Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

“เสกสกล” หนุน “ซูเปอร์โพล" ไม่เห็นด้วยขบวนการสั่นคลอนสถาบัน เย้ย ส.ส.เพื่อไทย ทนทำตามคำสั่งนายใหญ่ 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน “รู้ทันความเคลื่อนไหวทำลายชาติ”พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 96.5 ระบุสถาบันกษัตริย์เป็นรากฐานสำคัญของประเทศที่ต้องอยู่คู่กับประชาชน และร้อยละ 96.3 ไม่เห็นด้วยกับขบวนการสั่นคลอนสถาบัน พยายามบิดเบือน จาบจ้วงก้าวล่วง พาคนลงถนน คุกคามและไม่เคารพผู้อื่น ทำบ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายและทำลายความหวังของประชาชนที่จะร่วมกันฟื้นฟูประเทศ

นายเสกสกล กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ จงรักภักดี เคารพเทิดทูนต่อสถาบัน อย่างมั่นคงเคารพ ไม่ยอมให้ใครมาจาบจ้วงและเคลื่อนไหวทำลายชาติ สร้างความเดือดร้อนเด็ดขาด ดังนั้นขอให้กลุ่มม็อบและบางพรรคการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องของสถาบัน ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศว่าการออกมาเคลื่อนไหวจาบจ้วง ก้าวล่วงสถาบัน เป็นการทำร้ายจิตใจของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ

ทรู-ดีแทค เผยอยู่ระหว่างศึกษา ‘ควบรวมธุรกิจ’ เดินหน้าตั้งบริษัทร่วมทุน ดันไทยสู่ฮับเทคโนโลยี

เครือซีพี และกลุ่มเทเลนอร์ พิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) เพื่อปรับโครงสร้างองค์กร (Transformation) สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือ Tech Company ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ

วันนี้ (22 พฤศจิกายน 2564) เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) และกลุ่มเทเลนอร์ ประกาศการพิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) โดยการสนับสนุนให้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) ตั้งเป้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี (Technology Company) ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ พร้อมเสริมธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ การสร้างดิจิทัลอีโคซิสเต็ม และกองทุนสตาร์ทอัพ เพื่อสอดรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

ในระหว่างการศึกษาและพิจารณาการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ธุรกิจของทรู และดีแทค จะยังคงดำเนินไปตามปกติของแต่ละบริษัท ในขณะที่เครือซีพี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทรู และกลุ่มเทเลนอร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดีแทค ตั้งเป้าที่จะหาข้อสรุปในรายละเอียดของความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน (Equal Partnership) ซึ่งจะส่งผลให้ เครือซีพีและกลุ่มเทเลนอร์ ถือหุ้นเท่าเทียมกันในบริษัทใหม่ที่จะร่วมกันสร้างขึ้น นอกจากนี้ ทรูและดีแทคจะดำเนินการตามเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งการตรวจสอบกิจการของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเสร็จเป็นที่พอใจ (Due Diligence) การขออนุมัติที่เกี่ยวข้องจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ตลอดจนการดำเนินขั้นตอนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecom Landscape) ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเทคโนโลยีใหม่ และตลาดที่เปิดกว้างต่อการแข่งขัน โดยผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดิจิทัลขนาดใหญ่ในระดับภูมิภาคเข้ามาเสนอรูปแบบบริการดิจิทัลมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคม ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากการพัฒนาการให้บริการเครือข่าย (Connectivity) ให้เป็นอัจฉริยะแล้ว ยังต้องเสริมศักยภาพและความรวดเร็ว ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) จากโครงข่ายการสื่อสารและส่งมอบเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้การปรับโครงสร้าง (Transformation) ของบริษัทไทยสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี ให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นชั้นนำระดับโลกได้นั้น ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง”

