท้จริงของไทยคือค่านิยม ปรัชญา และองค์ความรู้ที่คนไทยมี โดยเฉพาะหลักการ 'พอเพียง รู้เท่าทัน มีภูมิคุ้มกัน' ซึ่งเป็นสูตรของพระราชาชาวนาที่ควรได้รับการเผยแพร่ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น

"คนไทยเรามี 'สูตรของพระราชาชาวนา' ศาสตร์พระราชาของเรานี่เอง 'พอเพียง รู้เท่าทัน มีภูมิคุ้มกัน' อันนี้คือสิ่งที่เราต้องขยายออกไปให้มาก" ดร.ศุภชัย กล่าว

ดร.ศุภชัย ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับการวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจว่าไม่ควรยึดติดเพียงตัวเลข GDP เพียงตัวเดียว เพราะการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไม่ใช่ตัวเลขตัวเดียวในการวัดการพัฒนา ตัวเลขการเติบโตที่สำคัญที่สุดคือการเติบโตของรายได้กลุ่มที่มีรายได้น้อยที่สุด 40% ของประเทศ

ล่าสุดขององค์การสหประชาชาติไม่ได้ใช้ GDP เป็นตัวชี้วัดหลักในการประเมินความสำเร็จทางเศรษฐกิจอีกต่อไป เพราะ GDP ไม่ได้รวมหลายปัจจัยสำคัญ เช่น เศรษฐกิจนอกระบบ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน

ดัชนีชี้วัดการพัฒนาที่สำคัญมันอยู่ที่ Social Indicator อย่างเช่นการศึกษาของเด็กเป็นยังไง ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมและการพัฒนามนุษย์ด้วย

การผสมผสานระหว่างหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นทางออกสำหรับประเทศไทยและโลกในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต และนี่คือ Soft Power ที่แท้จริงของไทยที่ควรได้รับการส่งเสริมและเผยแพร่สู่เวทีโลก

‘ทรัมป์’ สนับสนุนผนวกกรีนแลนด์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ รัฐบาลกรีนแลนด์ลั่นไม่เห็นด้วย ขู่มะกันห้ามเข้ามาแทรกแซง

(14 มี.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของกรีนแลนด์ โดยระบุว่า กรีนแลนด์มีโอกาสสูงที่จะผนวกเข้ากับสหรัฐฯ ในอนาคต ภายหลังจากที่ในช่วงปี 2019 เขาเคยเสนอให้สหรัฐฯ ซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย

ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า กรีนแลนด์เป็นดินแดนที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และตั้งอยู่ในตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางการทหารและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เขาชี้ว่า กรีนแลนด์มีทั้งทรัพยากรแร่ธาตุและการเข้าถึงเส้นทางการค้าทางทะเลที่มีมูลค่าสูงในอนาคต

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า “ผมเชื่อว่ากรีนแลนด์มีโอกาสที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ในอนาคต เพราะมันมีความสำคัญทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและมีการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นมากขึ้น”

แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวของทรัมป์ในอดีตจะไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลเดนมาร์กและประชาชนในกรีนแลนด์ แต่การพูดถึงความเป็นไปได้ในการผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งสื่อและนักการเมืองทั่วโลก

สำหรับกรีนแลนด์ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก และมีการปกครองตนเองในหลายๆ ด้าน แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยมีข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องอธิปไตยและการปกครอง

ขณะที่ ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมูเต เอเกเดแห่งกรีนแลนด์ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งได้ประกาศว่าจะเรียกประชุมผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ในประเทศ เพื่อแสดงจุดยืนและความไม่เห็นด้วยต่อแผนการผนวกกรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “เราไม่สามารถยอมรับแผนการที่จะทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับประชาชนในกรีนแลนด์และรัฐบาลของเรา” เขายังเน้นย้ำว่า กรีนแลนด์มีความเป็นอธิปไตยและการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศต้องมาจากประชาชนและรัฐบาลของกรีนแลนด์เท่านั้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่า กรีนแลนด์ยังคงยืนหยัดในการรักษาความเป็นอิสระและอธิปไตยของตนเอง ไม่ให้มีการแทรกแซงจากภายนอก

