Sunday, 2 August 2026
Hard News Team

บีโอไอ บุกแดนภารตะ ดึงลงทุนการแพทย์ – อีวี – เซมิคอนดักเตอร์ หลายบริษัทสนใจปักฐานในไทยรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

บีโอไอเผยผลการเยือนอินเดีย รุกดึงการลงทุน 3 อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เปิดโต๊ะเจรจากลุ่มอุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์การแพทย์ชั้นนำแดนภารตะ เสริมแกร่ง 'เมดิคัล ฮับ' ของภูมิภาค พร้อมเจรจา TATA Motor ดึงลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ขณะที่ผู้ให้บริการออกแบบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงสนใจตั้งฐานในไทยรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงผลการนำคณะบีโอไอเยือนเมืองไฮเดอราบัด และเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 24 – 27 มีนาคม ที่ผ่านมา เพื่อพบหารือและเจรจาแผนการลงทุนเป็นรายบริษัทกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่อินเดียในอุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์การแพทย์ รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวม 15 บริษัท โดยบีโอไอได้นำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 3 กลุ่มหลัก ซึ่งบริษัทอินเดียมีความเชี่ยวชาญ และเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก โดยบริษัทเหล่านี้มีความสนใจขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทย

- กลุ่มอุตสาหกรรมยาและอุปกรณ์การแพทย์  บีโอไอได้จัดประชุมร่วมกับผู้ประกอบการอินเดียที่อยู่ในเขต Medical Device Park เพื่อนำเสนอข้อมูลการลงทุนและมาตรการสนับสนุนด้าน Medical Hub นอกจากนี้ ยังได้หารือรายบริษัท เช่น บริษัท Sahajanand Medical Technologies (SMT) ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์สำหรับการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดอันดับ 1 ของอินเดีย มีแผนลงทุนในไทยเพื่อผลิตลิ้นหัวใจเทียมและอุปกรณ์ขดลวดถ่าง (Stent) สำหรับการรักษาหลอดเลือดหัวใจและการทำบอลลูน และมีแผนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาในไทย  บริษัท MSN Laboratories ผู้ผลิตยารายใหญ่ของโลก ปัจจุบันมีฐานการผลิตและวิจัยในหลายภูมิภาค ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชีย โดยมีแผนลงทุนทำวิจัยในไทย และขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน  บริษัท ACG Capsules ผู้ผลิตแคปซูล ยาเม็ด และเครื่องจักรบรรจุยารายใหญ่ของโลก ได้ลงทุนสร้างโรงงานที่จังหวัดระยอง มูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท เพื่อผลิตแคปซูลจากเจลาตินและพืชด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีแผนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในไทยด้วย และบริษัท Natural Remedies ผู้ผลิตอาหารเสริมจากสมุนไพรสำหรับปศุสัตว์อันดับ 1 ของอินเดีย และอันดับ 3 ของโลก มีแผนลงทุนทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยในไทย และศูนย์วิจัยของบริษัทผลิตเนื้อสัตว์ชั้นนำ เช่น ซีพี, เบทาโกร และสหฟาร์ม เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารสัตว์  

- กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ คณะบีโอไอได้หารือกับบริษัท TATA Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของอินเดีย มีแผนรุกขยายธุรกิจด้านรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (รถบรรทุก และรถบัส) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวา โดยเพิ่งมีการดึงผู้บริหารชาวอินเดียจากค่ายรถยนต์รายใหญ่ในประเทศไทย ให้ไปคุมทัพด้านการขยายธุรกิจรถยนต์นั่งของกลุ่ม TATA Motor ในต่างประเทศด้วย

- กลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ คณะบีโอไอได้หารือกับนายกสมาคมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ของอินเดีย (India Electronics and Semiconductor Association: IESA) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 400 บริษัท โดยได้นำเสนอนโยบายรัฐบาลไทยและการจัดตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ แผนพัฒนาบุคลากร และความพร้อมของระบบนิเวศ โดยบีโอไอจะจับมือสมาคมฯ จัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนร่วมกันที่เมืองบังกาลอร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังได้หารือแผนลงทุนของ บริษัท Tessolve Semiconductor ซึ่งทำตั้งแต่การออกแบบชิป (IC Design) การทดสอบชิป การออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และการให้บริการอบรมด้านวิศวกรรมแก่บริษัทผลิตชิปชั้นนำของโลก โดยภายในปีนี้ บริษัทมีแผนลงทุนจัดตั้งศูนย์ทดสอบชิปและให้บริการทางวิศวกรรมแก่บริษัทด้านเซมิคอนดักเตอร์ในไทยด้วย

“อินเดียเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดของโลก และเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีหลายสาขา เช่น ยาและอุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และเคมีภัณฑ์ ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่นักลงทุนอินเดียกำลังขยายการลงทุนในต่างประเทศ ภายใต้นโยบาย Act East Policy ของรัฐบาลอินเดีย ที่มุ่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับประเทศในอาเซียน การเยือนอินเดียครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อทำให้นักลงทุนอินเดียมองเห็นศักยภาพและความพร้อมของไทยในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และพิจารณาเลือกไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในอาเซียน ทั้งด้านการผลิต การวิจัยและพัฒนา ศูนย์โลจิสติกส์ของภูมิภาค รวมถึงสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558 - 2567) มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนอินเดียจำนวน 161 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 13,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมยา อุปกรณ์การแพทย์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องประดับ

สืบ ตม. และ ตม.ภูเก็ต รวบหนุ่มฝรั่งเศส แก๊งองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ชิงนักโทษ ฆ่าผู้คุม

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ 

หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล, พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว, พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) หน.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้   

สืบ ตม. และ ตม.ภูเก็ต รวบหนุ่มฝรั่งเศส แก๊งองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ชิงนักโทษ ฆ่าผู้คุม

ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้ตรวจสอบพฤติกรรมกลุ่มคนต่างด้าวที่มีพฤติกรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ตลอดจนมีลักษณะที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความมั่นคงของประเทศ บก.สส.สตม. เนื่องด้วย นายอาโดนิส (Adonis)(นามสมมติ) บุคคลตามหมายจับฝรั่งเศสและหมายแดงตำรวจสากล ข้อหาหลายข้อหาที่สำคัญคือร่วมองค์กรอาญากรรมเพื่อก่อเหตุอาชญากรรมร้ายแรงในการมีส่วนร่วมในการชิงนักโทษในเรือนจำที่ชื่อ Mohamed (นามสมมติ) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ซึ่งเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัสฝ่ายกิจการตำรวจและความมั่นคง สอท.ฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการค้นหา จับกุม และเพิกถอนการอนุญาต ส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศฝรั่งเศส

พฤติการณ์การกระทำผิดกล่าวคือ นาย Mohamed (นามสมมติ) เป็นผู้ต้องหายาเสพติดคนสำคัญ ระหว่างการ ส่งตัวจากศาลไปที่เรือนจำ มีกลุ่มคนพกอาวุธสงครามจำนวน 6 คน มี 3 คนที่พกอาวุธบุกเข้าไปปล้นตัวนักโทษ และเป็นเหตุให้ผู้คุมเสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บ 3 คน เหตุเกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 

หลังจากเหตุการณ์นี้ตำรวจจำนวน 120 นาย ทำคดีนี้ และเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติของฝรั่งเศสที่สำคัญ เพราะผู้ต้องหาและผู้สมรู้ร่วมคิดบางส่วน รวมถึงตัวนักโทษหนีไปที่โรมาเนีย ตำรวจฝรั่งเศสได้จับผู้ต้องหา Mohamed (นามสมมติ) ถูกจับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 ที่โรมาเนีย ส่วนผู้ต้องหารายอื่น ๆ ถูกจับแล้ว ทั้งนี้ ADONIS (นามสมมติ) ได้เดินทางมาที่ไทยในช่วงเวลาก่อนฝรั่งเศส ออกหมายจับ และก่อนที่ตำรวจสากลจะออกหมายแดง บก.สส.สตม. ได้ตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง นายอาโดนิส (นามสมมติ) อายุ 24 ปี สัญชาติฝรั่งเศส เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยครั้งล่าสุด ทางด่าน ตม.ทอ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 โดยสารมากับเที่ยวบิน WK50 ประเภทการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 8 เมษายน 2568 บก.สส.สตม. ร่วมกับ ตม.จว.ภูเก็ต สืบสวนพบว่า MR.ADONIS (นามสมมติ) หลบซ่อนตัวที่พื้นที่ ต.กมลา และ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จว.ภูเก็ต จึงได้ลงพื้นที่ติดตามตัว จนกระทั่งวันที่ 26 มีนาคม 2568 สามารถจับกุมตัวได้ จึงควบคุมตัวไว้ที่ กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่  อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สมุทรปราการ-อำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีฯ มอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อยทราสำเร็จการศึกษา เผย!! เตรียมขยายพื้นที่การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องประชุมกองการศึกษา ชั้น 2 เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง สมุทรปราการ โดยโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ได้มีการจัดพิธีมอบวุฒิบัตรแก่บัณฑิตน้อยที่สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นอนุบาล ปีการศึกษา 2567 ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 222 คน และมีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 73 คน

โดยได้รับเกียรติจากนายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ให้เกียรติเป็นประธาน ในพิธีมอบวุฒิบัตรบัณฑิตน้อย ประจำปีการศึกษา 2567 โดยมีคณะผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะครู บุคลากรทางการศึกษาตลอดจนผู้ปกครองเข้าร่วมในพิธีครั้งนี้

โดยทางด้าน นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ กล่าวว่า เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กประถมวัย โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจึงได้จัดตั้งโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ขึ้น เพื่อพัฒนาเด็กประถมวัยให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญาเสริมสร้างเด็กประถมวัยให้มีพัฒนาการอย่างสมดุลเป็นคนเก่ง คนดี มีความเจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่ดี นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่เข้ารับการศึกษาต่อในระดับขั้นที่สูงขึ้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ได้ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษามาโดยตลอด และพัฒนาศักยภาพของเด็กประถมวัยมีการอบรมเลี้ยงดูส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละบุคคลตามศักยภาพ ทั้งนี้ ต้องขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับบัณฑิตน้อยทุกคนที่สำเร็จการศึกษาในระดับประถมวัย ขอให้เด็กทุกคนเป็นลูกที่ดีของผู้ปกครองและเติบโตเป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไป

อนาคตแรงงานสั่นคลอน AI แทนที่หมอ-ครูใน 10 ปี เปลี่ยนโลกของการทำงาน และมนุษย์อาจไม่ใช่ตัวเลือกหลักอีกต่อไป

(28 มี.ค. 68) บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์และมหาเศรษฐีนักลงทุนด้านเทคโนโลยี ออกมาเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้ามาแทนที่อาชีพสำคัญ เช่น แพทย์และครู ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี ส่งผลให้มนุษย์อาจ “ไม่จำเป็น” สำหรับหลายอาชีพที่เคยต้องใช้แรงงานคน

เกตส์ชี้ว่า การพัฒนา AI กำลังเข้าสู่จุดที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ วินิจฉัยโรค แนะนำวิธีรักษา ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องพึ่งพาแพทย์มนุษย์ เช่น AI ช่วยอ่านผลเอกซเรย์, วิเคราะห์อาการของผู้ป่วย, และให้คำแนะนำด้านต่าง ๆ

ส่วนในวงการศึกษา AI อาจทำหน้าที่เป็นครูผู้สอน ที่สามารถปรับหลักสูตรให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคนแบบเรียลไทม์ ทำให้บทบาทของครูเปลี่ยนไปจากการเป็นผู้สอน เป็นเพียงผู้ดูแลและให้คำแนะนำแทน

นอกจากนี้ เกตส์ระบุอีกว่า แม้ AI จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายด้าน แต่จะยังไม่สามารถแทนที่ทุกอาชีพได้ทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจเชิงศีลธรรม และการมีปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์

อย่างไรก็ตาม อาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานเอกสาร งานวิเคราะห์ข้อมูล หรืองานที่ใช้ตรรกะ มีโอกาสสูงที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงาน และต้องมีการปรับตัวอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ เกตส์ยอมรับว่า AI เป็นดาบสองคม หากใช้ในทางที่ถูกต้อง มันสามารถช่วยให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่แม่นยำขึ้น ลดภาระครู เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึง แต่ถ้าไม่เตรียมตัวรับมือ AI อาจสร้างปัญหาด้านการว่างงาน และเพิ่มช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มที่ปรับตัวได้กับกลุ่มที่ปรับตัวไม่ได้