“การปรับโครงสร้างสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่จะก้าวเป็นฮับของเทคโนโลยีในระดับภูมิภาค โดยโทรคมนาคม (Telecom) จะยังคงเป็นธุรกิจหนึ่งของโครงสร้าง และจะต้องพัฒนาธุรกิจเพิ่มเติมในส่วนที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี รวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ ระบบคลาวด์เทคโนโลยี ไอโอที อุปกรณ์อัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ ดิจิทัลมีเดียโซลูชั่น และปรับโครงสร้างเพื่อให้สนับสนุนการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี (Tech Startup) โดยการจัดตั้ง Venture Capital ที่มุ่งเน้นลงทุนในสตาร์ทอัพไทย และสตาร์ทอัพต่างประเทศ ที่ตั้งในประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะศึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดกว้างกรอบความคิดในการทำนวัตกรรมใหม่เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน”

“การก้าวสู่บริษัทเทคโนโลยี คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดด และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กระจายไปทั่วประเทศได้ ซึ่งในฐานะบริษัทไทย เรามุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปลดล็อกศักยภาพที่มีอยู่อย่างมหาศาลของธุรกิจไทยและผู้ประกอบการดิจิทัลไทย รวมทั้งยังจะสามารถดึงดูดคนที่เก่งที่สุดและธุรกิจล้ำสมัยจากทั่วโลกให้มาทำธุรกิจในประเทศไทยได้อีกด้วย”

“วันนี้ เป็นการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวตามแนวทางดังกล่าว โดยเราหวังว่า จะเป็นส่วนเสริมพลังให้กับคนรุ่นใหม่ทั้งหมด และสร้างงานด้านเทคโนโลยี ในการเติมเต็มและดึงเอาศักยภาพ ให้เป็นผู้ประกอบการที่ส่งมอบมูลค่าเพิ่มผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมดิจิทัลที่ล้ำสมัยนี้” นายศุภชัยกล่าว

นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทเลนอร์ กล่าวว่า “เรามีประสบการณ์ในการขับเคลื่อนโลกดิจิทัลในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาแล้ว ดังนั้น ขณะที่เรายังพัฒนาต่อไป ทั้งผู้บริโภคและธุรกิจต่างคาดหวังบริการที่ล้ำสมัยและการเชื่อมต่อที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เราเชื่อว่า บริษัทใหม่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอด ยกระดับประเทศไทย ไปสู่การเป็นผู้นำในโลกดิจิทัลได้ ด้วยการผนวกความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ากับการบริการที่ดึงดูดลูกค้า พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม”

นายเยอเก้น โรสทริป รองประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเซีย กล่าวว่า “ข้อตกลงในครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างฐานของเราในเอเชียให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอดจนสร้างคุณค่า และพัฒนาตลาดในภูมิภาคนี้ต่อไปในระยะยาว เรามีความมุ่งมั่นและพันธกิจต่อทั้งประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียมาอย่างยาวนาน และความร่วมมือครั้งนี้ก็จะเสริมความมุ่งมั่นและพันธกิจนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การที่เราสามารถเข้าถึงทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ และทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพดีที่สุด จะเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญสำหรับบริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้”

นายเยอเก้นกล่าวว่า “บริษัทใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น จะตั้งกองทุนมูลค่าประมาณ 100 - 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เน้นการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคในประเทศไทย”

ทั้งเครือซีพีและกลุ่มเทเลนอร์ ต่างมั่นใจว่า การพิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกันในครั้งนี้จะสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคและประชาชนไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคตามยุทธศาสตร์ของประเทศไทยได้สำเร็จตามเป้าหมาย

'ผบ.ทอ.' เตรียมพร้อมรถทหาร หนุนรัฐบาล หากรถบรรทุกหยุดวิ่ง พร้อมเปิดโครงการช่วยชาวนาขายข้าว 1-7 ธ.ค.นี้ ยัน! ดูแลอธิปไตยน่านฟ้าเต็มที่ หลัง นายฯ กำชับรับมือสู้รบชายแดนไทย-เมียนมา

