Monday, 3 August 2026
Hard News Team

ตำรวจ ปส. ทลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ

สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดย นายกรัฐมนตรี นางสาว แพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาว่า ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างเด็ดขาด ครบวงจร ตัดต้นตอการผลิตและจําหน่าย เน้นการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสกัดกั้นลําเลียงยาเสพติด ปราบปรามและยึดทรัพย์ผู้ค้ารายสำคัญ และข้อสั่งการของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เน้นการปราบปรามแหล่งพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลางที่จะส่งมายังกรุงเทพมหานคร ประกอบกับนโยบาย ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ซึ่งกําชับการปราบปรามยาเสพติด อย่างเร่งด่วน

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร/ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ  วงศ์สุข  รอง ผบ.ตร.(ปป) และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี และ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย  ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.

บช.ปส. พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย  ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า  รอง ผบช.ปส., ผบก.ปส.1 - 4, ผบก.สกส. และ ผบก.ขส. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุม และขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งการขยายผลไปสู่การจับกุมเครือข่ายที่ยังหลบหนี และยึดทรัพย์ผู้ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือทุกราย

วันนี้ บช.ปส. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร, นบ.ยส.35 และ ป.ป.ส. โดย พ.อ.เศรษฐ์สรรค์  ศิริโสภณ  ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, สำนักงาน ป.ป.ส. ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ และจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญของ บช.ปส. โดยมีการจับกุม ดังนี้

บก.สกส.
คดี (ไล่ล่าสกัดจับ! ยึดยาบ้า 1.2 ล้านเม็ดจากเหนือสู่ใต้) (ผู้นำเสนอ  พ.ต.อ.วัสสา วัสสานนท์  รอง ผบก.สกส.) ก่อนเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจ กก.4 บก.สกส.บช.ปส. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มบุคคล ซึ่งมีพฤติการณ์รับจ้างจากนายทุนภาคใต้เพื่อให้ไปลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือ ด้าน จว.เชียงราย  และจะนำมาส่งให้นายทุนในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะใช้ รถกระบะยี่ห้อนิสสันรุ่นนาวาร่าสีบรอนเงินหมายเลขทะเบียน 1 ฒพ 96XX... กรุงเทพ เป็นรถบรรทุกยาเสพติด และใช้รถนำ ยี่ห้อโตโยต้ายารีส สีขาว หมายเลขทะเบียน กฉ 84XX น่าน เป็นรถนำเส้นทาง ต่อมา เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2568 เวลาประมาณ  06.30 น. พบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ทั้ง 2 คัน วิ่งอยู่ในพื้นที่ อ.บางสะพานน้อย จว.ประจวบคีรีขันธ์ ขาล่องใต้ จึงจัดชุดสะกดรอยติดตาม พบรถยนต์ทั้ง 2 คัน ขับลักษณะ นำ-ตามกันมา จึงได้ประสาน จนท.ตำรวจป้อมสี่แยกปฐมพร เข้าทำการสกัด ให้หยุด และนำรถทั้ง 2 คันมา X-Ray โดยละเอียดที่ด่านตรวจยานพาหนะชุมพร ผลการตรวจค้นพบของกลางซุกซ่อน บริเวณด้านข้างกระบะท้ายและยางอะไหล่รถจึงแจ้งข้อกล่าวหา และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ต่อไป

บก.ปส.3
คดี (ปิดล้อมไล่ล่า! ยึดยาบ้า 200,000 เม็ด กลางป่าเชียงราย) (ผู้นำเสนอ  พ.ต.อ.กฤษดา ศรีอิสาณ  รอง ผบก.ปส.3)

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.68 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 ได้ร่วมกับ นบ.นส.35 และสำนักงาน ป.ป.ส. ตรวจยึดยาบ้า 200,000 เม็ด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่าเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดชาวเขาชาติพันธุ์ลู่ จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ชายแดน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ เข้าสู่พื้นที่ จว.เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง จึงได้ทำการเฝ้าระวัง กระทั่งวันที่ 4 มี.ค.68 พบความเคลื่อนไหวรถยนต์กลุ่มบุคคลในเครือข่ายขับมาทางอำเภอแม่สรวย จว.เชียงราย มุ่งหน้าเข้ามาในอำเภอเมืองเชียงราย จนกระทั่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้านหนองเขียว ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าทำการสกัดรถยนต์ของเครือข่ายยาเสพติด แต่คนขับรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับหลบหนีจากจุดสกัดไปในหมู่บ้านบ้านหนองเขียว ก่อนที่จะขับเข้าไปหลบซ่อนอยู่บริเวณชายป่าหลังพุทธสถานแห่งหนึ่งใน ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามเข้าไปในทันที และเข้าทำการตรวจค้น พบรถยนต์กระบะ จอดอยู่แต่ไม่พบบุคคล หรือคนขับอยู่ภายในรถยนต์ จึงได้ ทำการตรวจค้น พบยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสาร จึงได้ตรวจยึดนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 และจะได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีต่อไป
    
คดี (บุกรวบเอเย่นต์คาบ้านพัก! ยึดเฮโรอีน 56 กก. – ไอซ์ 19 กก.)  (ผู้นำเสนอ  พ.ต.อ.กฤษดา  ศรีอิสาณ  รอง ผบก.ปส.3)

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.68 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สกส, นบ.ยส.35 และสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกันจับกุมผู้ต้อง จำนวน 1 คน พร้อมของกลางเฮโรอีน 56 กิโลกรัม, ไอซ์ 19 กิโลกรัม ภายในบริเวณบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ 4 ต.สันทราย อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย  จากการสืบสวนติดตามเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ชายแดน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ เข้าสู่พื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย จึงได้ทำการเฝ้าระวัง กระทั่งพบความเคลื่อนไหวรถยนต์ กลุ่มบุคคลในเครือข่าย รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด สีดำ ต้องสงสัย แล่นมาจากพื้นที่ที่คาดว่ามีการส่งมอบยาเสพติด โดยมีรถยนต์คอยนำทางและคุ้มกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด สีดำ ไปกระทั่งเข้าไปจอดในบ้านที่เกิดเหตุ 

จึงได้แสดงตนเพื่อตรวจค้นและจับกุม พบชาย 1 คน ได้ลงจากรถ และวิ่งหลบหนีเข้าไปภายในบ้าน ก่อนที่จะ วิ่งออกด้านหลังบ้านหลบหนีไป และพบผู้ต้องหาพยายามปิดประตูรั้วหน้าบ้าน และพยายามวิ่งหลบหนีไปตามถนนด้านหน้าบ้านเพื่อหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวไว้ได้ ก่อนจะนำตัวผู้ต้องหาเข้าตรวจค้นภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบเฮโรอีน จำนวน 56 กิโลกรัม ซุกซ่อนภายในห้องโดยสาร และตรวจค้นภายในบ้าน พบไอซ์ จำนวน 19 กิโลกรัม ซุกซ่อนรวมกันอยู่ภายในกระสอบพลาสติก หลากสี วางอยู่บนพื้นห้องครัวภายในตัวบ้าน 

จึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนขยายผล เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บก.ปส.4
คดี (สกัดจับรถสไลด์ ขนไอซ์ 236 กิโลฯ กลางสงขลา)  (ผู้นำเสนอ พ.ต.อ.ชิดชนก  ทรัพย์ยิ่ง  ผกก.3 บก.ปส.4) จากการสืบสวนทราบรถยนต์ มิตซูบิชิ สีดำ หมายเลขทะเบียน 4ขภ 85XX กทม.จะขนยาเสพติด จากพื้นที่ภาคกลางลงสู่พื้นที่ภาคใต้ และได้จ้างรถสไลด์ให้บรรทุกรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อบรรทุกมาส่งในพื้นที่ จว.สงขลา 

ต่อมาได้พบรถยนต์สไลด์ ทะเบียน 3ตญ 30XX กทม.ได้ บรรทุกรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ขภ 85XX กทม.ลงมา จึงทำการตรวจสอบพบ ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 236 กิโลกรัม อยู่ภายในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ขภ 85XX กทม.จึงทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าว ส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.ปส.4  เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป

สำหรับการปราบปรามยาเสพติดของ บช.ปส. ตั้งแต่ 1 ต.ค.67 - ปัจจุบัน สามารถจับกุมขบวนการ ค้ายาเสพติดทุกคดีได้ 538 คดี ผู้ต้องหา 537 คน ของกลางยาเสพติด คือ ยาบ้า 141,297,325 เม็ด, ไอซ์ 11,550 กก., เฮโรอีน 111 กก., คีตามึน 509 กก. และยาอี 575 เม็ด ยืดอายัดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติด 1,409,496,878 บาท

ประชาธิปไตยแบบจีน ขยับแซงหน้า สหรัฐฯ แถมเหนือกว่า ทั้งเศรษฐกิจ – สวัสดิการ - ความเป็นอยู่

เมื่อวันที่ (11 มี.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลึกชัดกับผิงผิง’ สื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมจากรัฐของจีน โพสต์ข้อความว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบจีนแซงหน้าประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา

ตอนที่เพิ่งสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือที่เรียกสั้นๆว่าจีนใหม่ นายปา จินนักเขียนชื่อดังชาวจีนกล่าวว่า “ผมไม่กล้าฝัน เพราะโดยรอบมีแต่คนยากจนหิวโหย ผมเพียงแต่หวังว่าสักวันชาวจีนจะสามารถทำงานด้วยสองมือ เพื่อมีเงินมาซื้ออาหารกินให้อิ่ม”

วันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2025 'การประชุม 2 สภา' ได้แก่ การประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติและการประชุมสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนสิ้นสุดลง ซึ่งนับวันเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เพราะระบอบประชาธิปไตยแบบจีนประสบความสำเร็จ กระทั่งแซงหน้าระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา 

ประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา มีขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน เน้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้นำประเทศแบบ 1 คน 1 เสียง ชาวบ้านมีอำนาจเฉพาะช่วงเวลาโหวต หลังจากนั้นก็คงไม่มีอีกแล้ว 

ประชาธิปไตยแบบจีนเน้น 'ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นพื้นฐาน' “ประชาชนเป็นตัวตั้ง” และเป็น “ประชาธิปไตยตลอดเวลา” (全过程民主) โดยประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบการทำงานของพรรครัฐบาลตลอดเวลา ผู้นำประเทศต้องคัดเลือกและเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์บริหารบ้านเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ 

ปัจจุบัน ชาวจีนมิเพียงแต่กินอิ่มเท่านั้น แต่ยังได้เข้าสู่ยุครถไฟความเร็วสูง รถยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะ และเป็นสังคมไร้เงินสดเพียงประเทศเดียวในโลก ชาวจีนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสงบปลอดภัย 

ที่สหรัฐอเมริกา แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงประมาณ 4-5 หมื่นคน ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงรวมประมาณ 1 ล้านคน แต่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ 

หลายปีก่อน นายเฉิน ผิงนักวิชาการจีนที่เคยใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “ปัจจุบัน ชาวจีนที่มีรายได้ 2,000 หยวนจะใช้ชีวิตดีกว่าชาวอเมริกันที่มีรายได้ 3,000 เหรียญสหรัฐ” เวลานั้น ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ 

ต้นปี 2025 จากเหตุติ๊กต๊อก มีชาวเน็ตอเมริกันนับล้านคนทยอยเข้า “เสี่ยวหงซู” (小红书:rednote)ที่เป็น APP โซเชียลมีเดียของจีน ชาวบ้านสองประเทศคุยกันอย่างเสรีและเปิดเผย แล้วชาวจีนเริ่มสงสารชาวบ้านอเมริกัน ส่วนชาวบ้านอเมริกันเริ่มอิจฉาชาวจีนกับวิถีชีวิตที่สุขสบายล้ำสมัย 

อย่างเช่น ชาวจีนเรียกรถโรงพยาบาลครั้งละหลายร้อยหยวน ที่สหรัฐอเมริกา เรียกครั้งละหลายพันกระทั่งหมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งครอบครัวธรรมดาส่วนหนึ่งอาจจะจ่ายไม่ไหว 

สตรีจีนที่อยู่ในช่วงคลอดลูกจะมีวันหยุดรวมแล้ว 3-4 เดือน สตรีชาวอเมริกัน ไม่มีสวัสดิการแบบนี้ ค่าคลอดลูกในจีนแค่หลักหลายพันหยวน ราคาคลอดลูกในสหรัฐอเมริกาเริ่มจากหลายพันจนถึง 5-6 หมื่นเหรียญสหรัฐ 

ชาวจีนคงมีรายได้ต่ำกว่าชาวอเมริกัน แต่ส่วนใหญ่เพียงต้องทำงานหนึ่งอย่าง แต่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยจะต้องขยันทำงาน 2-3 อย่างจึงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะค่าครองชีพสูง ค่าน้ำค่าไฟสูง 

ชาวนิวยอร์กคนหนึ่งกล่าวว่า “ผมต้องทำงานสามอย่างตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน หลังจากหักค่าเช่าบ้าน ค่าประกันการรักษาพยาบาลและค่าน้ำค่าไฟแล้ว เหลือประมาณ 500 เหรียญ” 

นักศึกษาอเมริกันคนหนึ่งที่เรียนนิติศาสตร์ร้องไห้ยกใหญ่หลังคุยกับเพื่อนชาวเน็ตจีนที่เรียนนิติศาสตร์ เธอกล่าวว่า “ ค่าเล่าเรียนวิชานิติศาสตร์ในจีนปีละ 800 เหรียญสหรัฐไม่ถึง 6,000 หยวน แต่ฉันเรียนวิชาเดียวกันในสหรัฐอเมริกา ต้องติดหนี้เงินกู้ 450,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อรวมดอกเบี้ยด้วยแล้วปาเข้าไป 3,300,000 หยวน ฉันไม่รู้ว่าชาตินี้จะคืนเงินกู้ได้หมดหรือไม่” 

ปัจจุบัน นักศึกษาอเมริกัน ส่วนใหญ่จะต้องขอกู้เงินไปจ่ายค่าเล่าเรียน และผู้ที่สามารถจ่ายคืนให้หมดก่อนอายุ 40 ปีนั้นมีเป็นจำนวนน้อย นักเรียนจำนวนหนึ่งในโรงเรียนสหรัฐอเมริกา ต้องกู้เงินเพื่อซื้ออาหารมื้อเที่ยงในโรงเรียน 