“โลกต้องเตรียมรับมือกับยุคที่ AI จะเปลี่ยนโฉมทุกอุตสาหกรรม” เกตส์กล่าว พร้อมแนะนำให้ภาครัฐและภาคธุรกิจ ปรับปรุงระบบการศึกษา และพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

แม้ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเชื่อว่า มนุษย์ยังคงมีจุดแข็งที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญคือโลกต้องปรับตัวให้ทันกับ AI และหาทางใช้มันเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม แทนที่จะมองว่าเป็นภัยคุกคาม ซึ่งคำเตือนของบิล เกตส์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการเทคโนโลยีและตลาดแรงงานทั่วโลก หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า มนุษย์จะยังคงมีบทบาทสำคัญในโลกอนาคต หรือ AI จะเป็นผู้ควบคุมแทน

‘เครือข่ายภาคสังคม 100 องค์กร’คัดค้านมติคณะรัฐมนตรีต่อร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร 

‘เครือข่ายภาคสังคม 100 องค์กร’ร่วมคัดค้านแถลงการณ์คัดค้านมติคณะรัฐมนตรีต่อร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ในฐานะ แกนนำ 100 องค์กรร่วมคัดค้านมติคณะรัฐมนตรีต่อร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ออกแถลงการณ์คัดค้านมติดังกล่าว ว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 มีนาคม 2568 มีมติเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…. ทันทีหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีผ่านไปเพียงหนึ่งวัน โดยไม่สนใจใยดีต่อข้อคัดค้านของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  เสียงติติงของนักวิชาการ  รวมถึงเสียงทัดทานของประชาชนจากหลากหลายพื้นที่และหลายภาคส่วน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่า “เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ” ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 27 มีนาคม 2568 มีมติเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…. ทันทีหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีผ่านไปเพียงหนึ่งวัน โดยไม่สนใจใยดีต่อข้อคัดค้านของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสียงติติงของนักวิชาการ รวมถึงเสียงทัดทานของประชาชนจากหลากหลายพื้นที่และหลายภาคส่วน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่า “เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”  

การพูดจาหลักลอยดั่งไม้หลักปักขี้เลนของนายกรัฐมนตรี  บวกกับอาการรีบร้อนเร่งรัดอย่างผิดสังเกตของรัฐบาล ที่พยายามจะผลักดันกฎหมายนี้ให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนปิดสมัยประชุมวันที่ 11 เมษายนนี้ ทั้งที่ยังมีความหละหลวมในหลายเรื่องที่สำคัญ อาทิ

1. การเปิดกว้างให้มีกาสิโนที่ซุกอยู่ภายใต้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แบบไม่จำกัดจำนวนว่ารัฐบาลมีแนวคิดจะให้เปิดได้กี่แห่ง ขนาดที่ชัดเจนของกิจการต่าง ๆ ในสถานบันเทิงครบวงจรจะต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าเท่าใด  และพื้นที่ตั้งสถานบันเทิงครบวงจรควรจะมีคุณลักษณะเช่นใด  รวมถึงความไม่ชัดเจนในกลุ่มเป้าหมายว่า การเปิดกาสิโนจะมีเป้าหมายที่ลูกค้ากลุ่มใด นักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนไทย  
2. การมอบอำนาจแบบ “ตีเช็คเปล่า” ให้คณะกรรมการนโยบายและคณะรัฐมนตรี มีอำนาจมากมาย ทั้งการกำหนดจำนวนใบอนุญาตฯ กำหนดพื้นที่ตั้ง กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาลงทุน กำหนดสัดส่วนพื้นที่ของกาสิโน กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมการป้องกันการฟอกเงิน เสนอแนะอัตราการเก็บภาษีต่อคณะรัฐมนตรี  กำหนดอัตราค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมการเข้ากาสิโนของคนในประเทศ  รวมทั้งมีอำนาจในการยกเลิกกฎหมายหรือกฎระเบียบใด ๆ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการดำเนินการสถานบันเทิงครบวงจร รวมถึงเปิดช่องให้มีการนำรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง   ด้วยการกำหนดกลไกที่ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบความรับผิดรับชอบ  อันอาจจะนำมาซึ่งการทุจริตเชิงนโยบาย  

3. การให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ลงทุน โดยการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายอื่นหลายฉบับ ทั้งพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ร.บ.บริษัทมหาชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ  การเปิดช่องให้สามารถเช่าที่ดินได้เป็นระยะเวลานานทีละ 30 ปีไปได้เรื่อย ๆ  การยกเว้นพ.ร.บ.การพนันเพื่ออนุญาตให้จัดเล่นพนันที่ต้องห้ามได้ รวมทั้งยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อให้หนี้ที่เกิดจากการพนันในกาสิโนเป็นหนี้ที่บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย การยกเว้นคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ ๒๒/๒๕๕๘ เพื่อให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ 24 ชั่วโมงการควบคุมสถานบริการ ด้วยแนวคิดการออก super license แบบอนุญาตครั้งเดียวเบิกทางให้ทำได้ทุกเรื่อง
4. การละเลยความเป็นจริงของการทุจริตคอรัปชั่นในหมู่นักการเมืองและข้าราชการไทย  และการไม่ตระหนักในความล้มเหลวขององค์กรที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลต่าง ๆ  เช่น กกต. หรือกสทช. ฯลฯ   เมื่อมาบวกกับบทบัญญัติทางกฎหมายที่คลุมเครือ จึงไม่อาจเชื่อมั่นได้มากพอต่อมาตรการป้องกันการฟอกเงิน ที่เชื่อมโยงกับขบวนการธุรกิจผิดกฎหมาย การฉ้อโกง และการทุจริตคอรัปชั่น  