พล.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)  กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมสนับสนุนรัฐบาล หากรถบรรทุกหยุดวิ่งประท้วงราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนว่า ทุกสิ่งที่เกิดในบ้านเมืองเราก็เฝ้าติดตามโดยตลอดโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนพี่น้องเกษตรกรเราได้ช่วยเหลือมาทุกยุคทุกสมัย เช่นการซื้อมังคุด ลำไย ในช่วงที่ราคาตกต่ำว่า ขณะนี้ทราบว่าชาวนาประสบปัญหาข้าวราคาต่ำกองทัพอากาศจึงมีโครงการการนำเข้าของชาวนา มา จำหน่ายที่สนามกีฬาธูปะเตมีย์และคาดว่าโครงการนี้จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรหรือชาวนาไม่มากก็น้อยซึ่ง สามารถดำเนินการได้ในวันที่ 1-7 ธ.ค  นี้

ในส่วนของรถทหารเราพยายามทำอย่างเต็มที่ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงอย่างมากเนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงซึ่งรัฐบาลพยายามจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ดีที่สุดอาจจะไม่ทันใจ แต่ท่านก็ได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพได้เตรียมกำลังรถบรรทุกเท่าที่มีอยู่ซึ่งกองทัพอากาศก็มีรถบรรทุกที่สามารถดำเนินการได้ในเรื่องเหล่านี้อยู่จำนวนหนึ่งแม้จะไม่มากเท่ากับเหล่าทัพ เนื่องจากไม่ใช่พาหนะหลักของกองทัพอากาศแต่เราทุ่มเทสรรพกำลังเท่าที่มีอยู่เพื่อช่วยให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จอย่างดีที่สุด

ผบ.ทอ เปิดกิจกรรม “ทัพฟ้า ร่วมใจภักดิ์ รักษ์สามัคคี” สำนึกพระ มหากรุณาธิคุณ ร.9 และ ร.10 ฝากถึงเยาวชนรุ่นหลัง เล็งเห็นความสำคัญของสถาบัน

ที่รพ.ภูมิพลอดุลยเดช  พล.อ.อ.นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ทัพฟ้า ร่วมใจภักดิ์ รักษ์สามัคคี” ว่า  กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9  ที่พระองค์ท่านทรงมีต่อประชาชนในประเทศตลอดการทำงานอย่างหนักตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ท่านนอกจากนั้นเป็นการส่งเสริมพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ซึ่งท่านได้มีโครงการจิตอาสา 904 เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

การจัดกิจกรรมครั้งนี้กองทัพอากาศได้จัดกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในทุกกองบินรวมถึงหน่วยงานของกองทัพอากาศทุกหน่วยตลอดเดือนธันวาคม ใน 4 รูปแบบ คือ 1.การบริจาคโลหิตเพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศล ซึ่งอยู่ในห้วงขาดแคลนเนื่องจากโควิด 2. พัฒนาอาคารสถานที่ต่างๆ  สวนสาธารณะ 3. การพัฒนาภายในให้เกิดความเป็นระเบียบ 4. การรักษาความสะอาด

พล.อ.อ.นภาเดช กล่าวอีกว่า อยากให้เยาวชนรุ่นหลังหรือน้องๆได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ จากประวัติศาสตร์ของชาติทำให้เราได้ทราบอย่างถ่องแท้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่มีพระคุณล้นเหลือต่อประชาชนทุกคน สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โครงการต่างๆที่เป็นโครงการพระราชดำริเป็นเครื่องยืนยันอย่างแน่ชัดว่าประชาชนได้รับประโยชน์อย่างยิ่งโครงการที่เกี่ยวกับน้ำ ป่า วิชาชีพ ล้วนแล้วแต่มีรากฐานมาจากสายพระเนตรและวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ตนในฐานะผู้บังคับหน่วยก็ตั้งใจที่จะรักษาและปลูกฝังความรู้สึกนี้ไปสู่กำลังพลของกองทัพอากาศทุกคน

“เพื่อชาติ” ชูนโยบาย เพื่อชาติ เพื่อประชาชน  

เรียกได้ว่าสร้างกระแสฮือฮาในแวดวงการเมืองได้ไม่น้อยสำหรับพรรคเพื่อชาติกับการเปิดตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ในการประชุมวิสามัญพรรคเมื่อวานที่ผ่านมา ( 21 พฤศจิกายน 2564)  สำหรับนาย ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ หรือพี่หนวดเอลวิส อดีต สส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย  

นางสาวเกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ ระบุว่า หลังจากเมื่อวานได้มีการเปิดตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ นาย ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย  ก็ได้สร้างความฮือฮาอย่างมากในแวดวงการเมือง เรียกได้ว่ากลบกระแสการเป็นงูเห่ากินกล้วยไปได้อย่างราบคาบสำหรับนายศรัณย์วุฒิ  เพราะท้ายที่สุดแล้ว นายศรัณย์วุฒิก็ไม่ได้ย้ายไปซบอกขั้วตรงข้ามอย่างที่หลายๆคนคิดกัน แต่ยังคงอยู่กับฟากฝั่งฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อชาติ ที่ยืนหยัดอยู่บนสโลแกนในการเป็นพรรคเกาะกลางประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมาร่วมอุดมการณ์ได้ 

แต่ทีเด็ดที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือนโยบายที่ได้เปรยๆออกมาในงานประชุมใหญ่ครั้งนี้ ที่พรรคเพื่อชาติชู นโยาย เพื่อชาติ เพื่อประชาชน เตรียมผลักดันนโยบาย “เกษตรร่ำรวย” ออกมาเรียกคะแนนเสียงชาวเกษตรกร  ถือว่างานนี้คุณศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ และพรรคเพื่อชาติทำการบ้านมาดี งัดเอาตำราวิชาการด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมาใช้ มองคุณสมบัติเด่นของไทยที่อยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร และการมีมรสุมพัดผ่าน กะว่าจะบริหารจัดการน้ำฝนแก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วม และให้ชาวเกษตรกรภาคอีสานรวมถึงภาคเหนือได้เฮไปพร้อมๆกัน 

'โฆษกรัฐบาลฯ' สวน 'พิธา' บอก ปากอ้างเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่วิธีทำงานยิ่งกว่าพรรคการเมืองเก่า ถามกลับ เคยได้ยินบ้างไหม ใครอยู่หลังม็อบให้เด็กออกมาเป็นโล่

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังคงบุญชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุรัฐบาลแช่แข็งความหวัง แช่แข็งความสำเร็จ ด้วยการโปรยเศษเงินให้กับพี่น้องประชาชน ว่า นายพิธาคงจะเข้าใจอะไรผิด เพราะน่าจะเป็นพรรคก้าวไกลมากกว่าหรือไม่ ที่แช่แข็งความหวังของประชาชนด้วยการบอกว่าตัวเองเป็นพรรคการเมืองใหม่ เป็นความหวังของประชาชน แต่วิธีการทำงานที่ผ่านมากลับยิ่งกว่าพรรคการเมืองที่ก่อตั้งมานานแล้วเสียอีก ทั้งรีบไปฉีดวัคซีนก่อนประชาชน ทั้งๆ ที่ปากด่าตลอดเวลาว่าวัคซีนไม่ดี หรือแม้กระทั่งไม่สามารถหาข้อมูลทุจริตต่างๆ ที่มีหลักฐานเพียงพอมาอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อล้มรัฐบาลในสภาฯ ได้ ก็ออกไปสนับสนุนม็อบอยู่บนถนนแทน

“ธรรมนัส” ฟุ้ง “พปชร.”สู้ศึกเลือกบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ยันส่งผู้สมัคร 400 เขต  มั่นใจ! กวาดที่นั่งมากขึ้น

ที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2564 ทำให้ขณะนี้การเลือกตั้งแบบใหม่บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และมี ส.ส.แบบเขต 400 คน  ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว  ยืนยันว่า พรรคพปชร.ที่มีพล.อ .ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค  มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งแบบใหม่นี้ และพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขันรับเลือกตั้งทั้ง  400 เขตทั่วประเทศอย่างแน่นอน

ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมา หัวหน้าพรรค  ตนและบรรดาแกนนำพรรค  ได้ร่วมกันลงพื้นที่พบปะทั้งสมาชิกพรรคและผู้แทนว่าที่ผู้สมัครส.ส. ของพรรคทุกภาคอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการเตรียมพร้อมและมีว่าที่ผู้สมัครส.ส. ครบหมดทุกจังหวัดแล้ว และ ในทุกจังหวัด ได้ดำเนินการเลือกตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้น ครบเกือบหมดทุกเขตแล้ว ดังนั้น ตามกลไกของพรรคได้ถูกวางไว้เรียบร้อยหมดแล้ว จึงพร้อมมากสำหรับการเลือกตั้งในครั้งหน้า

“หัวหน้าพรรคฯ รวมถึงผมได้ลงพื้นที่ไปพบปะสมาชิกพรรคและตัวแทนพรรคแทบทุกวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำนโยบายของพรรคฯ เน้นย้ำยึดมั่นเชิดชูในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมุ่งทำงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ล่าสุดก็ไปที่ จ.ขอนแก่น  ที่ถือว่าเป็นเมืองหลวงของภาคอีสาน ซึ่งภาคอีสานถือว่ามีประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มี ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญเก่าถึง 132 ที่นั่ง ดังนั้นพรรคจึงให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ดังกล่าวที่กำลังจะมาถึงในอนาคต และมั่นใจว่า จะได้รับชัยชนะและได้ที่นั่งส.ส.ในภาคอีสานและจังหวัดอื่นทั่วประเทศมากขึ้น “ ร.อ. ธรรมนัส กล่าว

"ณัฐชา" ซัด "ประยุทธ์" ลำพองตัวคิดว่าเก่งกาจ เหยียบหัว ปชป. นั่งหัวโต๊ะบอร์ดแก้ปัญหาเกษตร หวั่น ปชช.ต้องรับกรรมซ้ำรอยโควิด

นาย​ณัฐชา​ บุญไชยอินสวัสดิ์​ ส.ส.กทม. โฆษกพรรคก้าวไกล​ กล่าวถึง​กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “จับมือ รวมใจ พาไทยรอด” ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 39 โดยระบุตอนหนึ่งว่า เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ เรากำลังตั้งคณะกรรมการซึ่งมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นแกน เพื่อแก้ไขปัญหานี้

นายณัฐชา​ กล่าวว่า​ กี่ครั้งกี่หนที่เกิดวิกฤตชาติแล้วนายกรัฐมนตรีอาสานั่งหัวโต๊ะเพื่อแก้ปัญหาโดยรวบอำนาจทุกอย่างเอาไว้​ ประหนึ่งลำพองตัวเองว่าตนเก่งกาจจัดการได้ทุกเรื่อง​ แต่ผลที่ออกมาปรากฏว่าไม่มีวิกฤตใดเลยที่ พล.อ.ประยุทธ์ พาไปรอด และพอแก้ปัญหาไม่ได้ก็โยนบาปกลับไปให้เพื่อนพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอีกข้อที่น่าสังเกต คือ​ การอาสาแก้ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ เจ้าภาพควรเป็นกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ดูแลอยู่

การอาสาเข้ามานั่งตำแหน่งประธานบอร์ดแก้จน​แบบนี้ ต้องถามว่าจงใจจะล้วงลูกเหยียบหัวพรรคประชาธิปัตย์โดยทำเป็นอ้างปัญหาว่ามาจากความล่าช้าของระบบราชการใช่หรือไม่ หรืออีกด้านหนึ่งก็เพื่อต้องการให้คณะกรรมการชุดนี้ช่วยโยนบาปให้พรรคประชาธิปัตย์ว่า ดูแลถึง 2 กระทรวงใหญ่ แต่ทำไมแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรไม่ได้ จึงต้องมีการตั้งบอร์ดชุดนี้เพื่อบอกว่าท่านอาสาเป็นอัศวินขี่ม้ามาช่วย​ ซึ่งคราวนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะขี่ม้าขาวหรือตกม้าตายกันแน่

'รองโฆษกรัฐบาล' เผย ไทย-เวียดนาม จับมือสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ดันการค้า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี68 

