Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

รู้จักกฎหมายควบคุมอาวุธปืนในญี่ปุ่น ความเข้มงวดที่คนส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่น

แม้ ชินโซ อาเบะ’ (Shinzo Abe) อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น จะเสียชีวิตจากการถูกยิงโดยอดีตTetsuya Yamagami สมาชิกของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลวัย ๔๑ ปี ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนั้น อาจจะทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัย ความน่าอยู่ และน่าไปเยี่ยมเยือนดินแดนแห่งนี้อยู่อีกหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.โญธิน มานะบุญ นักวิชาการอิสระ ด้านความมั่นคง และประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ ได้ไขข้อข้องใจให้เห็นถึงกฎระเบียบและทัศนคติของคนในประเทศที่เชื่อว่ายังคงแอนตี้ทั้งอาวุธและความรุนแรงอยู่ไม่เปลี่ยน โดยมีเนื้อหาระบุดังนี้…

ข่าวที่น่าจะเป็นที่สนใจมากที่สุดของเมื่อวาน คงหนีไม่พ้นเรื่องของ Shinzo Abe (ชินโซ อาเบะ) อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นถูกยิงขณะกล่าวปราศรัยในเมืองนาราทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งผมขอไม่กล่าวถึงสาเหตุหรือการเมืองของญี่ปุ่น เพราะเดี๋ยวจะมีทั้ง Guru และ ‘กูรู้’ มากมายออกมาให้ความเห็น จะขอเล่าเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดมากๆ ของญี่ปุ่น

กฎหมายอาวุธของญี่ปุ่น (The Swords and Firearms Possession Control Law) เริ่มต้นด้วยการระบุว่า...

ประชาชนไม่สามารถครอบครองอาวุธปืนหรือดาบ โดยไม่ได้รับอนุญาต” และการขออนุญาตทำได้ยากมากมากๆ พลเมืองญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้ครอบครองอาวุธปืนสำหรับล่าสัตว์และกีฬายิงปืน แต่สามารถครอบครองได้ภายหลังจากผ่านการยื่นขออนุญาตตามขั้นตอนในการออกใบอนุญาตที่นานและยืดเยื้อแล้วเท่านั้น ส่วนหนึ่งของขั้นตอนการทดสอบ จะต้องผ่านการทดสอบในสนามยิงปืนด้วย “คะแนนอย่างน้อย 95%” มีการประเมินสุขภาพจิตจากโรงพยาบาล และผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด ซึ่งมีการสัมภาษณ์ครอบครัวและเพื่อนฝูง อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในการขออนุญาตเช่นกัน

ใบอนุญาตครอบครองและใช้อาวุธปืน มีอายุสามปี หลังจากนั้นจะต้องผ่านการทดสอบเพื่อขอใบอนุญาตซ้ำอีกครั้ง หลังจากเป็นเจ้าของปืนลูกซองครบ ๑๐ ปีแล้ว ผู้ที่มีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนจึงจะสามารถขอครอบรองปืนไรเฟิลได้ ไม่อนุญาตให้ครอบครองอาวุธปืนพกสั้นเด็ดขาด

ทั้งนี้ญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่มี “โครงการซื้อคืนปืนเป็นครั้งแรก” ในปี ค.. 1685 และเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน ดังนั้น อัตราการครอบครองอาวุธปืนจึงต่ำมากๆ เฉลี่ยการครอบครองอาวุธปืนอยู่ที่ ๐.๖ กระบอกต่อประชากร ๑๐๐ คนเท่านั้น (สถิติในปี พ.. ๒๕๕๐) ส่งผลให้การสังหารหมู่ในญี่ปุ่นนั้น บรรดาคนร้ายจึงนิยมใช้มีดหรือวิธีการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปืน อย่างในปี พ.. ๒๕๕๗ ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืนเพียงหกราย เป็นต้น

ตำรวจญี่ปุ่นที่พกอาวุธปืน

 

นอกจากนี้ ในแต่ละจังหวัด ยังสามารถเปิดร้านขายปืนได้เพียงสามร้าน แถมกระสุนปืนสามารถซื้อได้หลังจากนำปลอกกระสุนปืนที่ยิงแล้วมาแสดงด้วยเท่านั้น และหากเจ้าของอาวุธปืนเสียชีวิต ครอบครัวของพวกเขาต้องส่งมอบอาวุธปืนให้ทางการ

ในส่วนของตำรวจที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธปืน ซึ่งโดยปกติตำรวจก็ไม่ค่อยได้ปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นต้องใช้อาวุธปืนบ่อยครั้งนัก ยกเว้นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และโดยทั่วไปแล้วตำรวจญี่ปุ่นจะทำการจับกุมโดยไม่ใช้อาวุธปืน ซึ่งคาดว่า ตำรวจญี่ปุ่นน่าจะถูกฝึกให้มีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะการต่อสู้เช่น คาราเต้ หรือ ยูโด