ชาวเน็ตอเมริกัน อิจฉาชาวจีนที่มีอาหารใส่เต็มตู้เย็น อิจฉาชาวจีนที่ซื้อของใช้ชีวิตประจำวันด้วยรูปแบบที่จ่ายเงินครั้งเดียวจบ ไม่ต้องขอจ่ายแบบผ่อน และอิจฉาสังคมจีนที่ทันสมัยยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกา

ช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา รายได้ของชาวจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่รายได้ของชาวอเมริกัน เพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า ระดับการใช้ชีวิตของชาวอเมริกันส่วนใหญ่เหมือน 20 ปีก่อน ในสหรัฐอเมริกากำไรที่เพิ่มขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่ไหลเข้ากระเป๋าของนายทุน 

นายสี จิ้นผิงประธานาธิบดีจีนกล่าวว่า “ความใฝ่ฝันของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีงาม ก็คือเป้าหมายในการทำงานของเรา ประชาชนสนใจปัญหาอะไรมากที่สุด เราก็จะหารือปัญหานั้น และต้องแก้ไขปัญหานั้นให้ได้” 

ความมุ่งมั่นของผู้นำจีนทำให้เกิดตัวเลขที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 
ในช่วงปี 2000-2023 GDP ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 6.7% ต่อปี สัดส่วนอุตสาหกรรมการผลิตต่อทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 32% ขณะที่สัดส่วนอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 20.1% เหลือ 10.8% และ สหภาพยุโรปหรืออียู จาก 18.9% เหลือ 13.2%

‌อัตราการครอบคลุมของการประกันสังคมและการรักษาพยาบาลของจีนเกินกว่า 95% ประกันชราภาพครอบคลุมประชากร 1,040 ล้านคน สร้างเครือข่ายสวัสดิการสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมเทคโนโลยีจีน:จำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับอนุญาตติดอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องกัน 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนฐาน 5G เกินกว่า 60% ของโลก‌ ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่กว่า 60% ของโลก และผลิตแผงโซลาร์เซลล์กว่า 80% ของโลก‌ 

จีนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงของรวมแล้วกว่า 48,000 กิโลเมตร ครองสัดส่วน 70% ของทั่วโลก

ประสิทธิภาพการปฏิบัติตามนโยบาย: โครงการสำคัญ 102 โครงการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 14 ของจีนนั้น เริ่มดำเนินการแล้วกว่า 96% ขณะที่กฎหมายโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาแล้ว 2 ปีนั้น ดำเนินการเพียง 12%‌ เท่านั้น

ต้นปี 2025 โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ “Deepseek” และหนัง “นาจา-2” เผยแพร่สู่ทั่วโลก เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีและวัฒนธรรมจีนกำลังเข้าสู่ช่วงการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง แถมแรงเร็วแบบระเบิด

ตม.จว.กาญจนบุรี ไล่สกัดจับรถขนคนต่างด้าว แหกด่านตรวจลักลอบขนต่างด้าว 11 ราย 

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด   

วันที่ 11 มี.ค.68 เวลา 12.20 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.ท.ตฤณธวัช  ปัญญาธร รอง ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี  สั่งการให้จุดตรวจสังขละบุรีบูรณาการร่วมกับ สภ.สังขละบุรี, เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ลาดหญ้า จว.กาญจนบุรี , กก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี, เจ้าหน้าที่ ตชด.136, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.สังขละบุรี ร่วมกันจับกุม นายวีรพงษ์ อายุ 23 ปี (ผู้ถูกจับที่ 1) ข้อหา “ช่วยเหลือหรือซ่อนเร้นด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” และจับกุมคนต่างด้าว 9 ราย (ชาย 3 หญิง 6) พร้อมผู้ติดตาม 2 ราย ผู้ถูกจับที่ 2-9 ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” 

ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับที่ 1 ให้การว่ารับคนต่างด้าวที่ไทรโยคใหญ่เพื่อไปส่งในพื้นที่ ต.หนองบัว อ.เมือง จว.กาญจนบุรี โดยได้รับค่าจ้าง 500 บาท ต่อ คตด.1 คน ผู้ถูกจับที่ 2-9 ให้การว่านั่งรถมาจากเจดีย์สามองค์ มาลงเรือ แล้วมาขึ้นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (กระบะ) MG ทะเบียน กทม.  จุดหมายไปยัง กทม. โดยยังไม่ได้ตกลงเรื่องเงินกับผู้ติดต่อ และจะจ่ายเงินให้เมื่อถึง ต.หนองบัว โดยจะจ่ายเป็นเงินสด เมื่อเห็นด่านตรวจจึงได้ขับฝ่าด่าน  เลยไปประมาณ 12 กม. กระทั่งถูกสกัดจับ สถานที่จับกุมบริเวณจุดตรวจถาวรไทรโยค ม.4 ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จว.กาญจนบุรี พร้อมทำบันทึกจับกุม นำตัวส่ง พงส.สภ.ไทรโยค เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ยืนหนึ่ง ‘ธนาคารกลางแห่งปี 2025’ จาก ‘Central Banking Publications’ สื่อชั้นนำด้านการเงินของโลก

(12 มี.ค. 68) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับรางวัลธนาคารกลางแห่งปี 2025 (Central Bank of The Year 2025) จากการมอบรางวัล Central Banking Awards ในปีนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับรางวัลธนาคารกลางแห่งปี 2025 (Central Bank of The Year 2025) จาก Central Banking Publications ที่เป็นสื่อชั้นนำด้านการเงินและการธนาคารกลางของโลก เพื่อยกย่ององค์กรและบุคคลในแวดวงธนาคารกลางที่มีผลงานโดดเด่นด้านการดำเนินนโยบายการเงิน การกำกับดูแลทางการเงิน และการบริหารจัดการองค์กรในระดับสากล

รางวัล Central Banking Awards แบ่งออกเป็น 16 สาขา มีรางวัลธนาคารกลางแห่งปีเป็นรางวัลสูงสุด โดย ธปท. ถือเป็นธนาคารกลางแห่งที่ 12 จากธนาคารกลางทั่วโลกที่ได้รับรางวัลนี้ นับแต่เริ่มการมอบรางวัลในปี 2014 เป็นต้นมา

Central Banking Publications ระบุว่า รางวัลธนาคารกลางแห่งปี 2025 นี้ สะท้อนการทำงานของ ธปท. ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจการเงินระยะยาว ด้วยการรักษาสมดุลของการดูแลเศรษฐกิจและการมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งผสมผสานนโยบายเพื่อดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานทางการเงินของประเทศให้พร้อมสำหรับอนาคต

อีกทั้ง ธนาคารกลางประเทศไทย ยังมีผลงานที่โดดเด่นด้านการบริหารจัดการเพื่อฝ่าฟันสถานการณ์ความผันผวน และความไม่แม่นอนของโลกที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งเหมือนกับบรรดาธนาคารกลางทั่วไป แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศไทย และเผชิญกับแรงกดดันตากการเมืองครั้งสำคัญด้วย

ธนาคารกลาง ประเทศไทย ยังได้แสดงออก และรักษาความเป็นอิสระขององค์กรท่ามกลางการปฏิรูปด้านภาคการเงินหลายๆ ด้าน นอกจากนี้ ยังแสดงความมุ่งมั่นในการยึดหลักความมีเสถียรภาพด้านราคา หรือภาวะเงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน

เกี่ยวกับรางวัล Central Banking Awards

รางวัล Central Banking Awards จัดขึ้นโดย Central Banking Publications ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำด้านธนาคารกลางระดับโลก เพื่อยกย่ององค์กรและบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นในการดำเนินนโยบายการเงิน การกำกับดูแลทางการเงิน และการบริหารจัดการองค์กรในระดับสากล

โดยรางวัล Central Bank of The Year เป็นหนึ่งในรางวัลสำคัญของเวทีนี้ ที่มอบให้แก่ธนาคารกลางที่มีผลงานโดดเด่นในด้านความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย ความโปร่งใส และการสื่อสารกับสาธารณะ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

เชียงใหม่-วช.เชียงใหม่ จัดนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อสังคม ครั้งที่ 7 เปิดบ้านวิชาการปีการศึกษา 2567 

เมื่อวานนี้ (11 มี.ค.68) เวลา 9.00 น. วิทยาลัยสารพัดเชียงใหม่ จัดงานนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อสังคมครั้งที่ 7 และเปิดบ้านวิชาการ ปีการศึกษา 2567 โดยมีดร.รัชดาภรณ์ มะลิซ้อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียน ร่วมกิจกรรม ณ ลานอเนกประสงค์ วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ 

ดร.รัชดาภรณ์ มะลิซ้อน ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อสังคมครั้งที่ 7 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้มีส่วนรวมในการฝึก ทักษะในรายวิชานั้นๆเกี่ยวศิลปะหลากหลายแขนงศิลปะไม่ใช่แค่สิ่งที่สวยงาม แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มีพลังในการกระตุ้นการสร้างสรรรค์สิ่ง ต่างๆรอบตัว

และผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพต่างๆ ในหลักสูตรระยะสั้น ที่วิทยาลัยแห่งนี้ได้ทำการเปิดสอน การจัดนิทรรศการนี้จึงเป็นการสร้างพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนและฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปสู่การต่อยอดอาชีพในอนาคต  ขอให้ผู้เข้าร่วมงานได้เกิดแรงบันดาลใจจากการจัดกิจกรรมโครงการในวันนี้ และขอให้การจัดนิทรรศการครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับวิทยาลัย และสังคมโดยรวมต่อไป

นายอานันท์ วงษ์ศรีวอ หัวหน้าแผนกวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ กล่าวว่า ด้วยโครงการนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อสังคม ได้มีการจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆปีการศึกษา ดังนั้นแผนกศิลปกรรม จึงได้ให้แต่ละรายวิชามีส่วนร่วมในการแสดงผลงานและมีการจัดกิจกรรมในวันนึ้

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดแสดงผลงานของนักศึกษา แผนกวิชาศิลปกรรม หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ผู้สนใจ เห็นคุณประโยชน์ของงานศิลปะแขนงต่างๆ อักทั้งเพื่อเป็น แนวทางในการต่อยอดอาชีพ และเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในแต่ละรายวิชา ที่แผนกได้ทำการเปิดสอน 

นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อสังคมครั้งที่ 7 และเปิดบ้านวิชาการ ประจำปีการศึกษา 2567 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 - 13 มีนาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการการเรียนการสอนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น แสดงผลงานของนักศึกษาแผนกศิลปกรรม กิจกรรมเต้นลีลาศ วิชาลีลาศ กิจกรรมร้องเพลง วิชาการขับร้อง การสอน 108 อาชีพ ในแต่ละรายวิชาในแผนก กิจกรรมสอยดาว และกาดมั่วศรีสุข

อดีตเสนาธิการทหารสมัย ปธน.จอร์จ ดับเบิลยู บุช ออกมาแฉ CIA เคยยุยงชาวอุยกูร์ในซินเจียง เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพจีน

(12 มี.ค. 68) พ.อ.ลอว์เรนซ์ วิลเกอร์สัน (Lawrence Wilkerson) อดีตหัวหน้าเสนาธิการทหารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เปิดเผยว่า CIA เคยได้รับคำสั่งให้เข้าไปปลุกปั่นชาว อุยกูร์ ที่ไม่พอใจรัฐบาลจีนในมณฑล ซินเจียง เพื่อทำให้เกิดความไม่สงบและสั่นคลอนเสถียรภาพของจีน

คำกล่าวของวิลเกอร์สันเกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน ในงานสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยเขาระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการดังกล่าวคือการกดดันจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ เช่น มณฑลซินเจียง ซึ่งเป็นบ้านของชาวอุยกูร์ที่มีวัฒนธรรม ศาสนา และภาษาแตกต่างจากชาวฮั่นที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของจีน

“หากเราต้องการทำให้จีนหวั่นไหว เราควรใช้ CIA เข้าไปกระตุ้นให้ชาวอุยกูร์ที่ไม่พอใจลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลปักกิ่ง” วิลเกอร์สัน กล่าวในเวลานั้นพร้อมเสริมว่า “การสร้างความไม่สงบในซินเจียงจะช่วยกดดันจีนในเวทีระหว่างประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ใช้ในการรับมือกับอิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวถูกนำกลับมาจนกลายเป็นที่สนใจอีกครั้งในปัจจุบัน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในซินเจียง ซึ่งจีนกล่าวหาสหรัฐฯ มาตลอดว่าพยายามใช้ประเด็นอุยกูร์เพื่อแทรกแซงกิจการภายในของตน

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การเปิดเผยของวิลเกอร์สันสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของสหรัฐฯ ในการใช้ปฏิบัติการลับเพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศคู่แข่ง ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางศาสนาในจีน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อคำกล่าวนี้อย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านี้ ปักกิ่งเคยกล่าวหาสหรัฐฯ ว่า ให้การสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในซินเจียง และใช้ประเด็นอุยกูร์เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาโดยตลอด

ส่วนเรื่องการเปิดเผยดังกล่าวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างไร ยังต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้งในหลายประเด็น ตั้งแต่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ไปจนถึงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ทั้งนี้ ยังไม่พบแหล่งข้อมูลจากสำนักข่าวต่างประเทศที่ยืนยันข้อมูลดังกล่าว ดังนั้นควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เพิ่มเติม

‘กรวิน’ จับมือ ‘MASTER’ ทุ่ม 250 ล้าน เปิด “KRM Plastic Surgery Hospital” รพ.ศัลยกรรมความงามใหญ่สุดแห่งแรกในอีสานตอนกลาง

‘กรวิน คลินิก’ จับมือ ‘MASTER’ ทุ่มลงทุน 250 ล้านบาท เปิดตัว “KRM Plastic Surgery Hospital” โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใหญ่สุดแห่งแรกในภาคอีสานตอนกลางอย่างเป็นทางการ เน้นศัลยกรรมความงามครบวงจร ชูจุดเด่นทำเลดีใกล้สนามบิน รองรับกลุ่มลูกค้าขอนแก่น-พื้นที่ใกล้เคียงและต่างประเทศ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน พร้อมส่องเทรนด์ความงามปี 2568 ยังโตดี ตอบโจทย์ดีมานด์เน้นความปลอดภัย มาตรฐานโรงพยาบาล และแพทย์ชำนาญการเป็นหลัก ตั้งเป้ารายได้ปี 2568 เติบโต 15-20% 

