Friday, 31 July 2026
Hard News Team

‘ศิษย์เก่า มธ.’ ถาม อธิการบดี มธ. ทำอะไรอยู่ รู้หรือไม่! คนบางกลุ่มกำลังจะใช้พื้นที่ด้อยค่าประเทศ

นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศิษย์เก่าปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีจะมีการจัดงานปาฐกถา เรือง ‘โจรสยาม ปะทะ เคลมโบเดีย : ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ’ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 2 พ.ค. นี้ โดยระบุว่า ...

30 เมษายน พ.ศ. 2568
เรียนอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผม นายสมภพ พอดี อดีตนักศึกษาปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ปี พ.ศ. 2534 ขอเรียนถามท่านดังต่อไปนี้

1. ท่านทราบหรือไม่ว่าจะมีการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยในความดูแลของท่านจัดงานปาฐกถา ที่ตั้งชื่อว่า
โจรสยาม ปะทะ เคลมโบเดีย : ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ 

ในวันศุกร์ที่ ๒ พ.ค. ๒๕๖๘ เวลา ๑๓:๐๐ - ๑๖:๐๐ น. ที่ห้องอดุล วิเชียรเจริญ (ศศ. ๒๐๑) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

2. ท่านทราบหรือไม่ว่าคำว่า โจรสยาม หมายความว่าอะไร มีนัยยะของการดูถูก ดูแคลน เหยียดหยาม ด้อยค่า สยามซึ่งคือชื่อเดิมของประเทศไทยอย่างไร

3. หากท่านรับทราบแล้วทั้งข้อ 1 และ 2 ท่านยังจะอนุญาตให้มีการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยในความรับผิดชอบของท่านจัดงานเพื่อดูถูก ดูแคลน เหยียดหยาม ด้อยค่า สยามซึ่งคือชื่อเดิมของประเทศไทย ต่อไปตามกำหนดการหรือไม่ หรือว่าจะยับยั้งการกระทำดังกล่าว

หากท่านคิดและเชื่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในความรับผิดชอบของท่านสมควรจัดงานดังกล่าว ผมขอให้ท่านเพิกถอนปริญญาบัตรของผมด้วย เพราะผมละอายที่จะมีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันใดกับสถาบันการศึกษาที่สร้างและดำเนินการจากภาษีของประเทศไทย แต่ปล่อยให้มีคนบางกลุ่ม บางคนใช้สถานที่เพื่อดูถูก ดูแคลน เหยียดหยาม ด้อยค่า สยามซึ่งคือชื่อเดิมของประเทศไทย

จึงเรียนมาเพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และความรับผิดชอบของท่าน
ขอแสดงความนับถือ
สมภพ พอดี

‘หวังอี้’ พบ รมว.ต่างประเทศไทย ย้ำสัมพันธ์จีน-ไทยแน่นแฟ้น พร้อมหนุนเข้าร่วม BRICS ดันโครงการรถไฟ-วิจัย-ต้านอาชญากรรม

(30 เม.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนระหว่างพบปะกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ว่าจีนให้ความสำคัญระดับสูงกับความสัมพันธ์จีน-ไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ เพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ จีนยังสนับสนุนไทยเข้าร่วมกลุ่มประเทศ BRICS โดยหวังอี้ระบุว่า จีนยินดีต้อนรับบทบาทของไทยในฐานะประเทศหุ้นส่วน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในความร่วมมือที่หลากหลาย

ด้าน รมว.มาริษของไทยเห็นว่า การพัฒนาของจีนคือโอกาสสำคัญของไทย และแสดงความตั้งใจเข้าร่วมกลุ่ม BRICS อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนา และปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศโลกใต้ พร้อมทั้งเห็นพ้องร่วมกับจีนในการผลักดันความร่วมมือ เช่น รถไฟจีน-ไทย การวิจัยแพนด้า การต่อต้านอาชญากรรมข้ามพรมแดน และการพัฒนา FTA จีน-อาเซียน รุ่น 3.0

