'ทราย สก็อต' ยกพระราชดำรัส ร.9 เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคม
ยึดมั่นในคำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9 ‘ทราย สก๊อต’ หนุ่มนักอนุรักษ์!! ผู้รักท้องทะเลยิ่งชีพ ได้ให้สัมภาษณ์ช่อง News 1 เกี่ยวกับแนวทาง คำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9
ยึดมั่นในคำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9 ‘ทราย สก๊อต’ หนุ่มนักอนุรักษ์!! ผู้รักท้องทะเลยิ่งชีพ ได้ให้สัมภาษณ์ช่อง News 1 เกี่ยวกับแนวทาง คำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9
(1 พ.ค. 68) พอดีไปเจอบทความต่างประเทศฉบับหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ เป็นเรื่องราวจากเว็บไซต์นอร์เวย์ชื่อ Mykles.com ที่เล่าเหตุการณ์เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) และได้เสด็จถึงประเทศนอร์เวย์ ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นดินแดนแห่งเทคโนโลยีพลังน้ำที่ก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ว่ากันว่า พระองค์ทรงเดินทางไปยังเมืองโนโทดเดิน (Notodden) เพื่อศึกษาดูงานด้านไฟฟ้า และได้พบกับวิศวกรผู้มีชื่อเสียงคือ แซม ไอเด (Sam Eyde) ผู้ก่อตั้งบริษัท Norsk Hydro ซึ่งเป็นผู้ผลิตปุ๋ยจากไนโตรเจนด้วยกระแสไฟฟ้า
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ — ในบันทึกพระราชหัตถเลขาที่พระองค์ทรงเขียนถึงพระธิดา (เจ้าหญิงน้อย) ที่กรุงเทพฯ พระองค์ได้เล่าถึงบทสนทนาในค่ำคืนหนึ่งว่า:
> “คงไม่เกินเลยนักหากจะทำนายว่าในอนาคตจะมีโทรศัพท์แบบพกพาที่เล็กเท่านาฬิกาพก เมื่อคุณต้องการสนทนา เพียงพูดกับนาฬิกา แล้วแนบหูฟังเสียงจากอีกฝ่าย...”
หลายคนที่ได้อ่านตรงนี้อาจจะตกใจ เพราะนี่มันคือภาพของ 'สมาร์ตวอทช์' อย่างแท้จริง — แต่ถูกจินตนาการไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1907!!
บทความนั้นเล่าอีกว่า พระองค์ทรงเสด็จแบบ 'in cognito' หรือไม่ได้เปิดเผยสถานะความเป็นพระมหากษัตริย์ ทำให้สามารถสังเกตสังคมนอร์เวย์ในเวลานั้นได้อย่างลึกซึ้ง — ทั้งความยากจน ความตั้งใจของผู้คน และความมุมานะในการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์
นอกจากเรื่องโทรศัพท์พกพาแล้ว พระองค์ยังสนทนากับนักวิทยาศาสตร์นามว่า คริสเตียน บีร์เคอลันด์ (Kristian Birkeland) ถึงเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า ปืนไฟฟ้า การทำฝนเทียม และการสื่อสารแบบไร้สายด้วยพลังน้ำฟ้า — ซึ่งก็ล้ำยุคไม่แพ้กัน
บทความนี้ทำให้เรากลับมาทบทวนอีกครั้งว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต มิได้ทรงเป็นเพียง 'ผู้อุปถัมภ์' เท่านั้น หากยังทรงเป็น 'นักวิทยาศาสตร์' และ 'นักพยากรณ์เทคโนโลยี' ผู้เห็นไกลเกินยุคสมัย
ในวันที่พวกเราสวมสมาร์ตวอทช์ไว้ที่ข้อมือ และคุยโทรศัพท์ผ่านนาฬิกาได้จริง ๆ นั้น... ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่กษัตริย์ไทยเคยจินตนาการไว้เมื่อ 100 ปีก่อน
(1 พ.ค. 68) สื่อ Shanghai Daily ของจีนรายงานผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี ได้เสด็จเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2568 นับเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชกาลนี้
ที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์คือ ทั้งสองพระองค์ ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำหน้าที่นักบิน และสมเด็จพระราชินีทรงเป็นผู้ช่วยนักบิน ในการนำเครื่องลงจอดที่สนามบินนานาชาติปาโร ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่มีความยากที่สุดในโลก
การเสด็จเยือนครั้งนี้มีขึ้นตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และ สมเด็จพระราชินีเจตซุน เปมา แห่งภูฏาน โดยมีพิธีต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน พร้อมการแสดงวัฒนธรรมและพิธีกรรมทางศาสนา