 เชียงใหม่-เชิญร่วมงาน 'วันคารวะดำหัวพี่พยาบาลอาวุโส ประจำปี ๒๕๖๘'

สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ฯ สาขาภาคเหนือ ได้มีกำหนดการจัดงาน 'วันคารวะดำหัวพี่พยาบาลอาวุโส ประจำปี ๒๕๖๘'ในวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น.ณ ห้องคุ้มคำหลวง ศูนย์ประชุมนานาชาติคุ้มคำ คุ้มขันโตก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวฑิตา ต่อพี่พยาบาลอาวุโสในเขตจังหวัดภาคเหนือ และเป็นการส่งเสริมจริยธรรม ความสามัคคี ในองค์กรวิชาชีพพยาบาล ตลอดจนเป็นการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี 'การดำหัวผู้อาวุโส' ในโอกาสประเพณีวันสงกรานต์ ของท้องถิ่นล้านนา และของไทยให้คงอยู่สีบไป

ดังนั้นขอเรียนเชิญผู้บริหารทางการพยาบาล ผู้บริหารทางการศึกษา พยาบาล พยาบาลวิชาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน นักศึกษาพยาบาลและผู้มีเกียรติทุกท่านในเขตจังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมงานในวัน และเวลาดังกล่าว

มติ รทสช. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ ให้ชี้ชัด ต้องทำประชามติถามความเห็นประชาชนก่อนหรือไม่

โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เผยพรรคมีมติเห็นชอบส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ปมอำนาจสภาในการแก้รธน. ย้ำแก้รธน. เรื่องใหญ่ ทำประชามติใช้งบ 4,000 ลบ. จึงต้องรอบคอบ ชัดเจน 

(14 มี.ค. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2568 นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาใน 2 ญัตติเกี่ยวกับประเด็นอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย ญัตติขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ที่เสนอโดยสมาชิกวุฒิสภา และญัตติขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โดยนายอัครเดช ระบุว่า แต่เดิมในเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ออกมาแล้วว่า การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องมีการทำประชามติให้ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก่อนว่าสมควรให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าประชาชนเห็นสมควร จึงจะสามารถเดินหน้าขอแก้ไขตามมาตรา 256 เพื่อปูทางไปสู่การจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในเมื่อขณะนี้เกิดปัญหาขึ้นว่ามีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนเห็นต่างว่าสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในที่ประชุมสภาได้ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ รับฟังความเห็นจากประชาชนก่อน

พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงได้ประชุมและพิจารณาในเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดตกอยู่กับประเทศชาติและคนไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงได้มีมติเห็นสมควรว่า ให้เห็นชอบกับทั้ง 2 ญัตติดังกล่าว ในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะมีการพิจารณาในวันจันทร์นี้ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย เกิดความกระจ่างชัดเจนและไม่เป็นประเด็นปัญหาในภายหลังที่อาจจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติได้

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณมากถึง 4,000 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนและรอบคอบ พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงเห็นควรว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้เกิดความกระจ่างแจ้งอีกครั้ง” นายอัครเดช กล่าว

ร้านหม้อไฟชื่อดัง ประกาศจ่ายเงินชดเชยให้ลูกค้า 4,000 ราย หลังเกิดเหตุการณ์วัยรุ่นปัสสาวะลงในหม้อซุป สร้างความตกใจไปทั่วโลก

(14 มี.ค. 68) ร้านหม้อไฟชื่อดัง 'ไหตี่เลา' (Haidilao) ประเทศจีน ประกาศจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับลูกค้ากว่า 4,000 รายที่เคยไปใช้บริการที่สาขาหนึ่งในนครเซี่ยงไฮ้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในร้านอาหารสาขาดังกล่าว โดยเหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอใจและความวิตกกังวลให้กับลูกค้าอย่างมาก