หวังอี้ยังกล่าวถึงบทบาทของสหรัฐว่า เน้นผลประโยชน์ตนเองมากเกินไป ใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือกดดันประเทศอื่น พร้อมเตือนว่าการประนีประนอมกับพฤติกรรมล้ำเส้นจะยิ่งเปิดทางให้ 'คนพาล' กลั่นแกล้งมากขึ้น จึงเรียกร้องให้กลุ่ม BRICS ร่วมต้านการกีดกันทางการค้า และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึด WTO เป็นศูนย์กลางอย่างเข้มแข็ง

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต้อนรับคณะเจ้ากรมข่าวทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้ช่วยทูตทหาร 15 ประเทศ ในโอกาสเยี่ยมชมหน่วยเพื่อสร้างการรับรู้การบริหารจัดการในการฝึกทหารกองประจำการ

เมื่อวานนี้ (29 เม.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) ต้อนรับ พล.ร.ท.พิบูลย์ พีรชัยเดโช เจ้ากรมข่าวทหารเรือ และคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ/กรุงเทพฯ ที่มีถิ่นพำนักในต่างประเทศ ในการเข้าเยี่ยมชมหน่วย ณ ศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี

กรมข่าวทหารเรือ กำหนดจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือกับผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศฯ ประจำปีงบประมาณ 2568 (MAC-T Tour 2025) ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.68 - 1 พ.ค.68 ในพื้นที่ภาคตะวันออก (จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง) โอกาสนี้เพื่อให้การสร้างการรับรู้ภารกิจในการฝึกทหารกองประจำการของกองทัพเรือถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรืองที่คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศฯ ให้ความสนใจ เจ้ากรมข่าวทหารเรือ จึงได้นำคณะฯ เข้าเยี่ยมชมศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ 

โดยศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นหน่วยงานหลักของกองทัพเรือที่มีภารกิจดำเนินการฝึกอบรม ให้การศึกษา และปกครองบังคับบัญชาทหารกองประจำการ ปีงบประมาณละ 4 ผลัด ผลัดละ 3,000 นาย โดยมีระยะเวลาในการฝึกอบรม 8 สัปดาห์ต่อผลัด เพื่อเปลี่ยนแปลงทหารใหม่จากพลเรือนให้มีลักษณะทางทหารและฝึกอบรมความรู้ที่สำคัญประกอบด้วย วิชาทหารราบ ตามคู่มือแบบฝึกพระราชทาน โรงเรียนทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (รร.ทม.รอ.), วิชาชีพทหารเรือทั่วไป เช่น การอาวุธ, การผูกเชือก, การตีกระเชียงเรือ และการฝึกป้องกันความเสียหาย เพื่อสร้างความเป็นทหาร ความเป็นชาวเรือ 

นอกจากนี้แล้วยังมีการฝึกอบรมด้านอาชีพเพิ่มเติม เช่น ศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ตลอดจนการแนะแนวการมีอาชีพจากคณะกรรมการพัฒนาอาชีพกองประจำการ กองทัพเรือ เพื่อเป็นแนวทางในการอบรมอาชีพที่ทหารใหม่สนใจก่อนปลดประจำการต่อไป

การเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นไปตาม นโยบาย ผบ.ทร.ประจำปี งป.68 นโยบายหลัก ด้านยุทธการและการฝึก เสริมสร้างความร่วมมือและริเริ่มการสร้างกลไกการประสานงานร่วมกัน ระหว่าง กองทัพเรือและหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล และ ภาคเอกชน/On Tuesday 29 April 2025, Capt. Tiwa Onlaor, Commanding Officer, Recruit Training Centre, Naval Education Department, greeted Vice Adm. Pibul Peerachaidecho, Director General, Naval Intelligence Department, and Defence Attaches who reside aboard in an occasion of an official visit at the New Theory Learning Centre, Recruit Training Centre, Naval Education Department, Sub District of Bangsarey, District of Sattahip, Chonburi Province.