หากย้อนกลับไปในอดีต หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิทรงได้พระราชอำนาจคืนจากโชกุน ได้ทำให้มีกฎหมายที่เรียกว่า พระราชกฤษฎีกายกเลิกดาบ’ (Haitorei) เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยรัฐบาลเมจิของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.. ๒๔๑๙ ซึ่งห้ามประชาชน ยกเว้นอดีตขุนนาง (Daimyōs) ทหาร และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พกพาอาวุธดาบไปในที่สาธารณะ ผู้ฝ่าฝืนจะถูกยึดดาบเอาไว้

Haitorei เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่รัฐบาลดำเนินการเพื่อยกเลิกสิทธิพิเศษดั้งเดิมของชนชั้นซามูไร โดยกฎหมาย Haitorei ฉบับแรกออกในปี พ.. ๒๔๑๓ ห้ามชาวนาหรือพ่อค้าพกดาบและแต่งกายคล้ายซามูไร ซึ่งมาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะฟื้นฟูความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองสำหรับประชาชนในช่วงระยะเวลาอันวุ่นวายทันทีหลังการฟื้นฟูเมจิและระหว่างสงคราม Boshin

ในปี พ.. ๒๔๑๔ รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกา Danpatsurei อนุญาตให้ซามูไรตัดผมและไว้ผมแบบตะวันตก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะเป็นการอนุญาตและสนับสนุน จากนั้นเริ่มมีการเกณฑ์ทหารเพื่อสร้างกองทัพตามแบบสากลขึ้นในปี พ.. ๒๔๑๖ โดยการสร้างกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงนั้น บรรดาซามูไรไม่สามารถผูกขาดการรับราชการทหาร ไม่ได้รับทั้งค่าจ้างค่าตอบแทนที่ขุนนางศักดินาที่เป็นเจ้านายเคยจ่ายให้กับซามูไรในสังกัด ซึ่งถกยกเลิกเช่นเดียวกันในปี พ.. ๒๔๑๖ และนำมาสู่ข้อห้ามในการพกพาดาบเป็นที่ถกเถียงกันเป็นที่ถกเถียงกันต่อมา จนสุดท้ายการพกพาดาบก็ถูกห้ามตามกฎหมายในที่สุด

โดยวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.. ๒๔๑๙ พระราชกฤษฎีกา Haitō ก็ผ่าน Daijō-kan (รัฐสภาแห่งรัฐของจักรวรรดิญี่ปุ่น) ห้ามอดีตซามูไร (Shizoku) พกพาดาบไปในที่สาธารณะอย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงในสังคมญี่ปุ่นและสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของซามูไรเหล่านี้ เป็นสาเหตุหลักของความไม่พอใจในสมัยเมจิตอนต้นของญี่ปุ่น และนำไปสู่การจลาจลที่นำโดยซามูไรจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่นแถบตะวันตก และคิวชู นอกจากนี้ ผลของ Haitorei ทำให้ดาบหมดบทบาทที่สำคัญไปกับเหล่าบรรดาซามูไรทั้งหลาย จนทำให้ช่างตีดาบจำนวนมากต้องเปลี่ยนไปผลิตอุปกรณ์ทำการเกษตรและมีดต่างๆ ในครัวเพื่อความอยู่รอดแทน

อาวุธปืนที่จับกุมได้จากแก๊งยากูซาต่าง

 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นถูกปลดอาวุธ จนนำไปสู่การประกาศใช้กฎหมายควบคุมการครอบครองดาบและอาวุธปืนในปี พ.. ๒๕๐๑ เพื่อป้องกันการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนและดาบของแก๊งยากูซาต่างๆ โดยกฎหมายฉบับแรกมีผลบังคับใช้ในปี พ.. ๒๕๐๑ มีวัตถุประสงค์ “...กฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับการป้องกันอันตรายที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองและการใช้อาวุธปืนและดาบ” กฎระเบียบและข้อห้ามส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการครอบครอง การใช้งาน การนำเข้า การอนุญาต การขนส่ง การรับ และการขายอาวุธปืนและชิ้นส่วนของอาวุธปืน รวมทั้งระเบียบที่ต้องปฏิบัติในการขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน ทั้งยังคงข้อจำกัดในอดีตเกี่ยวกับดาบและอาวุธมีดอื่นๆ และทำให้อาวุธปืนพก/อาวุธปืนสั้นถูกห้ามครอบครองโดยสมบูรณ์

