Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

‘เอกนัฏ’ ส่ง “มอก.วอทช์” AI สแกนสินค้าไม่ได้มาตรฐาน พร้อมโปรเดือด 7.7 จ่อฟันแพลตฟอร์มออนไลน์ 777 คดี

(7 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการแถลงข่าวเปิดตัว ระบบตรวจสอบสินค้าออนไลน์อัจฉริยะ “มอก.วอทช์” ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกระดับมาตรการคุมเข้มตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ด้วย AI ซึ่งริเริ่มให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม (INDX) นำโดยนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เป้าหมายสำคัญเพื่อนำระบบ AI มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากโลกออนไลน์ ปกป้องผู้บริโภคไทยจากการใช้สินค้าด้อยคุณภาพ ลดปัญหาการนำเข้าสินค้าราคาถูก แต่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ 

“ขณะนี้ ระบบตรวจสอบสินค้าออนไลน์อัจฉริยะ “มอก.วอทช์” สามารถตรวจจับลิงค์ขายสินค้าต้องสงสัยได้แล้ว จำนวน 109,819 รายการ ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ดำเนินการปิดลิงค์ที่จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานไปแล้ว 2,885 URL เตรียมดำเนินคดี 777 URL และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,559 URL โดยในช่วงเวลา 5 เดือนที่ใช้งานระบบมา พบว่าสินค้าที่ละเมิดกฎหมายสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ “พลาสติกสัมผัสอาหาร ของเล่นเด็ก และท่อไอเสียรถจักรยานยนต์” ซึ่งอยู่ในจำนวน 147 รายการสินค้าควบคุม ที่ต้องมีมาตรฐาน มอก. เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่กลับมีการนำเข้าจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างแพร่หลาย ส่งผลกระทบต่อร้านค้าท้องถิ่น ผู้ประกอบการไทย และสร้างความเสี่ยงต่อประชาชนผู้บริโภค” นายเอกนัฏ กล่าว

นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 777 คดีนี้ มาจากผลการตรวจของ มอก.วอทช์ ที่พบบนแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ โดยมาจากแพลตฟอร์มสีม่วง จำนวน 529 คดี และแพลตฟอร์มสีส้ม จำนวน 248 คดีซึ่งหลังจากนี้เราจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และลดการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมยกระดับ “มอก.วอทช์ 1.0“ นี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในเวอร์ชั่นต่อไป โดยเล็งเพิ่มฟังก์ชัน 1) คัดกรองสินค้าและการสวมใบอนุญาตปลอม ไม่ใช่แค่คัดกรองสินค้าไม่มี มอก. เท่านั้น  แต่ยังสามารถตรวจสอบสินค้า ที่สวมใบอนุญาตไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ ผ่านสารบบของสมอ. 2) ตรวจสอบฐานข้อมูลสินค้าไม่ได้ มอก. ผู้บริโภคสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น 3) เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม “แจ้งอุตฯ” ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนลิงค์ที่จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาได้ทันที และ 4) พร้อมผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตร แชร์ฐานข้อมูลและเทคโนโลยีของ "มอก.วอทช์" ไปยังหน่วยงาน

เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือตำรวจไซเบอร์ เพื่อการบูรณาการสู้รบกับสินค้าห่วยออนไลน์เพื่อประชาชนเต็มรูปแบบ

“ด้วยมาตรการที่เข้มข้นและเทคโนโลยี Ai ที่ถูกนำมาใช้ กระทรวงอุตสาหกรรมนำโดยรัฐมนตรีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ใช่ตลาดสำหรับสินค้าด้อยคุณภาพอีกต่อไป แต่จะเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าที่มีมาตรฐานและปลอดภัย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และให้ SME - ผู้ประกอบการไทยยังแข่งขันได้ ในกติกาที่เป็นธรรม” นายพงศ์พล กล่าวปิดท้าย

‘สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ’ ทรงขับเคลื่อนยารักษามะเร็งในไทย ประสบความสำเร็จผลิตยามะเร็งชนิดมุ่งเป้า ‘อิมครานิบ 100’

(7 ก.ค. 68) ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนายารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ชื่อว่า “อิมครานิบ 100 (IMCRANIB 100)” ซึ่งเป็นยารูปแบบเม็ดตำรับแรกที่ผลิตในประเทศ โดยใช้ตัวยาสำคัญ “อิมาทินิบ” (IMATINIB) ขนาด 100 มิลลิกรัม ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย. เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 พร้อมให้บริการผู้ป่วยที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในเดือนกรกฎาคมนี้

ยานี้ใช้กลไกยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส ทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ ช่วยลดผลข้างเคียงและควบคุมการลุกลามของโรค มีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดซีเอ็มแอล มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร และมะเร็งผิวหนังหายาก

ความสำเร็จนี้เกิดจากพระวิริยะอุตสาหะและพระปณิธานอันแน่วแน่ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ ณ พระตำหนักพิมานมาศ จังหวัดชลบุรี เพื่อให้คนไทยเข้าถึงยารักษามะเร็งคุณภาพสูง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

โรงงานแห่งนี้ยังได้รับการรับรองมาตรฐานสากล GMDP PIC/s และมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนายาระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านยาและพัฒนาขีดความสามารถด้านเภสัชกรรมของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนายาชีววัตถุ “HERDARA” ซึ่งเป็นทราสทูซูแมบ (Trastuzumab) เวอร์ชันไทย สำหรับรักษามะเร็งเต้านม ภายใต้โครงการ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” โดยนักวิจัยไทยทั้งหมด

‘สุชาติ’ ปัดฝุ่นแนวคิดตั้ง ‘ธนาคารพุทธศาสนา’ ดูแลทรัพย์สินวงการสงฆ์ แยกเงินพระ - วัดให้ชัด

(7 ก.ค. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในส่วนของการแบ่งงานตนจะได้หารือกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวทำได้ทุกเรื่อง เพราะอยู่การเมืองมาเกือบ 40 ปี เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และเคยเป็นรองประธานสภาฯ

เมื่อถามว่า ถ้าต้องดูสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีความหนักใจหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่าขณะนี้เกิดวิกฤตวงการสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนิกชนมีความไม่สบายใจ มีความเศร้าหมอง เกี่ยวกับความศรัทธา เพราะฉะนั้น คงต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยดูว่าปัญหามาจากตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทรัพย์สินของวัด การประพฤติของเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการบริจาคจำนวนมากจึงต้องไปจัดการที่ต้นตอ

นายสุชาติ กล่าวว่า นโยบายของตนคือจะดำเนินการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นระบบ เช่น ควรจำแนกว่าทรัพย์สินของวัดนี้มีจำนวนเท่าไหร่ เป็นของวัดเท่าไหร่ เป็นของพระเท่าไหร่ ซึ่งควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน และดำเนินการให้ถูกต้อง และมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยปละละเลย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาจนเกิดวิกฤตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเป็นขบวนการด้วยหรือไม่ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นต่อเนื่อง วิกฤตศรัทธาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข บ้านเราประชาชนนับถือศาสนาพุทธเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤตแบบนี้ก็เกิดความไม่สบายใจ

นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า จะต้องหารือกับมหาเถรสมาคม และอาจมีการตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพื่อดูแลทรัพย์สินของศาสนาโดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องนี้ต้องออกกฎหมาย และต้องดูระเบียบทุกอย่างให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมามีระเบียบกฎหมายแต่ทำไมยังมีการฝ่าฝืน ซึ่งตนจะเร่งดำเนินการ และรายงานให้สังคมทราบเป็นระยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 09.09 น. นายสุชาติ ได้สักการะพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ชาวมาเลเซียกว่า 300 ชีวิต รวมตัวประท้วงเรียกร้องนายกฯ ‘อันวาร์’ ลาออก เหตุค่าครองชีพพุ่ง

เช้าวันนี้ (7 ก.ค. 68) มีประชาชนกว่า 300 คนรวมตัวกันที่ลานจอดรถ เขตเซกชัน 9 เมืองชาห์อาลัม ประเทศมาเลเซีย เพื่อประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ลาออกจากตำแหน่ง โดยผู้ชุมนุมไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และการขยายการเก็บภาษีขายและบริการ (SST) ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ผู้ประท้วงเริ่มรวมตัวตั้งแต่ 8 โมงเช้า ภายใต้การดูแลของตำรวจ พร้อมถือป้ายข้อความ เช่น “Turun Anwar” (อันวาร์ลงจากตำแหน่ง), “Rakyat Susah” (ประชาชนลำบาก) และ “Rakyat Terbeban” (ประชาชนแบกรับภาระ) โดยมีแกนนำจากหลายฝ่ายร่วมด้วย เช่น แกนนำพรรคเปจวง พีเอเอส และกลุ่มนักศึกษาอิสลาม