นอกจากนี้ทั้งสองพระองค์ยังได้ เสด็จไปยัง พระพุทธรูปโดร์เดนมา (Buddha Dordenma) เพื่อทรงร่วมพิธีสวดมนต์ถวายพระพร โดยมีพระสงฆ์ไทยและภูฏานจำนวน 74 รูปร่วมพิธี
นอกจากนี้ ยังเสด็จเยือน โครงการหลวงที่เมืองเดเชนโชลิง เพื่อทอดพระเนตรความร่วมมือระหว่างโครงการหลวงของไทยกับหน่วยงานในภูฏาน รวมถึงเยี่ยมชม ตลาดกลางในกรุงทิมพู และทรงร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมต่าง ๆ กับประชาชน
การเสด็จเยือนครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างราชอาณาจักรไทยและภูฏาน ซึ่งมีรากฐานร่วมกันทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา
ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับประเทศไทยในวันที่ 28 เมษายน โดยทรงขับเครื่องบินพระที่นั่งกลับด้วยพระองค์เองอีกครั้ง
(1 พ.ค. 68) สมาคมรัฐศาสตร์แห่งอเมริกา (APSA) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจับกุมและควบคุมตัว ดร.พอล แชมเบอร์ส นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวร ประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2025 ภายใต้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของไทย
แม้ว่าปัจจุบัน ดร.แชมเบอร์สจะได้รับการประกันตัวแล้ว แต่เขายังคงถูกเพิกถอนวีซ่า ถูกยึดพาสปอร์ต และถูกยึดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป ซึ่งสมาคมฯ เห็นว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการทำงานด้านวิชาการอย่างรุนแรง
สมาคมรัฐศาสตร์แห่งอเมริกา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการตามที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทย รวมถึงพันธกรณีระหว่างประเทศ พร้อมทั้งขอให้มีการยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมดต่อ ดร.แชมเบอร์ส เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของไทยในการสนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสวงหาความรู้
จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ถูกส่งถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้แก่ ทอม โคล, แฟรงค์ ลูคัส, เควิน เฮิร์น, สเตฟานี ไบซ์ และจอช เบรคีน รวมถึงวุฒิสมาชิก เจมส์ แลงค์ฟอร์ด และ มาร์ควีน มัลลิน รวมทั้ง เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โรเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก และอัยการสูงสุดของไทย คุณไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ
สำหรับสมาคมรัฐศาสตร์แห่งอเมริกา (APSA) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1903 ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 11,000 คนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยมีบทบาทสำคัญในการจัดประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ตีพิมพ์วารสารวิชาการชั้นนำ ส่งเสริมการวิจัยและการเรียนการสอนด้านสังคมศาสตร์ รวมถึงการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของนักวิชาการที่ถูกคุกคามจากรัฐ
(1 พ.ค. 68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความว่า...
ก้าวแรกสู่การสงบศึก Russia-Ukraine !!
เซเลนสกี้ ยอมแล้ว!!
หลังจากทะเลาะกันให้โลกดูเมื่อเดือนที่แล้ว
จะนำไปสู่การฟื้นฟู Ukraine จากสงคราม
รวมถึงการปลดพันธนาการพึ่งพา Rare Earth จากจีน
ซึ่ง Rare Earth เหล่านี้ จะนับเป็นการคืนเงินที่สหรัฐช่วยสู้ศึกในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร ให้สัมภาษณ์กับสื่อด้วยภาษา (หยาบคาย) ว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แล้วเผยอหน้ามาให้สัมภาษณ์ทำไม …”
(1 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...
รมว.กลาโหมของ #สหรัฐฯ เพิ่งประกาศสงครามกับ #อิหร่าน หรือเปล่า??
