Saturday, 7 November 2026
Hard News Team

ตกผลึกภาษี หน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ควรต้องจ่าย ยกเว้นบางชนิด ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องแจม

เมื่อพูดถึง ‘ภาษี’ คนจำนวนหนึ่งอาจรู้สึกว่าเป็น ‘ภาระ’ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ภาษีนั้นคือ ‘หน้าที่’ ที่คนในสังคมทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบมาก-น้อยแตกต่างกันไป ซึ่งความแตกต่างตรงนี้เองที่ควรจะทำความเข้าใจว่า ใครและคนกลุ่มไหนในสังคมจะต้องเสียภาษีตัวไหน ประเภทไหน เพราะภาษีนั้นมีหลากหลายและไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องจ่ายทุกชนิด

โดยก่อนจะเข้าใจถึงภาษีประเภทต่างๆ เราอาจจะต้องไปทำความรู้จักกับหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีเสียก่อน โดยหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 4 หน่วยงาน คือ 1. กรมสรรพากร 2. กรมสรรพสามิต 3. กรมศุลกากร และ 4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือ สำนักงานเขต

เมื่อทำความรู้จักกับหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีแล้ว ก็จะทำให้เราพอจะเห็นภาพคร่าวๆ ถึงประเภทของภาษีชนิดต่างๆ ได้ โดยทั้ง 4 หน่วยงานนั้นจัดเก็บภาษีแตกต่างกันไป กล่าวคือ...

กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีอากรจากรายได้และการสร้างผลประโยชน์ต่างๆ ของประชากรในประเทศ โดยจะดำเนินการจัดเก็บภาษี 5 ประเภท คือ 1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax ; PIT) 2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax; CIT) 3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax ; VAT) 4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax ; SBT) และ 5. อากรแสตมป์ (Stamp Duty ; SD)

โดยในกลุ่มภาษีอากรทั้ง 5 ประเภทนี้ เราจะเห็นมีเพียง 2 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั่วไปโดยตรง นั่นคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจัดเก็บกับบุคคลที่ประกอบอาชีพและทำงานต่างๆ ที่มีรายได้ และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจัดเก็บกับการบริโภคสินค้าต่างๆ เมื่อมีการซื้อ-ขายปลีกและซื้อ-ขายส่ง

ในขณะที่ภาษีอากรชนิดอื่นๆ นั้นก็เป็นภาษีที่ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปไม่ได้มีหน้าที่จะต้องเสีย อย่างภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็จะต้องเป็นนิติบุคคล (เช่น ห้างหุ้นส่วน หรือ บริษัทจำกัด) ถึงจะมีหน้าที่เสียภาษีประเภทนี้ หรืออย่างกรณีของภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นก็ระบุเจาะจงลงไปอีกว่าเป็นธุรกิจต่อไปนี้เท่านั้นที่จะต้องเสียภาษีประเภทนี้ คือ การธนาคาร, การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (Credit Foncier), การรับประกันชีวิต, การรับจำนำ, การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์, หรือ การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการค้าหรือหากำไร หรืออากรแสตมป์นั้นก็เป็นการจัดเก็บต่อธุรกรรมเฉพาะกรณีไป โดยมี 28 ลักษณะ เช่น ตราสารเช่าที่กับโรงเรือน เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน เป็นต้น

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2565 : หลวงตามหาบัว ญาณสมุปนฺโน

ยึดในสิ่งใด...
ย่อมตกเป็นทาสของสิ่งนั้น
เมื่อไม่ยึดก็ไม่ทุกข์
เมื่อไม่ถือก็ไม่หนัก
เหตุของความทุกข์ก็มีเพียงเท่านี้
รู้แล้ว..วางเป็น ..ก็เย็นสบาย

ผบ.ตร. ร่วมซักซ้อมขบวนรถยนต์การประชุมเอเปค 2022 พอใจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มั่นใจตำรวจมีความพร้อมดูแลความปลอดภัย

