Friday, 6 November 2026
Hard News Team

จีนเซ็นเซอร์!! โซเชียลบ่นแนวทางคุมโรค หลัง WHO โหมโควิดเป็นศูนย์ ‘ไม่ยั่งยืน’

จีนใช้มาตรการเซ็นเซอร์เพื่อปิดกั้นการถกเถียงในหมู่ชาวเน็ตแดนมังกร หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาวิจารณ์นโยบายคุม ‘โควิดเป็นศูนย์’ ของปักกิ่งว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ ‘ไม่ยั่งยืน’

จีนถือเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายเดียวของโลกที่ยังคงยึดนโยบายลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้เหลือศูนย์ และใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดเพื่อยับยั้งการระบาด

ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่จากทั้งหมด 25 ล้านคนในนครเซี่ยงไฮ้ถูกบังคับกักตัวอยู่แต่ในที่พักอาศัยแบบไม่มีกำหนด ระหว่างที่รัฐบาลกำลังต่อสู้เพื่อยุติการระบาดครั้งใหญ่

ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO ออกมาเรียกร้องเมื่อ 10 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ให้จีนปรับแนวทางการควบคุมโรคเสียใหม่ เนื่องจากการคุมโควิดให้เป็นศูนย์อยู่ตลอดเวลานั้น “ไม่ยั่งยืน” ท่ามกลางการอุบัติขึ้นของเชื้อสายพันธุ์ย่อยใหม่ๆ ที่แพร่กระจายได้เร็ว

การ “แทรกแซง” ของ WHO ในครั้งนี้ ทำให้จีนต้องระดมหน่วยเซ็นเซอร์ เพื่อเร่งปิดกั้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาในสื่อออนไลน์

โดยแฮชแท็ก #Tedros และ #who ถูกปิดกั้นการค้นหาในไมโครบล็อกเวยปั๋ว ขณะที่ผู้ใช้แอปพลิเคชัน WeChat ก็ไม่สามารถแชร์บทความที่เผยแพร่ลงในบัญชีทางการขององค์การสหประชาชาติได้

อย่างไรก็ดี ก่อนที่แฮชแท็กและคำค้นหาเหล่านี้จะถูกปิดกั้นไปเมื่อช่วงเช้า ชาวเน็ตจีนจำนวนมากได้คอมเมนต์และตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายปลอดโควิดของรัฐบาลปักกิ่ง โดยมีคนหนึ่งบอกว่า “แม้แต่ ผอ.อนามัยโลกก็ยังเปลี่ยนจุดยืนแล้วเลย” ขณะที่อีกคนตั้งคำถามว่า “รัฐบาลของเราจะฟังคำแนะนำของผู้อำนวยการ WHO ไหม?”

ชาวจีนจำนวนไม่น้อยเริ่มเหลืออดกับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดเกินไป และไม่พอใจที่ภาครัฐดูเหมือนจะสั่งล็อกดาวน์แบบไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่เซี่ยงไฮ้ก็มีเหตุปะทะระหว่างตำรวจกับประชาชนเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ 

ทว่า ด้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ให้เหตุผลว่า หัวใจของยุทธศาสตร์คุมโควิดเป็นศูนย์ คือ การถือ “ชีวิตคน” สำคัญกว่าความสะดวกสบายด้านวัตถุ และมันก็ช่วยให้จีนรอดพ้นจากวิกฤตด้านสาธารณสุขอย่างที่หลายๆ ประเทศเคยเจอกันมาแล้ว

หลวงพี่มึน! หลังเจอคตนนำถุงยางอนามัยใส่บาตร เผย รู้ความจริงตอนที่สามเณรเอามาเป่าเล่น

จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ชีวิตกับการเดินทางไกล” ที่พระชิงชัย อิทธิเตโช พระลูกวัดศรีเกิด อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นผู้โพสต์เรื่อง ที่สามเณรบิณฑบาตรได้ถุงยางอนามัยมานั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ในช่วงเช้าได้มีสามเณร 2 รูป อายุ 14-15 ปี โดยบวชเรียนอยู่ที่วัด ได้ออกไปรับบิณฑบาตที่ตลาดสดเทศบาล หรือกาดหลวงเชียงราย โดยเมื่อบิณฑบาตไปถึงหน้าโรงรับจำนำ ได้มีชายร่างท้วม ท่าทางตุ้งติ้ง ได้ใส่บาตรกับข้าวและน่าจะมีถุงยางอนามัยปะปนมาด้วย

