Monday, 3 August 2026
Hard News Team

ผอ.ศปนม.ตร. เสริมศักยภาพปราบปรามอาชญากรรมด้านน้ำมันเชื้อเพลิง 

(12 มี.ค. 68) ที่ The COP Seminar & Resort อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.ศปนม.ตร. เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเสริมทักษะการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง รุ่นที่ 1 โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมรับการฝึกอบรม 

โดยเป้าหมายของการอบรม เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อีกทั้งเรียนรู้เทคนิคการตรวจสอบ ป้องกัน และดำเนินคดี ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพในการปราบปรามอาชญากรรมด้านพลังงาน

การฝึกอบรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานร่วมสนับสนุน ตอกย้ำความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สมุทรปราการ-เทศบาลตำบลแพรกษา จัดงาน “วันสตรีสากล” แข่งทำอาหารใช้วัตถุดิบปลาสลิดของดีสมุทรปราการ

(12 มี.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานเทศบาลตำบลแพรกษาโดย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานวันสตรีสากล ประจำปี 2568 

โดยมี ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนจากชุมชนต่างๆ ในเขตพื้นที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติเป็นผู้ร่วมตัดสินรสชาติอาหารในกิจกรรมการแข่งขันการประกวดทำอาหารในครั้งนี้อีกด้วย

 จากนั้น นายวรรณวุฒิ มาสุข รองปลัดเทศบาล รักษาราชการแทนปลัดเทศบาล กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม

สำหรับกิจกรรมการประกวดทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากปลาสลิด เป็นการสนับสนุนของดีเมืองสมุทรปราการ ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากภูมิปัญญาชาวสมุทรปราการ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้า ให้เครือข่ายด้านสตรีได้รวมพลังแสดงถึงความสามัคคีของสตรีตำบลแพรกษา 

อีกทั้งสนับสนุนและร่วมกันจัดกิจกรรมให้เป็นที่รู้จักและกว้างขวางมากขึ้น ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ พิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณรางวัลสตรีดีเด่น 5 ด้าน การบรรเลงดนตรีไทยจากนักเรียนโรงเรียน PWS แพรกษาวิเทศศึกษา และการประกวดทำอาหารของคนในชุมชน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้องค์กรสตรีได้มีโอกาสทบทวนบทบาทสถานภาพ เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานที่เหมาะสมและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมสร้างสรรค

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ พบปะทหารใหม่ สร้างจิตวิญญาณความเป็นทหาร และชี้แนวทางสู่การเป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ”

ในวันอังคารที่ (11 มี.ค. 68) น.อ.ทิวา  อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พบปะ ให้กำลังใจ สร้างจิตวิญญาณความเป็นทหาร และชี้แนะแนวทางสู่การเป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ภายใต้ความเป็น “สังคมทหาร” แก่ทหารใหม่ ผลัด 4/67 ณ ลานหน้ากองบังคับการกองการฝึก ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
กิจกรรมดังกล่าวเป็นเจตนารมณ์ของ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ที่ปลูกฝังให้ทหารใหม่ให้เข้าใจระบบความเป็น “สังคมทหาร” พร้อมกับชี้แนะแนวทางของการเป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” เพื่อเป็นพื้นฐานทัศนะคติ (mindset) ต่อการปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือต่อไป 

โดยได้มอบแนวความคิดตอนหนึ่งว่า “…สังคมทหาร ไม่ใช่สังคมศักดินา ไม่มีนายไม่มีบ่าว ไม่ใช่สังคมชั้นสูง มีเเต่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะทหารเป็นสังคมที่ถืออาวุธ ไม่ใช่สังคมทาส แต่เป็นสังคมของเพื่อนคู่ชีวิต ซึ่งตายด้วยกันและตายแทนกันได้ เราอยู่ด้วยกันด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกันตามตำแหน่งหน้าที่ และคุณวุฒิทหารไม่ใช่ผู้ขายแรงงานเพื่อแลกกับเงิน หากแต่เราขายชีวิตเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองไว้ด้วยชีวิต…"

พร้อมกับได้เน้นย้ำแนวทางการฝึกอบรมของศูนย์ฝึกทหารใหม่ ตลอดจนโอกาสในการรับราชการทหารเรือให้ทหารใหม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารเรือที่มุ่งหวังให้ ศฝท.ยศ.ทร. หล่อหลอมให้ทหารใหม่ทุกนายเป็นทหารที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมนึก เชื้อสนุก รายงาน