5. การไม่ให้ความสำคัญต่อการรับฟังความเห็นของประชาชน การไม่ใส่ใจใยดีต่อการทำประชามติแม้ในระดับพื้นที่ที่จะมีการตั้งสถานบันเทิงครบวงจร การไม่มีส่วนร่วมและไม่ได้รับประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการไม่ให้ความสำคัญที่มากพอต่อการป้องกันแก้ไข และเยียวยาผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ความหละหลวมทั้งปวงนี้ รัฐบาลเจตนาผลักความรับผิดชอบไปให้แก่กระบวนการตัดสินใจในสภาผู้แทนราษฎร และเปิดโอกาสให้เกิดการต่อรองของตัวแทนผู้ได้เสียผลประโยชน์ในชั้นกรรมาธิการ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่นำมาสู่ความรู้สึกไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อผลได้ผลเสียที่จะเกิดตามมา และความไม่ไว้วางใจต่อความไม่โปร่งใสของกลไกการตัดสินใจ อันอาจจะนำมาซึ่งการอำนวยผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุน และการทุจริตรับสินบนของผู้ที่เกี่ยวข้อง  
เครือข่ายภาคประชาสังคม100 องค์กร อันประกอบด้วยองค์กรศาสนา องค์กรชุมชน  องค์กรเด็กเยาวชนและครอบครัว องค์กรอาสาสมัคร องค์กรการศึกษา และอื่น ๆ ตามรายนามแนบท้ายนี้ ขอแสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้

1. ขอประณามการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีต่อการผลักดันนโยบายที่เอาแต่ได้นี้  โดยการพยายามสร้างประเด็นลวงด้วยตัวเลข 10% ว่ากาสิโนจะเป็นส่วนน้อยทั้งที่เป็นเป้าหมายใหญ่  บวกกับการโกหกคำโตว่าจะมีคอนเสิร์ตฮอลล์และสเตเดียมขนาดใหญ่ ทั้งที่ในร่างกฎหมายนี้ไม่ได้กำหนดให้ต้องทำ ดึงดันที่จะเดินหน้าผลักดันสิ่งนี้ทั้งที่รู้ว่าจะเป็นเหตุจุดชนวนความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม
2. ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคแสดงความกล้าหาญ โดยการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคต่อร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ และกล้าประกาศรับผิดรับชอบต่อผลที่จะเกิดตามมาจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณากฎหมายนี้  ซึ่งถือเป็นการสมรู้ร่วมคิดในการกำหนดนโยบายที่ส่งผลเสียต่อสังคมในระยะยาว  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้จดจำว่าพรรคการเมืองใดบ้างที่ได้ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ใช่นโยบายหาเสียงไว้กับประชาชน  เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า
3. ขอเสนอให้วุฒิสภานำพาวุฒิภาวะสู่สังคม โดยการเป็นเจ้าภาพในการจัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างเพียงพอและทั่วถึง สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง  และนำมาสู่การตัดสินใจกำหนดนโยบายอย่างรอบคอบ
เครือข่ายภาคประชาสังคม 100 องค์กรขอประกาศว่า จะดำเนินการทุกวิถีทางตามสิทธิทางกฎหมายที่จะคัดค้านการเดินหน้าของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้  และพร้อมจะร่วมแสวงหาหนทางที่สร้างสรรค์ในการสร้างความสุข ความเจริญให้เกิดขึ้นในสังคม

รายนาม 100 องค์กรร่วมคัดค้าน
1. มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน
2. เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน
3. มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
4. มูลนิธิสุขภาพไทย
5. มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ
6. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
7. มูลนิธิชีววิถี
8. มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว
9. สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า
10. สถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม
11. ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.)
12. เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.)
13. เครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครองในสถานศึกษา
14. เครือข่ายละครเฉพาะกิจเธียเตอร์
15. เครือข่างองค์กรงดเหล้า 4 ภูมิภาค
16. เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต
17. เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง
18. เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม
19. เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์
20. เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน (สสสย.)

21. เครือข่าย Youth Club เด็กมีภูมิ
22. เครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่
23. เครือข่ายภาคประชาชนและภาคประชาสังคมตะวันออก
24. สมาคมเพื่อนเยาวชนและพัฒนาสังคมภาคใต้ตอนบน
25. เครือข่ายเยาวชน South Youth Ranger
26. สถาบันพัฒนาเยาวชนสืบสานภูมิปัญญา (องค์กรสาธารณประโยชน์) จ.อุบลราชธานี
27. มูลนิธิพัฒนาอีสาน
28. กลุ่มเด็กและเยาวชนหนองเม็ก (องค์กรสาธารณประโยชน์)
29. สวนนิเวศเกษตรศิลป์ จ.สุรินทร์
30. ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว จ.สกลนคร
31. เครือข่ายเยาวชนฮักบ้านเกิด
32. เครือข่ายนักศึกษาสร้างเสริมสุขภาพ
33. กลุ่มเยาวชนอาสาสมัครพาน้องเล่น
34. เครือข่ายเยาวชนพัฒนาเมืองสกลนคร
35. ศูนย์เพื่อผู้บริโภคจังหวัดสุพรรณบุรี
36. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
37. เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน
38. กลุ่มไม้ชีดไฟ จังหวัดนครราชสีมา
39. สำนักกิ่งก้านใบ จังหวัดอุตรดิตถ์
40. กลุ่มเรียนรู้บางเพลย์ จังหวัดชลบุรี

41. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน กรุงเทพมหานคร
42. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดลำปาง
43. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดกาฬสินธุ์
44. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดพัทลุง
45. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดพะเยา
46. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดน่าน
47. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดสุรินทร์
48. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดอุบลราชธานี
49. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดสระบุรี
50. เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน จังหวัดเลย
51. สมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 15 จังหวัดภาคใต้
52. เครือข่ายคัดค้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ขัดกับศีลธรรม
53. สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้
54. สมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP)
55. เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) ภาคใต้
56. เครือข่ายเพื่อนรักต่างศาสนา
57. สมาคมเครือข่ายโรงเรียนคุณภาพอัสสลาม
58. เครือข่ายชุมชนรักษ์ธรรมชาติตือโละปาตานี
59. สมาคมเยาวชนพัฒนาบ้านเกิด (PPS)
60. สมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้

61. สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้
62. สมาคมสะพานปัญญาชายแดนใต้
63. สมาคมตาดีกาจังหวัดสงขลา
64. สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดปัตตานี
65. เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพชายแดนใต้
66. สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดปัตตานี
67. เครือข่ายเด็กและเยาวชนนครีสโตย
68. มูลนิธิคนช่วยฅน
69. สมาคมสร้างเสริมสุขภาวะภาคใต้
70. สมาคมกรีนเคร้สเซ็นประเทศไทย
71. มูลนิธิศูนย์กลางอิสลามเพื่อการพัฒนายะลา
72. สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (Lempar)
73. นายกองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (วทส) อ.จะนะ
74. สมาคมโรงเรียนเอกชนจังหวัดปัตตานี
75. ชมรมโรงเรียนเอกชนเมืองปัตตานี
76. เครือข่ายผู้ปกครองโรงเรียนจงรักษ์สัตย์
77. สมาพันธ์ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรฮ์โลก ประจำประเทศไทย
78. สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลา
79. สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา
80. สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดนราธิวาส

81. สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดปัตตานี
82. ชมรมโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามประเทศไทย
83. มูลนิธิดารุลนาอีม
84. โรงเรียนทรัพย์ธานีวิทยา
85. พรรคภราดรภาพ
86. โรงเรียนศรีอามาน จ.สตูล
87. โรงเรียนศาสนบำรุง
88. เครือข่ายเทใจให้เทพา
89. เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น
90. เครือข่ายนักรบผ้าถุง
91. สหกรณ์ออมทรัพย์ครูตับลิค
92. มูลนิธิวิทยาทาน
93. สมาคมวาดีไนล์
94. สำนักสื่อ The Poligens News
95. ชมรมจิตอาสา อาสาด้วยใจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
96. สมาคมโรงเรียนเอกชนจังหวัดยะลา
97. สมาคมศิษย์เก่าจอร์แดน
98. สภาเครือข่ายปัญญาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (INC)
99. สมาคมศิษย์เก่าอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย
100. กลุ่ม PNYS รามคำแหง จังหวัดปัตตานี

หน่วยบัญชาการทหารไซเบอร์ หน่วยรบที่มีความสำคัญและจำเป็นสำหรับสงครามสมัยใหม่

แม้ว่าการรบที่เกิดในปัจจุบันที่เราท่านได้เห็นกันตามสื่อต่าง ๆ ยังคงเป็นการรบด้วยกำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมรภูมิที่มองไม่เห็นและมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดไม่แพ้กันเลยก็คือ 'สมรภูมิไซเบอร์' ซึ่งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้นยังที่การสู้รบที่เป็น 'สงครามไซเบอร์' อีกด้วย 

สงครามไซเบอร์ระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียและยูเครนตั้งแต่ “การปฏิวัติแห่งศักดิ์ศรี หรือการปฏิวัติไมดาน หรือการปฏิวัติยูเครน” ซึ่งเกิดขึ้นในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 โดย Uroburos อาวุธไซเบอร์ของรัสเซียซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2005 อย่างไรก็ตาม การโจมตีระบบสารสนเทศเป็นครั้งแรกต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนของยูเครนถูกบันทึกไว้ว่าเกิดขึ้นระหว่างการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2013 

ปฏิบัติการ Armagedon (เป็นการสะกดคำว่า Armageddon ผิดโดยตั้งใจ) ซึ่งเป็นปฏิบัติการจารกรรมทางไซเบอร์อย่างเป็นระบบของรัสเซียต่อระบบสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐ หน่วยบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานป้องกันประเทศของยูเครน ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 2013 โดยรัสเซียเชื่อว่าจะเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนปฏิบัติการในสนามรบได้ ระหว่างปี 2013 และ 2014 ระบบสารสนเทศบางส่วนของหน่วยงานของรัฐบาลยูเครนได้รับผลกระทบจากไวรัสคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกันในชื่อว่า Snake หรือ Uroborus หรือ Turla 

ในเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2014 ขณะที่กองทหารรัสเซียเข้าสู่ไครเมียศูนย์สื่อสารและสายเคเบิลไฟเบอร์ออปติกของยูเครนถูกโจมตีและถูกแทรกแซงรบกววนสัญญาณทำให้การเชื่อมต่อระหว่างคาบสมุทรและแผ่นดินใหญ่ยูเครนถูกตัดขาด นอกจากนี้ เว็บไซต์ของรัฐบาลยูเครน ข่าว และโซเชียลมีเดียก็ถูกปิดหรือตกเป็นเป้าหมายในการโจมตี ขณะที่โทรศัพท์มือถือของสมาชิกรัฐสภาของยูเครนหลายคนถูกแฮ็ก หรือรบกวนสัญญาณ ผู้เชี่ยวชาญของยูเครนจึงได้ระบุถึงจุดเริ่มต้นของสงครามไซเบอร์กับรัสเซีย บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เริ่มบันทึกจำนวนการโจมตีทางไซเบอร์ในระบบสารสนเทศของยูเครนที่เพิ่มขึ้น 

เหยื่อของการโจมตีทางไซเบอร์ของรัสเซีย ได้แก่ หน่วยงานของรัฐบาลยูเครน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา หน่วยงานด้านการป้องกันประเทศ องค์กรด้านการป้องกันประเทศ และองค์กรทางการเมืองระดับนานาชาติและระดับภูมิภาค สถาบันวิจัย สื่อมวลชน และนักต่อต้านรัฐบาล ในปี 2015 นักวิจัยได้ระบุกลุ่มแฮกเกอร์ชาวรัสเซียสองกลุ่มที่เคลื่อนไหวในสงครามไซเบอร์ระหว่างรัสเซียและยูเครน ได้แก่ กลุ่มที่เรียกว่า APT29 (Cozy Bear, Cozy Duke) และ APT28 (Sofacy Group, Tsar Team, Pawn Storm, Fancy Bear) และตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการพิเศษทางทหารต่อยูเครน รัสเซียได้ทำการโจมตีทางไซเบอร์ต่อบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ที่ยูเครนใช้งานเรื่อยมาจนทุกวันนี้