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบายการสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันที่ 19 พ.ย ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-เวียดนาม ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม โดยมีการเห็นชอบที่จะผลักดันความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านต่างๆ อาทิ 1) ด้านการเมืองและความมั่นคง 2)ด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 3)ด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน 4) ด้านสังคม วัฒนธรรม และประชาชน 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้ไทย เป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามในบรรดาสมาชิกอาเซียน และเป็นผู้ลงทุนลำดับที่ 9 ในเวียดนาม ส่วนเวียดนามเป็นคู่ค้าลำดับที่3 ของไทยในบรรดาสมาชิกอาเซียน และเป็นผู้ลงทุนที่กำลังเติบโตรายใหม่ในไทย ความร่วมมือจะประกอบด้วยการดำเนินงาน เช่น
1)การริเริ่มใหม่ที่ช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุนที่ครอบคลุมและยังยืนระหว่างกัน เช่นการเปิดตัวระบบการชำระเงินค้าปลีกด้วยรหัสคิวอาร์โค้ด โดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับธนาคารกลางเวียดนาม เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าดิจิตอลข้ามแดน และ การพาณิชย์ อิเล็คทรอนิกส์ระหว่างสองประเทศ 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า 2)ร่วมกันหาแนวทางในการบรรลุเป้าหมายทางการค้าทวิภาคีที่มีมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ตามที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องร่วมกัน
3)ส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิตอลให้มากขึ้นในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ การชำระเงินข้ามแดน การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการเงิน (fintech) และนวัตกรรมซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและบูรณาการทางการเงินระหว่างสองประเทศและในภูมิภาค

น.ส.รัชดา กล่าวว่า 4)ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการจัดการนโยบายและกฎระเบียบด้านการนำเข้าและส่งออกระหว่างสองประเทศ รวมถึงการลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของสินค้าจากทั้งสองฝ่าย
5)ส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะด้านการขนส่ง การค้า การเกษตร และศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการขนส่งและการส่งออกสินค้าระหว่างสอง 6)ขยายความร่วมมือสอดรับกับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG) ของไทย กับยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวของเวียดนาม

“สงคราม” อัด ผลประโยชน์บังตาทำผู้มีอำนาจไม่จริงใจแก้ปัญหาแรงงานเถื่อน อัดมาตรการรัฐสร้างปัญหาไม่รู้จบ เปิดประเทศแต่ไม่พร้อมทำไทยสูญรายได้มหาศาล 

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายล็อคดาวน์ประเทศที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั้งสังคม และเศรษฐกิจ ของประเทศอย่างหนัก ผู้ประกอบการประสบปัญหา ยิ่งผู้ประกอบการส่งออกประสบปัญหาหนักมาก เพราะไม่มีแรงงานทำงาน เนื่องจากรัฐบาลไล่แรงงานต่างด้าวกลับประเทศต้นทาง โดยไม่มีแนวทางแก้ปัญหา 

มาถึงเวลานี้รัฐบาลยังสร้างปัญหาไม่รู้จบ เปิดประเทศแต่ ไม่เปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ สั่งปิดนานนับปี สูญเสียรายได้มหาศาล ที่ผ่านมาสถานบันเทิงสร้างรายได้เข้าประเทศต่อปีหลายหมื่นล้านบาท รัฐบาลอ้างเพื่อป้องกันโควิด  แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดได้ แต่สร้างความเสียหายได้ ทั้งๆที่รัฐบาลควรหามาตรการในการที่จะให้กลุ่มสถานบันเทิง เปิดได้ โดยต้องทำตามมาตรการที่รัฐกำหนด แต่รัฐคิดไม่เป็น ทำไทยสูญรายได้ นักท่องเที่ยวมาไทยจะไปเที่ยวที่ไหน ให้เดินป่า หรือ อยู่แต่ทะเล เท่านั้นหรือ  

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า เมื่อคิดเปิดประเทศ แต่กลับไม่มีแรงงานทำงาน ดังนั้นผลที่ออกมาคือการลักลอบเข้ามาของแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก ภาพหน่วยงานความมั่นคงจับแรงงานลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายหลายร้อยคน อยากถามว่าในพื้นที่จริงเป็นเช่นไร เพราะหลายฝ่ายมองว่าสร้างภาพเท่านั้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top