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดหลังปรากฏคลิปวิดีโอวัยรุ่น 2 คนยืนปัสสาวะ ลงในหม้อซุปของทางร้านจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ทำให้เกิดความตกใจและไม่พอใจในหมู่ลูกค้าคนอื่นๆ รวมถึงผู้ที่ทำงานภายในร้าน 

ส่งผลให้ต่อมาร้านหม้อไฟชื่อดังได้ทำการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองเจี้ยนหยาง มณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท ซึ่งทางตำรวจได้เปิดเผยว่า 

ผู้ต้องหาทั้งสองราย คือชายแซ่ถังและแซ่อู๋ อายุ 17 ปี ได้ถูกจับกุมตัวและนำตัวไปสอบสวน โดยทั้งคู่ถูกตั้งข้อหาก่อเหตุที่ไม่เหมาะสมในสถานที่สาธารณะ ซึ่งทางตำรวจกำลังดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ทั้งนี้ ทางร้านไหตี่เลาได้ออกมาขอโทษลูกค้าและยืนยันว่า จะมีการปรับปรุงการบริการและการดูแลลูกค้าในทุกสาขา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ ทางร้านยังยืนยันว่าจะมีการทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพภายในร้านอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

บริษัทไหตี่เลา ระบุในแถลงการณ์ว่า “เราเข้าใจดีว่าความเดือดร้อนที่ลูกค้าของเราได้รับจากเหตุการณ์นี้ไม่อาจชดเชยได้ทั้งหมดด้วยวิธีใดๆ เราเต็มใจที่จะทำอย่างสุดความสามารถเพื่อรับผิดชอบ” 

สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จะได้รับการชดเชยเป็นเงินเยียวยาที่จะช่วยบรรเทาความเสียหายและความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น โดยทางร้านได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดำเนินการอย่างรวดเร็วและยุติธรรม

ค่ายแถลงยอมรับแล้ว 'คิมซูฮยอน' คบกับ 'คิมแซรน' จริง แต่เป็นช่วงที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เผยพระเอกดังเครียดและกดดันหนัก

(14 มี.ค.68) หลังจากที่วานนี้ต้นสังกัด'คิมซูฮยอน' (KimSooHyun) อย่าง GOLD MEDALIST ออกแถลงการณ์ถึงประเด็นดราม่าร้อน ระบุว่า "เราขอชี้แจงเกี่ยวกับคอนเทนต์ล่าสุด ที่พาดพิงถึง 'คิมซูฮยอน' ซึ่งออกอากาศทางช่อง YouTube HoverLab Inc ทางบริษัท GOLD MEDALIST จะชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบโต้ข่าวลือที่ปราศจากความจริงเหล่านั้น ด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และมีเหตุผลในสัปดาห์หน้า"

ความคืบหน้าล่าสุด ต้นสังกัดคิมซูฮยอน GOLD MEDALIS ออกแถลงการณ์เร่งด่วนในวันนี้ว่า โดยระบุว่าตอนแรกจะแถลงสัปดาห์หน้าทีเดียว แต่ตอนนี้สภาพจิตใจของ'คิมซูฮยอน'ไม่เป็นปกติ เพราะถูกสังคมประณามว่าเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตของ'คิมแซรน' ทางค่ายจึงต้องออกมาแถลงเร่งด่วนในบางประเด็น 

- 'คิมซูฮยอน' นักแสดงชื่อดัง ออกมายอมรับว่าเคยคบหากับ 'คิมแซรน' จริง แต่เป็นหลังจากที่เธอบรรลุนิติภาวะแล้ว ทั้ง 2 เคยคบกัน ช่วงปี 19-20 ซึ่ง คิมแซรนบรรลุนิติภาวะแล้ว ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาที่ว่าเขาคบกับเธอตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์นั้นไม่เป็นความจริง ทางต้นสังกัดยังชี้แจงเกี่ยวกับ ภาพถ่ายของทั้งสองที่ถูกเปิดเผยโดยช่อง YouTubeว่าภาพทั้งหมดถูกถ่ายหลังจากที่คิมแซรนบรรลุนิติภาวะแล้ว