กฎหมายถูกแก้ไขหลายครั้งเพื่อสนองตอบต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน การแก้ไขครั้งสำคัญรวมถึงการเพิ่มการห้ามนำเข้าและเพิ่มอายุในการเป็นเจ้าของปืนไรเฟิลล่าสัตว์ในปี พ.. ๒๕๐๘ และข้อจำกัดที่เข้มงวดยิ่งขึ้นสำหรับการครอบครองอาวุธปืนลูกซอง เพื่อสนองตอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.. ๒๕๕๑ เนื่องจากการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด จึงมีเพียงชาวญี่ปุ่นไม่กี่คนที่สามารถเป็นเจ้าของอาวุธปืน

ดังนั้นอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนจึงต่ำมาก ในช่วงระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา โดยปี พ.. ๒๕๔๔ มีผู้เสียชีวิตจากปืนมากที่สุดคือ ๓๙ คน และเพียง ๔ คนในปี พ.. ๒๕๕๒ และนี่ก็ยิ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่สนใจอาวุธปืน และการรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับอาวุธปืน คือ ความอันตรายอย่างแท้จริงและจำเป็นที่จะต้องควบคุมอย่างเข้มงวด

๑๓ ขั้นตอนในการขออนุญาตครอบครองอาวุธปืนของญี่ปุ่น

. เข้าชั้นเรียนอาวุธปืนและสอบผ่านข้อเขียน ซึ่งจัดขึ้นปีละ ๓ ครั้ง

. รับบันทึกรับรองจากแพทย์ว่า มีความพร้อมทางจิตใจ และไม่มีประวัติการใช้ยาในทางที่ผิด

. ขอใบอนุญาตให้เข้ารับการฝึกยิง ซึ่งอาจใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน

. อธิบายในการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ทำไมถึงต้องการครอบครองอาวุธปืน

. ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ขอ ประวัติการครอบครองอาวุธปืน หน้าที่การเงิน เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรหรือไม่ หนี้สินส่วนบุคคล และความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว และเพื่อนบ้าน

. ขอใบอนุญาตซื้อกระสุนปืน

. เข้ารับการฝึกหนึ่งวัน และต้องผ่านการทดสอบการยิง

. ขอรับใบรับรองจากร้านค้าปืนที่ให้รายละเอียดของอาวุธปืนที่ผู้ซื้อต้องการ

. หากต้องการซื้อปืนล่าสัตว์ ต้องขอใบอนุญาตล่าสัตว์ด้วย

๑๐. ซื้อตู้เซฟเก็บปืนและตู้เก็บกระสุนตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

๑๑. ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่เก็บอาวุธปืนของผู้ขอ

๑๒. ผ่านการตรวจสอบประวัติเพิ่มเติม

๑๓. ซื้ออาวุธปืน

3 แกนกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติ 'รัฐบาลประยุทธ์'

ไม่มีคำว่าดีที่สุด!! หรือสมบูรณ์แบบที่สุด!!

ขนาดรสชาติของอาหารยังไม่สามารถนิยามคำว่าอร่อยที่สุดให้คนทุกคนยอมรับได้ จะมีก็แต่ถูกปากหรือไม่ถูกปากที่สุดสำหรับใครเท่านั้น

นั่นจึงไม่แปลกที่ภาพรวมผลงานของทุกๆ รัฐบาลไทยที่ผ่านมาหลายทศวรรษ จะโดนบ้าง ไม่โดนบ้าง ทันใจบ้าง ไม่ทันใจบ้าง รับรู้ได้บ้าง ไม่รับรู้ได้บ้าง

แต่เชื่อว่าทุกๆ รัฐบาลไทย ล้วนมีธงแห่งความท้าทายในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามทิ้งไว้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ตน รวมถึงนำประโยชน์มาสู่คนในสังคม และประเทศชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ส่วนคอรัปชันก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)

คำถาม คือ คนไทยในวันนี้ใจกว้างแค่ไหนที่จะมองไปรอบๆ ตัว ว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีบ้างแล้ว? หรือสนใจแค่ความสะใจจากกระแสสื่อที่เอามันส์ จนกลบความเปลี่ยนแปลงแบบมโหฬารมันช่างดูไร้ค่า!!

>> พัฒนาการที่เด่นชัดของโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วไปและเมืองท่าสำคัญ รถไฟ, รถไฟฟ้า, ถนน, สนามบิน, ท่าเรือและโครงสร้างที่เอื้อต่อระบบเศรษฐกิจในยุคโลกไร้รอยต่อมากเป็นประวัติการณ์

>> การวางแผนต่อยอดให้คนไทยดำเนินชีวิตต่อได้ในวันที่ Climate Change เข้ามาแทรกซึมสังคมโลก แต่เรายังไม่เคยชะโงกหน้าออกนอกจอมือถือ แล้วไปส่องดูว่าระบบนิเวศแห่งพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านเข้ามาใกล้ชีวิตขึ้นเรื่อยๆ จากการผลักดันของรัฐบาลที่รวดเร็วขึ้นทุกวันๆ จนรู้ตัวอีกทีปั๊มน้ำมันอาจจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นปั๊มชาร์จไฟ