Naval Intelligence Department hosted a relationship-enhancing activity between the Royal Thai Navy and International Defence Attaches 2025 (MAC-T Tour 2025). The activity will take place during 29 April 2025-1 May 2025 in the eastern part of Thailand (provinces of Chonburi and Rayong). The tour aims to enhance International Defence Attaches’ understanding of Royal Thai Navy Recruit Trainings. Royal Thai Navy Recruit Training Program is considered as one of the various interesting topics in International Defence Attaches’ attention. Thus, the Director General of Naval Intelligence led the International Defence Attaches in this official visit to Recruit Training Centre, Naval Education Department.

The Recruit Training Center, Naval Education Naval Department, is the main institution that is responsible for training, instructing, and administering enlisted soldiers each fiscal year. The Royal Thai Navy receives approximately 12,000 recruits yearly, through 4 intakes of 3,000 each. Recruits will go through an 8-week course which aims to transform them into sailors. The recruits training course encompasses a number of subjects  which includes basic infantry instruction as outlined by the King’s Royal Guard School, and basic naval training such as weapons, knot tying, boat safety and rescue, and damage control trainings. Moreover, the center also provides recruits with multiple apprenticeship training and guidance courses like the Agricultural Learning Center and the Navy’s Board of Apprenticeship Development, which are designed to help recruits find work after completing their national service.

The tour is in accordance with the principal policy of the Commander-in-Chief, Royal Thai Navy 2025 in an aspect of operations and trainings. The policy aims to enhance cooperation and initiate building collaboration mechanism among the Royal Thai Navy, Maritime Security Agencies, and Private Sector

30 เมษายน พ.ศ. 2231 สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทอดพระเนตรสุริยุปราคากับคณะทูตฝรั่งเศส ปูทางสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสมัยอยุธยา

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระโอรสของพระเจ้าปราสาททองและพระราชเทวี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 ของกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงปกครองประเทศด้วยพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์ที่ล้ำลึก ทั้งด้านการทหาร การทูต และการส่งเสริมวัฒนธรรมและวิทยาการ โดยเฉพาะการเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก ซึ่งในขณะนั้น ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงศรีอยุธยาอย่างใกล้ชิด พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการสังเกตดาราศาสตร์ผ่านกล้องดูดาวที่พระองค์ทรงได้รับการช่วยเหลือจากคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่พระองค์และข้าราชการไทย

โดยในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย เนื่องจากในวันดังกล่าว สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่เกิดขึ้น ณ พระที่นั่งเย็น พระที่นั่งตำหนักกลางทะเลชุบศร เมืองลพบุรี โดยมีคณะบาทหลวงฝรั่งเศสและข้าราชบริพารฝ่ายไทยร่วมทอดพระเนตรด้วยกัน เหตุการณ์นี้ถือเป็นการแสดงออกถึงพระราชความสนใจในวิทยาการและการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ซึ่งพระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะนำความรู้จากตะวันตกมาปรับใช้ในการปกครองและพัฒนาประเทศไทยในด้านต่าง ๆ

การทอดพระเนตรสุริยุปราคาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสนพระทัยของสมเด็จพระนารายณ์ในวิทยาการและความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ พระองค์ไม่เพียงแต่สนใจในเรื่องการทหารและการปกครองเท่านั้น แต่ยังทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาอาณาจักรอยุธยาในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคแห่งการเรียนรู้และเปิดรับความรู้จากต่างประเทศ

ในรัชสมัยของพระองค์ การทูตกับฝรั่งเศสมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการส่งคณะราชทูตไปยังฝรั่งเศสเพื่อสร้างความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งในช่วงเวลานั้น ฝรั่งเศสภายใต้การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ให้ความสำคัญกับการส่งคณะทูตและนักวิทยาศาสตร์มายังประเทศไทย การเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูตนี้นอกจากจะส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการทหารแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูสู่วัฒนธรรมตะวันตกในประเทศไทยอีกด้วย

เหตุการณ์ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 เป็นการสะท้อนถึงความสำคัญของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในฐานะพระมหากษัตริย์ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ทั้งในด้านการปกครอง การทหาร และการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการสนใจในดาราศาสตร์และการสังเกตการณ์สุริยุปราคา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการพัฒนาประเทศผ่านการศึกษาความรู้จากต่างประเทศ การทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงความรู้ในวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับนวัตกรรมและวิทยาการจากโลกภายนอก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอาณาจักรอยุธยาในหลายมิติ