(12 พ.ย.2565) เวลา 19.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รองผบ.ตร. , พล.ต.ท. ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร,  พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., นายภควัต ตันสกุล อธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงต่างประเทศ ,  นายพงศธร จุฑาสมิต ผอ.กองรับรอง กรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ , นายขันทอง เนื้อนวล นักการทูตชำนาญการ ฯ และ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมซักซ้อมขบวนรถยนต์ของผู้นำ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ที่จะเดินทางมาประชุมเอเปค 2022 โดยซักซ้อมตามแผนเส้นทางจริง เริ่มตั้งแต่สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังโรงแรมที่พัก และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า “ในช่วงนี้เป็นการซ้อมแผนเผชิญเหตุ ซึ่งการประชุมจะเริ่มตั้งแต่ 14-19 พ.ย.65 สำหรับโรงแรมที่พัก จะเริ่มมีคณะแรกเข้าพักในวันที่ 14 พ.ย. 65 แต่คณะส่วนมากจะเข้าตั้งแต่ 16-17 พ.ย. 65

“ขณะนี้ ตำรวจมีความพร้อม  80-90% วันนี้จะเป็นภาพความร่วมมือของทีมในการซักซ้อมรถนำขบวน และการบริหารจัดการจราจร  การทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ กรมพิธีการทูตฯ และ ตำรวจ ซึ่งก็ได้ทำงานร่วมกันมาระยะหนึ่งแล้ว การซักซ้อมขบวนในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นที่น่าพอใจ” พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ กล่าว

ผบ.ตร.กล่าวว่า ส่วนการประกาศพื้นที่ห้ามชุมนุม ตาม มาตรา 8(5) พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ตามสถานที่ หรือโรงแรม ในช่วงที่มีการประชุมเอเปค (APEC 2022) ระหว่างวันที่ 14 - 19 พฤศจิกายน 2565 ก็เป็นการประกาศพื้นที่เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น ขอความร่วมมือว่าพื้นที่ที่ประกาศแล้ว ห้ามมีการชุมนุม เพราะเกรงจะไปกีดขวางการจราจร และเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ถ้ามีการละเมิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขอให้ใช้สิทธิในการชุมนุม และสถานที่ที่ได้จัดไว้ให้ หากมีการชุมนุมก็ต้องมีการแจ้งการชุมนุมก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งการชุมนุมเข้ามา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีมังคลาภิเษกรูปหล่อพระบูชา พระกริ่ง และเหรียญหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) รุ่น 'ฉลองครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง' ณ มณฑลพิธีศาลเจ้าไต้ฮงกง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2565 เวลา 09.09 – 16.39 น.) นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีมังคลาภิเษกรูปหล่อพระบูชา พระกริ่ง และเหรียญหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) รุ่น ฉลองครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมี พราหมณ์ ปกรณ์ วุฒิพราหมณ์ พราหมณ์หลวงแห่งเทวสถานโบสถ์พราหมณ์กรุงเทพ เป็นผู้บวงสรวงบูชาฤกษ์ และเทพยาดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระคณาจารย์จีนธรรมวิริยาจารย์ (เย็นอี่) รองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิเย็น เป็นผู้จุดเทียนชัยเทียนมหามงคล และสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นผู้ดับเทียนชัย  ภายในพิธี มีพระเถราจารย์ผู้ทรงคุณรวม 49 รูป  ประกอบด้วย คณะสงฆ์จีนนิกาย คณะสงฆ์อนัมนิกาย และคณะสงฆ์ไทย นั่งปรกบริกรรม เจริญสมาธิภาวนา โดยมี คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย ผู้ช่วยกรรมการ คณะผู้บริหาร และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมในพิธี ณ มณฑลพิธีศาลเจ้าไต้ฮงกง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ

สำหรับพิธีมังคลาภิเษก มีคณะพระเถระ พระคณาจารย์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ เมตตานั่งปรกอธิษฐานจิต ประกอบด้วย สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ พระราชสิทธิวิมล (ถนอม) วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ทอง) วัดดอนไก่ดี จ.สมุทรสาคร พระภาวนาวิสุทธิโสภณ (สุรศักดิ์) วัดประดู่ จ.สมุทรสงคราม พระนันทวิริยาภรณ์ (อ่าง) วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี พระมงคลวโรปการ (ชำนาญ) วัดชินวราราม จ.ปทุมธานี พระครูนิวิฐมณีวงศ์ (สะอาด) วัดเขาแก้ว จ.นครสวรรค์ พระครูปฐมวราจารย์ (อวยพร) วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม พระครูยติธรรมานุยุต (แป๊ะ) วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม พระครูไพบูลย์รัตนาภรณ์ (สมบูรณ์) วัดหงส์รัตนาราม กรุงเทพฯ พระครูวิสุทธิ์สมุทรคุณ (อนันต์) วัดบางพลีน้อย จ. สมุทรปราการ พระครูสมบูรณ์จริยธรรม (แม้น) วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา  พระครูอดุลวิริยกิจ (เอื้อน) วัดวังแดงใต้ จ.พระนครศรีอยุธยา พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (อิฐ) วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม พระครูโสภณภัทรเวทย์ (อ๊อด) วัดสายไหม จ.ปทุมธานี และ พระสวดมังคลาภิเษก 4 รูป จาก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ รวมถึง คณะสงฆ์จีนนิกาย 15 รูป นำโดย พระคณาจารย์จีนธรรมวิริยาจารย์ (เย็นอี่) รองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิเย็น จ.กาญจนบุรี  และ คณะสงฆ์อนัมนิกาย 15 รูป นำโดย พระคณานัมธรรมวิธานาจารย์ (มินเอิง) รองเจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดอุภัยราชบำรุง กรุงเทพฯ เป็นต้น 

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า รูปหล่อพระบูชาและพระเครื่องหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) รุ่น “ฉลองครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ได้จัดพิธีเททองหล่อพระบูชาและพระเครื่อง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 โดยมี สมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ฝั่งหนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง องค์ประธานร่วมทำพิธี 

‘จุรินทร์-นิพนธ์’ ควงแขนลุยนครศรีธรรมราช เปิดตัว 8 ว่าที่ผู้สมัครส.ส. สู้ศึกเลือกตั้ง

‘จุรินทร์’ ควง ‘นิพนธ์’ ลุยนครศรีฯ เปิดตัว 8 ผู้สมัครส.ส.ฯ เปรียบ 76 ปี ประชาธิปัตย์มีแก่น มีรากแก้วอุดมการณ์ จิตวิญญาณรับใช้ประชาชนเป็นที่ตั้ง ด้าน ‘นิพนธ์’ เย้ย พวกกระโดดน้ำหนี ไปไม่ถึงฝั่งสักราย วอน ชาวประชาธิปัตย์อย่าหวั่นไหว ยัน ปรากฏการณ์อดีตรุนแรงกว่าปัจจุบันมาก แต่ปชป.ก็ยังอยู่มาได้

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2565 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก่อนเข้าร่วมประชุมกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่หอประชุมเมืองนครศรีธรรมราช ทุ่งท่าลาด ถึงการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า วันนี้จะได้เปิดตัวผู้สมัครใน 8 เขตก่อน แม้ความจริงตั้งใจจะเปิดตัวทั้ง 9 เขต แต่เกิดอุบัติเหตุอย่างที่ทราบกัน ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยังจะเปิดตัวไปก่อน 8 เขต ส่วนอีกเขตนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ขณะนี้มีผู้เสนอตัวพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตที่แกว่งไป ไม่ได้มีปัญหาอะไร พรรคก็พร้อมจะส่งครบทุกเขตในนครศรีธรรมราช ไม่ได้มีความกังวลอะไร 

ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้สมัคร ส.ส. ที่จะมาลงแทนนั้น มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขอยังไม่พูดถึงในตอนนี้ และให้เป็นหน้าที่ของรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ ซึ่งจะเป็นผู้ไปดำเนินการมา แต่ตามที่ได้รับแจ้ง ก็มีผู้เสนอตัวมาแล้วหลายคน ขอให้เป็นเรื่องภายใน เมื่อถึงเวลาพรรคจะได้พิจารณาตัดสินใจ ไม่มีอะไรยาก และจะเป็นคนที่พรรคจะต้องพิจารณาในเรื่องอุดมการณ์

“ผมก็มั่นใจสำหรับคนใหม่ที่จะมีอุดมการณ์ประชาธิปัตย์เต็มร้อย เหมือนท่านชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ เหมือนผม ที่เป็นผู้แทนมา 11 สมัย ไม่เคยเปลี่ยนพรรค ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าคนใหม่ที่จะเข้ามา สามารถที่จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชได้อีกคนหนึ่ง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว 

พร้อมกับตอบคำถามสื่อมวลชน ที่ถามว่าการที่ผู้สมัครย้ายพรรคในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบต่อจำนวน ส.ส.เป้าหมายของพรรคหรือไม่นั้นว่า อาจจะมีนิดหน่อย แต่ไม่กระทบในภาพรวม เพราะมีคนใหม่ที่เดินเข้ามาเป็นจำนวนมาก และมีโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งด้วย เพราะฉะนั้นภาพรวมเที่ยวหน้า พรรคก็ยังมั่นใจ ทั้งตนและเลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค ทุกคนคิดตรงกันว่าเราต้องได้มากกว่าเดิมแน่นอน ส่วนเกิดประเด็นปัญหาในเขตไหนอย่างไรนั้น ก็ต้องแก้ปัญหากันไป และการย้ายพรรค มันก็มีทุกพรรค เหมือนที่ตนเคยทายไว้ว่า พอใกล้เลือกตั้งไม่มีพรรคไหนหรอกที่ไม่มีคนเข้าคนออก ประชาธิปัตย์ก็เหมือนกัน 

“สิ่งหนึ่งที่มีคนถามผมเหมือนกันว่า ประชาธิปัตย์ อยู่มาได้ 76 ปี ในอดีตมีทั้งคนเข้าก็เยอะ คนเดินออกก็มี แต่ทำไมถึงอยู่ยั้งยืนยงมาได้ ผมก็เคยตอบไปว่าที่ประชาธิปัตย์อยู่ยั้งยืนยงมาได้ 76 ปี และจะก้าวต่อไปนั้น ก็เพราะว่าประชาธิปัตย์ยังมีแก่น ที่หลุดร่วงไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ อาจจะเป็นเปลือก เป็นใบ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีหลุดร่วงออกไปบ้าง แต่ว่าต้น รากแก้วของความเป็นประชาธิปัตย์ ของอุดมการณ์ และจิตวิญญาณของการรับใช้ประชาชนที่ตั้งใจเดินหน้าให้ประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองยังอยู่ เพราะฉะนั้น ต้นไม้ประชาธิปัตย์จึงยังสามารถแผ่กิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกใบมาได้ตลอดระยะเวลา 76 ปี เพื่อรับใช้ประชาชน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