สารถึงอิหร่าน
สหรัฐฯเห็นว่าอิหร่านสนับสนุนกลุ่มฮูตีเต็มร้อย สหรัฐฯรู้ดีว่าอิหร่านกำลังทำอะไรอยู่
อิหร่านรู้ดีอยู่แล้วว่ากองทัพสหรัฐฯ มีศักยภาพแค่ไหน — และอิหร่านได้รับคำเตือนแล้ว
อิหร่านจะต้องชดใช้ผลที่ตามมาในเวลาและสถานที่ที่สหรัฐฯกำหนด”
(1 พ.ค. 68) ภาพตุ๊กตาถักไหมพรม 2 ตัวที่อยู่ในพระหัตถ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตุ๊กตาคู่นี้ มาจาก คุณยุ้ย–ศิริลักษณ์ ใจชื่น เจ้าหน้าที่กงสุลไทยประจำราชอาณาจักรภูฏาน
คุณยุ้ยได้ตั้งใจนำมาติดเข็ม แล้วทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสการเสด็จเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ
เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยความภักดีและหัวใจไทยที่สะท้อนความอบอุ่นและสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสองแผ่นดิน
(1 พ.ค. 68) มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดโครงการฯ ยิ่งใหญ่ประจำปี พร้อมมอบสิ่งดี ๆ ให้คุณครู มุ่งยกระดับครูทั่วทุกภูมิภาค พัฒนาไปพร้อมการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน ผ่าน 'โครงการพัฒนาครู มุ่งสู่การเรียนรู้ เพื่ออนาคต' รุ่นที่ 4 พร้อมปรับการสอนเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นผู้เรียน พัฒนาผู้สอน ให้มีศักยภาพทางด้านการศึกษา ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เน้นให้เกิดประสิทธิภาพ และก่อประสิทธิผล
โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีของโครงการพัฒนาครูจนถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับโครงการพี่สอนน้อง 'ปลูกปัญญา...พร้อมมอบความอบอุ่น' มูลนิธิฯ ยังคงมุ่งมั่น ตั้งใจ และลงมือทำ เพื่อผลักดันให้มีโครงการดี ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการพัฒนาครู เป็นโครงการที่ได้เห็นถึงคุณค่าของ 'ครู' ที่นับว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อการศึกษาของเด็ก และเยาวชน จากการมีครูที่ดี 1 คน สามารถสร้างนักเรียนที่จะเติบโตไปเป็นทรัพยากรบุคคลที่ดีได้อีกหลายคน
ดังนั้น หากจะพัฒนาการศึกษาไทยให้เกิดประสิทธิภาพ 'ครู' จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่ต้องปรับตัว พร้อมพัฒนาองค์ความรู้ของตน ควบคู่ไปกับนักเรียน ส่งผลทำให้เกิดเป็นโครงการพัฒนาครู มุ่งสู่การเรียนรู้ เพื่ออนาคต โดยจัดขึ้นเป็นรุ่นที่ 4 นับเป็นการส่งเสริมต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่ครูผู้สอน ที่เป็นผู้อบรมสั่งสอนนักเรียนได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น
อีกทั้งเนื่องจากปัจจุบัน เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และก้าวกระโดด ทำให้บทบาทในฐานะแม่พิมพ์ หรือ ครูผู้สอน จึงต้องเสริมสร้าง พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Learning) หรือ แนวทาง Active Learning - Beyond the Future เพื่อสอดรับการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างสร้างสรรค์ พร้อมส่งต่อความรู้สู่นักเรียนได้อย่างเท่าทัน และหนุนนำให้นักเรียนเติบโตในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
สำหรับการอบรมในปีนี้ จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา เพราะมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ได้เปิดโอกาสให้โรงเรียนภาครัฐ และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมมีจำนวนรวมกว่า 250 โรงเรียน จัดขึ้นทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ (สำนักงานใหญ่) ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ
บรรยากาศภายในงาน ได้รับเกียรติจากประธานมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ดร.ชลิดา อนันตรัมพร ร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมรับบทบาทเป็นวิทยากรในครั้งนี้ บรรยายในหัวข้อ “ครูพันธุ์ดี ยุค 5G” ปั้นคน ปรับตัว เปิดใจ เปลี่ยนแปลง ในยุคที่ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี ยกระดับการศึกษาไทยแนวใหม่