ฮานิฟ จามาลุดดิน รองหัวหน้าหน่วยเยาวชนพรรค PAS เผยกับสื่อว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นเพียงกิจกรรมย่อย ก่อนการชุมนุมใหญ่ที่จัตุรัสเมอร์เดกาวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีอดีตนายกฯ มหาธีร์ โมฮัมหมัด (Dr.Mahathir Mohamad), ประธานพรรคเบอร์ซาตู มูห์ยิดดิน ยัสซิน (Muhyiddin Yassin) และประธานพรรค PAS ฮาดี อาวัง (Abdul Hadi Awang) เข้าร่วม

ด้านเอซัม นอร์ (Ezam Nor) อดีตสมาชิกพรรค PKR ระบุว่า ประชาชนรู้สึกผิดหวังในตัวอันวาร์ ที่ไม่สามารถทำตามสัญญาเดิม เช่น การลดราคาน้ำมัน พร้อมย้ำว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่การต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจของประชาชน ทั้งคนจนและคนรวย ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากภาษีที่เพิ่มขึ้น

ทรัมป์เลื่อนใช้ภาษีนำเข้าใหม่ เริ่มใช้ 1 ส.ค. ลั่น!! เก็บภาษีเพิ่ม 10% กับประเทศพันธมิตร BRICS

(7 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีนำเข้าใหม่ให้ประเทศคู่ค้า โดยจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม แทนที่จะเป็นสัปดาห์นี้ตามกำหนดเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งท่าทีดังกล่าวสร้างความสับสนต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงทันที

รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ฮาเวิร์ด ลัทนิค (Howard William Lutnick) ยืนยันว่า ภาษีนำเข้าใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม แม้ทรัมป์จะพูดไม่ชัดเรื่องกำหนดเวลา แต่เขายืนยันว่า สหรัฐฯ ได้เตรียมทั้งจดหมายแจ้งอัตราภาษี และทำข้อตกลงกับบางประเทศไปแล้ว พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดสนับสนุนกลุ่ม BRICS จะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% โดยไม่มีข้อยกเว้น

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% และอาจสูงสุดถึง 50% กับหลายประเทศ แต่ได้เลื่อนการเริ่มใช้จริงมาหลายครั้ง ล่าสุดเขาให้เวลาประเทศต่าง ๆ เจรจาเพิ่มเติมอีก 3 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์เตรียมส่งจดหมายถึงกว่า 100 ประเทศที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจา หากยังไม่ดำเนินการใด ๆ จะถูกเรียกเก็บภาษีตามอัตราเดิมที่เคยกำหนดไว้เมื่อ 2 เมษายน

ทั้งนี้ การประกาศของทรัมป์มีขึ้นหลังการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ที่ประเทศบราซิล ซึ่งผู้นำกลุ่มได้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลต่อการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียว เพราะอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลก 

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า ยังมีโอกาสผ่อนปรนให้ประเทศที่แสดงความจริงใจในการเจรจา และทรัมป์จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะขยายเส้นตายออกไปหรือไม่

‘พิชัย’ เสนอลดเกินดุลการค้าสหรัฐฯ 70% ใน 5 ปี หวังเลี่ยงภาษีนำเข้าสูง 36% ก่อนถึงเส้นตาย 9 ก.ค.

(7 ก.ค. 68)นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กในวันอาทิตย์ (6 ก.ค.) เกี่ยวกับข้อเสนอล่าสุดของไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูง โดยระบุว่า ไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ และลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% จากปัจจุบันที่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้การค้าระหว่างสองประเทศถึงจุดสมดุลในระยะเวลา 7-8 ปี

นายพิชัยเปิดเผยด้วยว่า ภาษีศุลกากรที่ระดับ 10% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยว่า ภาษีระหว่าง 10% - 20% ก็ยังเป็นอัตราที่ยอมรับได้

รายงานระบุว่า นายพิชัยคาดว่าจะยื่นข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งหากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ ไทยจะสามารถยกเว้นภาษีนำเข้าหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ได้ทันที ในขณะที่ข้อจำกัดสำหรับสินค้าอื่น ๆ จะทยอยยกเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ นายพิชัยยังกล่าวด้วยว่า สินค้าสหรัฐฯ หลายรายการที่จะเข้าถึงตลาดไทยได้มากขึ้นนั้น เป็นสินค้าที่ขาดแคลนในประเทศ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตของไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 36% หากทั้งสองประเทศไม่สามารถเจรจาเพื่อลดหย่อนภาษีได้ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการผ่อนผันเรียกเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วันของทรัมป์

