Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

สมุทรปราการ-ปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกฯ ร่วมงานเปิดศาลา 100 ปี คุณพ่ออุทัย ยังประภากร ฟาร์มจระเข้ฯ สมุทรปราก

(16 ก.ค. 68) ที่ผ่านมา นายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายปรพล อดิเรกสาร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม นายวัฒนา  เจริญจิตร นายอำเภอเมืองสมุทรปราการ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด ’ศาลา 100 ปี ชาตกาล‘ คุณพ่อ อุทัย  ยังประภากร  

โดยมี นายจรูญ  ยังประภากร กรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ กล่าวรายงานถึงประวัติความเป็นมาของฟาร์มจรเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ มีนายธนชาติ ยังประภากร ผู้ช่วยกรรมการบริหารฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ  พร้อมครอบครัวยังประภากร ร่วมให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ ยังมีแขกผู้ทรงเกียรติเดินทางมาร่วมงานและมอบดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีกันเป็นจำนวนมาก ด้านนายจรูญ ยังประภากร กรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ในฐานะครอบครัว “ยังประภากร” ได้กล่าวถึงประวัติคุณพ่ออุทัย ยังประภากร ว่าท่านเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในด้านอนุรักษ์จระเข้พันธุ์ไทย ไม่ให้สูญพันธุ์ และรวบรวมจระเข้พันธุ์ต่างๆจากทั่วโลก มาเพาะเลี้ยงที่ฟาร์มจระเข้แห่งนี้ 

ทำให้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยง การขยายพันธุ์ และค้นพบวิธีการฟักไข่จระเข้แบบธรรมชาติสำเร็จเป็นคนแรกของโลก จนได้พัฒนาเป็นฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ  โดยได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศชาติตลอดมา

คุณพ่ออุทัย ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาในโรงเรียน เนื่องจากฐานะทางครอบครัว ทำให้ท่านเริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง จนสามารถอ่านเขียนภาษาจีนและไทยได้ ดังนั้นท่านจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษา โดยให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนทุกระดับ ทำให้เป็นแบบอย่างของความขยัน อดทน สู้ชีวิต มีจิตสาธารณะช่วยเหลือสังคมมาตลอดชีวิตของท่าน จึงเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง

และในโอกาสงาน 100 ปี ชาตกาล คุณพ่ออุทัย ยังประภากร ทางฟาร์มจรเข้ได้ยกเว้นเก็บค่าเข้าชมให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงสิ้นเดือนกรกฏาคม 2568 นี้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

จีนจับมือสหรัฐฯ ล่าคลื่นแรงโน้มถ่วงยุคบิ๊กแบง ตั้งกล้องโทรทรรศน์ AliCPT สุดล้ำ!! บนที่ราบสูงทิเบต

(17 ก.ค. 68) จีนเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์ AliCPT บนที่ราบสูงทิเบต ความสูงกว่า 5,200 เมตร เพื่อค้นหาร่องรอยของคลื่นแรงโน้มถ่วงจากช่วงเริ่มต้นของจักรวาล หรือที่เกิดขึ้นหลัง 'เหตุการณ์บิ๊กแบง' ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเอกภพ เมื่อประมาณ 13.8 พันล้านปีก่อน

แม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะตึงเครียด แต่โครงการ AliCPT ก็ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินต่อไปได้ โดยกล้องนี้ติดตั้งเซ็นเซอร์พิเศษเกือบ 7,000 ตัว ซึ่งต้องแช่เย็นจนเกือบถึงอุณหภูมิที่เย็นที่สุดในธรรมชาติ เพื่อให้สามารถจับสัญญาณไมโครเวฟจาง ๆ จากจักรวาลยุคแรกเริ่มได้อย่างแม่นยำ

สถานที่ตั้งกล้อง AliCPT ถูกเลือกมาอย่างระมัดระวัง เพราะต้องอยู่ในพื้นที่ที่อากาศแห้งและมีไอน้ำน้อย เพื่อไม่ให้รบกวนการตรวจจับสัญญาณจากอวกาศ โดยกล้องนี้ถือเป็นกล้องแห่งเดียวในซีกโลกเหนือที่ร่วมภารกิจกับกล้องอีกสองแห่งในแอนตาร์กติกาและทะเลทรายอาตากามา ทำให้สามารถสำรวจท้องฟ้าได้ครอบคลุมทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า คลื่นแรงโน้มถ่วงยุคแรกเริ่มเหล่านี้จะไขปริศนาได้ว่าเอกภพเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งหากตรวจจับได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวกระโดดของฟิสิกส์จักรวาล และยกระดับบทบาทของจีนในเวทีวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

ผู้ลี้ภัยกัมพูชาลั่นฟ้อง ‘ฮุน เซน’ หลังถูกสั่งเก็บในไทย ฮือฮา!! แฉคลิปเสียงมัดอดีตผู้นำเขมร เป็นหลักฐานเด็ด

(17 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า..ฮือฮา! ผู้ลี้ภัยกัมพูชาประกาศยื่นฟ้อง “ฮุน เซน” หลังแฉถูกสั่งลอบสังหารบนแผ่นดินไทย!