- ภาพถ่ายอีกชุดที่ยูทูบเบอร์ได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2025 ว่า ภาพนี้ถูกถ่ายในวันที่ 24 ธันวาคม 2019 (วันคริสต์มาสอีฟ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองคบหากัน ส่วนภาพที่ยูทูบเบอร์อ้างว่าเป็นภาพจากปี 2016 นั้นไม่มีอยู่จริง เนื่องจากในเวลานั้นทั้งสองไม่ได้คบหากัน
- จดหมายรัก และภาพถ่ายช่วงที่คิมซูฮยอน เข้าเกณฑ์ทหารนั้น เป็นแค่จดหมายเขียนเล่าสารทุกข์สุขดิบ ตอนเขาฝึกทหารธรรมดา ๆ เท่านั้น ตอนนั้นยังไม่ได้คบกัน ที่เขียนในจดหมายว่า "ผมคิดถึงคุณนะ" ไม่ได้เขียนถึงคนรัก แต่เขียนบอกว่าคิดถึงเพื่อนคิดถึงคนรู้จักแค่นั้นเอง  ทางต้นสังกัดยังอธิบายเกี่ยวกับ คำว่า 'แซโรแนโร (새로네로)' ที่ถูกใช้ในจดหมาย โดยระบุว่า 'แซโรแนโร' เป็นชื่อที่คิมแซรนใช้เป็นฉายาของตัวเองบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปี 2016 ไม่ใช่คำที่ใช้เรียกระหว่างเธอกับคิมซูฮยอน

- ข้อกล่าวหาว่า 'คิมซูฮยอน' เพิกเฉยต่อปัญหาทางการเงินของ 'คิมแซรน' นั้นไม่เป็นความจริง เรื่องหนี้สินเป็นปัญหาระหว่าง'คิมแซรน'กับทางค่าย gold medalist (ซึ่งคิมซูฮยอนเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้น) เท่านั้น ต้นสังกัดอธิบายว่าในช่วงหลังจากที่คิมแซรนถูกฟ้องร้องจากกรณีเมาแล้วขับ บริษัทได้ช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย รวมถึงค่าเสียหายที่ต้องจ่ายให้กับร้านค้าต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุของเธอ พร้อมกันนี้ทาง gold medalist ยังบอกอีกว่า บริษัทพยายามอย่างเต็มที่ในการลดภาระของ 'คิมแซรน' และหลังจากมีการเจรจา เราสามารถลดจำนวนหนี้ที่เหลือได้เหลือประมาณ 700 ล้านวอน

- ต้นสังกัดยังกล่าวอีกว่า 'คิมแซรน' นั้นพยายามอย่างเต็มที่ในการชำระหนี้ แต่เนื่องจากเธอประสบปัญหาในการกลับมาทำงานในวงการบันเทิง จึงทำให้การชำระหนี้เป็นไปได้ยาก เนื่องจากเธอไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ที่เหลือ ทางบริษัทจึงตัดสินใจรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เหลือทั้งหมด และได้ดำเนินการปิดบัญชีค่าใช้จ่ายในเดือนธันวาคม 2023 การกล่าวหาว่า 'คิมซูฮยอน' มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง หรือเรียกร้องเงินจากเธอนั้นไม่เป็นความจริง

- ตอนที่ 'คิมซูฮยอน' ได้รับข้อความจาก'คิมแซรน'ขอให้เขาผ่อนปรนหนี้ ทางค่าย gold medalist เองที่เป็นผู้ห้ามปรามเขาไม่ให้ตอบข้อความกลับไปเอง