>> คนรุ่นใหม่ทึ่อยากทำธุรกิจ และคนค้าขายทึ่เริ่มติดขัดทางธุรกิจ ขาดทุนหมุนเวียน เพราะแหล่งทุนใหญ่จมอยู่แต่คนมีเครดิต ก็กำลังจะถูกปรับโดยรัฐบาลที่ค่อยๆ เข้าไปเจรจากับนายแบงก์อย่างละมุนละม่อม และรอวันที่สุกงอม เปิดโอกาสให้ทุนหมุนเวียนเข้าถึงประชาชนทุกคนที่พร้อมนำไปบริหารชีวิตตนเองได้ง่ายดายขึ้น

'อรรถวิชช์' เตือน!! ทฤษฎีแตกแบงก์พันอาจขัดกฎหมาย ชี้!! หาร 500 ได้พรรคการเมืองหลากหลาย ตรวจสอบถ่วงดุลได้จริง ไม่ขัด รธน.

'อรรถวิชช์' เตือน!! ระวังทฤษฎีแตกแบงก์พันอาจขัดกฎหมาย ชี้!! หาร 500 เป็นวิวัฒนาการทางการเมือง ได้พรรคการเมืองหลากหลาย ตรวจสอบถ่วงดุลได้จริง พัฒนาประชาธิปไตยไทย มั่นใจไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมเปิดตัว 'KLA Sport' ใช้กีฬาเชื่อมสัมพันธ์เยาวชน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า เปิดงาน 'กล้าจตุจักร ฟุตซอลเกม' กิจกรรมแข่งขันฟุตซอลเยาวชน ในเขตจตุจักรและใกล้เคียงเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ KLA Sport ตามนโยบายสนับสนุนเยาวชนสู่กีฬาอาชีพ สร้างสัมพันธ์กับเยาวชนและพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนนโยบายด้านกีฬาของพรรค และใช้กีฬาต้านยาเสพติด โดยเฉพาะล่าสุดมีเรื่องกัญชาเสรี หากเยาวชนนำไปใช้ผิดทางก็เกิดอันตราย ถ้าใช้ถูกทางก็กลายเป็นประโยชน์ หากมีเครือข่ายเยาวชนเป็นหูเป็นตาช่วยกันดูแลถือเป็นเรื่องที่ดี

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงระบบเลือกตั้งแบบใหม่ โดยขอบคุณ ส.ส. และ ส.ว. ที่โหวตเห็นชอบให้ใช้วิธีการคำนวณจำนวน ส.ส.ด้วยวิธีการหารด้วย 500 ซึ่งพรรคกล้านั้นจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้สอดรับกับการหารด้วย 500 ตั้งแต่ต้น เนื่องจากมองว่าการหารด้วย 500 จะทำให้คนรุ่นใหม่ทางการเมือง มีโอกาสเข้าสู่การเมืองได้ ทำให้มีพรรคเฉพาะกิจ เฉพาะด้านเกิดขึ้น ทั้งพรรคด้านเศรษฐกิจ ด้านกีฬา ด้านสิ่งแวดล้อม และเชื่อว่าในอนาคตจะเป็นรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเมื่อเข้าไปทำการเมืองจริง จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีการตรวจสอบกันได้จริง ประชาธิปไตยจะมีการพัฒนา แต่หากกลับไปใช้สูตรเดิมที่ผ่านมา ก็ทราบดีว่ามีบทเรียนอะไรเกิดขึ้น ก็จะกลายเป็น ส.ส.ทำการเมืองคล้ายกับนักการเมืองท้องถิ่น ยืนยันว่าพรรคกล้าพร้อมกับกติกาที่จะออกมา และคิดว่าแนวทางนี้น่าจะไปได้ดี ทำให้พรรคสามารถจะเป็นเวทีให้กับคนรุ่นใหม่ได้ ซึ่งภายหลังจากที่มีการประกาศสูตรหาร 500 ก็มีคนสมัครเข้าพรรคเพื่อแสดงเจตจำนงลงสมัคร ส.ส.ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ จำนวนมาก 

“สูตรหาร 100 เคยเกิดขึ้นแล้ว กลายเป็น ส.ส.ต้องลงไปทำการเมืองคล้ายกับนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ใช่การเมืองที่สู้ในระดับชาติ ที่มากกว่านั้นคิดว่าสูตรหาร 500 ไปได้ มันทำให้การเมืองเปลี่ยน เราเคยลองมาแล้วทั้งสูตรหาร 100 ทั้งบัตรเลือกตั้งใบเดียวแบบหาร 500 แต่ครั้งนี้เป็นบัตรสองใบหาร500 ผมว่ามันคือวิวัฒนาการทางการเมือง”