สำหรับข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้มีขึ้นหลังจากนายพิชัยได้พบปะเจรจากับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และไมเคิล ฟอลเคนเดอร์ รมช.คลังของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (3 ก.ค.) ซึ่งเป็นการเจรจาภาษีระดับรัฐมนตรีครั้งแรก

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เชิญนายกฯ ชี้แจงปัญหาทางทหารและความมั่นคงชายแดนไทย

(7 ก.ค. 68) เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สส.) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการคณะกรรมาธิการและโฆษกคณะกรรมาธิการฯ แถลงข่าวเรื่อง “การเชิญหรือเรียกนายกรัฐมนตรีมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ กรณีปัญหาพื้นที่ชายแดนประเทศไทย” โดยระบุว่า จากข้อพิพาทบริเวณแนวชายแดนไทยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์ของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายบัญญัติไว้ และยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และสภาพจิตใจขอพี่น้องประชาชนคนไทย อีกทั้งฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการทุกวิถีทางอันไร้ความจริงใจและความพยายามเพื่อให้ได้เปรียบประเทศไทยมากที่สุด ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงมีความจำเป็นและเหตุในการเรียกนายกรัฐมนตรีมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในประเด็นข้อซักถาม ดังนี้ 1. จุดยืนและแนวทางปฏิบัติข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา (กรณีเร่งด่วน) จำนวน 12 ข้อ อาทิ จุดยืน MOU พ.ศ. 2543 และ MOU พ.ศ. 2544 หรือการละเมิด MOU อย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชา การแก้ไขปัญหาและยุติการรุกล้ำขยายชุมชนของชาวกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนไทยอย่างเด็ดขาด เป็นต้น 2. สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 5 ข้อ อาทิ การแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติการในพื้นที่มีประสิทธิภาพ มีความยุติธรรม และคุ้มครองการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือการปกป้องและดูแลประชาชนชาวไทยทุกกลุ่มในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวไทยพุทธที่ยังอยู่ในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 3 ความปลอดภัยไซเบอร์และการต่อต้านการฟอกเงิน จำนวน 2 ข้อ คือ การขจัดธุรกรรมผิดกฎหมายหรือที่ต้องสงสัยเพื่อป้องกันหรือปราบปรามและช่วยเหลือคนไทยให้ปลอดภัยจากฉ้อโกงออนไลน์ และการฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติด้วยระบบ AI และ Machine Learning อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้มีกำหนดจัดการเสวนาเรื่อง “ความมั่นคงกับอนาคตประเทศไทย” ขึ้นในวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุม หมายเลข 406 - 407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.) เพื่อให้วุฒิสภาเป็นเวทีในการรับฟัง รับรู้ ถกแถลงแนวคิดและแลกเปลี่ยนมุมมองในหลายมิติ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไทยที่มั่นคง และเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความขัดแย้งด้านพรมแดนบริเวณรอบปราสาทและพื้นที่อ้างสิทธิ์ตลอดแนวชายแดน

ปูด!! ลาวส่งทหารช่วยรัสเซียร่วมรบในแคว้นเคิร์สก์ ยูเครนโวย..อ้างใช้ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมบังหน้า

(7 ก.ค. 68) หน่วยข่าวกรองทางทหารยูเครน (HUR) เผยเมื่อ 5 ก.ค. ว่า รัสเซียพยายามดึงลาวเข้าร่วมในสงครามกับยูเครน โดยอ้างว่าเป็นความร่วมมือด้านมนุษยธรรม พร้อมจัดส่งวิศวกรทหารจากลาวไปยังแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย เพื่อช่วยปฏิบัติภารกิจเก็บกู้กับระเบิด

ข้อมูลระบุว่า ลาวตกลงจะส่งวิศวกรทหารประมาณ 50 นาย นอกจากนี้ ลาวยังเสนอให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ทหารรัสเซียที่บาดเจ็บโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ขณะที่รัฐบาลลาวยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

ยูเครนกล่าวว่า รัสเซียใช้ข้ออ้างด้านมนุษยธรรมเพื่อให้กองกำลังต่างชาติเข้าประจำการในประเทศ และนำกำลังเหล่านี้เข้าสู่แนวรบ โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้รับการสนับสนุนจากทหารเกาหลีเหนือ และยังคงเปิดรับนักรบจากเอเชียและแอฟริกาอย่างต่อเนื่อง