'อดีตข้าราชการ กต.' เผยเหตุ 'ในหลวง-พระราชินี' ทรงขับเครื่องบินเยือน ‘ภูฏาน’ ด้วยพระองค์เอง

(29 เม.ย. 68) นายบุญญ์พัชรเกษม เสริมวัฒนากุล อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ผลิตสารคดีเทิดพระเกียรติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก "Boonpachakasem Sermwatanarkul" ระบุว่า Why not? คำถามซ่อนความนัย ทำไมถึงต้องทรงขับเครื่องบินด้วยพระองค์เองล่ะ?

ทำไมไม่ให้นักบินประจำเครื่องบินพระที่นั่งขับเครื่องบินถวายเพื่อพระองค์ท่านจะได้พักพระวรกายก่อนทรงงานตามหมายเสด็จพระราชดำเนินเต็มทั้งวันและทุกวันในการเสด็จเยือน?

ทำไม ทำไม และทำไม ที่ไม่อาจนำคำถามสารพันและสารเลวมาโพสให้ย่ำยีหัวใจคนไทยที่กำลังเปี่ยมสุขและเต็มปิติในการเสด็จเยือนต่างประเทศเป็นทางการ หรือ State Visit เป็นครั้งแรกแห่งรัชสมัยที่ 10

ก่อนจะตอบตามความเข้าใจของข้าพเจ้าที่เฝ้าติดตามอ่าน รับฟังและรับชมข่าวพระราชสำนักผ่านหนังสือพิมพ์ ฟังประกาศทางวิทยุทรานซิสเตอร์ ผ่านหน้าจอทีวีขาวดำเลยจนมาเป็นทีวีสี ผ่านสื่อมวลชนทั้งหมดเหล่านี้คือรวมเวลาประสบการณ์ในการเป็นผู้รับข่าวสารราชสำนักมามากกว่า #ครึ่งศตวรรษ แล้วยิ่งได้ใช้เวลาร่ำเรียนฝึกปรืองานพิธีทางการทูตไทย #เกือบ2ทศวรรษ กับการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ และ #กว่า1ทศวรรษ ในการตระเวนตะลุยเกือบทุกจังหวัดในทุกภูมิภาคและคนไทยในต่างประเทศเพื่อถ่ายทำถ่ายทอดหัวใจคนไทยทุกหมู่เหล่าผ่านสารคดีเฉลิมพระเกียรติ เพื่อจะแสดงยืนยันถึง #สัญญะของการตั้งใจมุ่งมั่น หรือ #มีเจตนาอย่างแน่วแน่ ที่จะมอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อแสดงความหมายที่ถ่องแท้ของคำว่า #มิตรภาพอันยิ่งใหญ่ ให้กับใครสักคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง

การทรงขับเครื่องบินเพื่อลงจอดหรือขึ้นบินบนสนามบินที่ได้ชื่อว่า เป็น #สนามบินที่หินที่สุดและยากที่สุดอันดับต้นของโลก แค่มีรับสั่งอย่างฉับพลันทันใดแล้วก็ทรงประทับที่นั่งและทรงขับเครื่องบินได้ทันทีกระนั้นหรือ

เปล่าเลย..ไปถามนักบินทุกคนไม่ว่านักบินไทยหรือต่างชาติ การจะบินลงสนามบินที่ภูฏานคงต้องซ้อมบินในห้องนักบินจำลองไม่รู้กี่สิบหรือร้อยชั่วโมงบิน ถึงจะชำนาญและมั่นใจพร้อมจะทำการบินได้จริง

พระองค์ท่านล่ะ..ก็คงต้องทรงงานไม่ต่างจากนักบินคนอื่นๆ คงทรงตระเตรียมเส้นทางการบิน ทรงซ้อมบิน ทรงวางแผนการบินมาอย่างดี ด้วยพระประสงค์ประการเดียว คือ ทรงให้การตั้งพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการบินของพระองค์ครั้งนี้เป็นเสมือน #ของขวัญพิเศษ เป็นประจักษ์หลักฐานแห่งมิตรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ ระหว่างทั้งสองพระราชวงศ์และสัมพันธภาพของประชาชนชาวภูฏานและชาวไทย