และเพิ่มเติมอีกด้วยว่า นี่คือประสบการณ์ที่เราได้ประสบมา แล้วก็ไม่ได้หวั่นไหว ทุกคนจึงพร้อมกันเดินหน้าต่อไป ทุกคนยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรค ตัวเลขสมาชิกพรรควันนี้ ประชาธิปัตย์ยังมีสมาชิกมากที่สุดที่เป็นทางการเป็นลำดับ 1 ของประเทศ 1 แสน 1 หมื่นคน และช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาถึง 4 หมื่นกว่าคน ในช่วง 3 ปี เพราะฉะนั้นมันไม่ได้มีปัญหาอะไร เราก็ผนึกกำลังคนที่ยังเป็นแก่น เป็นต้น เป็นรากแก้วของประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนต่อไป ผมยังมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเรา แล้วก็พร้อมที่จะเดินเคียงข้างไปกับเรา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคจำเป็นต้องกลับไปทบทวนหาสาเหตุของปัญหาก่อนหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า อย่างน้อยต้องไปถามคนเป็นเบื้องต้นก่อน คนจะต้องเป็นคนตอบคำถามว่า เพราะอะไร ทำไม หลายคนพรรคก็ให้ทุกอย่างเท่าที่พรรคจะให้ได้ อย่างน้อยก็โอกาส สถานภาพในการทำหน้าที่ การให้จิตวิญญาณให้อนาคตในการรับใช้ประชาชน เราก็ให้เต็มที่ทุกคน และประชาธิปัตย์ก็ให้ความสำคัญกับทุกคน แต่ว่าแต่ละคนอาจจะต่างจิตต่างใจ ก็ต้องให้คนเป็นคนตอบเสียก่อนว่า เพราะเหตุอะไรอย่างไร หรือถ้าจะไม่ตอบ ก็คือไม่ตอบ แต่พรรคก็เข้าใจดี ในสถานการณ์อย่างนี้ พอจะเลือกตั้งมันมีทั้งคนเข้า คนออกเสมอ ทุกพรรคการเมือง บางครั้งบางพื้นที่เราส่งผู้สมัครได้คนเดียวในนามพรรค แต่มี 2-3 คนที่พรรคตัดสินใจว่าไม่สามารถส่งเขาได้ ถ้าเขาจะเป็นผู้แทน หรือเขาจะลงสมัคร ก็ต้องย้ายพรรค เราก็เข้าใจได้ หรือว่าเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ขอ 1-2-3-4-5 แล้วเราไม่สามารถสนองตอบให้ได้ เพราะประชาธิปัตย์ก็ต้องคำนึงถึงภาพรวมของพรรค บางทีมันก็อาจจะทำให้ต้องเปลี่ยนพรรคไป ตนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร พรรคก็ต้องเดินหน้าต่อไปอย่างหนักแน่น มั่นคง 

‘เชียราย’ ตม.จว.เชียงราย กวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฏหมายทุกรูปแบบ

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระดมกวาดล้างอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวทุกรูปแบบ เพื่อรองรับก่อนการประชุม APEC 2022 พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จึงได้สั่งการให้หน่วย

งานในสังกัดเพิ่มความเข้มในการตรวจสอบคัดกรองบุคคลที่เดินทางเข้ามาพำนักในราชอาณาจักร ไม่ให้เข้ามากระทำผิดกฎหมาย หรือแอบแฝงเข้ามาอยู่โดยไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การนี้ พล.ต.ต.ศุภณัฎฐ์ เจริญเรืองสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 5 จึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทำการปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวในเขตพื้นที่รับผิดชอบเพื่อตรวจสอบการพักอาศัยการอยู่ใน

ราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต (Overstay) การกระทำผิดกฎหมายต่างๆและตรวจสอบลักษณะหรือพฤติการณ์ต้องห้ามมิให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง 

ตม.จว.เชียงรายโดย พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผกก.ตม.จว.เชียงรายได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการสืบสวนปราบปราม นำโดย พ.ต.ท.มนตรี อินเปรี้ยว สว.ตม.จว.เชียงราย บูรณาการร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เจ้าหน้าที่

ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 23 มอบผ้าห่มกันหนาว 15,000 ผืน แก่ชาวเพชรบูรณ์

ที่โรงเรียนบ้านโคกมน อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ นายราม สิงหโศภิษฐ์  นายอำเภอน้ำหนาว พร้อมด้วย คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ร่วมมอบผ้าห่มกันหนาว โครงการ ‘ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัยหนาว’ ปีที่ 23 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมมอบผ้าห่มให้ประชาชนที่ประสบภัยหนาวในพื้นที่อำเภอน้ำหนาว