เมื่อมาถึงวัดก็ได้จัดการของในบาตร และพบว่ามีถุงยางอนามัยหลายชิ้นติดมาด้วย ด้วยความคึกคะนอง สามเณรก็เลยเอามาเป่าเล่นตามวัย จนพระชิงชัยมาพบ จึงได้สอบถาม จนทราบว่า ได้ถุงยางอนามัยมากับการรับบิณฑบาต ตอนแรกสามเณรก็นึกว่าซอสพริก แต่ดูเข้าจริงกลับเป็นถุงยางอนามัย จึงได้ขอเก็บทั้งหมด และถ่ายรูปเอาไว้ เพราะไม่สมควรที่สิ่งเหล่านี้จะอยู่ในวัด จากนั้นก็ได้โพสต์และข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าว

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวได้สอนสามเณรด้วยว่า สิ่งของที่เขาให้มาในบาตรนั้นไม่ผิดแต่เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง จึงขอฝากญาติโยมที่จะทำบุญควรคิดก่อนให้ดี ว่าจะถวายอะไรอย่าดูว่าพระเหมือนกับในข่าว

ส่วนข้อความที่โพสต์ ดังนี้ 

'ยูเครน' ไฟเขียว!! ยึดทรัพย์สิน ‘รัสเซีย’ หวังใช้เป็นทุนหลักฟื้นฟูประเทศ

(11 พ.ค. 65) รายงานจากสำนักข่าวซินหัวเผย เดนิส ชมีฮัล นายกรัฐมนตรียูเครน กล่าวว่า รัฐบาลยูเครนได้อนุมัติการยึดทรัพย์สินของรัสเซียในยูเครนแล้ว

“วันนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเอกสารที่กำหนดการถ่ายโอนทรัพย์สินของรัสเซียในยูเครนมาเป็นของรัฐ หรือไปยัง ‘กองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติ’ ของภาครัฐวิสาหกิจ” ชมีฮัล เผยผ่านเทเลแกรม

ชมีฮัล กล่าวว่า ทรัพย์สินของรัสเซียจะอยู่ภายใต้การจัดการโดยกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติยูเครน และจะถูกใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพยูเครน สนับสนุนประชาชน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่

ตร. เตือน ใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วันที่ 11 พ.ค. 2565 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น ทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของ ข้อความ รูปภาพ และคลิปวีดิโอ เช่น การล้อเลียนในสภาพร่างกายหรือความพิการของบุคคลอื่น ฐานะทางการเงิน ฐานะทางสังคม ตลอดจนแนวคิดทางการเมืองของบุคคลอื่น อาจทำให้สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นต้นตอของความเกลียดชัง และความขัดแย้งในสังคมนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน เพื่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ตามหลักการของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ดังนี้

1.) ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพโดยปราศจากการแบ่งแยก เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือความพิการทางร่างกาย
2.) จะต้องไม่แทรกแซงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้
3.) ในการใช้สิทธิและอิสรภาพ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเพียงเท่าที่มีกำหนดไว้ตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อเป็นการเคารพสิทธิและอิสรภาพของผู้อื่น

รร.มัธยมวัดธาตุทองให้นร.ไว้ผมยาวได้ตามเหมาะสม พร้อมตอบกลับจี๊ด หลังเจอชาวเน็ตถามเหมาะสมใคร?

ชื่นชม! รร.มัธยมวัดธาตุทองให้นักเรียนไว้ผมยาวได้ตามใจ ตามความเหมาะสม เจอถาม “ความเหมาะสมของใคร” ทางรร.ตอบกลับจี๊ด ได้ใจไปเต็ม ๆ

สำหรับประเด็นทรงผมนักเรียนถือเป็นที่ถกเถียงของสังคมมาอย่างยาวนาน บางโรงเรียนอนุญาตให้ไว้ผมยาวได้ ในขณะที่บางโรงเรียนยังคงบังคับเรื่องทรงผม หากไว้ผมยาวเกินกำหนด คุณครูอาจลงโทษด้วยการตัดผมโดยที่นักเรียนไม่ยินยอม ดังที่เป็นดราม่าอยู่หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เร็ว ๆ นี้ โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทองได้เป็นที่ชื่นชมของสังคม หลังออกกฎทรงผมนักเรียนที่แสดงถึงความเข้าใจนักเรียนเป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 เพจโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง ได้เผยกฎระเบียบเรื่องทรงผมของนักเรียน โดยระบุว่า นักเรียนหญิงสามารถไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ ถ้ายาวควรยาวตามความเหมาะสม รวบให้เรียบร้อยและติดโบว์โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง

ลาวเจอวิกฤตพลังงาน ‘น้ำมันหมดประเทศ’ รถต่อคิวยาวเหยียด ชาวบ้านแห่เติมล้นปั๊ม 

ลาววิกฤตหนัก น้ำมันขาดแคลน ค่าเงินกีบอ่อน ไม่มีเงินดอลลาร์ ส่งผลน้ำมันขาดแคลน คนต่อคิวยาวเหยียด ขอซื้อใส่ขวด ขณะที่หลายปั๊มตัดสินใจปิดกิจการ 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2565 นสพ.เวียงจันทน์ไทม์ รายงานสถานการณ์วิกฤตน้ำมันขาดแคลนใน สปป.ลาว และการปิดปั๊มกิจการ โดยผู้ประกอบการค้าน้ำมันใน สปป.ลาวบอกว่าสาเหตุที่น้ำมันในระเทศขาดแคลน เพราะการนำเข้าน้ำมันลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น เงินตราต่างประเทศแข็งค่า (เงินกีบอ่อนค่า) ทำให้ขาดเงินดอลลาร์ เพื่อไปซื้อน้ำมันจากประเทศอื่น ราคาน้ำมันนำเข้าได้รับผลกระทบอย่างสูงจากอัตราแลกเปลี่ยนกีบ/ดอลลาร์ ที่ไม่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันจากไทยเป็นหลัก 

ขณะเดียวกัน บริษัทนำเข้าน้ำมัน 13 บริษัท เหลือเพียง 4 บริษัทที่นำเข้าน้ำมันเท่านั้น จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

ด้วยสาเหตุทั้งหมด ทำให้ สปป.ลาว ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ตามสถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ในต่างแขวงไม่มีน้ำมันจำหน่าย เวลามีรถบรรทุกน้ำมันนำเข้ามาจะเกิดภาพประชาชนจำนวนมากต่อคิวยาวเหยียดหน้าปั๊ม รอซื้อน้ำมัน ซึ่งมีทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ส่วนตัว

บางคนเตรียม "ขวดลิตร ขวดน้ำดื่มมาซื้อเพื่อกักตุน" ซึ่งราคาต่อขวดอยู่ที่ 60,000 กีบ (อัตราแลกเปลี่ยน 420 กีบ เท่ากับ 1 บาท) หรือราว 143 บาทต่อขวด ขณะที่บางปั๊มถึงกับต้องแจกบัตรคิว 

‘ชัยวุฒิ’ แจงปิด ‘ลาซาด้า’ ต้องรอศาลพิจารณา เปรย!! ต่างชาติหากินในไทยต้องเข้าใจสังคมไทย

‘ชัยวุฒิ’ แจงปิด ‘ลาซาด้า’ ต้องรอศาลพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม ประสาน ตร.เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ระบุต่างชาติทำธุรกิจในไทยต้องเคารพสิทธิ์-จิตใจคนไทยด้วย

(11 พ.ค.65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่โรงเซนทรา บาย เซ็นทารา เเกรนด์ เเจ้งวัฒนะ เกี่ยวกับกรณีการปิดเว็บไซต์ของลาซาด้าว่า ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายทางกระทรวงดีอีเอส ก็รวบรวมพยานหลักฐานทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งจะส่งเรื่องไปให้ศาลเร็วๆ นี้ ซึ่งเราก็พบว่ามีความผิดก็มีทั้งผู้ทำ ผู้จ้าง ผู้รับจ้าง คนแสดง คนที่ไปโพสต์ ไปแชร์ ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ก็ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานส่งไปให้ศาลพิจารณาว่าจะตัดสินว่าใครผิดบ้างก็จะลงโทษอย่างไรก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย

“ตามกฎหมาย เรายังปิดลาซาด้าไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมซึ่งดำเนินการไปตามขั้นตอน และอยู่ที่การพิจารณาของศาล ซึ่งขณะนี้กระทรวงดีอี และเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน” นายชัยวุฒิ กล่าว