#สัญญะ คือ #ความตั้งพระทัย ในครั้งนี้ ทุกคนทุกฝ่ายทุกดวงใจประจักษ์ตรงกันเที่ยงแท้แน่นอนว่า ทรงมุ่งมั่น ทรงกล้าหาญ และทรงตั้งพระทัยพระราชทานมอบความกล้าหาญของทั้งสองพระองค์นี้ฝากไว้บนดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัย บนแผ่นดินราชอาณาจักรภูฏานไปจนตราบนานแสนนาน

#ที่เราเห็นอาจเป็นเพียงเสี้ยว
#ที่เราไม่เห็นยังมีอื่นๆอีกมากมาย
#สิ่งสำคัญคือมิตรภาพงดงามตราบนาน

ขอพระราชทานพระราชานุญาต กราบถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทของทั้งสองบดินทร์ เพื่อปักปิ่นมิตรภาพไทยและภูฏานให้แน่นแฟ้น และเพื่อเป็นเช่นปิ่นหทัยบนกลางดวงใจพสกนิกรทั้งสองแผ่นดิน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า นายบุญญ์พัชรเกษม เสริมวัฒนากุล (ผู้ร้อยเรียงเรื่องราวแห่งสัญญะอันสง่างาม) 

‘บางจาก’ เดินหน้าขับเคลื่อนน่านฟ้าคาร์บอนต่ำ ตั้งหน่วยผลิต Neat SAF แบบ Stand Alone แห่งแรกในไทย

กลุ่มบริษัทบางจาก เปิดหน่วยผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง เป็นหน่วยผลิต Neat SAF 100% ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ (Stand Alone) แห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ภายใต้ระบบที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมสีเขียวเพื่อความยั่งยืน จากผู้นำพลังงานทดแทนสู่ผู้บุกเบิกพลังงานแห่งอนาคต

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หน่วยผลิต SAF แห่งนี้เป็นหน่วยผลิต Neat SAF 100% แบบ Stand Alone แห่งแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการขนส่ง ภายใต้ระบบที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISCC (International Sustainability and Carbon Certification) โดยมีกำลังการผลิตเริ่มต้นที่ 1 ล้านลิตรต่อวัน ใช้เทคโนโลยี HEFA (Hydroprocessed Esters and Fatty Acid) แปรรูปกรดไขมันหรือน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาโดยความร่วมมือกับ 2 บริษัทชั้นนำของโลก คือ Desmet จากประเทศเบลเยี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการปรับสภาพวัตถุดิบ (Pretreatment) และ UOP Honeywell จากสหรัฐอเมริกา ผู้นำด้านเทคโนโลยีแปรสภาพไฮโดรโปรเซสซิ่ง (Hydroprocessing) ทำให้กระบวนการผลิตสามารถควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การปรับสภาพน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว การเติมไฮโดรเจน การปรับโครงสร้างโมเลกุล ไปจนถึงการกลั่นแยก (Fractionation) เพื่อให้ได้เชื้อเพลิงที่มีคุณภาพเทียบเท่าน้ำมันอากาศยานตามมาตรฐาน ASTM (American Society for Testing and Materials) โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ Neat SAF และผลิตภัณฑ์ร่วมเช่น Bio-LPG และ Bionaphtha ขณะนี้ หน่วยผลิต SAF อยู่ระหว่างการทดสอบสมรรถนะของโรงงาน (Plant Performance Test Run) 