คุณธารทิพย์ ศิรินุพงศ์  ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยเบฟเป็นองค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนตระหนักถึงความสำคัญต่อการดำเนินกิจการ และกิจกรรมที่สร้างสรรค์ประโยชน์ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไป  การดำเนินโครงการ ‘ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัยหนาว’ เป็นการมอบผ้าห่มกันหนาวรักษ์โลก ด้วยการนำขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่มที่ใช้แล้ว นำกลับมาผ่านกระบวนทำความสะอาด ทำเป็นเส้นใยคุณภาพสูง ถักทอเป็นผ้าห่มปีละ 200,000 ผื่น สามารถลดปัญหา ขวดพลาสติกที่นำกลับมาใช้ได้ถึง 7,600,000 ขวด และยังช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตอีกด้วย ซึ่งในวันนี้เป็นการส่งมอบผ้าห่มให้กับพี่น้องจังหวัดเพชรบูรณ์ ใน 11 อำเภอ จำนวน 15,000 ผืน นับเป็นการส่งมอบผ้าห่มให้พี่น้องจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นครั้งที่ 10 รวมการส่งมอบสะสมทั้งสิ้น จำนวน 147,000 ผืน 

‘อลงกรณ์’ รวมพลคนปศุสัตว์ตั้งทีมพัฒนาโคขุน โคนม โคพื้นเมืองและวัวลานแบบครบวงจรสู่มาตรฐานใหม่พร้อมดึงโครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ ศูนย์ AIC และคณะทำงานฮาลาลเสริมทัพ เพิ่มการแปรรูปและส่งออกเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืนภายใต้ ‘5 ยุทธศาสตร์ เฉลิมชัย’

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยวันนี้ภายหลังเป็นประธานการประชุมการพัฒนาโคขุน โคนม โคพื้นเมือง และวัวลานกีฬาประเพณีวิถีไทยครั้งที่ 1/2565 ว่าการจัดระดมพลคนปศุสัตว์กลุ่มโคโดยผนึกความร่วมมือทุกภาคส่วนมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการปศุสัตว์อย่างเป็นระบบครบวงจรและยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืนเป็นการพัฒนาอาชีพปศุสัตว์สู่เกษตรมูลค่าสูงตามหมุดหมายใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแนวทาง ‘เพชรบุรีโมเดล’

นับเป็นก้าวใหม่ที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทาน หากมีการยกระดับการพัฒนาจะเพิ่มศักยภาพเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมากขึ้นและเพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ให้กับเพชรบุรี ซึ่งเลี้ยงและจำหน่ายโคกว่า140,000 - 150,000 ตัวต่อปี โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นระบบต่อไป

ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงโคขุน โคนม และโคพื้นเมืองมากที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศ รวมทั้งวัวลานกีฬาประเพณีวิถีไทยถือเป็นฐานอาชีพสร้างรายได้สำคัญของเกษตรกร จึงมีความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อยอดยกระดับการพัฒนาแบบครบวงจร ตั้งแต่ พันธ์ุโค อาหารสัตว์ มาตรฐานฟาร์มการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) มาตรฐานฟาร์มปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) คอกกักมาตรฐานเอกชนสำหรับการนำเข้า การส่งออก และปลอดโรค FMD การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างแบรนด์ การตลาดแบบออฟไลน์และออนไลน์ และการเจรจาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น กรณีของวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคและพรีเมี่ยมบี๊ฟ (Premium Beef) สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์จำหน่ายได้มากกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ เช่น สันนอก สเต็กแช่แข็ง ลิ้นแองกัสสไลด์แช่แข็ง เนื้อหมักกระเทียมพริกไทยเสียบไม้ เนื้อแดดเดียวท่าแร้ง เนื้อตุ๋นสมุนไพร ลูกชิ้นเนื้อ เป็นต้น ตลอดจนการส่งออกโคไปต่างประเทศสู่ตลาดมาเลเซีย เวียดนาม และจีนซึ่งจะได้เจรจากับประเทศลูกค้ารวมทั้งการส่งเสริมการค้าการลงทุนกับซาอุดีอาระเบียและดูไบในโครงการเพชรบุรีฟู้ดวัลเลย์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่มีมติเห็นชอบสนับสนุนเมื่อเร็วๆนี้

สำหรับแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคขุน มุ่งการพัฒนาระบบมาตรฐานฟาร์ม โดยพัฒนากลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อโคขุน เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม (GAP) ฟาร์มที่มีระบบป้องกันโรค (GFM) และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ เป็นฟาร์มตัวอย่างให้เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ ส่งเสริมรูปแบบการเลี้ยงที่ทันสมัย ประหยัด ลดต้นทุนการผลิต และการขยายตลาด สนับสนุนและยกระดับฟาร์มให้มีรูปแบบการผลิตเนื้อโคขุนที่มีคุณภาพ เพื่อส่งตลาดทั่วไปและตลาดพรีเมี่ยม เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งเสริมให้มีตลาดกลางปศุสัตว์โค เพื่อเพิ่มช่องทางการซื้อขายให้เกษตรกร ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ส่งเสริมการแปรรูปเนื้อโค สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์เนื้อของเพชรบุรี รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเลี้ยงโคไทยวากิวโดยมีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศูนย์ AIC จังหวัดนครราชสีมาสนับสนุน ทั้งนี้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรีรายงานว่า ปัจจุบันมีจำนวนเกษตรกร 5,571 ราย โค 80,717 ตัว

ส่วนแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม มีการพัฒนาระบบมาตรฐานฟาร์ม พัฒนากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม GAP ฟาร์มปลอดโรค ส่งเสริมเกษตรกรโคนมรุ่นใหม่ เพื่อปรับปรุงรูปแบบ เทคนิคการเลี้ยงที่ทันสมัย เช่น การปรับปรุงพันธุ์ การขุนโคนมเพศผู้ ในด้านการส่งเสริมการตลาด มีการส่งเสริมการแปรรูป เพิ่มชนิดผลิตภัณฑ์เช่น เนย โยเกิร์ต ชีสและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของเกษตรกรและผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิงเกษตร ส่งเสริมให้มีการเพิ่มแนวทางการเลี้ยงโคนมนอกจากผลิตน้ำนมโคแล้วจะมีการผลิตโคขุนจากโคนมด้วย ทั้งนี้จะให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศูนย์ความเป็นเลิศโคนมและเป็นศูนย์ AIC จังหวัดสระบุรีมาสนับสนุนด้วย ปัจจุบันมีจำนวนเกษตรกร 370 ราย โค 13,840 ตัว

‘พัทธ์ธีรา หิรัญสิรภัทร’ คว้าที่ 1 กุลธิดากาชาด ส่วน ‘ธนธร ศิระพัฒน์’ คว้าที่ 2 ไปครอง

(12 พ.ย. 65) เวลา 13.00 น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรสิทธิ์ สิทธิไตรย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีประกาศผลการตัดสิน กุลบุตรและกุลธิดากาชาด ประจำปี 2565 ณ ศูนย์ฝึกอบรมบางปะกง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จังหวัดฉะเชิงเทรา 

นางสุนันทา ศรอนุสิน ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย กล่าวว่า การคัดสรรกุลบุตรและกุลธิดากาชาด มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี 2504 ซึ่งขณะนั้นสภากาชาดไทย ดำเนินการคัดสรรเยาวชนสุภาพสตรีโดยใช้ชื่อว่า ‘ธิดากาชาด’ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ‘กุลธิดากาชาด’ ในปีพุทธศักราช 2535 กระทั่งปีพุทธศักราช 2543 การจัดกิจกรรมคัดสรรกุลบุตรและกุลธิดากาชาด มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ และ ไม่จำกัดเพศ ด้วยเหตุผลที่ว่าการสร้างเยาวชนจิตอาสา ควรให้โอกาสที่จะดึงพลังของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชาย ให้มาเป็นกำลังสำคัญให้แก่ประเทศชาติ เพื่อขับเคลื่อนงานจิตอาสา