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 “พร พรรณนา” ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ใหญ่ ประกาศจะยื่นคำร้องอาญาต่อศาลไทย ฟ้องอดีตผู้นำกัมพูชา “ฮุน เซน” โดยตรง! ข้อหาหนักคือ “สั่งลอบสังหารเขาบนผืนแผ่นดินไทย” เมื่อปี 2567

พรเล่าว่า ตอนนั้นเขาลี้ภัยมาอยู่ไทยชั่วคราว ก่อนจะมีหลักฐานเด็ดหลุดออกมาเป็นคลิปเสียง ที่ฮุน เซนสั่งคนสนิทชื่อ Khleang Huot ให้ “จัดการพรให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย” เพื่อพากลับไปกัมพูชาให้ได้

หลักฐานชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีคลิปเสียงจริง ๆ และพรบอกว่าผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วด้วย ใครอยากฟังเองก็มีลิงก์ให้

หลักฐานคลิปเสียงคำสั่ง “ฮุน เซน” ที่พร พรรณนาอ้างถึง โดยคลิปตัดตอนจาก Al Jazeera (1 นาที 15 วินาที) https://www.youtube.com/shorts/RiJtOCZ78P8

ฮุน เซน พูดชัดว่าให้จัดการ “พร พรรณนา” ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย – รายงานโดย Al Jazeera คลิปฉบับเต็มจาก Radio Free Asia (1 นาที 30 วินาที) https://www.facebook.com/rainsy.sam.5/videos/1961706070907084 คำสั่งตรง ๆ ของฮุน เซน ที่พรใช้เป็นหลักฐานยื่นฟ้องในไทย

เรื่องนี้พรบอกว่าไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อน “พฤติกรรมไล่ล่าข้ามประเทศ” ของฮุน เซน ที่ไม่ได้หยุดแค่ในกัมพูชา แต่ออกตามล่าเสียงวิจารณ์ถึงต่างแดน!

“ผมโชคดีที่หนีทัน ถูกส่งตัวออกจากไทยมายังสหรัฐฯ ปลายปี 2024 ไม่งั้นอาจไม่ได้พูดอยู่ตรงนี้แล้ว” พรกล่าว

หลังจากเขารอดมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเมื่อ ลิม กิมยา อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านคนสำคัญ ถูกยิงตายกลางกรุงเทพฯ แบบไม่เกรงใจแสงแดดตอนบ่ายเลย…

พรบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันต่อเนื่องกัน และชี้ให้เห็นว่าการคุกคามทางการเมืองข้ามพรมแดน “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ไทย พร้อมทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระดับอินเตอร์ แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยความมุ่งมั่น

“ผมทำเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และเพื่อส่งเสียงแทนเพื่อนร่วมชาติที่ถูกคุกคาม ถูกอุ้ม หรือถูกฆ่า เพียงเพราะกล้าคิดต่าง”

สมุทรปราการ-เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ห่วงใยเยาวชนจัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ มีความห่วงใยเยาวชนจึงได้จัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่ออบรมให้ความรู้เเก่น้องๆหนูๆ เยาวชนหากเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา

โดยได้รับเกียรติจาก นายณัฐพล บุญริ้ว รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ประธานในพิธีเปิดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมทั้งได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมการฝึกอบรม จำนวน 275 คน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวศิริพร ทับคล้าย รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการในครั้งนี้ ณ อาคารเรียน ชั้น 2 โรงเรียนอนุบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง สมุทรปราการ

โดยมี จ่าเอกสุทัศ ทับวันนา ผู้อำนวยการกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน ตลอดจนเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมในโครงการครั้งนี้

สำหรับโครงการฝึกอบรมนักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว เพื่อให้เด็กนักเรียนรวมถึงบุคลากรทางการศึกษา มีความรู้พื้นฐานในเรื่องของอัคคีภัย  และเพื่อให้เด็กนักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการอพยพหนีไฟในกรณีเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญ ถึงความรุนแรงของการเกิดอัคคีภัย

อย่างไรก็ตาม การจัดโครงการในครั้งนี้ได้ให้ความรู้ด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงการอพยพหนีไฟแก่เด็กนักเรียน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและระงับอัคคีภัย ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายแห่งความปลอดภัยให้เห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112 