จากข้อมูลขององค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภาคการบินมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 492 ล้านตันต่อปี แม้จะใช้พลังงานเพียงร้อยละ 2.9 ของโลกเท่านั้น การพัฒนา SAF จึงเป็นหัวใจของแผนการลดคาร์บอนในระดับโลก สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากถึงร้อยละ 80 ซึ่งมากกว่าและคุ้มทุนกว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ ในปัจจุบัน โดยหลายประเทศได้ออกมาตรการบังคับใช้ SAF (SAF Blending Mandate) ในเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานแล้ว เช่น สหภาพยุโรป (ร้อยละ 2 ในปี 2568 และร้อยละ 6 ในปี 2573) สหราชอาณาจักร (ร้อยละ 2 ในปี 2568 และร้อยละ 10 ในปี 2573) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 1 ในปี 2569 และร้อยละ 5 ในปี 2573) สำหรับประเทศไทย อยู่ระหว่างการพิจารณาการกำหนดมาตรการผสมดังกล่าว

นอกจากช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบินแล้ว SAF ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแทบไม่มีสารอะโรมาติกเป็นส่วนประกอบ ซึ่งสารนี้เป็นสารที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการกระตุ้นการเกิดโรคมะเร็ง และยังมีปริมาณสารซัลเฟอร์ต่ำมาก จึงช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ รวมถึงลดความเสี่ยงของการเกิดฝนกรดอีกด้วย

โครงการนี้สะท้อนความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานของกลุ่มบริษัทบางจาก ต่อยอดจากประสบการณ์กว่า 20 ปีในการพัฒนาพลังงานทดแทน เริ่มจากความร่วมมือกับกรมอู่ทหารเรือในปี 2543 ในการสร้างโรงงานผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว เพื่อใช้ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และนำร่องการผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซลเป็นรายแรกในประเทศไทยในสถานีบริการน้ำมันบางจากเมื่อปี 2547 นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มโครงการรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วจากชุมชนและเครือข่าย เพื่อนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลตั้งแต่ปี 2551 จนได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านพลังงานทดแทนของประเทศ และพัฒนามาสู่ผู้บุกเบิกพลังงานแห่งอนาคตด้วยการผลิต Neat SAF ซึ่งให้ความสำคัญกับระบบความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วผ่านโครงการ 'ทอดไม่ทิ้ง' ที่สถานีบริการบางจากกว่า 290 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 2,000 แห่งภายในสิ้นปี 2568 รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดหาวัตถุดิบกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมรองรับระบบ Book & Claim ซึ่งเป็นแนวทางที่องค์กรระดับโลกใช้ในการสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงสะอาด เพื่อให้ผู้โดยสารและสายการบินสามารถร่วมสนับสนุนการลดคาร์บอนได้โดยตรง ผ่านการอ้างสิทธิ์การใช้ SAF ที่ผลิตขึ้นจริง พร้อมได้รับใบรับรองการลดคาร์บอน ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

ญี่ปุ่นเตือนแรง มาตรการภาษี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ กำลังเขย่าพันธมิตร ชี้อาจเป็นบูมเมอแรงทำเอเชียตีตัวออกห่างสหรัฐฯ ซบอกจีนแทน

(29 เม.ย. 68) อิตสึโนริ โอโนเดระ (Onodera Itsunori) หัวหน้าฝ่ายนโยบายของพรรครัฐบาลญี่ปุ่น (LDP) แสดงความกังวลว่า มาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียที่เคยมีท่าทีใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น หันไปสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่โอโนเดระร่วมงานที่สถาบันฮัดสัน กรุงวอชิงตัน โดยเขาระบุว่าหลายประเทศในเอเชียเริ่มไม่สบายใจกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีของทรัมป์ที่อาจสร้างแรงจูงใจให้พันธมิตรเดิมเปลี่ยนทิศทางทางยุทธศาสตร์

โอโนเดระยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน โดยเฉพาะการขยายอิทธิพลในช่องแคบไต้หวัน การซ้อมรบเชิงรุก และการกดดันด้านจิตวิทยาในประเด็นดินแดนพิพาท

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเตรียมเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่กับสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าทรัมป์พยายามผลักภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันให้ญี่ปุ่นมากขึ้น โอโนเดระเสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาความร่วมมือในการผลิตและส่งออกอาวุธ เช่น กระสุน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของญี่ปุ่นที่เปิดทางสู่การส่งออกยุทโธปกรณ์มากขึ้นในอนาคต