สาวนักวิ่งจากบรู๊กวิลล์ ไฮสคูล โดนคู่แข่งใช้ไม้คฑาวิ่งผลัดฟาดศีรษะ ออกจากการแข่งด้วยความเจ็บปวด ขณะที่มือทำยังปฏิเสธบอกเป็นเพียงอุบัติเหตุ

(11 มี.ค. 68) โลกโซเชียลแชร์คลิปวิดีโอเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างการแข่งขันวิ่งผลัด 4×200 เมตร หญิง ระดับไฮสคูลในรัฐเวอร์จิเนีย ของสหรัฐฯ รายการ 'เวอร์จิเนีย สเตท ไฮสคูล ลีก แชมเปี้ยนชิพส์' ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยลิเบอร์ตี้ ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อหญิงสาวชื่อ เคเลน ทัคเกอร์ นักวิ่งจาก บรู๊กวิลล์ ไฮสคูล ถูกเพื่อนร่วมอาชีพ อาไลล่า เอฟเวอเร็ตต์ จากทีม ไอ.ซี. นอร์คอม ไฮสคูล ใช้ไม้คฑาวิ่งผลัดฟาดเข้าที่ด้านหลังศีรษะ จนต้องออกจากการแข่งขันอย่างเจ็บปวด

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองทีมกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทัคเกอร์กำลังพยายามเบียดแซงเอฟเวอเร็ตต์ แต่ในขณะที่ทั้งสองเร่งความเร็วเข้ามาใกล้กันในช่วงทางโค้ง กลายเป็นเอฟเวอเร็ตต์กลับใช้ไม้ผลัดฟาดที่หลังศีรษะของทัคเกอร์อย่างรุนแรง ส่งผลให้ทัคเกอร์เสียการทรงตัวและล้มลงนอกที่นอกลู่วิ่ง 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ทีมแพทย์และกรรมการรีบเข้ามาดูอาการของทัคเกอร์ ซึ่งเจ้าตัวมีอาการมึนงง ก่อนถูกหามออกจากการแข่งขัน ขณะที่ผู้จัดการแข่งขันกำลังดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์นี้อย่างละเอียดเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการกระทำของเอฟเวอเร็ตต์ ซึ่งอาจถูกลงโทษในภายหลัง

เหตุการณ์นี้ทำให้การแข่งขันเวอร์จิเนีย สเตท ไฮสคูล ลีก แชมเปี้ยนชิพส์ ได้รับความสนใจจากผู้ชมคลิปไปทั่วโลก โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมในสนามแข่ง และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปมาตรการด้านความปลอดภัยในกีฬาระดับนี้

อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเหตุการณ์ อาไลล่า เอฟเวอเร็ตต์ ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวท้องถิ่น WAVY โดยเธอเล่าว่าการฟาดไม้ผลัดใส่ทัคเกอร์นั้นเป็นอุบัติเหตุ

“มันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน ฉันพยายามจะวิ่งแซงขณะจับที่ไม้ผลัด แต่ในช่วงที่ทั้งสองทีมเบียดกัน ฉันรู้สึกว่าไม้ผลัดของฉันอาจจะไปโดนเขาโดยไม่ตั้งใจ” เอฟเวอเร็ตต์ กล่าวพร้อมน้ำตา

ทั้งนี้เอฟเวอเร็ตต์ยังได้กล่าวขอโทษต่อทัคเกอร์และทีมของเขา พร้อมทั้งยืนยันว่าเธอไม่เคยมีเจตนาทำร้ายคู่แข่งและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“มาดามแป้ง” เคลื่อนไหวเดือดถึง “สมยศ” หลัง ส.บอลแพ้คดีต้องจ่าย 360 ล้าน พร้อมปูดอดีตนายกสมาคมฯ คนเก่า กู้เงินฟีฟ่า 155 ล้าน

(11 มี.ค. 68) จากกรณีคดีพิพาทระหว่าง สยามสปอร์ต กับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้บทสรุปว่า สมาคมฯ จะต้องจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยให้ สยามสปอร์ต 360 ล้านบาท หลังมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นตั้งแต่ยุค "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เป็นนายกสมาคมฯ แต่มามีคำพิพากษาในยุคของ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ที่เพิ่งทำงานในฐานะนายกสมาคมฯ ครบ 1 ปีไปไม่นานนี้

ล่าสุด "มาดามแป้ง" ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงเวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า 