ซึ่งจะเป็นต้นแบบของงานด้านอาสาสมัครของสภากาชาดไทย และพร้อมจะเป็นแบบอย่างและเป็นผู้แบ่งปันให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมสืบต่อไป จึงใช้ชื่อการคัดสรรว่า ‘กุลบุตรและกุลธิดากาชาด’ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

การคัดสรรกุลบุตรและกุลธิดากาชาด เป็นการสรรหาเยาวชนคนดีมีคุณธรรม เก่ง รอบรู้ และเป็นที่พึ่งได้ และมีคุณสมบัติเพรียบพร้อมตามคุณสมบัติ 3 ด้าน ได้แก่ 

Smart คือเยาวชนที่มีไหวพริบปฏิภาณ ทันโลกทันสมัย มีเอกลักษณ์ความเป็นผู้นำในตนเอง และกล้าแสดงออกทางความคิดและการกระทำอย่างสร้างสรรค์  

Strong คือ เยาวชนที่มีจิตอาสาอย่างแรงกล้า มีคุณธรรม มีความรู้ความเข้าใจในองค์กรและพันธกิจของกาชาด บทบาทของการเป็นอาสาสมัคร และมีความพร้อมทางกายและใจสำหรับการปฏิบัติภารกิจเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขร่วมกับองค์กรสาธารณกุศลระดับชาติ เช่น ‘สภากาชาดไทย’ 

Samart (สามารถ) คือ เยาวชนที่มีศักยภาพดำเนินชีวิตได้อย่างพอเพียง เพื่อประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม บนพื้นฐานของการเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ทัศนคติและมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์

คนกรุงฯ เอือมระอา ม็อบ 3 นิ้วป่วนเมือง หลัง ‘ดำน้ำ-ชูป้าย’ หน้าศูนย์ฯ สิริกิติ์

เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรับรู้อยู่แล้วว่า ปีนี้ ‘ประเทศไทย’ ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC 2022 ซึ่งการได้รับโอกาสในการเป็นภาพในครั้งนี้ นับว่าเป็นเกียรติต่อประเทศชาติ และสะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจจากชาติสมาชิกอย่างยิ่ง 

ดังนั้นคนไทยทั้งประเทศควรที่จะช่วยกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ และช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ทว่า ‘คนไทย’ บางกลุ่ม คงไม่อยากร่วมมือกับรัฐบาลในครั้งนี้เท่าไหร่ เพราะล่าสุดก็มีการออกมาจัดกิจกรรมเล็กๆ (แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์อย่างยิ่ง) ที่หน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้มีการลงไปดำน้ำและชูป้ายข้อความระบุว่า To Climale Polluters : PAY UP FOR LOSS & DAMAGE, APEC, STOP GREENWASHING และ เอเปค หยุด! ฟอกเขียว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาวิพากย์วิจารณ์การกระทำของคนกลุ่มนี้ โดยหนึ่งในนั้นคือช่องยูทูบ ‘มอเตอร์ไซค์ อินดี้’ ที่ก็ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 4.34 ใช้ชื่อคลิปว่า ‘สามนิ้วป่วนดำน้ำประท้วงหน้าศูนย์ศิริกิติ์แล้ว ระวังถ้าแก้ผ้าประท้วงจะอ้วกแตกทั้งโลก’ ซึ่งเนื้อหาในคลิปคือการตำหนิกลุ่มคนที่กำลังพยายามทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในช่วงประชุมเอเปก 2022 ว่า…


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top