เมื่อวันที่ (11 มี.ค. 68) นายแพทย์กรวิน ศิริโรจนทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เค เมดิคอล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ประกอบการสถานพยาบาลด้านศัลยกรรมความงาม ภายใต้แบรนด์ ‘กรวิน คลินิก’ ‘รณภีร์ คลินิก’ และ ‘KRM Plastic Surgery Hospital’ เปิดเผยว่า บริษัทร่วมทุนกับ บมจ.มาสเตอร์ สไตล์ (MASTER) ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ในฐานะพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เปิดตัว “KRM Plastic Surgery Hospital” โรงพยาบาลเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งเคอาร์เอ็ม ขอนแก่น โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมความงามครบวงจรใหญ่สุดแห่งแรกในภาคอีสานตอนกลางอย่างเป็นทางการ ด้วยเงินลงทุน 250 ล้านบาท เพื่อให้บริการด้านศัลยกรรมเสริมจมูกเทคนิคปิด และขยายเพิ่มบริการใหม่ๆ เช่น ดึงหน้า ยกคิ้ว เสริมหน้าอก ตัดหนังหน้าท้อง ดูดไขมัน ปลูกผม บริการด้านผิวพรรณ และตรวจสุขภาพ เป็นต้น รองรับกลุ่มลูกค้าในขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น นครราชสีมา อุดรธานี มหาสารคาม หนองคาย ชัยภูมิ บุรีรัมย์ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม เป็นต้น 

KRM Plastic Surgery Hospital ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น เป็นอาคารสูง 3 ชั้น ขนาดพื้นที่กว่า 3,500 ตร.ม. ประกอบด้วย ห้องผ่าตัด (OR) จำนวน 7 ห้อง ห้องพักฟื้น 8 เตียง ห้อง IPD  6 เตียง ห้องเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ (CSSD) พร้อมอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานระดับสากล โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ประจำโรงพยาบาล เช่น 
•นายแพทย์ศิรพล ประชากุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ศัลยแพทย์เฉพาะทางตกแต่งใบหน้า (Facial Plastic Surgery) ชำนาญหัตถการเสริมจมูก ดึงหน้า และยกคิ้วส่องกล้อง 
•นายแพทย์กวีศักดิ์ เสาทองหลาง ศัลยแพทย์เฉพาะทางตกแต่ง (Plastic Surgery) ชำนาญหัตถการเสริมหน้าอก ยกกระชับหน้าอก ตัดหน้าอก ดึงหน้า ตัดหนังหน้าท้อง ยกคิ้วส่องกล้อง และดูดไขมัน 
•นายแพทย์พิจักษณ์ สิริรัตนากุล ศัลยแพทย์ทั่วไป (General Surgery) ชำนาญการหัตถการเสริมหน้าอก ยกกระชับหน้าอก ดูดไขมัน และตัดเหนียง
•นายแพทย์อภิชิต วิรัชพงศานนท์ ศัลยแพทย์ทั่วไป (General Surgery) ชำนาญหัตถการเสริมหน้าอก  ตา 2 ชั้น ปากกระจับ เสริมจมูก และเสริมคาง 
•นายแพทย์อธิกร เทียบพา ศัลยแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมประสาทและสมอง (Neuro Surgery) ชำนาญการหัตถการดึงหน้า ยกคิ้ว ส่องกล้อง เสริมหน้าผาก เสริมขมับ เสริมร่องแก้ม ตา 2 ชั้น ปากกระจับ เสริมจมูก และเสริมคาง 
•นายแพทย์ชนัตถ์ มาลัยกนก ศัลยแพทย์เฉพาะทางสูตินรีเวช (OB /GYN Surgery) ชำนาญการหัตถการตกแต่งเลเบีย 
ยกกระชับช่องคลอด และฟิลเลอร์เติมเต็มน้องสาว 
•แพทย์หญิงปิยทิพย์ ปิยอรรถกิจ แพทย์หญิงณัฐวรรณ ครุธามาศ และ แพทย์หญิงดรรชนี สิงห์ไธสง แพทย์ประจำศูนย์ความงาม และ Wellness 

“จังหวัดขอนแก่นจัดเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ตามกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยว ในฐานะเป็น MICE City 1 ใน 5 พื้นที่ของประเทศ ด้วยศักยภาพความพร้อม ทั้งศูนย์กลางทางการแพทย์ การลงทุน การค้า เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การคมนาคม การศึกษา และศูนย์ราชการ ทำให้มีผู้คนสัญจรและเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าจังหวัดจำนวนมากและต่อเนื่อง ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจของ KRM Plastic Surgery Hospital และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการศัลยกรรมความงามของภาคอีสานตอนกลาง ด้วยความมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานโรงพยาบาลสู่ระดับสากลและความปลอดภัยสูงสุด” นายแพทย์กรวินกล่าว  

ทั้งนี้ ประเมินว่าปี 2568 อุตสาหกรรมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและรูปร่างอยู่ในช่วงขาขึ้นและเติบโตต่อเนื่อง ตามตลาดความงามที่มีความต้องการซื้อสูง ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุด และได้รับการดูแลจากแพทย์ที่ชำนาญการสูงสุดด้านการศัลยกรรม ผสมผสานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดยส่วนใหญ่จะเน้นความละเอียดอ่อน และผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ รวมถึงการเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานโรงพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ และมีแพทย์ชำนาญการเฉพาะทาง

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2568 นี้ เน้นสร้างความเชื่อมั่นให้ KRM Plastic Surgery Hospital เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และนำเสนอบริการต่าง ๆ ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการที่ MASTER เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งระบบสารสนเทศโรงพยาบาล Hospital Information Systems (HIS) รวมถึงระบบงานบริหารจัดการความพึงพอใจของลูกค้า Customer Relationship Management (CRM) อีกด้วย

ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์การตลาดแบบ Online Marketing มากขึ้น แนะนำบริการด้านศัลยกรรมความงามกับกลุ่มเป้าหมายในทุกระดับ ซึ่งต่อจากนี้บริษัทจะทำการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของศูนย์ดูแลผิวพรรณ ได้นำนวัตกรรมเครื่องยกกระชับรุ่นใหม่ “Ulthera Prime” (อัลเทอร่าไพร์ม) ที่ช่วยฟื้นฟูผิวชั้นลึก ลดริ้วรอย รอยใต้ตา ยกหางตา-หางคิ้ว ร่องแก้ม ช่วยเก็บกรอบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวหน้าเรียบเนียน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหย่อนคล้อย ผิวไม่ค่อยกระชับ แบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เพื่อเพิ่มรายได้ของการดูแลผิวพรรณอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 560 ล้านบาท หรือคิดเป็นเติบโต 15-20%

นอกจากนี้ภายในงานเปิดตัว “KRM Plastic Surgery Hospital” ยังแต่งแต้มสีสันกับทัพเหล่าดารา คนดัง และ อินฟลูเอนเซอร์ เช่น คุณแม่นกน้อยอุไรพร, เฮียหน่อย หมอลำไอดอล, บอสโจ และ น้องอุ๋งอิ๋ง สาวน้อยเพชรบ้านแพง, ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ และคุณโกกิ โตเกียวมิวสิค, คุณใหม่ พัชรี, คุณบิว จิตรฉรีญา, คุณป๊ายปาย โอริโอ, คุณดิว ธีรภัทร, ธัญญ่า อาร์สยาม, กิ๊ก รุ่งนภา, นะนุ่น & Collarich, Team Mister Khonkaen 2024, นางสาวไทยสกลนคร 2568  มาร่วมแสดงความยินดีกับงานเปิดตัวโรงพยาบาล  

นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ในนาม โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ผู้นำอันดับต้นของอุตสาหกรรมด้านความงามในไทยและเอเชีย ในฐานะ Regional Company กล่าวว่า ภายหลังจากการเข้าถือหุ้น 40% ใน กรวิน คลินิก การร่วมทุนในครั้งนี้ เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจของ MASTER ทำให้สามารถเพิ่มรายได้และยังสร้างประโยชน์ทางธุรกิจให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต 

โดย MASTER พร้อมให้การสนับสนุน กรวิน คลินิก ในทุกมิติ ด้วยการส่งทีมแพทย์ของโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช เช่น หมอกาย- นพ.ณัฐดนัย ชาวชายโขง แพทย์ชำนาญการหัตถการดูดไขมัน, หมอเป็ด-นายแพทย์ชิดพงศ์ ทองกุม แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า และหมอฟรี-นายแพทย์วรดร สกลพรวศิน แพทย์ชำนาญการด้านสุขภาพเพศชาย มาร่วมเสริมทัพที่ KRM Plastic Surgery Hospital ด้วย และในโอกาสนี้ร่วมยินดีกับ กรวิน คลินิก ที่สามารถเปิดตัวโรงพยาบาลได้สำเร็จตามแผนที่ตั้งไว้  

“เรียกได้ว่า กรวิน คลินิก เป็นหนึ่งในผู้นำด้านศัลยกรรมเสริมจมูกเทคนิคปิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้เริ่มทำศัลยกรรม ถือเป็นตลาดใหญ่ติด 1 ใน 3 ของตลาดเสริมจมูกเทคนิคปิด ดำเนินธุรกิจมามากกว่า 16 ปี มีจุดเด่น คือ แพทย์เป็นเจ้าของเองและมีความชำนาญการด้านการเสริมจมูกเทคนิคปิดโดยเฉพาะ พร้อมให้คำปรึกษาปัญหาความงามทั้งใบหน้าและผิวหน้าแบบครบวงจร โดยออกแบบใบหน้าเคสต่อเคส ดูแลทุกขั้นตอนด้วยแพทย์ พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย เพิ่มความมั่นใจด้วยการรับประกันนาน 12 เดือน ถือเป็นแต้มต่อทางธุรกิจที่สำคัญ ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มสร้างผลกำไรให้ MASTER เข้าเต็มปี 2569 เป็นปีแรก” นางสาวลภัสรดากล่าว

MASTER พร้อมรับโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต ทั้งด้าน Organic และ Inorganic พร้อมด้วยกลยุทธ์แบบ Merger and Partnership (M&P) ทั้ง Cross Border - Cross Selling และ Cross Synergy ซึ่งที่ผ่านมา MASTER ขยายการลงทุนเข้าไปถือหุ้นสัดส่วน 36-40% ของบริษัทชั้นนำในวงการศัลยกรรมความงาม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจำนวน 15 บริษัท ครอบคลุมทั้ง 3 กลุ่มกลยุทธ์ทางธุรกิจ ทำให้เป็นแรงสนับสนุนการสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันของกลุ่มบริษัท และส่งเสริมให้ MASTER ครองมาร์เก็ตแชร์ในตลาดศัลยกรรมความงามและแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น อย่างไรก็ตามปี 2568 MASTER ยังมั่นใจผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ โดยคาดหวังลูกค้าต่างประเทศจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40%   

สวทท. ประกาศ ยกย่องเชิดชู 'องค์กรต้นแบบ-คนวงการสื่อ' เตรียมเข้ารับ 'พระราชทานรางวัลเทพทอง' ครั้งที่ 23

เมื่อวันที่ (11 มี.ค.68) ที่สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สวทท.) ซอยอารีย์ พหลโยธิน 7 กรุงเทพมหานคร นางสาวชุติพันธุ์ ลิมปะพันธุ์ นายกสมาคม และ นายสมชาย จรรยา อุปนายกฝ่ายโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล พร้อมคณะกรรมการบริหาร ร่วมแถลงข่าวงานพระราชทานรางวัลเทพทอง ครั้งที่ 23

นางสาวชุติพันธุ์ ลิมปะพันธุ์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า สมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการจัดงานพระราชทานรางวัลเทพทองมาแล้วรวม 22 ครั้ง และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 23 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและสร้างความภาคภูมิใจแก่องค์กรดีเด่น ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เป็นผู้มีส่วนสนับสนุนให้บุคลากรในวงการวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงและสื่อออนไลน์ ผลิตผลงานที่ดีมีคุณภาพ ให้ประโยชน์ทั้งด้านการศึกษา การปกครอง สิ่งแวดล้อม และความบันเทิง ตลอดจนบุคคลดีเด่นด้านวิทยุโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง ที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชนของชาติ และส่งเสริมการใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องชัดเจน

ปีนี้มีผู้เข้ารับรางวัลทั้งสิ้น 72 รางวัล ประกอบด้วย องค์กรดีเด่น 26 รางวัล บุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ 16 รางวัล บุคคลดีเด่นด้านวิทยุกระจายเสียง 11 รางวัล และผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานเทพทองครั้งนี้รับโล่เกียรติยศ จำนวน 19 รางวัล

ด้าน นายสมชาย จรรยา กล่าวว่า สำหรับรางวัลองค์กรดีเด่น ได้แก่ สถาบันพระปกเกล้า บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โค้ช เชโรงเรียนสอนเทควันโด้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัด ผู้ผลิตเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ มูลนิธิธรรมดี องค์การบริหารส่วนตำบลโพนสว่าง จังหวัดหนองคาย หน่วยทหารพรานกองทัพบก องค์การบริหารส่วนตำบลกุดค้า อำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ บริษัท ฮิลล์คอฟฟ์ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดอุบลราชธานี ละครชาตรี คณะเพชรสุมาพร จังหวัดเพชรบุรี มูลนิธิยังมีเรา บริษัท ปิรามิด โซลูชั่น จำกัด จังหวัดภูเก็ต สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4 จังหวัดพิษณุโลก วัดต้นพยอม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชนบ้านปากช่อง หมู่ที่ 3 อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี สมาคมข้าราชการบำเหน็จบำนาญ กระทรวงสาธารณสุข (สาขากรุงเทพมหานคร) สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิง ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สโมสรไลออนส์ พัทยา-บางละมุง จังหวัดชลบุรี บริษัท เอ็ม.เจ.บางกอกวาล์วและฟิตติ้ง จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ สถานีข่าวเอทีวี บริษัท ทีวีนิวส์ จำกัด จังหวัดอยุธยา โรงแรมอาร์อัส โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น บริษัท โมเดิร์นโกลด์เยาวราช จำกัน 