รายงานในเดือนเมษายนระบุว่า มีทหารต่างชาติอย่างน้อย 1,500 คน จาก 48 ประเทศร่วมรบในฝ่ายรัสเซีย ขณะที่ยูเครนสามารถจับกุมนักรบบางส่วนได้แล้ว ส่วนลาวซึ่งมีพรมแดนติดจีน เวียดนาม และไทย ยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งรัสเซียและจีนอย่างต่อเนื่อง

พิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 รับมอบถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม  จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

(7 ก.ค. 68) เวลา 14.00 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 เพื่อมอบถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม, และงบประมาณสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ทางวิทยุกระจายเสียงกองทัพบกที่ 3 ณ บริเวณห้องโถง หน้าห้องรับรอง 2 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 โดยมี คุณดนุวัศ ลัมพสาระ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ โครงการผลิตบนฝั่ง (ประเทศไทย) และคณะ เป็นผู้แทนส่งมอบ ถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม จำนวน 3,200 ชุด ให้กับ กองทัพภาคที่ 3 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่รับผิดชอบ 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมกันนี้ยังได้มอบงบประมาณสนับสนุนกิจการสำนักงานคณะกรรมการบริหารกิจการวิทยุกระจายเสียง กองทัพบกที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมาทางกองทัพภาคที่ 3 ได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1มาด้วยดีโดยตลอด ในโอกาสนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3  ได้มอบหนังสือขอบคุณและของที่ระลึกให้กับ คณะผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 

ด้วยกองทัพภาคที่ 3 เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศ และสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการเกิดภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกฤดู ทางกองทัพภาคที่ 3 จะได้นำถุงยังชีพที่ได้รับมอบนี้ ไปมอบให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป.ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว พิษณุโลก

ไทยผนึกกำลังตำรวจสากล “บิ๊กหวานลุย” ยื่นหนังสือถึง Interpol กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ผอ.ฉก.88)  และ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ UNODC ได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่องค์การตำรวจสากล (Interpol) ณ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส 
เพื่อบรรยายและแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสมาชิกขององค์การตำรวจสากล (Interpol) รวมทั้งได้ยื่นหนังสือและหารือกับนาย Cyril GOUT ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายกิจการตำรวจ และ นาย Abdulaziz OBAIDALLA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการสนับสนุนส่วนภูมิภาค เพื่อนำเสนอข้อมูลและสถานการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ที่ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของไทยและนานาชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยรายได้จากอาชญากรรมเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่า 60% 
ของรายได้ประเทศกัมพูชา (แหล่งที่มา: UNODC) Interpol ตอบรับตั้ง "War Room" ในไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการ

ผลจากการหารือเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยองค์การตำรวจสากล (Interpol) ได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับทางการไทยอย่างเต็มศักยภาพ โดยจะสนับสนุนทั้งเครื่องมือ, ข้อมูลเชิงลึก, การวิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ เพื่อเปิดฉากกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ นอกจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของ Interpol มาประจำการ
ที่ "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)" ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการนำองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า องค์การตำรวจสากล (Interpol) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 และมีสมาชิกรวม 196 ประเทศทั่วโลก มีประเทศไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกอยู่ด้วย รวมทั้งประเทศต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ซึ่งองค์การตำรวจสากล (Interpol) จะทำหน้าที่ในการ เป็นศูนย์กลางประสานงานความร่วมมือระหว่างตำรวจนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศสมาชิก แลกเปลี่ยนข้อมูลคนร้ายและข้อมูลอาชญากรรม ทำให้การขับเคลื่อนการปราบปรามผ่านกลไกของ องค์การตำรวจสากล (Interpol)  จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นผู้นำ ในการขับเคลื่อนและสามารถปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด 

เป้าหมายชัดเจน: ลดอาชญากรรม 50% ใน 3 เดือน สกัดไทยเป็นทางผ่าน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ มั่นใจว่า การจัดตั้ง "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)"  ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะเป็นกลไกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ซึ่งจะทำให้การติดตามจับกุมคนร้ายและการอายัดเงินที่ถูกหลอกลวงสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทันต่อรูปแบบการกระทำความผิดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ภายใน 3 เดือนนับจากนี้ ปัญหาอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในประเทศไทยต้องลดลงมากกว่า 50% และที่สำคัญคือ ต้องไม่ให้กลุ่มคนร้ายใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาดอีกต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top