ส่อง ‘นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป’ โชว์กึ๋นฝ่าวิกฤตโควิด ดัน BLUESKY ชูแกร่งโฆษณา ไม่แพ้ใคร

พลิกเกมธุรกิจสไตล์ ‘นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป’ ย้ำเก่งที่สุดคือ ธุรกิจโฆษณา ดัน BLUESKY เชี่ยวชาญงานโฆษณาแบบ Activation และ Local Media ที่ไม่เหมือนใคร

นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป (Newspective Group) ปรับแผนดัน BLUESKY แม่เหล็กใหม่ในการโฆษณา ลุย Activation และ Local Media ยึดสื่อในตลาดสด-ค้าส่งท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมรุกเปิดตลาดสื่อภาคใต้ 3 จังหวัดชายแดนทำเลทองแห่งใหม่ หลัง 2 ปีโควิด พ่นพิษ จนธุรกิจอีเวนต์ซึม

ธุรกิจอีเวนต์ และโฆษณา ถือเป็นอีกหนึ่งในตลาดที่มีความคึกคักและเติบโตสูง ก่อนช่วงที่โควิด-19 จะระบาดหนักเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งส่งผลให้ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง 

นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป อีกหนึ่งผู้เล่นในตลาดดังกล่าว ตกอยู่ในภาวะยากลำบากจากมาตรการล็อกดาวน์ ปิดสถานที่ งดจัดกิจกรรม ขณะที่แบรนด์ต่างๆ พับเก็บแคมเปญการตลาดและชะลอการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

นาย ณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท นิวสเปคทีฟ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน นิวสเปคทีฟ มี 9 บริษัท ในมือ แต่สิ่งที่ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป เชี่ยวชาญมากที่สุดคือ ธุรกิจโฆษณา ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย คือ Brand Square เน้นการสร้าง Branding, Strategy คิดสร้างอัตลักษณ์ให้กับตราสินค้า, NEWAGE ธุรกิจ Event Management & Digital Production House และ BLUESKY ดูแลการโฆษณาแบบ Activation และ Local Media

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาธุรกิจโฆษณาต้องใช้คำว่าเละเทะ เป็นช่วงที่ยากลำบากของทั้งวงการ โดยธุรกิจของเราที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ NEWAGE ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดงานเลี้ยง แต่เมื่อตลาด Event ถูกล็อก งานเล็กงานใหญ่ไม่สามารถจัดได้ เราก็ต้องปรับตัวไปเป็น Digital Production House หรือหันมาทำคลิปวิดีโอ และ Live Streaming เสิร์ฟ Event ออนไลน์แก่ลูกค้าแทน

“อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของธุรกิจอีเวนต์ในปีนี้ น่าจะขยับตัวเติบโตขึ้นได้มากขึ้น แต่จะมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นกับภาพรวมของประเทศต่างๆ ภาพถึงรวมของเศรษฐกิจโลกกว่า จะเปิดหน้าหรือล่าถอยแค่ไหน ซึ่งหากไม่มีเหตุอันใดสะดุด คาดว่าปลายปีธุรกิจอีเวนต์จะกลับมาคึกคักแน่นอน”

ความน่าสนใจของ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป ที่ถือเป็นกรณีศึกษาของธุรกิจรายย่อยที่ ไม่ปล่อยให้ธุรกิจล้มครืนไปตามคลื่น Crisis คือ แม้ว่าธุรกิจอีเวนต์จะอยู่ในช่วงขาลง แต่ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป พยายามพัฒนายูนิตธุรกิจอื่นๆ ที่มี โดยเลือกความเป็นไปได้ที่สอดรับกับกระแสธารของตลาด เพื่อดันสวนขึ้นมา จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นสัดส่วนรายได้หลักกว่า 80% ของกรุ๊ป ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

BLUESKY เป็นหนึ่งธุรกิจในเครือ ที่ถูกยกขึ้นมาเติมเต็มในช่วงที่ตลาด Event หดหาย โดย BLUESKY ดำเนินธุรกิจด้านการโฆษณาแบบ Activation และ Local Media มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ทำงานแบบ Local Partnership หรือพัฒนาสื่อให้ตอบโจทย์กับเอเจนซี่โฆษณา นักการตลาด และเจ้าของสินค้าต่างๆ