ส่วนกรณีที่หลายคนที่กังวลเรื่องจะทำให้เกิดพรรคเล็กจำนวนมากแบบที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายอรรถวิชช์ เชื่อว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง กำหนดไว้ชัดเจนถึงวิธีของการคำนวณ อ่านและเข้าใจกติกาง่ายกว่า จะไม่เกิดการเขย่งเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีแนวโน้มว่าเมื่อคำนวณคะแนนเสียงแล้ว จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะเกินกว่าที่กำหนด ดังนั้นจำนวนคะแนนเสียงต่อ ส.ส. 1 คน อาจต้องใช้มากกว่า 7 หมื่น หรือ 8 หมื่นเสียง ไม่เหมือนอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ 

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงกรณีจะมีการแตกแบงค์พันของพรรคการเมืองบางพรรคว่า เรื่องนี้จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะหากเป็นกรรมการบริหารอยู่พรรคหนึ่ง แล้วไปจัดตั้งพรรคการเมืองอีกพรรค จะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ทั้งนี้ความจริงไม่จำเป็นต้องไปแตกแบงค์พัน เป็นพรรคแบบไหน ก็ต่อสู้แบบนั้น มีโอกาสชนะได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เทคนิค แต่ขอว่าสู้กับอะไร ก็ขอให้มีความชัดเจนของเป้าหมาย ว่าต้องการต่อสู้กับใคร 

กองทัพบก กองพันทหารสื่อสารที่ 1 จัดกิจกรรม 'Open House เปิดหน่วยฝึก ชมบ้านทหารใหม่'

(8 ก.ค.65) พันโท ชนินทร์ เอี่ยมวิบูลย์ ผู้บังคับกองพัน กองพันทหารสื่อสารที่ 1 จัดกิจกรรม 'Open House เปิดหน่วยฝึก ชมบ้านทหารใหม่' เพื่อให้ผู้ปกครองและญาติของทหารใหม่มีโอกาสเดินทางเข้ามาในพื้นที่ของหน่วยฝึกทหารใหม่ หลังจากที่น้องๆ ทหารใหม่ รุ่นปี 2565 ผลัดที่ 1 ได้เริ่มเข้ามาฝึกหลักสูตรทหารใหม่ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา 

โดยระหว่างการฝึกที่ผ่านมาผู้ปกครองและญาติของน้องทหารใหม่ยังไม่มีโอกาสได้เข้ามาเยี่ยมและพบน้องๆ ทหารใหม่เลย เนื่องจากต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคของหน่วยฝึกทหารใหม่ ที่ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามายังหน่วยฝึกทหารใหม่

วันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ปกครองจะได้พบหน้าน้องๆ ทหารใหม่ โดยหน่วยได้จัดกิจกรรมเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของน้องๆ รวมทั้งทักษะทางทหารที่ได้รับการฝึกสอนเมื่อเข้ามาเป็นทหาร ประกอบด้วย การแสดงแฟนซีดริว, การแสดงยิงปืนฉับพลัน, การแสดงการปฏิบัติทางทหาร, การแสดงไหว้ครูมวยไทย การศิลปะป้องกันตัวแม่ไม้มวยไทย

ค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 จัดกิจกรรม 'OPEN HOUSE เปิดบ้านทหารใหม่'

8 ก.ค.65 ที่ ค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล พ.อ.เรวัตร เซ่งเข็ม ผบ.ร.5 พัน.2 เป็นประธานในการจัดกิจกรรม 'OPEN HOUSE เปิดบ้านทหารใหม่' และมีนายทหารฝ่ายยุทธการและการฝึก/ผบ.ร้อย/ฝ่ายอำนวยการ,ผู้ฝึกทหารใหม่, ครูนายสิบ, ครูทหารใหม่, กำลังพล, สมาชิกแม่บ้าน ทบ.สาขา ร.5 พัน.2 และที่สำคัญ มีพ่อแม่ พี่น้อง ผู้ปกครอง และญาติน้องๆ ทหารเข้าร่วมในกิจกรรมจำนวนมาก

ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และผู้บังคับบัญชาให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกทุกระดับที่จัดตั้งหน่วยฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 1/65 ดำเนินการจัดกิจกรรม 'เปิดบ้านทหารใหม่' การจัดกิจกรรมเปิดบ้านทหารใหม่ในวันนี้ ถือว่ามีความสำคัญสำหรับทหารใหม่ทุกนาย โดยเฉพาะญาติๆ และผู้ปกครองน้องๆทหารใหม่ทุกท่าน ซึ่งได้เฝ้ารอคอยทหารใหม่ ตลอดระยะเวลาการฝึกทหารใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมา น้องๆ ทหารใหม่ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย มีความเข้มแข็งพร้อมปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้ และทางด้านจิตใจ ที่มีความอดทนอดกลั้นไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก 