รวมทั้ง ยังได้เชิญ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ มาร่วมเป็นวิทยากร และบรรยายหัวข้อ 'กระบวนการแนวคิด Active Learning' เทคนิคการสอนที่ทำให้ผู้เรียน มีความสุข รับความรู้ คิดอย่างสร้างสรรค์ พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนแบบสร้างสรรค์อีกท่าน นางสาวจิตปภา สุพันธะ มาร่วมบรรยายและจัดกิจกรรม Workshop ในหัวข้อ 'การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL)' พร้อมสอนเทคนิคการสร้างสื่ออย่างสร้างสรรค์ด้วย AI ซึ่งทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ในรูปแบบของการสอน พร้อมพัฒนาตนเองและผู้เรียน ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นหัวข้อสุดท้ายที่ทำให้การอบรมในครั้งนี้จบลงอย่างสวยงาม
“นับเป็นความตั้งใจที่มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนโครงการฯดี ๆ นี้ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งมั่นไว้ รวมถึงเป็นการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ด้านการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยสร้างเสริมครูผู้สอนให้มีแรงบันดาลใจ รักและภูมิใจในอาชีพครู เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่ครูสู่นักเรียน เท่าทันการเติบโตในโลกอนาคตได้อย่างมีคุณภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียสละเวลาส่วนตัว ทำเพื่อส่วนรวมโดยจะนำความรู้ที่ได้จากการอบรมในครั้งนี้ ไปต่อยอดพัฒนาลูกศิษย์ของตน ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยมีบุคคลที่เสียสละทั้งใจ ทั้งกาย ในอาชีพครู โดยในพัฒนาครูฯ ในรุ่นที่ 4 คุณครูให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม เข้าร่วมรับฟังการอบรม รับความรู้ที่อัดแน่นไปด้วยเทคนิคการสอนอันเต็มเปี่ยม เพื่อก้าวให้ทันสู่การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันที่พร้อมจะนำไปพัฒนาตนเองให้ก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และมีประสิทธิภาพ พร้อมกับปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สามารถนำไปต่อยอด ส่งต่อความรู้ที่ได้รับ นำไปประยุกต์สู่การเรียนการสอนในรูปแบบสร้างสรรค์ให้แก่นักเรียนในประเทศของเรา พัฒนาได้เทียบเท่าเด็กในระดับนานาชาติต่อไปในอนาคตได้อีกด้วยค่ะ” ดร.ชลิดา กล่าวเสริมตอนท้าย
กรมการขนส่งทหารเรือ จัดกิจกรรม 'Naval Transportation Department Safety 2025' ณ ห้องศรีศิริ กรมการขนส่งทหารเรือ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับกำลังพลในการป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย ของผู้บัญชาการทหารเรือ (NAVY-SAFETY 2025) อีกทั้งยังเป็นไปตามขอบเขตการจัดการความรู้ ของกองทัพเรือ ในปีงบประมาณ 2568 โดยมี พลเรือตรี ศุภสิทธิ์ บูรณะโอสถ เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรม การจัดกิจกรรม Naval Transportation Department Safety 2025

กองทัพเรือได้ตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยของกำลังพลทและยุทโธปกรณ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นทรัพยากรอันทรงคุณค่า โดยผู้บัญชาการทหารเรือได้มีนโยบายประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ต้องการให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ มุ่งเน้นให้การปฏิบัติภารกิจด้านต่าง ๆ มีความปลอดภัย จึงเกิดเป็นกิจกรรมในครั้งนี้ขึ้น โดยความรู้ที่ได้รับจากการจัดกิจกรรม จะนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้กำลังพลและยานพาหนะมีความปลอดภัยมากยิ่งขี้น ในปีนี้ กรมการขนส่งทหารเรือ ตั้งเป้าหมายไว้ว่า 365 วันอุบัติเหตุต้องเป็น 0

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย การเสวนาจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีประสบการด้านความปลอดภัยในการใช้ยานพาหนะ อาทิ มูลนิธิเมาไม่ขับ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ สำนักสวัสดิภาพ กรมการขนส่งทางบก ฯลฯ ในหัวข้อ “ความปลอดภัยด้านการขนส่งของกองทัพเรือ” และการบรรยายจากกรมแพทย์ทหารเรือ ในหัวข้อ 'การควบคุมสภาวะทางอารมณ์' โดยมีข้าราชการ พลขับรถ นายท้าย เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการโรงงาน รวมทั้งหน่วยวิทยาการ สายขนส่ง ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล เข้ารับฟังการเสวนา และการจัดนิทรรศการความปลอดภัยด้านการขนส่งต่าง ๆ