“ข้อได้เปรียบของ BLUESKY โดยเฉพาะในด้าน Local Media นั้น มาจากการพัฒนาสื่อท้องถิ่น ให้เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของพื้นที่ และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ในเวลาเดียวกันมาอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าได้คลุกคลีทั้งแบรนด์ใหญ่และคนท้องถิ่นมาตลอด ทำให้เราเข้าใจแบรนด์ หรือสินค้าแบบไหนควรสื่อสารอะไรกับคนในจังหวัดนั้นๆ หรือพื้นที่นั้นๆ อย่างไรได้เป็นอย่างดีซึ่งถ้าเป็นนักการตลาดทั่วไปก็จะเน้นซื้อบิลบอร์ดหรือสื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แต่การที่จะเข้าใจและเข้าไปอยู่ในใจเขา จำเป็นต้อง Customize คอนเทนต์ให้เข้ากับพื้นที่ พอ BLUESKY มีจุดแข็งแบบนี้เป็นพื้นฐาน เราก็นำธุรกิจนี้วิ่งเข้าหานักการตลาด นักโฆษณา เอเจนซี่ เจ้าของสินค้า ได้ทันที ภายใต้การทำงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งลูกค้าชื่นชอบอย่างมาก” ณัฐภูมิ กล่าว

ด้าน นางสาวหนึ่งฤทัย บางนาชาด ผู้จัดการทั่วไป BLUESKY เผยเพิ่มเติมว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่กิจกรรมทางการตลาดเงียบ ทั้งเอเจนซี่และแบรนด์ต่างๆ ลดงบในการทำโฆษณาลง หรือเทงบไปที่ออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ แต่สื่อ Local Media ยังเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สังคมอยู่ เพราะคนยังต้องใช้ชีวิตกันนอกบ้าน ในท้องถิ่น

“ในช่วงนั้น เรามีการสร้างสรรค์ สื่อ Local Media ขึ้นมาเอง และได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้ามีการซื้อซ้ำจากลูกค้าหลายแคมเปญ นั่นคือ สื่อที่เหยียบเจลแอลกอฮอล์ ใช้จังหวะของโควิดพลิกมาเป็นโอกาสในการสร้างเสริมภาพลักษณ์แก่แบรนด์ โดยการ Tie In สินค้าเข้าไปตรงจุดที่เหยียบเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถติดตั้งได้หลากหลายพื้นที่ ทั้งตลาดสด ร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทำให้ แคมเปญของลูกค้าที่ลงโฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายท้องถิ่นได้ในวงกว้าง

“หรือกรณี Activation แคมเปญอย่าง แบรนด์น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ ที่ต้องการโปรโมตเพลงของตนให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในตลาดและออนไลน์ทั่วไป เราก็สามารถสร้างสรรค์แคมเปญขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างรอบด้าน มีการ Integrate ระหว่างสื่อ Online & On Ground โดยใช้ แฮปปี้ มาร์เก็ต ชาแนล สื่อวิทยุกระจายเสียงตามสายในตลาดของเราเองเป็นฐาน ในการโปรโมตเพลง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนเดินตลาดโดยตรง เริ่มจากปล่อยเพลงแม่บุญล้ำของลูกค้าในวิทยุกระจายเสียงตามสายในตลาด เพื่อแทรกซึมให้คนในตลาดได้ยินบ่อยๆ พอคนเริ่มได้ฟังเพลงและเริ่มรู้จัก เราก็จัดกิจกรรมการแข่งขันที่มีส่วนร่วมกับเพลง และเติมเงินรางวัลเป็นตัวกระตุ้น ให้คนอยากร่วมสนุกกับกิจกรรม 

“พร้อมทั้งเปิดกว้างให้คอนซูเมอร์สามารถสร้างคลิป Style ของตัวเอง ได้แบบไม่จำกัดรูปแบบ เลือกใช้ Platform Tiktok ในการสร้างสรรค์คลิปเพราะผู้ร่วมกิจกรรม สามารถเข้าถึงได้ง่าย และ Tiktok เป็น Platform มี Engagement สูง เลือกใช้ Influencer ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้หลากหลาย เช่น แนวตลก วาไรตี้ อย่างคุณพีท พามานา กลุ่มเด็กๆ ที่สร้างสรรค์คลิปเชิงบวกอย่างน้องๆ เด็กเซราะกราว กลุ่มคนทำกับข้าว อย่างพ่อตาพาแซ่บ หรือ Idol วัยรุ่นทั่วไปใน tiktok อย่างอายรดา หรือล็อตเต้ Etc.  