ทั้งนี้ ก็เพื่ออุทิศความสุขสบายส่วนตัวเพื่อปฏิบัติภารกิจในการป้องกันประเทศให้สมกับชายชาติทหาร โดยมีการแสดงรำมวยไทยและไหว้ครูมวยไทยและการต่อสู้โดยประยุกต์ใช้แม่ไม้มวยไทยต่างๆ ในการต่อสู้ป้องกันตัว, การต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยประกอบเพลง เป็นการสาธิตการปฏิบัติของแม่ไม้มวยไทยต่างๆ และ การแสดงยิงปืนฉับพลัน เป็นการปฏิบัติทางทหารที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง และมีความประสานสอดคล้องในการปฏิบัติภารกิจที่ทหารได้รับมอบหมายและมุทิตาจิต ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ปกครองของน้องๆ ทหารใหม่ทุกท่าน ได้เห็นถึงพัฒนาการของทหารใหม่ ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นทหารกองประจำการ 

เปิด 3 แกนกลยุทธ์สร้างอนาคตให้เมืองไทย ในวันที่ ‘รบ.ประยุทธ์’ ทำสำเร็จแล้วหลายส่วน

'บิ๊กตู่' ปรับลุคใหม่ ปล่อยคลิปแถลงการณ์ 'กลยุทธ์ 3 แกน สร้างอนาคต' โชว์แผนนำไทยพ้นวิกฤติ 

นายกฯ ออกแถลงการณ์ ‘กลยุทธ์ 3 แกน สร้างอนาคต’ ปลุกคนไทยร่วมสู้วิกฤติอีกครั้ง ให้หลุดพ้นความจน สร้างความมั่งคั่งรุ่งเรือง ลั่นเป็นภารกิจนายกฯ ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง เหน็บรบ.อดีตวางโครงการสวยหรูเก็บขึ้นหิ้งฝุ่นเกาะ ยอมรับนำเสนอไม่เก่งแต่รู้วิธีทำเรื่องใหญ่ให้เกิดขึ้นได้ อ้อนบริสุทธิ์ใจ มีหัวใจอยู่กับปชช.และประเทศ

(8 ก.ค.65) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวแถลงการณ์ ‘กลยุทธ์ 3 แกน สร้างอนาคต’ เป็นคลิปวิดีโอความยาว 17.48 นาที ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha’ ว่า... 

วันนี้ตนอยากพูดกับทุกท่าน เกี่ยวกับอนาคตของบ้านเรา และการเดินหน้าต่อไปของประเทศไทย ตอนนี้ประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่ภาวะการใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงปกติแล้ว ข้างหน้าของเรายังมีอีกหนึ่งภัยร้ายที่ใหญ่ ยิ่งกว่ารอเราอยู่ นั่นคือ เราจะอยู่รอดอย่างไร จากการโหมกระหน่ำของพายุการขึ้นราคาทุกอย่าง ซึ่งสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นส่วนสำคัญยิ่งที่กระตุ้นให้ข้าวของแพง ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมัน อาหาร ค่าขนส่ง จนถึงขั้น ทำให้บางประเทศในภูมิภาค เข้าใกล้การล่มสลายทางเศรษฐกิจ วันนี้ตนขอใช้เวลาซักนิด เล่าเรื่องสำคัญ คือ กลยุทธ์ภาพใหญ่ของตนที่จะมาแก้ปัญหาปากท้องและความยากจนให้หมดไปเสียที

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงระยะสั้นๆ ได้ดำเนินนโยบายระยะสั้น แก้ปัญหาความยากจนเฉพาะหน้า หรือมีโครงการลดแลกแจกแถมต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า บางโครงการเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤต เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่โครงการแบบนั้น ไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน และแน่นอนว่าวิธีการเหล่านั้น ไม่ทำให้ใครรวยขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น ตนจึงตั้งใจเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น ที่จะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อช่วยทุกคนให้สามารถสร้างรายได้ ได้มากขึ้นอย่างยั่งยืน ตนขอให้ทุกท่านเดินหน้าไปกับตน ในช่วงเวลาที่ภารกิจระยะยาวเพื่อทุกคน ที่ตนได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตนกำลังขับเคลื่อนกลยุทธ์ภาพใหญ่ที่มี 3 แกนหลัก ที่จะมายกระดับความรุ่งเรืองของประเทศ เป็น 3 แกนหลักที่กำลังจะเสร็จ และกำลังจะพร้อมที่จะช่วยเราทุกคนได้ในอนาคตอันใกล้

>> แกนที่ 1
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แกนที่ 1 คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ที่ใหญ่ที่สุด และบูรณาการมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศไทย โครงการสร้างทางรถไฟ ถนน สนามบิน หรือท่าเรือ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับความรุ่งเรืองมั่งคั่งของทุกคน โครงการที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างยาวนานหลายปี และตอนนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