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แฉเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับ “ปฏิบัติการ IO หรือ ปฏิบัติการการข้อมูลข่าวสาร” โดยพยายามตีความให้สังคมไทยเห็นว่า “กองทัพกำลังคุกคามประชาชน ล้ำเส้นประชาธิปไตย และควรถูกจำกัดบทบาทให้เหลือแค่ ‘ยามเฝ้าประตู’ เท่านั้น” แต่เรื่องพรรคประชาชนที่เปิดเผยนั้นกลับไม่ได้ทำให้กองทัพดูน่ากลัวแต่อย่างใด และทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้เห็นว่า “กองทัพไทยมีศักยภาพเชิงลึกในการเฝ้าระวังภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งในมิติของข้อมูล ข่าวสาร” และมีขีดความสามารถในการควบคุมทิศทาง “การรับรู้” ซึ่งนั่นก็คือ “การทำสงครามอย่างมีพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) อย่างเต็มรูปแบบ (พุทธิพิสัยเป็นเรื่องของการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับ สติปัญญา ความรู้ ความคิด หรือพฤติกรรมทางด้านสมองที่ทำให้มีความเฉลียวฉลาด มีความสามารถในการคิดเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางด้านสติปัญญา) 

เอกสารดังกล่าวทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยได้เห็นในอีกแง่มุมว่า “กองทัพไทยไม่ได้ล้าหลัง แต่กลับมีความเข้าใจในบริบทของโลกสมัยใหม่มากกว่าที่สังคมไทยคิด!” โดยเอกสารนั้นได้ระบุว่า “กลุ่มเป้าหมายของการเฝ้าระวังส่วนหนึ่งคือ กลุ่มนักการเมือง นักเคลื่อนไหว และเครือข่ายที่รับทุนสนับสนุนจากองค์กรต่างชาติ เช่น USAID และ NED (องค์กรที่มีบทบาทแทรกแซงนโยบายภายในของประเทศต่าง ๆ มาแล้วทั่วโลก และเคยถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าใช้ประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างในการบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐในประเทศที่เห็นต่างหรือขั้วตรงข้ามมาแล้ว) และกองทัพไทยไม่ได้แค่ใช้ปฏิบัติการ “IO” เพื่อทำงานแบบเก่าและโบราณ เช่น การส่งข้อความปลุกใจ แต่ปรากฏว่าเป็นการทำงานอย่างเป็นระบบ มีกลไกที่ทำงานเป็นโครงข่าย มี Node มีความเชื่อมโยง มีระบบติดตามพฤติกรรม และมีการวิเคราะห์ปฏิกิริยาในเชิงจิตวิทยา

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการตอกย้ำว่า “ทหารไทยในยุคปัจจุบันเข้าใจดีว่า โลกไม่ได้รบกันแค่ในสนามรบ แต่รบกันในหัวสมองประชาชน และรบด้วยการมี “พุทธิพิสัย (Cognitive Domain)” การอภิปรายของพรรคประชาชนในกรณีนี้จึงทำให้สังคมไทยได้ตระหนักว่า เมื่อสงครามสมัยใหม่สู้รบด้วยข้อมูล และใช้ความคิดลวง เพื่อทำให้คนไทยสับสนและหมดศรัทธาในสถาบันหลักของชาติ ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่กองทัพไทยจะต้องมี “หน่วยรบไซเบอร์” อย่างเป็นทางการ เป็นหน่วยปฏิบัติการหลักที่มีโครงสร้างชัดเจนและสามารถปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพต่าง ๆ ทั้ง กองทัพบก-กองทัพเรือ-กองทัพอากาศ-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้ 

หลายฝ่ายได้มีการเสนอให้ตั้ง 'กองทัพไซเบอร์' เป็นเหล่าทัพใหม่ แต่อันที่จริงแล้ว 'หน่วยรบไซเบอร์' ของกองทัพไทยควรจะเป็นหน่วยปฏิบัติการภายใต้กองบัญชาการกองทัพไทย ในลักษณะและโครงสร้างที่มีความคล้ายคลึงกับหน่วยงานที่มีอยู่ เช่น “หน่วยบัญชาหารทหารพัฒนา” เนื่องจากการตั้งเหล่าทัพใหม่นั้นต้องใช้เวลาทั้งการศึกษา เตรียมการ และจัดตั้ง ค่อนข้างยาวนาน และต้องใช้งบประมาณอีกมหาศาล ดังนั้นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ภายใต้กองบัญชาการกองทัพไทย น่าจะเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมและรวดเร็วกว่า จึงขอใช้โอกาสนี้ให้กองทัพไทยได้จัดตั้ง 'หน่วยบัญชาการทหารไซเบอร์' โดยเร็วที่สุด เพื่อให้กองทัพไทยมีความพร้อมและสามารถรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบและทุกมิติ เพราะ “ความมั่นคงของชาติบ้านเมือง” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการธำรงและรักษาไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของชาติบ้านเมือง

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ ศัตรูกล้ามาประจัน จะอาจสู้ริปูสลาย” 
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

กรมพัฒน์ฯ ดีเดย์ปิดเคาน์เตอร์ Walk In 1 ก.ค.68 เตรียมเปิดบริการจดทะเบียนบริษัทแบบดิจิทัล 100%

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินสายแนะนำ/ให้คำปรึกษาภาคธุรกิจใช้ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล : DBD Biz Regist พร้อมทำความเข้าใจ..ระบบเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน สะดวก รวดเร็ว ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยให้การจดทะเบียนนิติบุคคลรวดเร็วขึ้น ก่อนเดินตามแผนที่กำหนด...ปิดเคาน์เตอร์ Walk In รับคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลแบบกระดาษทั่วประเทศ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ประเดิมสอนใช้งานระบบ DBD Biz Regist ธุรกิจพลังงานใหญ่ ปตท.ที่มีนิติบุคคลในเครือกว่า 500 บริษัท พูดเสียงเดียวกัน ‘ระบบใช้งานง่ายจริง’