- Gold Medalist เปิดเผยว่า คิมซูฮยอนกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรงจากข่าวลือดังกล่าว โดยเดิมทีทางบริษัทวางแผนที่จะออกแถลงการณ์ในสัปดาห์หน้า แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องรีบออกแถลงการณ์ก่อนกำหนด 

กองทัพเรือ ปิดหลักสูตรการฝึกอาชีพให้ทหารกองประจำการ ก่อนปลดประจำการจากกองทัพเรือ

(14 มี.ค.68) พลเรือเอก วิจิตร ตันประภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาอาชีพทหารกองประจำการกองทัพเรือ (คพท.) เป็นประธานในพิธีปิดหลักสูตรการฝึกอาชีพ ให้แก่ทหารกองประจำการ รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมอบวุฒิบัตรและแสดงความยินดีกับผู้ที่สำเร็จหลักสูตร ณ สโมสรสัญญาบัตร ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ตามที่กระทรวงกลาโหม มีข้อตกลงร่วมกับกระทรวงแรงงานในการพัฒนาบุคลากร ในด้านทักษะวิชาชีพให้กับทหารกองประจำการ ก่อนปลดประจำการจากกองทัพเรือ ไปประกอบอาชีพส่วนตัวนั้น คณะอนุกรรมการพัฒนาอาชีพทหารกองประจำการกองทัพเรือ ร่วมกับกรมฝีมือแรงงาสน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 17 ระยอง ได้จัดให้มีการฝึกอาชีพให้แก่ทหารกองประจำการในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จำนวน 4 รุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเพิ่มพูนความรู้ และประสบการณ์ในวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ให้สามารถนำความรู้ไประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงครอบครัว เมื่อปลดประจำการไปแล้ว

สำหรับการฝึกอบรมอาชีพในครั้งนี้เป็นการฝึกอบรมในรุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 68 โดยได้รับสมัครทหารกองประจำการจากหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่สัตหีบ เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพช่างทั่วไปและหลักสูตรฝึกอาชีพเสริม ประกอบด้วย หลักสูตรช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ หลักสูตรช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร หลักสูตรช่างเชื่อมไฟฟ้าด้วยมือ หลักสูตรการบำรุงรักษารถยนต์ และหลักสูตรนิวไดร์เวอร์ ร่วมกับบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี อะคาเดมี จำกัด โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 57 นาย

ปธน.โปแลนด์ เผยต้องการนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการรุกรานจากรัสเซียในยุโรปตะวันออก

(14 มี.ค. 68) ประธานาธิบดีอันด์แชย์ ดูดา ของโปแลนด์ได้ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาส่งอาวุธนิวเคลียร์เข้าประจำการในดินแดนโปแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเป็นเครื่องมือในการป้องปรามการรุกรานจากรัสเซียในอนาคต ซึ่งคำเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่โปแลนด์ยังคงเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการรุกรานของรัสเซียในภูมิภาคยุโรปตะวันออก

ในคำแถลงของเขาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (12 มี.ค. 68) ประธานาธิบดีดูดาได้กล่าวว่า โปแลนด์จำเป็นต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหารในฐานะสมาชิกขององค์การนาโต้ (NATO) โดยการมีอาวุธนิวเคลียร์ในดินแดนของตนจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการป้องปรามและเพิ่มความมั่นคงให้กับทั้งโปแลนด์และพันธมิตรในภูมิภาค

การเรียกร้องของประธานาธิบดีโปแลนด์มีขึ้นหลังจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตก โดยเฉพาะในช่วงหลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งทำให้หลายประเทศในยุโรปตะวันออก เช่น โปแลนด์ รู้สึกถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และต้องการเพิ่มความเข้มแข็งด้านการป้องกันประเทศ

แม้ว่าการประจำการของอาวุธนิวเคลียร์ในโปแลนด์จะเป็นการกระทำที่อาจกระตุ้นความตึงเครียดกับรัสเซีย แต่ประธานาธิบดีดูดาก็ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อการป้องกันประเทศในระยะยาว และจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การเรียกร้องของโปแลนด์ได้รับการสนับสนุนจากบางประเทศในนาโต้ แต่ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้และผลกระทบทางการเมืองจากการที่สหรัฐอเมริกาจะยอมรับคำขอนี้หรือไม่