สำหรับบุคคลดีเด่นด้านโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ได้แก่ นายสุวิกรม อัมระนันทน์ กรรมการผู้จัดการและพิธีกรรายการ รายการเปอร์-สเปกทิฟ (PERSPECTIVE)สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เอ็มคอต เอชดี หมายเลข 30 นายอดิศักดิ์ ศรีสม ผู้ผลิตและผู้บรรยายสารคดี รายการประวัติศาสตร์นอกตำรา ทางสื่อออนไลน์ (YouTube) นางสาวอุมาพร ธำรงวงศ์โสภณ บรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าว รายการสดข่าวเที่ยง สถานีโทรทัศน์ช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 นางสาวประภาศรี สภานนท์ ผู้ช่วยบรรณาธิการออนไลน์ และผู้ประกาศข่าวรายการตลาดข่าว และรายการตลาดข่าวสุดสัปดาห์ สถานีโทรทัศน์ช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ผลิตรายการและผู้ดำเนินรายการ รายการข่าวเป็นข่าว สถานีโทรทัศน์ ท็อปนิวส์ หมายเลข 18 เจเคเอ็น นางสาวอัจฉรา ชูสว่าง โปรดิวเซอร์และผู้สร้างสรรค์การผลิตรายการ รายการลายกนกยกสยามสถานีโทรทัศน์ ท็อปนิวส์ หมายเลข 18 เจเคเอ็น นายวารินทร์ สัจเดว พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และผู้ดำเนินรายการข่าวรายการ TNN World Today สถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น ช่อง 16 นางสาวตะวันรุ่ง ปริสุทธิธรรม ผู้ประกาศข่าว และผู้ดำเนินรายการข่าว รายการ MONO ข่าวเช้า สถานีโทรทัศน์โมโน 29 ว่าที่ร้อยตรีภคพงศ์ อุดมกัลยารักษ์ ผู้ประกาศข่าว และผู้ดำเนินรายการข่าวรายการข่าวพร้อมบวก สถานีโทรทัศน์โมโน 29 นางรัสรินทร์ ปริยไชยพงศ์ ศิลปินนักแสดงอิสระ ฉายานางเอกหนังตลกร้อยล้าน(ชื่อในวงการ ปิยะมาศ โมนยะกุล) เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม นางสาวจิตรฉรีญา บุญธรรม นักร้องแนวลูกทุ่ง นักร้องหมอลำหญิงชาวไทย (ชื่อในวงการ บิว จิตรฉรีญา) เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม นายสุรพล ทองด้วง นักร้องหมอลำ แชมป์หมอลำไอดอลคนแรกจากรายการหมอลำไอดอล(ชื่อในวงการ อ๊อฟ สุรพล) สถานีโทรทัศน์ช่องเวิร์คพอยท์ หมายเลข 23 นายวีระพงษ์ วงศ์ศรี ศิลปิน หมอลำต้นแบบ และนักประพันธ์ (ชื่อในวงการ บิ๊ก ภูมารินทร์) เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม นายภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ พิธีกร วีเจ ศิลปินนักแสดง นักดนตรี และ เจ้าของเพจท่องเที่ยว Go Went Go นายจิตกร บุษบา ผู้ดำเนินรายการ กู๊ดมอร์นิ่งแนวหน้า ทางแนวหน้าออนไลน์ นางสาวกนกวรรณ ขวัญอ่อน นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษและนักจัดรายการสื่อออนไลน์ เพจ 'กลุ่มช่วยด้วยใจ' ผู้ให้การปรึกษาตามแนวพุทธจิตวิทยา 

บุคคลดีเด่นด้านวิทยุกระจายเสียง ได้แก่ นายวิชัย วรธานีวงศ์ นักจัดรายการวิทยุรายการ ซีอีโอ วิชชั่น พลัส คลื่นความคิด เอฟเอ็ม 96.5 เมกะเฮิรตซ์ นางสาวมลฤดี ลูกอินทร์ นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ และนักจัดรายการ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษเอฟเอ็ม 100.25 เมกะเฮิรตซ์ นางสาวปิยาภรณ์ กสิกรรมเมธากุล นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ และนักจัดรายการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดยโสธร เอฟเอ็ม 90.0 เมกะเฮิรตซ์รองศาสตราจารย์พนิดา จงสุขสมสกุล นักจัดรายการวิทยุ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร เอฟเอ็ม 107.25 เมกะเฮิรตซ์นางสาวสุพัตรา พรหมศร นักประชาสัมพันธ์เชี่ยวชาญ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา เอฟเอ็ม 87.5 เมกะเฮิรตซ์ นายอานันท์ จันทร์ศรี นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาเอฟเอ็ม 87.5 เมกะเฮิรตซ์ นางสาวอาทิตยา ปักกะทานัง นักประชาสัมพันธ์ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เอฟเอ็ม 89.5 เมกะเฮิรตซ์ นางสาวณัชชา โขมพัฒน์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่ง ชื่อในวงการ นุจรี ศรีราชา นางสาวอรอุมา เกษตรพืชผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเค แมส จำกัด และผู้ดำเนินรายการวิทยุ รายการไอดอล สตอรี่ ทางสถานีวิทยุกองบัญชาการกองทัพไทย เอฟเอ็ม 101.0 เมกะเฮิรตซ์ นางสาวสาลี่ อินทร์โพธิ์ ศิลปินนักร้อง ชื่อในวงการ สาลี่ ขนิษฐา นายไอยรา อัลราวีย์ บรัศว์ตฤณ บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าวออนไลน์ The States Times และผู้ดำเนินรายการ NAVY TIME สถานีวิทยุกระจายเสียงจากทหารเรือ(ส.ทร.) วังนันทอุทยาน เอฟเอ็ม 93.0 เมกะเฮิรตซ์

พระราชทานโล่เกียรติยศ อาทิ นางสุกานดา พันธุ์เสือ เจ้าของกิจการ บริษัท กานตนาทัวร์ จำกัด จังหวัดหนองคาย นางอารยา กุลธัญวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ร้านวีที แหนมเนือง จังหวัดหนองคาย นางสาวนฤมล รักษาภักดี กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นฤมลทัวร์ จังหวัดหนองคาย นายจิรายุ สีกะมุท กำนันตำบลโนนสว่าง จังหวัดหนองคายว่าที่พันตรี รุ่งโรจน์ โพธิ์ทอง ข้าราชการบำนาญ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม นายสุรเดช มณีไพศาลสกุล ที่ปรึกษาตลาดมหาชัยเมืองใหม่ จังหวัดสมุทรสาคร พระครูโสภณสาโรภาส (อภิวัฒน์ บางข่า) เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม นางสาวกนิษฐรินทร์ วามะศิริภัทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกร เดอะ เบสท์ จำกัด นางจริยา รอดเที่ยง ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์ BMC TV ONLINE และที่ปรึกษาหน่วยเผยแพร่ศีลธรรม กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม นางสาวประภารัตน์ เชื้อเวียง ผู้บริหาร บริษัท ดับเบิ้ลเอ็มอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จังหวัดขอนแก่น แพทย์หญิงณัฐฐาภณิตา รพีพงษ์พัฒนา กรรมการ บริษัทเอเบิ้ล ทูบี จำกัด นายพีรณัฐ นาคสุวรรณ์ ประธานบริษัท แพรวาออยล์ จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายมหพล ฉันทสหวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มณีพาวเวอร์ จำกัด เรืออากาศตรี กวิน สุยะนันทน์ กรรมการบริหาร บริษัท คิวเอ กรุ๊ป จำกัด นายวสันต์ พัดทอง ผู้ดำเนินรายการมิราเคิลพลังมู และผู้บริหารเพจเดี๋ยวรู้เรื่อง