"วันที่เลื่อนแถลงข่าวที่ผ่านมา เพราะป่วย และที่ผ่านมาติดภารกิจไปพบฟีฟ่าที่ต่างประเทศ"

"ในขณะที่แป้งเข้ามารับตำแหน่ง สภากรรมการได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ทรัพย์สิน หนี้สิน สมาคมฟุตบอล จากการตรวจสอบพบว่า สมาคมมีเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสด อยู่ 27 ล้านบาท มีหนี้สิน 132 ล้านบาท เรื่องทั้งหมดนี้ถูกตรวจสอบทั้งหมด แต่แป้งไม่เคยออกมาพูด"

"เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ท่านอดีตนายกสมาคมฯได้สารภาพ ว่าได้กู้ยืมเงินระยะยาวจากฟีฟ่า โดยเป็นเงินกู้และเบิกรับครั้งเดียว 5 ล้านเหรียญ คือ 155 ล้านบาท โดยแบ่งจ่าย 10 งวด 10 ปี"

"แป้งคงไว้ไม่ยกเลิกสัญญากับแพลนบี เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเดียวกับสยามสปอร์ต โดยที่แพลนบีการันตีรายได้ให้มากขึ้น แพลนบีคืนสิทธิ์ในการจำหน่ายตั๋ว และวางหลักประกัน การถ่ายทอดสดกับไทยรัฐหรือพีพีทีวี"

"สมาคมในยุคที่แล้วได้มีการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไทยลีกให้ต่างประเทศ แป้งได้ไปซื้อกลับมา และยังขายสิทธิ์ที่นำมาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดแก่คนนอก นั่นคือ Data analysis ถูกขายไปจนถึงปี 2571 ให้กับ perform มาเลเซีย"

"ตั้งแต่แป้งเข้ามารับตำแหน่งไม่เคยรับเงินเดือน แต่ในยุคก่อนท่านรับเงินเดือนจากทั้งสมาคมฟุตบอลและไทยลีก รวม 2 ที่ 1 ล้านบาท ไม่รวมโบนัส และส่งผลให้มีการร้องเรียนถึงความเหมาะสม ล่าสุดมีการพิจารณาว่านายกสมาคมไม่สามารถรับเงินเดือนได้ เพราะไม่ใช่ลูกจ้างสมาคม เป็นการอาสาเข้ามา และยังไม่พบว่ามีการคืนเงินให้สมาคมแล้ว"

"ปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เกิดในสมัยสภากรรมการชุดเดิม แป้งเข้ามาและทราบข้อความจากฝ่ายกฎหมายแล้วว่าศาลชั้นต้นแพ้ให้สยามสปอร์ต ต้องจ่าย 50 ล้าน"

"ต่อมาศาลอุทธรณ์ให้สมาคมจ่าย 450 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย จากนั้นคำพิพากษาศาลฎีกา ให้สมาคมฯ จ่าย 360 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย"

"จำเลยที่ 2-19 ท่านอดีตนายกสมาคม ไม่ต้องรับผิดชอบการเงินเป็นการส่วนตัว เพราะเป็นการกระทำในกรอบอำนาจหน้าที่"

"ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการยกเลิกสัญญาที่ไม่ถูกต้อง จากคำพิพากษาจากแฟนบอลทั่วไป หรือหลายท่าน ที่อดีตนายกสมาคม ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น คือจริงๆ ไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทย์คือสยามสปอร์ต แต่อย่างไรก็ตามแป้งและฝ่ายกฎหมายศึกษาอย่างเด่ดชัดแล้วว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์ มาตรา 76 จึงเป็นที่มาว่า แป้งตัดสินใจแล้ว จะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภากรรมการเฉพาะกิจเร่งด่วนเพื่อฟ้องไล่เบี้ยแก่จำเลยที่ 2 และสภากรรมการยุคนั้น"

ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว มาดามแป้ง ได้โพสต์เพซบุ๊กว่า 
“ปกติทุกท่านคงจะทราบ แป้ง เป็นมือประสานสิบทิศ ไม่อยากเป็นศัตรูของใครเลย แต่การทำงานของ แป้งในวันนี้ แป้ง ทำด้วยผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก”

“กีฬาฟุตบอลไทย เป็นกีฬาที่คนไทยดูมากที่สุด 70% และคนเล่นสูงสุดรองจากมวย ดังนั้น แป้ง คิดว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาของคนทั้งชาติ สิ่งที่แป้งและคณะกรรมการ จะทำต่อไป ไม่ได้มีความขัดแย้ง ส่วนตัวกับท่านใด แต่ทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสมาคมฯ และของชาติไทย”