นอกจากนี้ อันด์แชย์ ดูดา แห่งโปแลนด์ได้แสดงความยินดีต้อนรับข้อเสนอของประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ที่จะขยายขอบเขตการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสไปยังประเทศสมาชิกนาโต้ (NATO) อื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในยุโรป โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกของยุโรปที่มีความตึงเครียดจากการรุกรานของรัสเซีย

ทั้งนี้ การขยายขอบเขตของอาวุธนิวเคลียร์ฝรั่งเศสอาจกลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในกลุ่มนาโต้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางการเมืองและการทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจต่างๆ การตัดสินใจในการขยายอาวุธนิวเคลียร์จะต้องพิจารณาผลกระทบทั้งในด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศ

กรุงเทพมหานคร ยึดเบอร์ 2 ของโลก เมืองแห่งอาหารที่ดีที่สุด ประจำปี 2568

แบงค์คอก สตรีทฟู้ด กรุงเทพฯ ขึ้นแท่นเมืองแห่งอาหารอันดับ 2 ของโลก จาก Time Out ชี้จุดแข็งความอร่อยสุดฮิต ดันเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยว

(14 มี.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองอาหารที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของโลกประจำปี 2568 จากนิตยสารระดับโลก Time Out ขยับขึ้นจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว เป็นรองเพียง นิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา เท่านั้น โดยการสำรวจพบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับสูงขึ้นคือ 'รสชาติที่อร่อย' ตามมาด้วย 'ความสะดวกและรวดเร็ว' ที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านสตรีทฟู้ดริมทางที่พร้อมเสิร์ฟในเวลาไม่กี่นาที หรือบริการเดลิเวอรี่ที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับอาหารจานโปรดได้ทุกที่

กรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งสตรีทฟู้ดระดับโลก มากกว่าการเป็นศูนย์รวมร้านอาหารหรู โดย ‘ย่านเยาวราช’ ยังคงเป็นย่านอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยเมนูชื่อดังอย่าง ก๋วยจั๊บ ข้าวต้มโต้รุ่ง และเกาลัด รวมถึงบาร์ค็อกเทลที่เปิดให้บริการตลอดคืน ขณะที่ ‘ย่านบรรทัดทอง’ ซึ่งเคยเงียบเหงา ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ถนนที่ดีที่สุดอันดับ 14 ของโลก จาก Time Out ด้วยเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยสีสัน

อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพฯ จะขึ้นแท่นเป็นเมืองอาหารระดับโลก แต่ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า วงการอาหารไทยยังสามารถเติบโตได้อีก หากร้านอาหารมีการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ ในราคาที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ร้านอาหารที่มีนวัตกรรมและนำเสนอเมนูสร้างสรรค์ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มร้านพรีเมียมที่มีราคาสูง ขณะที่ร้านระดับกลางที่พัฒนาเมนูใหม่ ๆ ในราคาที่เข้าถึงได้ยังมีไม่มากนัก หากมีการเพิ่มทางเลือกที่สร้างสรรค์และราคาเป็นมิตร จะช่วยให้กรุงเทพฯ ก้าวขึ้นไปอีกระดับในฐานะศูนย์กลางแห่งรสชาติที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักชิมจากทั่วโลกได้มากยิ่งขึ้น

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยสนับสนุนการใช้วัตถุดิบคุณภาพดีในประเทศ และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาหาร (Food Hub) ของภูมิภาค อาหารไทยถือเป็น ซอฟต์พาวเวอร์สำคัญ ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก การที่กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของไทยที่มีแนวโน้มเติบโตในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การส่งออกอาหาร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกรรม โรงแรม และโลจิสติกส์ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย” นางสาวศศิกานต์ ระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top