ผบ.ตร.ประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพ

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. , พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) สพฐ.ตร. , รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 , รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล , รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , รองผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 จะมีหัวหน้าตำรวจจากประเทศอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ร่วมประชุมรวมจำนวน 33 ประเทศ รวมทั้งตำรวจสากล (Interpol) รวมผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 310 คน กำหนดการประชุมและจัดกิจกรรมจำนวน 3 วัน ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยช่วงแรกจะเป็นการประชุมใหญ่ร่วมกัน และจะการประชุมแยก 3 ประเด็น (COM A , COM B , COM C) รวมทั้งการหารือประเทศคู่เจรจา และประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เน้นสร้างความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและร่วมกันบังคับใช้กฎหมายกับนานาประเทศ ประสานงานด้านการข่าวและข้อมูลตำรวจสากล เน้นหนักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ยาเสพติด การเคลื่อนย้ายคนต่างด้าว รวมทั้งการแลกเปลี่ยนร่วมมือกันทางวิชาการและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศ บทสรุปสุดท้ายคาดว่าจะได้ปฏิญญากรุงเทพฯ สร้างความร่วมมือในกลุ่มตำรวจอาเซียน สร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ การรับ-ส่ง และประสานข้อมูลด้านต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเน้นการลดขั้นตอน รวดเร็ว และสอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เวียนมาเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยทุกประเทศได้ให้ความใส่ใจในประเด็นหัวข้อการประชุม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ โดยเฉพาะเขตอำนาจศาล การสืบสวน จับกุมตามหมายจับและส่งตัวผู้ต้องหาให้กับประเทศต่าง ๆ นิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งการจัดตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารงานประสานการปฏิบัติในไทย

หน่วยลาดตะเวนพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณเนิน 481 คาดลอบวางใหม่ในพื้นที่เคยประกาศปลอดภัยแล้ว

เมื่อวันที่ (16 ก.ค. 68) หน่วยปฏิบัติการต่อต้านทุ่นระเบิด (นปท.) เร่งตรวจสอบกรณี ทหารไทยเหยียบกับระเบิด บริเวณ “ช่องบก” ใกล้ เนิน 481 พื้นที่ชายแดน หลังจากพบว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็น ระเบิดสังหารบุคคลรุ่นใหม่จากรัสเซีย ที่ ไม่มีอยู่ในคลังของประเทศไทย และไม่ใช่ของเก่าที่ตกค้าง

ข้อมูลจาก นปท.3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เคยเข้าดำเนินการกวาดล้างในพื้นที่ดังกล่าว ระบุว่า พื้นที่นี้ถูกประกาศว่า “ปลอดจากทุ่นระเบิด” แล้ว และเป็น “เขตสีเขียว” หรือแนวสนามที่เคยเก็บกู้จนหมดสิ้น แต่จากการตรวจสอบล่าสุดกลับพบแนวสนามทุ่นระเบิดใหม่ กระจายหลายจุด

พบ "PMN-2 รุ่นใหม่" หลายลูกในเส้นทางลาดตระเวน
ย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน (15 ก.ค. 2568) กำลังพลจาก ร้อย.ร.6021 พัน.RDF ได้เข้าลาดตระเวนแนวป่าจากต้นพญาสัตบรรณมุ่งหน้าฐานตัว T และได้ตรวจพบ

ระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ที่พิกัด 48P WA 21507 86176 (จุดเขียว)
จากนั้นตรวจพบอีก 3 ลูก ที่พิกัด WA 21907 858869 (จุดแดง)
จึงต้องถอนกำลังออกทันที เนื่องจากตรวจพบว่าเป็นแนวสนามทุ่นระเบิด

ทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 นี้
เป็น ระเบิดสังหารบุคคลอยู่กับที่ ผลิตในรัสเซีย
ใช้ ตัวเรือนพลาสติก ทำให้ตรวจจับด้วยเครื่องมือทั่วไปได้ยาก
บรรจุ วัตถุระเบิด COM P-B ขนาด 4.1 ออนซ์
ระเบิดจะทำงานเมื่อมีแรงกดประมาณ 11 ปอนด์
จุดประสงค์เพื่อทำลายฝ่าเท้าผู้เหยียบ

หน่วยข่าวกรองสงสัย "ลอบวางใหม่" – ไม่ใช่ระเบิดตกค้าง
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ทุ่นระเบิดชุดนี้ไม่ใช่ของเก่า และไม่มีอยู่ในระบบคลังของไทย จึง มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการลอบวางใหม่ในพื้นที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นที่เคยได้รับการรับรองว่าปลอดภัยจาก นปท.3 มาก่อนแล้ว
ขณะนี้อยู่ระหว่าง การขยายผลทางยุทธวิธีและการข่าวกรอง เพื่อหาที่มา และประเมินความเชื่อมโยงกับกลุ่มหรือฝ่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง

‘มาร์ก รุตเต้’ เลขาฯ NATO เตือนจีน-อินเดีย-บราซิล หากยังหนุนรัสเซีย เตรียมโดนคว่ำบาตร-ภาษีทรัมป์ 100%

(17 ก.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO เรียกร้องให้จีน อินเดีย และบราซิล กดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน พร้อมเตือนว่าหากยังคงซื้อสินค้าจากรัสเซียต่อไป อาจถูกสหรัฐฯ ลงโทษทางเศรษฐกิจ เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสูง หรือแม้แต่คว่ำบาตรบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับรัสเซีย แม้จะไม่ใช่บริษัทของอเมริกาโดยตรงก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะเก็บภาษี 100% จากประเทศที่ยังนำเข้าสินค้ารัสเซีย หากไม่มีข้อตกลงยุติสงครามภายใน 50 วัน พร้อมประกาศภาษี 500% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ยังซื้อพลังงานรัสเซีย

รุตเต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “หากคุณอยู่ที่ปักกิ่ง นิวเดลี หรือเป็นผู้นำบราซิล คุณควรรีบโทรหา ปูติน และบอกให้เขาเอาจริงกับการเจรจาสันติภาพ ก่อนที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะย้อนกลับมาอย่างรุนแรง”

สำหรับ จีน อินเดีย และบราซิล ถือเป็นลูกค้าหลักของพลังงานรัสเซีย และยังเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BRICS ซึ่งกำลังพยายามลดบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลก ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ และสภาคองเกรสต้องเร่งออกมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงหลัง

พิษณุโลก การประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย 'คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน' ปีที่ 4 รอบภูมิภาค

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 จัดการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน” ปีที่ 4 รอบภูมิภาค ในการนี้ พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการ กองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประกวด โดย กรมกิจการพลเรือนทหารบก ได้ดำเนินโครงการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย ระดับมัธยมศึกษา “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน บรรเลงรักษ์ พิทักษ์องค์ราชัน” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 4 โดย มีวัตถุปนะสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในด้านต่างๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงมีต่อประเทศชาติ และพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพิทักษ์และเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติและสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมีความสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยและดนตรีไทย 

การประกวดในครั้งนี้มีสถานศึกษาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ผ่านเข้ารอบระดับกองทัพภาค จำนวน 5 ทีม ประกอบด้วยโรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง โรงเรียนยุพราชวิยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ และวิทยาลัยนาฏศิลปะสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อพิจารณาคัดเลือกวงดนตรีเป็นตัวแทน กองทัพภาคที่ 3 จำนวน 1 ทีม เข้าร่วมประกวดฯ รอบกองทัพบก ต่อไป โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ รองชนะเลิศ​อันดับที่ 1 โรงเรียนวิทยาลัย​นาฏ​ศิลป​สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย รองชนะเลิศอันดับที่ 2 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ รองชนะเลิศอันดับที่ 3 โรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง และ โรงเรียนอุตรดิตถ์​ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์​ โดยแต่ละวงได้นำเสนอผลงานดนตรีที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับแนวทางดนตรีสากลได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของเยาวชนไทยในยุคปัจจุบัน

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมชมและให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันอย่างคับคั่ง สร้างบรรยากาศแห่งความสุข ความภาคภูมิใจ และจิตสำนึกรักในวัฒนธรรมไทย ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ‘พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2’ และครอบครัวถูกสังหาร ถือเป็นจุดสิ้นสุดราชวงศ์ ‘โรมานอฟ’ แห่งรัสเซีย

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.1918 (พ.ศ. 2461) หรือวันนี้ เมื่อ 107 ปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ไซบีเรีย โดยทหารคณะปฏิวัติของกลุ่มมาร์กซิสม์หัวรุนแรงบอลเชวิก (Bolsheviks) ซึ่งนำโดย เลนิน (Vladimir Lenin)

สำหรับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty) พระนามเดิมคือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2437 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2439 ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังปั่นป่วน หลังจากพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo–Japanese War) ระหว่างปี 2447-2448

จากนั้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ได้ทรงนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามแต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในพระองค์และคณะรัฐบาลมาก นอกจากนี้ยังทรงปล่อยให้ รัสปูติน (Gregori Rasputin) พระนอกรีตลึกลับเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก ประกอบกับเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ขาดแคลนอาหาร ประชาชนอดอยาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจึงลุกขึ้นมาเดินขวบต่อต้านและบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” (February Revolution--เพราะนับตามปฏิทินแบบเก่า) 

จากนั้นถูกนำไปกักขังไว้และถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกกลุ่มบอลเชวิกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top