ม.นานาชาติกวางตุ้ง ผลักดันโมเดล ‘ภาษา+เทคโนโลยี’ ส่งนักศึกษาเยือน Alibaba แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และระบบคลาวด์ เพื่อพัฒนาการแปลในยุคดิจิทัล

(29 เม.ย. 68) มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง (GDUFS) เดินหน้าปั้นนักแปลพันธุ์ใหม่ที่ไม่เพียงเก่งภาษา แต่ยังเข้าใจเทคโนโลยี ล่าสุดส่ง “หลี่ หมิงข่าย” นักศึกษาสายเทคโนโลยีและการแปล ร่วมภารกิจระดับโลกที่สำนักงานใหญ่ Alibaba และบริษัทเทคโนโลยี Xinfengwei เมืองหางโจว ประเทศจีน เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียด้าน AI กับเยาวชนจากนานาชาติ

ภารกิจครั้งนี้ หลี่ หมิงข่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับนักศึกษาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยคีล ประเทศเยอรมนี พร้อมนำเสนอโปรเจกต์ “แอป AI แบบไม่ต้องเขียนโค้ด” บน DingTalk ด้วยภาษาอังกฤษ และเข้าร่วมการถกประเด็นระดับโลก เช่น บทบาทของ AI ต่อการศึกษาและความร่วมมือข้ามชาติ ถือเป็นเวทีที่ผสมผสานทั้งนวัตกรรมและวัฒนธรรมอย่างลงตัว

ในการเยือน ซิน เฟิงเวย นักศึกษาจาก GDUFS ยังได้สัมผัสเวิร์กช็อปด้าน “AI แปลภาษาบนคลาวด์” ซึ่งร่วมพัฒนาโดย GDUFS และ Alibaba Cloud พร้อมเรียนรู้เบื้องหลังการจัดการระบบคลาวด์ แชทอัจฉริยะ และโมดูลการเรียนรู้แบบใหม่ ซึ่งทีมของหลี่หมิงข่ายกำลังนำกลับไปปรับใช้กับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยอย่างเข้มข้น

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของ GDUFS ที่ต้องการยกระดับการศึกษาด้านการแปลให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี AI และการเรียนรู้แบบประสานศาสตร์ โดยในเดือนธันวาคม 2024 ได้เปิดตัว “แพลตฟอร์ม AI แปลภาษาผ่านระบบคลาวด์” ที่ออกแบบตามมาตรฐาน CSE ของจีน มีฟีเจอร์ล้ำสมัย เช่น การวัดผลอัตโนมัติและ AI เพื่อนช่วยเรียน

ไม่หยุดแค่ในประเทศ GDUFS ยังขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเก๊า (MPU) และองค์การสหประชาชาติ เพื่อปั้นนักแปลที่มีทั้งอุดมการณ์ ความรู้รอบด้าน และศักยภาพในการทำงานระดับโลก โดยในปี 2023 ได้จัดการแข่งขันล่ามระดับนานาชาติ “อวิ๋นซานเปย” รอบชิงชนะเลิศครั้งที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่

จากเวทีหางโจวสู่คลาสเรียนดิจิทัล GDUFS กำลังเขียนนิยามใหม่ของนักแปลมืออาชีพในศตวรรษที่ 21 ด้วยการผนวก “ภาษา+เทคโนโลยี” เข้าด้วยกัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่โลกอนาคตที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างทักษะและนวัตกรรมอีกต่อไป

บทเรียนจากไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในยุโรป ไทยพร้อมรับมือหรือยัง? หากต้องเผชิญสถานการณ์เช่นนี้

เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.68) เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในยุโรปที่ไม่เคยมีมาก่อน ครอบคลุมพื้นที่ 4 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม สเปน โปรตุเกส และภาคใต้ของฝรั่งเศส โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางวัน ระบบไฟฟ้าของแต่ละประเทศล่มพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้ระบบคมนาคมหลักอย่างสนามบิน รถไฟ รถราง และรถไฟใต้ดินต้องหยุดให้บริการทันที บางขบวนหยุดกลางเส้นทาง ผู้โดยสารหลายหมื่นคนติดค้างอยู่กลางทางโดยไม่มีการสื่อสาร