(28 มี.ค. 68) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตั้งเป้าปิดเคาน์เตอร์ Walk In ยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลแบบกระดาษทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยกำหนด 4 มาตรการหลักเพื่อรองรับและเตรียมความพร้อมก่อนปิดเคาน์เตอร์ Walk In จดทะเบียนธุรกิจทั่วประเทศ ได้แก่ 1) จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยสอนใช้งานระบบ ทั้งส่วนกลาง (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำ) สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าในกรุงเทพมหานครทั้ง 6 เขต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ 2) จัดทำคลิปสั้นสอนวิธีการใช้งานทั้งการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ และการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายการทางทะเบียน การจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี 3) เปิดอบรมและสอนวิธีการใช้งานระบบแก่สำนักงานบัญชี/สำนักงานกฎหมาย ภาคธุรกิจ และผู้สนใจเดือนละ 2 ครั้งผ่านระบบออนไลน์ หรือหากหน่วยงานใดต้องการให้กรมฯ ส่งวิทยากรไปบรรยายรายละเอียดการใช้งานระบบดังกล่าวสามารถประสานงานกรมฯ ได้ 4) เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ประกอบธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องถึงการเปลี่ยนแปลงการให้บริการที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจเข้าใจถึงขั้นตอนการปฏิบัติและมีความพร้อมสู่การเข้าใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

ล่าสุด กรมฯ ได้รับการประสานงานจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย) ขอให้จัดส่งเจ้าหน้าที่กรมฯ เข้าสอนใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล : DBD Biz Regist แก่ตัวแทนของบริษัทในเครือ จำนวน 70 ราย เพื่อพัฒนาเสริมศักยภาพในการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบ DBD Biz Regist ร่วมกันผลักดันให้บริษัทในเครือของ ปตท.กว่า 500 บริษัท สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบ DBD Biz Regist ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเจ้าหน้าที่กรมฯ ได้บรรยายวิธีการใช้งาน และลงมือปฏิบัติกรอกข้อมูลในระบบ ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ระบบ DBD Biz Regist ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก และได้รับความสะดวกมากกว่าการเดินทางไปจดทะเบียนที่สำนักงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ต้องรอคิว และที่สำคัญ คือ สามารถเลือกวันที่ต้องการจดทะเบียนได้ตามฤกษ์ยามที่กำหนด ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้แก่ภาคธุรกิจ’  

นอกจากนี้ ได้มีหน่วยงานต่างๆ ขอให้กรมฯ จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าสอนใช้งานระบบฯ เช่น สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ (ACTAP) สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย ฯลฯ เป็นต้น ขณะเดียวกัน กรมฯ มีกำหนดการลงพื้นที่เพื่ออบรมการใช้งานระบบฯ แก่ภาคธุรกิจจังหวัดต่างๆ เช่น นนทบุรี ชลบุรี  ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก สงขลา ภูเก็ต ฯลฯ และมีการจัดอบรม ณ ศูนย์ประชุมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบิน จ.นนทบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน 2568 ด้วย   

อธิบดีอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางดิจิทัล : DBD Biz Regist เป็นระบบจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดที่มีความเป็นมิตรและสะดวกต่อผู้ใช้บริการมากขึ้น ใช้งานได้ง่าย โดยเริ่มต้นจากการลงทะเบียนยืนยันตัวตนที่ง่ายและทำได้หลายช่องทาง การกรอกข้อมูลรายละเอียดนิติบุคคลในรูปแบบ e-Form ที่สะดวก รวดเร็ว มีข้อความสำเร็จรูปให้เลือกใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์เอง รวมถึงมีการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ข้อมูลบุคคลกับกรมการปกครอง ข้อมูลที่อยู่กับไปรษณีย์ไทย ฯลฯ เป็นต้น 

DBD Biz Regist มี 4 ข้อดี คือ ดีแรก : อำนวยความสะดวกและรวดเร็ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต หรือ หน่วยจดทะเบียน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ดีที่สอง : ลดการใช้เอกสาร ระบบจดทะเบียนดิจิทัล ช่วยลดการใช้เอกสาร และกระบวนการที่ต้องใช้กระดาษทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีที่สาม : การันตีความปลอดภัยสูง มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยป้องกันการปลอมแปลงข้อมูล และรักษาความโปร่งใสในกระบวนการจดทะเบียนนิติบุคคล และ ดีที่สี : ช่วยลดต้นทุน ระบบดิจิทัลช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐ

นับตั้งแต่วันที่เปิดให้บริการระบบ DBD Biz Regist ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 - 16 มีนาคม 2568 มีภาคธุรกิจและประชาชนเข้าใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลทั้งจัดตั้งใหม่ เปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลทางทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดมีผู้ใช้บริการในส่วนกลางคิดเป็นร้อยละ 40 ของจำนวนผู้ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคล (ส่วนกลาง) และมีผู้ใช้งานทั่วประเทศคิดเป็นร้อยละ 36 ของจำนวนผู้ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลทั้งหมด ซึ่งคำขอที่ยืนผ่านระบบฯ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจความถูกต้องและอนุมัติคำขอจดทะเบียนได้ภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและผู้ใช้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ภาคประชาสังคมวิกฤติ หลังสหรัฐฯ ระงับงบ USAID ส่งผลให้โครงการสำคัญในยูเครนส่อหยุดชะงัก

(28 มี.ค. 68) ภาคประชาสังคมในยูเครนกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศระงับงบประมาณของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ (USAID) ที่ให้การสนับสนุนโครงการสำคัญหลายโครงการในประเทศ

การตัดสินใจดังกล่าวส่งผลให้โครงการด้านสิทธิมนุษยชน การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การพัฒนาประชาธิปไตย และการฟื้นฟูเศรษฐกิจในยูเครนต้องหยุดชะงักทันที นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะสงครามและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ขณะที่องค์กรภาคประชาสังคมกว่า 73 แห่งต้องเผชิญภาวะขาดแคลนงบประมาณอย่างหนัก จากรายงานของ Open Space Works Ukraine และเครือข่าย Public Initiatives of Ukraine ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า 25% ขององค์กรที่ได้รับผลกระทบมีแผนลดจำนวนพนักงาน 19% จำเป็นต้องให้พนักงานลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือน และ 14% เตรียมระงับโครงการบางส่วนอย่างไม่มีทางเลือก

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือ 75% ขององค์กรเหล่านี้กำลังดิ้นรนหาทุนทางเลือกใหม่ บางแห่งเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ ปรับโครงสร้างการทำงาน และหันไปพึ่งพาผู้บริจาคภายในประเทศแทน

องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และหน่วยงานภาคประชาสังคมหลายแห่งออกมาแสดงความกังวลว่า การระงับงบประมาณครั้งนี้จะทำให้ประชาชนยูเครน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง 