'กกพ.' เสนอ 3 ทางเลือกค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. 68 ที่ 4.15-5.16 บาท/หน่วย ชี้ แนวโน้มอาจตรึงค่าเอฟทีเท่าปัจจุบัน เหตุภาระหนี้และต้นทุนเชื้อเพลิงยังกดดัน

‘กกพ.’ เสนอ 3 ทางเลือกค่าไฟงวด พ.ค. – ส.ค. 2568 ที่ 4.15 – 5.16 บาทต่อหน่วย ชี้หลายปัจจัยยังคงกดดันค่าไฟ ทั้งภาระหนี้ต่อ กฟผ. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ผันผวนจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ปริมาณความต้องการไฟฟ้าเพิ่มต่อเนื่อง ปริมาณไฟฟ้าพลังน้ำนำเข้าลดลงตามฤดูกาล และแนวโน้มต้นทุนไฟฟ้าจากถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้น

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ค่าเอฟทีในงวดเดือน พ.ค.- ส.ค. 2568 ยังคงมีภาระการชดเชยต้นทุนคงค้างที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. นอกจากนี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังผันผวนจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ และการระบายน้ำของเขื่อนในประเทศได้ลดลงในฤดูแล้ง แม้จะมีแผนเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแล้ว แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้ายังมีแนวโน้มที่สูงขึ้นตามสภาพอากาศร้อน ทำให้ กกพ. ยังไม่สามารถประกาศปรับลดค่าเอฟทีลงได้

“ปัจจัยหลักๆ ยังคงเป็นภาระการชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. และต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูแล้งและอากาศที่ร้อนทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำลดลงตามฤดูกาล ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ากลับเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเอฟที และไม่สามารถปรับลดค่าเอฟทีลงได้อีก” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนที่ กกพ. ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อร่วมหาแนวทางใหม่เพิ่มเติม ในการปรับลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ กกพ.ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเพิ่มเติม ที่จะสามารถนำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟทีได้ทันตามวงรอบปกติของการพิจารณาค่าไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค.- ส.ค. 2568 ที่ถูกกำหนดให้ต้องทบทวนค่าเอฟที และค่าไฟฟ้า ล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 1 เดือนก่อนที่การประกาศจะมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันพุธที่ 5 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา กกพ. มีมติให้สำนักงาน กกพ. ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2568 แบ่งเป็น 3 กรณีตามเงื่อนไข ดังนี้

กรณีที่ 1: ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่าเอฟที (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) และการคำนวณกรณีเรียกเก็บมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าปี 2566 ค่าเอฟทีขายปลีกเท่ากับ 137.39 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่าเอฟทีที่สะท้อนแนวโน้ม (1) ต้นทุนเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 จำนวน 16.39 สตางค์ต่อหน่วย และ (2) เงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 71,740 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 99.98 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) จำนวน 15,084 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 21.02 สตางค์ต่อหน่วย) รวมจำนวน 121.00 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 – ธันวาคม 2567 ในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ จะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่าเอฟทีขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.16 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากระดับ 4.15 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 2: ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่าเอฟที (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมด) ค่าเอฟทีขายปลีกเท่ากับ 116.37 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่าเอฟทีที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 จำนวน 16.39 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 71,740 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 99.98 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ. จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งเมื่อรวมค่าเอฟทีขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.95 บาท ต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากระดับ 4.15 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังไม่รวมมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) อีกจำนวน 15,084 ล้านบาท

กรณีที่ 3: กรณีตรึงค่าเอฟทีเท่ากับงวดปัจจุบัน (ข้อเสนอ กฟผ.) ค่าเอฟทีขายปลีกเท่ากับ 36.72 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2568 จำนวน 16.39 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมได้จำนวน 14,590 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 20.33 สตางค์ต่อหน่วย) เพื่อนำไปพิจารณาทยอยคืนภาระค่า AF ให้แก่ กฟผ. และมูลค่าส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บ เดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) ในระบบของ กฟผ. ต่อไป โดยคาดว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 จะมีภาระต้นทุนคงค้างที่ กฟผ. รับภาระแทนประชาชนคงเหลืออยู่ที่ 60,474 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) อีกจำนวน 15,084 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมค่าเอฟทีขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงที่เท่ากับ 4.15 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกับงวดปัจจุบัน

“จากแนวโน้มค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงจากงวดก่อนหน้า 0.91 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 68) เป็น 34.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2568 ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลดลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง โดยการไฟฟ้าได้ลดต้นทุนโดยซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศและการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนำเข้าเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ยังต้องจัดหานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวแบบสัญญาตลาดจร (LNG Spot) มากกว่าช่วงต้นปี โดยราคา LNG Spot ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามปริมาณความต้องการในตลาดโลกมาอยู่ที่ 14.0 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู แต่ปัจจัยที่ยังไม่สามารถทำให้ค่าไฟลดลงได้ยังคงมาจากภาระหนี้ค่าเชื้อเพลิงสะสมในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าจะลดลงมากจากงวดก่อนหน้า แต่ภาระหนี้ที่มีอยู่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงและต้องได้รับการดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศด้วย” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสาเหตุหลักซึ่งเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมส่งผลให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวลดลง แต่เมื่อรวมกับการทยอยคืนหนี้ค่าเชื้อเพลิงค้างชำระในงวดก่อนหน้าที่ยังคงสูงอยู่ ส่งผลให้ค่าไฟในช่วงกลางปี 2568 นี้ อาจจะต้องปรับเพิ่มค่าเอฟทีขึ้นสู่ระดับ 116.37 – 137.39 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อคืนหนี้คงค้างให้กับ กฟผ. และ ปตท. ซึ่งทำให้เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.7833 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บในงวด พ.ค. – ส.ค. 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 4.95 – 5.16 บาทต่อหน่วย หรือหากตรึงค่าเอฟทีไว้ที่ 36.72 สตางค์ต่อหน่วย โดยทยอยคืนหนี้คงค้างควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อการปรับค่าไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดดเพื่อลดภาระของประชาชน ค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย เท่ากับปัจจุบัน

สำนักงาน กกพ. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าได้ง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าลดการใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ ปิด หรือดับไฟเมื่อเลิกใช้งานปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศา เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน ซึ่งทั้ง 5 ป. จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าเองด้วย

ทั้งนี้ กกพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 11 – 24 มีนาคม 2568 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

รทสช. ร่วมยินดี ‘กฎหมายสุรารวมไทย’ ผ่านวุฒิสภา ช่วยเปิดกว้างการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรท้องถิ่น

‘โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ’ ร่วมยินดีกฎหมายสุรารวมไทยผ่าน ส.ว. เปิดกว้างการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตร แง้มอีกหลายกฎหมายยึดผลประโยชน์ประเทศชาติ-ประชาชน จ่อเข้าคิวพิจารณา 

(11 มี.ค.68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยกรณีวุฒิสภาได้มีมติผ่าน ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....ว่า 

ในลำดับแรกต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือ กฎหมายสุรารวมไทย ได้ผ่านวุฒิสภา ซึ่งถือเป็นก้าวที่มีความสำคัญที่ปลดล็อกให้วิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตสุราสีได้ ซึ่งจะเป็นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตร ผ่านการแปรรูปสินค้าทางการเกษตร เช่น พืชและผลไม้ในท้องถิ่น 

และคาดว่าผลของกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ปรากฏสุราของไทยที่ผลิตจากผลไม้ขึ้นชื่อในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นลำไย มะพร้าวน้ำหอม สับปะรด มังคุด หรือผลไม้พื้นถิ่นต่างๆ เพื่อจำหน่ายเป็นของฝากในท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่น ให้เติบโตยิ่งขึ้น

กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเปิดกว้างตลาดการผลิต ทลายทุนผูกขาด ทำให้เกิดการแข่งขันในตลาด จึงขอขอบคุณวุฒิสมาชิกที่ได้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้เสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน โดยการนำของนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ

และไม่ใช่แค่กฎหมายฉบับนี้เท่านั้น กฎหมายที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติยังมีอีกหลายฉบับซึ่งเป็นกฎหมายที่มีประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนที่รอการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค้า การปรับปรุงกฎหมายโรงงาน กฎหมายสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ กฎหมายเครดิตบูโร กฎหมายการควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า เป็นต้น ซึ่งทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ จะได้ดำเนินการติดตามความคืบหน้าในการพิจารณากฎหมายต่อไป