‘สุชาติ’ สวน ‘ไอซ รักชนก’ ปม สปส. ซื้อตึกเก่า 7 พันล้าน ขอให้หยุดวิจารณ์คนอื่นให้เสื่อมเสีย ลั่นภูมิใจผลงานช่วงโควิด

(12 มี.ค. 68) ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ สวนกลับ ‘ไอซ์ รักชนก’ หยุดวิจารณ์คนอื่นให้เสื่อมเสีย อย่าบิดเบือนโดยการเมืองแบบสกปรก ลั่น ที่ผ่านมาสุดภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สร้างผลงานช่วงโควิด ขณะที่ไอซ์ โต้ทันควัน ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องร้อนรน 

จากกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมแถลงข่าว “แฉเสียดฟ้า กองทุนประกันสังคมจงใจลงทุนผิดพลาด เพื่อเอื้อผลประโยชน์พวกพ้องหรือไม่” ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ย่านพระราม 9 ซึ่งเป็นอาคารที่ก่อสร้างไม่เสร็จตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซื้อมาในราคา 7 พันล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินอยู่ที่ 3 พันล้านบาท เกิดเป็นส่วนต่างกว่า 4 พันล้านบาท เอื้อประโยชน์ใครหรือไม่ หรือนักการเมืองคนใด หรือพรรคใดหรือไม่ ในช่วงรมว.แรงงานคนก่อนหน้านี้ เพราะส่งคนของตัวเองไปอยู่ในอนุกรรมการการลงทุนนั้น

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11มี.ค. 68 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบโต้ถึงกรณีดังกล่าวว่า คุณไอซ์ รักชนก และทีมงานเป็นคนของประชาชน วิพากษ์วิจารณ์ ตามสมควรได้ แต่ถ้าไม่ถูกต้องถ้าเกินสมควร หรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด หรืออาจเข้าใจผิดหรือกล่าวอ้าง จนทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง มันก็ไม่สมควร

มันง่ายที่คุณว่าคนนั้นคนนี้ โดยไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้สังคมตีความไป ทุกวันนี้มีใครครับที่ออกมาประกาศดังๆๆ ว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่พวกคุณพูด อย่าสนุกกับการวิพากษ์คนอื่น เมื่อไหร่ที่มันยังไม่ใช่เรื่องของคุณ คุณจะคิดว่า ทำไมจะทำไม่ได้ หรืออะไรต่างๆนานา

“สิ่งที่ผมสร้างมา ทั้งการงาน ครอบครัว ผมใช้เวลามาทั้งชีวิต ผมไม่เคยเห็นด้วย และไปกระทำกับใคร อย่ารอให้ปัญหาแบบนี้มาถึงตัวพวกคุณเลยครับ ทุกคนทำงาน มีสิ่งที่ต้องแลกมาทั้งนั้น เวลา สุขภาพ ผมตระหนักดี ช่วงเวลาที่ผมทำหน้าที่ สิ่งที่ผมภูมิใจคือ แม้จะเป็นวิกฤตที่ไม่มีใคร แม้แต่ตัวผม ที่ไม่อยากให้เกิด คือ Covid-19 แต่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งในการวางนโยบายช่วยพี่น้องแรงงาน ตรวจคัดกรอง ประสานขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำเข้า ครม. โดยท่านนายกรัฐมนตรี เห็นชอบ และถูกใจ ผู้นำแรงงาน รวมถึง พี่น้องผู้ใช้แรงงาน จนทำให้เกิด Factory Sandbox เกิดการยับยั้งการแพร่กระจายในโรงงาน ส่งออกเติบโตในรอบ 30 ปี“

พร้อมทิ้งท้ายว่า เข้าใจครับ #คนไม่รัก #ยังไงก็ไม่รัก แต่ขอแค่ให้ท่านมองไปหลายๆทาง อย่ามองอะไรแค่ที่เขาหยิบใส่ให้เราทราบ ความจริงก็คือความจริง อย่าบิดเบือน โดยการเมืองแบบ "สกปรก" พอตัวคุณโดนบ้าง ก็อ้าง กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมทั้งที่ "ความจริงก็คือความจริง"

ในขณะเดียวกัน ทางด้านนางสาวรักชนก ได้แสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าวว่า 
1) ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องร้อนรน แล้วประชาชนจะเป็นคนตัดสินเองจากข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ

2) นักการเมืองอย่าง คุณสุชาติ ชมกลิ่น ยังกล้าไปชี้หน้ากล่าวหาคนอื่นว่า ‘การเมืองสกปรก’ ด้วยหรือคะ พูดอะไรไม่เกรงใจประวัติการทำงานของตัวเองเลย

รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้หากยูเครนต้องการสันติภาพกับมอสโก ต้องยอมสละดินแดนบางส่วนที่รัสเซียยึดครองมาตั้งแต่ปี 2014

(12 มี.ค. 68) สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) กล่าวถึง ยูเครนจำเป็นต้องยอมรับการสูญเสียดินแดนที่รัสเซียยึดครองตั้งแต่ปี 2014 เพื่อให้เกิดข้อตกลงสันติภาพกับมอสโก

รูบิโอระบุว่า การยอมรับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการยุติสงครามที่ยืดเยื้อและลดความสูญเสียเพิ่มเติม เขาเน้นย้ำว่าการคาดหวังให้ยูเครนได้ดินแดนกลับคืน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

“ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจว่า ตอนนี้ไม่มีวิธีแก้ไขด้วยกำลังทหารสำหรับสถานการณ์” นายรูบิโอกล่าว “รัสเซียไม่สามารถยึดครองยูเครนได้ทั้งหมด และจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับยูเครนที่จะผลักดันรัสเซียกลับไปเป็นเหมือนในปี 2014 ภายในระยะเวลาอันสมควร”

คำกล่าวของรูบิโอเกิดขึ้นก่อนการเจรจาสันติภาพที่กำลังจะมีขึ้นในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้ประสานงาน แต่ทว่า ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี จะไม่เข้าร่วมการเจรจาโดยตรง แต่จะส่งผู้แทนเข้าร่วมแทน

นอกจากนี้ รูบิโอยังระบุว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณากลับมาให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาในครั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐจะยุติการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองบางส่วนกับยูเครนแล้ว รวมถึงภาพถ่ายดาวเทียม แต่รูบิโอกล่าวว่าวอชิงตันยังคงให้ข้อมูลแก่เคียฟอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้เคียฟสามารถป้องกันตนเองจากการโจมตีของรัสเซียต่อไปได้ เขายังกล่าวอีกว่าไม่มีภัยคุกคามในการยุติการเข้าถึงโครงข่ายดาวเทียม Starlink ของยูเครน ซึ่งเป็นบริการอินเทอร์เน็ตจาก SpaceX ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ (Elon Musk)

อย่างไรก็ตาม นักการทูตตะวันตกเตือนว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ไม่มีแนวโน้มที่จะประนีประนอม และยืนยันที่จะรักษาดินแดนที่ยึดครองไว้ทั้งหมด

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงท่าทีของรูบิโอ ซึ่งเคยเป็นผู้วิจารณ์รัสเซียอย่างแข็งขัน แสดงถึงการปรับนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top