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในหลายพื้นที่หยุดทำงาน ประชาชนไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสิ้นเชิง บรรยากาศในเมืองใหญ่หลายแห่งเงียบสนิทราวกับกลายเป็นเมืองร้างชั่วขณะหนึ่ง สถานพยาบาลต้องหันไปใช้ไฟฟ้าสำรองด้วยเครื่องปั่นไฟ ส่วนร้านค้า สถานีบริการน้ำมัน และตู้เอทีเอ็มต่าง ๆ ก็หยุดชะงักไปตามกัน ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะระบบไฟฟ้าเท่านั้น แต่ขยายวงไปกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง

แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันสาเหตุอย่างเป็นทางการ แต่หลายฝ่ายรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์ต่างตั้งข้อสันนิษฐานไปในทิศทางเดียวกันว่านี่ไม่น่าใช่อุบัติเหตุธรรมดา หากแต่เป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างจงใจ หลายคนสังเกตว่าความพร้อมเพรียงในการล่มของระบบหลายประเทศในเวลาใกล้เคียงกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และอาจมี 'แผนการ' หรือ 'วาระซ่อนเร้น' อยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงนำมาสู่คำถามสำคัญที่เราคนไทยต้องย้อนกลับมามองตัวเองอย่างจริงจังว่า —

หากวันหนึ่งประเทศไทยต้องเผชิญสถานการณ์คล้ายกัน เราพร้อมรับมือหรือยัง?

ระบบไฟฟ้า ระบบคมนาคม เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต คือหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยในทุกวันนี้ แต่ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็เต็มไปด้วยความเปราะบาง หากถูกโจมตีพร้อมกันแม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ผลกระทบอาจหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่เราคาดคิด

เรามีระบบเตือนภัยไซเบอร์แบบเรียลไทม์เพียงพอหรือไม่?

เรามีแผนสำรองรองรับสถานการณ์ไฟฟ้าดับหรือเครือข่ายล่มระดับประเทศหรือไม่?

เราซักซ้อมประชาชนให้รู้วิธีรับมือในภาวะไร้ไฟ ไร้สัญญาณ หรือไร้เงินสดหรือยัง?

ที่สำคัญกว่านั้น — เราพร้อมจะลงทุนป้องกันภัยที่ 'อาจจะเกิด' ก่อนที่มันจะกลายเป็นภัยที่ 'เกิดขึ้นจริง' หรือไม่?

บทเรียนจากยุโรปในวันนี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนเราดัง ๆ ว่า โลกในยุคนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี แต่กำลังแข่งขันกันเรื่อง 'ความอยู่รอด' ของโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน และใครที่ไม่เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่วันนี้ อาจไม่มีโอกาสได้แก้ตัวในวันพรุ่งนี้

และสิ่งที่เราต้องตระหนักให้ชัดเจนคือ — เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นเพียง 'ภัยธรรมชาติ' หรือ 'ความผิดพลาดของระบบ' แต่อาจเป็นสัญญาณชัดเจนของ 'สงครามพลังงาน' และ 'สงครามลูกผสม' (Hybrid Warfare) รูปแบบใหม่ ที่ศัตรูไม่จำเป็นต้องยิงปืนสักนัด ก็สามารถทำให้ทั้งประเทศเป็นอัมพาตได้ในเวลาไม่กี่นาที

สงครามพลังงาน (Energy War) ใช้อาวุธที่มองไม่เห็น — คือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เพื่อบั่นทอนเศรษฐกิจ เสถียรภาพ และความมั่นใจของประชาชน ขณะที่สงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ผสานทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล และการทำลายระบบสาธารณูปโภคในคราวเดียวกัน

วันนี้ยุโรปได้เผชิญหน้าไปแล้ว — พรุ่งนี้จะถึงคราวของเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า "วันนี้" เราจะเริ่มป้องกันตัวเองทันหรือเปล่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top