THE STATES TIMES ผนึกกำลัง SPUTNIK ร่วมพัฒนาวงการสื่อสารมวลชนไทย

(11 มี.ค. 68) ครั้งแรกในประเทศไทย กับการผนึกกำลังของ 2 หน่วยงานด้านสื่อออนไลน์ ระหว่างสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES จากประเทศไทย กับ สำนักข่าว SPUTNIK ของรัสเซีย พร้อมด้วยวิทยาลัยผู้นำและนัวตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 

จัดสัมมนา เผยแพร่ความรู้ด้านข่าวสาร ในหัวข้อ THE FUTURE JOURNALISM 2025 “AI กับ สื่อสารศาสตร์ยุคใหม่” 

โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิมากมายหลายท่าน มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ด้านการสื่อสารยุคใหม่ อาทิ 
-ผศ.ดร. สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
-ฯพณฯ นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ประจำราชอาณาจักรไทย
-อ.อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
-คุณวาซิลี พุชคอฟ ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของสำนักข่าว SPUTNIK 
-คุณวินท์ สุธีรชัย กรรมการปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย กระทรวงพลังงาน

ขณะที่ คุณวารินทร์ สัจเดว ผู้ประการข่าวและสื่อมวลชน รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการตลอดทั้งงาน

ทั้งนี้ งานสัมมนาดังกล่าว จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09:00 – 12:00 น. 
ณ ห้องประชุม 6-200 อาคาร Student Center (อาคาร 6) มหาวิทยาลัยรังสิต

กรมศุลกากรขานรับนโยบายปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยึดบุหรี่ไฟฟ้าผ่านแดน กว่า 2 แสนชิ้น มูลค่า 33.07 ล้านบาท

วันจันทร์ที่ (10 มี.ค. 68) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระ ทรวงการคลัง นายสุรชาติ เทียนทอง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุ การรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์) นายพลนขชา จักรเพ็ชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงข่าว "กรมศุลกากรขานรับนโยบายปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดบุหรี่ไฟฟ้าผ่านแดน กว่า 2 แสนชิ้น มูลค่า 33.07 ล้านบาท" โดยมี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายธีรัชย์ อัตนวานิชอธิบดีกรมศุลกากร พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายดิเรก คชารักษ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรีผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติ สำนักงานตำรวจแห่วจแห่งชาติ และพล.ต.ท. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการดำรวจภูธรภาค 2 ณ ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

ตามนโยบายรัฐบาลโดยการนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานภาครัฐบูรณาการความร่วมมือเดินหน้าปราบปราม หยุดยั้งการลักลอบผลิต นำเข้าหรือจำหน่ายเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด โดยให้เร่งดำเนินการจับกุมและเร่งสร้างภูมิคุ้มกันในการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนให้แล้วเสร็จภายใน 30 นั้น กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และกองสืบสวนและปราบปราบปรามกรมสอบ สวนคดีพิเศษ สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี สถานีตำรวจภูธรแหลมฉบัง และตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมกับกันตรวจ สอบตู้สินค้าผ่านแดน จำนวน 1 ผู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือ LCMT (A0) สำนักงานศุลกากากรท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศต้นทางจาก CHINA ส่งไปยังประเทศ Myannar นำเข้าสินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบัง และจะไปทำการตรวจปล่อยที่ด่านศุลกากรแม่สอด สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 โดยสำแดงสินค้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุป กรณ์ทางการแพทย์ส่วนประกอบรถยนต์ เครื่องจักรและอื่น ๆ จำนวน 1,173 กล่อง ผลการตรวจสอบพบบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง 6,000 ชิ้น มูลค่า 1,200,000 บาท น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า 6,000 ชิ้น มูลค่า 900,000 บาท หัว พ็อดบุหรี่ไฟฟ้าที่ภายในบรรจุน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า190,100 ชิ้น มูลค่า 28,515,00 บาท และเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า 8,200 ชิ้น มูลค่า 2,460,000 บาท รวมทั้งหมด 210,300 ชิ้น มูลค่ารวม 33,075,000 บาท ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และเป็นของต้องห้ามตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง สินค้าต้องห้ามนำผ่านราขอาณาจักร พ.ศ. 2559 ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากูไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้าในราชอาณาจักร พ.ศ.2557

สำหรับของกลางที่ตรวจยึดได้ดังกล่าวกรมศุลกากรจะได้ประเมินราคาเพื่อแจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อดำเนินคดี โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้เร่งทำการสืบสวนสอบสวนและขยายผลไปยังตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุน ภายได้การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและมาตรการพิเศษอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top