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการระงับงบประมาณของ USAID แต่แหล่งข่าววงในระบุว่า อาจเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดทางการเมืองภายในสหรัฐฯ รวมถึงแรงกดดันจากกลุ่มที่ต้องการให้มีการทบทวนการใช้เงินภาษีเพื่อช่วยเหลือต่างประเทศ

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลให้สหรัฐฯ สูญเสียอิทธิพลในยูเครน และเปิดโอกาสให้มหาอำนาจอื่น เช่น สหภาพยุโรป หรือจีน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการช่วยเหลือประเทศที่ยังอยู่ในภาวะสงคราม

ด้าน องค์กรภาคประชาสังคมในยูเครนออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนการตัดสินใจดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าความช่วยเหลือจาก USAID มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของสังคมยูเครนในช่วงวิกฤติ

“การระงับงบประมาณครั้งนี้ไม่เพียงกระทบต่อโครงการพัฒนา แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงลบต่อประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพในยูเครน” ตัวแทนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนยูเครนกล่าว

ในขณะที่รัฐบาลยูเครนยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจมีการเจรจากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อหาทางออกต่อไป

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของยูเครนในระยะยาว และอาจเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

ปรากฏตัวกลางม็อบประท้วงอิสตันบูล สร้างขวัญกําลังใจ ร่วมกับประชาชนนับพันที่เดือดจัด ต่อต้านจับกุมนายกฯ ‘เอเครม อิมาโมกลู’

(28 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บรรยากาศการประท้วงในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เต็มไปด้วยความตึงเครียด หลังประชาชนหลายพันคนออกมารวมตัวบนท้องถนนเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการจับกุม 'เอเครม อิมาโมกลู' นายกเทศมนตรีอิสตันบูล 

โดยการประท้วงซึ่งรายงานว่าเป็นการเคลื่อนไหวมวลชนครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคในรอบหลายทศวรรษ เริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากนายกเทศมนตรีอิสตันบูล เอเครม อิมาโมกลู ถูกจับกุมในข้อหาทุจริต 

อย่างที่ทรากันดีว่า เอเครมเป็นคู่แข่งสำคัญของประธานาธิบดีเรเจป ทายิป เออร์โดกัน ซึ่งโจมตีกลุ่ม LGBTQ+ สิทธิสตรี ประชาธิปไตย และประชาชนตุรกีส่วนหนึ่งเชื่อว่ากำลังนำประเทศเข้าสู่ระบอบเผด็จการและเผด็จการ

การชุมนุมดังกล่าวเต็มไปด้วยอารมณ์เดือดดาล แต่กลับมีจังหวะน่าประหลาดใจ เมื่อมีชายหรือหญิงในชุดมาสคอต 'พิคาชู' จากการ์ตูนดังอย่างโปเกมอนร่วมเดินขบวนอย่างฮึกเหิม สร้างสีสันให้กับบรรยากาศตึงเครียด บางช่วงยังมีการตะโกนคำขวัญเรียกร้องความยุติธรรมพร้อมกับยกกำปั้นขึ้นฟ้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะและความสนใจจากกลุ่มผู้ประท้วง

อย่างไรก็ตาม ความน่ารักของพิคาชูกลับแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมฝูงชนด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูง ทำให้ประชาชนแตกกระเจิง ขณะที่พิคาชูต้องวิ่งหนีไปพร้อมกับผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ท่ามกลางความชุลมุน

การจับกุมอิโมม็อกลู ซึ่งถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต โดยผู้สนับสนุนของเขาเชื่อว่านี่เป็นความพยายามกำจัดคู่แข่งของแอร์โดอันในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

แม้เหตุการณ์จะจบลงด้วยการสลายตัวของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ภาพของพิคาชูท่ามกลางฝูงชนยังคงกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมแฮชแท็ก #PikachuProtest ที่ถูกแชร์ไปทั่วโลก

‘ดร.อธิป’ ชี้ การพัฒนา AI ไทยยังตามหลังเพื่อนบ้าน แนะ ต้องกล้าลงทุนปั้นบุคลากร - สร้าง AI ของตนเอง

(28 มี.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก Atip Asvanund ว่า ประเทศไทยควรพัฒนาทักษะด้าน STEM อย่างเร่งด่วน เพื่อให้อุตสาหกรรมดิจิทัลและ Startup ของพวกเราสามารถมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี AI แทนที่จะเป็นการซื้อของคนอื่นมาใช้อย่างเดียว

- คนไทยเพียง 1% (1 คนใน 100 คน) มีทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ขณะที่มาเลเซียมีถึง 16%

- บัณฑิตไทยเพียง 20% จบการศึกษาในสาขา STEM ขณะที่มาเลเซียมีถึง 50% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 60%

- ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามจัดสรรงบประมาณภาครัฐสนับสนุนด้านดิจิทัลและ AI เป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP ขณะที่จากงบวิจัยของไทย 20,000 ล้านบาท มีเพียง 200 ล้านบาท (1%) ที่จัดสรรให้ด้านดิจิทัลและ AI

อินเดียเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เมื่อปีที่แล้ว Sam Altman แห่ง OpenAI เคยกล่าวว่าอินเดียไม่สามารถพัฒนา AI ได้เอง แต่เมื่อ DeepSeek ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาที่มีทุนจำกัดก็สามารถพัฒนา AI ที่แข่งขันได้ อินเดียจึงประกาศนโยบาย AI แห่งชาติเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI ของตนเอง

ความยั่งยืนทางธุรกิจเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าไม่สามารถผลิตสินค้านั้นได้เอง จึงเป็นที่มาของวาทกรรมที่ทำให้เราเชื่อว่าจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี AI จากประเทศพัฒนาแล้ว แต่เรามักไม่ตระหนักว่า ยิ่งเราใช้และส่งข้อมูลไปประมวลผลบนแพลตฟอร์ม AI ของพวกเขา ระบบเหล่านั้นก็จะยิ่งฉลาดขึ้น ขณะที่โอกาสที่เราจะตามทันกลับลดน้อยลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้เราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แม้ผมจะเป็นเสียงส่วนน้อย แต่การผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top