เป็นสิบๆ ปีที่ผ่านมา รัฐมักจะวางแผนโครงการที่สวยหรูมากมาย ทั้งการสร้างทางรถไฟ ถนน สนามบิน และท่าเรือ แต่สุดท้าย แผนโครงการที่สวยหรูเหล่านั้นก็ถูกเก็บขึ้นหิ้ง จนฝุ่นเกาะ และไม่เคยถูกทำให้เกิดขึ้นจริง – กลายเป็นว่า ประชาชนหลายสิบล้านคน ยังคงต้องใช้ชีวิตกันต่อไป โดยไม่ได้รับประโยชน์จากการมีโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมขนส่งที่ดีกว่า และถูกกว่า ที่ในที่สุดแล้ว จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชน สร้างรายได้ ได้มากขึ้นด้วย 

ความมุ่งมั่นหลักของตนคือ ทำอย่างไรให้โครงการนับร้อยๆ เหล่านั้น เกิดขึ้นจริงให้ได้ และเป็นไปอย่างบูรณาการ เพราะตนรู้ว่า เมื่อโครงการทางรถไฟ โครงการรถไฟความเร็วสูง ถนน ท่าเรือ และสนามบินต่างๆ เกิดขึ้นจริง โครงการเหล่านั้นจะเชื่อมต่อกัน เหมือนต่อจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ได้สำเร็จ และนั่นคือเวลาที่เราจะคาดหวังถึงความเจริญรุ่งเรืองอย่างก้าวกระโดดของประเทศเราได้ – และเมื่อโครงการต่างๆ เหล่านั้นเชื่อมต่อกัน จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อม เป็นเครื่องมือให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง และประเทศได้โครงการสำคัญต่างๆ ของเรา ในทุกมุมของประเทศ มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร และเริ่มใกล้ที่จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

>> แกนที่ 2
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แกนที่ 2 ของกลยุทธ์ภาพใหญ่ของตน เพื่อที่จะสร้างความมั่งคั่งรุ่งเรืองให้กับคนไทย คือแกนที่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงต่างๆ เป็นภาคอุตสาหกรรมที่หล่อเลี้ยงเชื่อมต่อไปถึงธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาดเล็กอีกมากมาย ตลอดจนดึงเงินมหาศาลให้ไหลเข้าประเทศไทย ผ่านการส่งออกต่างๆ เป็นตัวขับเคลื่อนความมั่งคั่งรุ่งเรืองของไทย ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา 

แต่วันนี้ อุตสาหกรรมนี้ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงครั้งใหญ่ เพราะการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก เป็นเวลาที่ผู้ผลิตยานยนต์ อาจจะต้องเลือกที่จะสร้างโรงงานผลิตรูปแบบใหม่ ในประเทศต่างๆ 

ดังนั้น เราต้องเดินหน้าให้เร็ว และเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ที่กำลังพยายามจะใช้โอกาสนี้ ดึงเอาอุตสาหกรรมยานยนต์ออกไปจากประเทศไทย ให้ไปอยู่ในประเทศของเขา เพราะฉะนั้นผมได้ขับเคลื่อน และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สำคัญของโลก เราต้องล็อกผู้ผลิตยานยนต์ทั่วโลก ให้อยู่ในประเทศไทย และเราต้องช่วยให้เรื่องต่างๆ ง่ายขึ้นสำหรับเขา ในการที่เค้าจะลงทุนเพิ่ม และขยายธุรกิจของเค้าในประเทศไทย 

ถ้าเราทำสำเร็จ เส้นทางนี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่เกื้อหนุนหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมต่างๆ และประเทศไทยให้มั่งคั่งต่อไปได้ อีกเป็น 20-30 ปีข้างหน้า วันนี้ เราเดินมาได้ไกลแล้ว ด้วยการทำงานอย่างรวดเร็ว และบูรณาการหลายหน่วยงาน จนผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกหลายราย แสดงเจตนารมณ์ว่าจะเดินหน้าตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เราจะต้องทำ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพื่อให้ได้ข้อสรุปกับผู้ผลิตยานยนต์ต่างๆ เหล่านั้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า และอีกส่วนหนึ่งของภารกิจในแกนหลักที่ 2 ของตนคือ เราจะต้องทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีราคาที่ถูกลง สำหรับคนไทยทุกคน ตนจะให้รายละเอียดเพิ่มเติม และความคืบหน้า เกี่ยวกับกลยุทธ์แกนที่ 2 นี้ ประมาณช่วงเดือนหน้า

นิตยสาร Forbes จัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2565

นิตยสาร Forbes จัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2565 โดยในปีนี้ ‘พี่น้องเจียรวนนท์’ แห่งเครือซีพี ยังครองแชมป์มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในไทยอีกสมัยไปด้วยทรัพย์สิน 2.65 หมื่นล้านเหรียญ หรือราว 9.33 แสนล้านบาท