“หลังจากนั้นก็มีการลงพื้นที่ทำทรูปในตลาดเพื่อเชิญชวนพ่อค้า แม่ค้าและคนเดินตลาด ให้เข้ามาร่วมกิจกรรมใน Online ซึ่งผลตอบรับของกิจกรรมนี้ได้ผลตอบรับที่ดีมากๆ มีพ่อค้า แม่ค้าในตลาดและคนใน Online เข้าร่วมกิจกรรมกับเราเป็นจำนวนมากค่ะ

“ไม่เพียงเท่านี้ ในส่วนของ Local Media อีกชิ้นที่เรากำลังทำคือ เคสเครื่องดื่มชูกำลังฉลาม ซึ่งเราลุยในตลาดสดภาคใต้ รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

“‘ตลาดสด’ นอกจากจะเป็นที่สำหรับจับจ่ายใช้สอยของกินของใช้แล้ว ยังเป็นสถานที่ ที่ทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมการกินอยู่ ของคนท้องถิ่นในพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าเป็นสถานที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของความแตกต่างหลากหลายในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ

“เราจึงแนะนำให้ลูกค้าสร้างแลนด์มาร์คที่ตลาดเลยค่ะ โดยการ Dominate พื้นที่ตลาดให้เป็นแบรนด์สินค้า โดดเด่น และดึงดูดสายตา สร้างความจดจำได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีประโยชน์กับทางสถานที่ด้วยค่ะ”

กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 “จับขบวนการขนแรงงานหลบหนีเข้าเมือง หวิดแหกด่านจนท.ตามรวบได้ทัน”

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด 

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.อุกฤต กัลยาณมิตร ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี และ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 แถลงข่าวการจับกุมคดีที่น่าสนใจดังนี้

กล่าวคือก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ ตม.จว.กาญจนบุรี ได้ทำการสืบสวนหาข่าวทราบว่า มีการลักลอบขนแรงงานผ่านถนนสายทล.323 ในห้วงเวลากลางวันที่เจ้าหน้าที่อาจชะล่าใจ จึงได้มีการประสานงานเพื่อแจ้งข่าวกับชุมชนให้ช่วยแจ้งเบาะแสะ ซึ่งต่อมาวันที่ 8 พ.ค. 65 เวลาช่วงกลางวัน ได้รับแจ้งเบาะแสว่าจะมีรถยนต์กระบะบรรทุกขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายลักษณะเป็นรถกระบะบรรทุกสีดำ และสีบรอนซ์ทอง ผ่านในเส้นทางถนนสายทล.323 ช่วงอำเภอทองผาภูมิจึงได้บูรณาการกำลังหลายภาคส่วนตั้งจุดสกัดบริเวณสามแยกทองผาภูมิ เมื่อถึงเวลาประมาณ 13.00 น. ปรากฏรถกระบะบรรทุกสีดำมีลักษณะคล้ายรถต้องสงสัย จึงได้เรียกตรวจสอบและพบว่าเป็นรถกระบะบรรทุก ทะเบียนจว.กาญจนบุรี มีนายสถาพร อายุ 32 ปี เป็นผู้ขับมีผู้โดยสารเป็นคนต่างด้าวสัญชาติเมียนจำนวน 18 คน ไม่มีเอกสารประจำตัวใดให้ตรวจสอบ ในระหว่างเรียกตรวจก็มีรถกระบะบรรทุกอีกคันซึ่งเป็นรถกระบะ สีบรอนซ์ทอง ขับตามมาในระยะเวลาใกล้กัน แต่เมื่อรถคันดังกล่าวเห็นว่ามีตั้งจุดสกัดก็มีการขับหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถยนต์ติดตามจับกุมไว้ได้และพบว่าเป็นรถกระบรรทุก สีบรอนซ์ทอง ทะเบียนจว.ประจวบคีรีขันธ์ มีนายอุดร เป็นผู้ขับมีผู้โดยสารเป็นคนต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวน 21 คน ตรวจสอบแล้วไม่พบเอกสารประจำตัวใดให้ตรวจสอบ คนต่างด้าวทั้งหมดรับว่าลักลอบเข้ามาในประเทศ จึงจับกุมตัวทั้งหมดและยึดของกลางนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย การแจ้งข้อกล่าวหา นาย สถาพรฯ และ นายอุดรฯ (คนขับ) แจ้งว่า   


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top