Forbes รายงานว่า เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวกลับมาได้เนื่องจากโควิด-19 เศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดจากจากจุดสูงสุดลง 3%

ไม่เพียงเท่านั้น ตั้งแต่จากการอันดับมหาเศรษฐีไทยครั้งล่าสุด อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อหน่วยดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงถึง 12% ส่งให้มูลค่ารวมทรัพย์สินของมหาเศรษฐีไทยทั้ง 50 รายชื่อ ลดลงเกือบ 6% มาอยู่ที่ 1.51 แสนล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 5.31 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับการจัดอันดับปีที่ผ่านมา

สำหรับ 10 อันดับแรกของปีนี้ ยังคงมีการขึ้น-ลง สลับกันกับปีก่อนๆ ส่วนทั้ง 50 อันดับเป็นอย่างไรบ้าง คลิกดูได้ที่ https://www.forbes.com/lists/thailand-billionaires/?sh=56cd7d16223e

‘พงศกร - ประภัสร์’ หวนคอก ‘เพื่อไทย’ ร่วมดันแลนด์สไลด์อย่างถล่มทลาย

พรรคเพื่อไทย นำโดย นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมาและเลขาธิการพรรค, นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม.และโฆษกพรรค, นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม พร้อมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับ นายพงศกร อรรณนพพร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารพื้นที่พรรคไทยสร้างไทย และนายพัชรกร อรรณนพพร บุตรชายนายพงศกร พร้อมนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยและอดีตผู้อำนวยการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคไทยสร้างไทย เข้าร่วมงานงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย 

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเชื่อว่าทั้งสองท่านจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทยให้เป็นความหวังและสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะนายพงศกร ที่จะเป็นกำลังสำคัญในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อไปสู่การแลนด์สไลด์ขอนแก่นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง รวมไปถึงนายประภัสร์ ที่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านคมนาคมคนสำคัญ มาช่วยกันสร้างสรรค์นโยบายเพื่อพี่น้องประชาชน และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงผู้มีอำนาจว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อม และมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่จะนำพาอนาคตพี่น้องประชาชนและประเทศชาติไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

กองกำลังสุรนารี จัดการประชุมชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว ครั้งที่ 1/2565 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนต์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี กองกำลังสุรนารี จัดการประชุมชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว ครั้งที่ 1/2565 ระหว่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของไทย กับ 3 แขวงภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 

โดยมีกรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมให้การสนับสนุนในการจัดประชุมเพื่อกระชับความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนและประสานการปฏิบัติ บูรณาการความร่วมมือ แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ตามแนวชายแดนให้เกิดผลเป็นรูปธรรรมและยั่งยืน

พลตรีวีระยุทธ รักศิลป์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง) ร่วมประชุมกับชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนลาว (ภาคใต้) นำโดย พันเอก สำลีแก้ววงสอง หัวหน้าการทหาร กองบัญชาการทหารแขวงสาละวัน/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดน ลาว - ไทย พื้นที่ 3 แขวงภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายลาว โดยมี พลโทพงศ์เทพ แก้วไชโย เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร/หัวหน้าคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดตามชายแดนไทย-ลาว และ พลจัตวา สีพัน พุดทะวง หัวหน้ากรมทหารชายแดน/หัวหน้าคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดตามชายแดนลาว-ไทย ร่วมสังเกตการณ์ 

โรงพยาบาลพญาไท 3 เปิดศูนย์ Mee Suk Center (ศูนย์มะเร็งและโรคเลือด)

นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 3 รศ.คลินิก พญ.วารุณี จินารัตน์ ผอ.แพทย์  นพ.อภิชัย โตวณะบุตร ผช.ผอ.แพทย์ คุณศุภกร พะวันนา ผอ.สายบริหารการตลาดเครือ รพ.พญาไท - เปาโล คุณณัฐชานันท์ นิธิโชติวรภัทร์ ผอ.ฝ่ายการตลาด คุณนิตยา กฤตธนเวช ผอ.ฝ่ายบริหาร พว.ภาวิณี วัยปัทมะ ผอ.ฝ่ายพยาบาล ตลอดเจ้าหน้าที่พยาบาล พนักงาน ร่วมทำบุญ บวงสรวงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อเป็นศิริมงคล เนื่องในโอกาสฤกษ์งามยามดี เปิดศูนย์ Mee Suk Center ศูนย์มะเร็งและโรคเลือด โฉมใหม่ ไฉไลกว่าเดิม พื้นที่กว้างขวางขึ้น ทันสมัยกว่าเดิม ตลอดยังเพิ่มเครื่องมือทันสมัย เพื่อรองรับผู้ใช้บริการได้อย่างเต็มที่ บนชั้น 17 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top