Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘กองทัพไทย’ ประณาม!! การรุกล้ำชายแดนของกัมพูชา พร้อมเรียกร้อง!! ความรับผิดชอบ อย่างเป็นรูปธรรม

(20 ก.ค. 68) พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งทหารกัมพูชาได้รุกล้ำเขตแดนเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ของประเทศไทย กองทัพไทยขอยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้ และ กัมพูชาจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

แม้เราจะยึดมั่นในหลักการของสันติวิธีและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แต่การละเมิดอธิปไตยและสร้างภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชนและกำลังพลของเราเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความไว้วางใจและความร่วมมือที่เราพยายามสร้างสรรค์มา กองทัพไทยตระหนักดีว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใด ดังนั้น เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้

เราคาดหวังว่ากัมพูชาจะแสดงความรับผิดชอบโดย:

* ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส: การสอบสวนอย่างละเอียดและเปิดเผยถึงสาเหตุและผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

* ดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิด: ผู้ที่รับผิดชอบต่อการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ของไทยจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการจัดการปัญหาและป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการนอกขอบเขตอำนาจอีก

* ให้หลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกกัมพูชาต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการรุกล้ำอธิปไตยหรือการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยเกิดขึ้นอีกในอนาคต

* เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น: การประเมินและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบที่จำเป็น

กองทัพไทยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยซึ่งกันและกัน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด หากไม่มีการดำเนินการเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะทำให้สถานการณ์ชายแดนไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้

เราพร้อมเสมอที่จะหารือและร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพไทยก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

สำนักดับเมืองเพลิงเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เลือกใช้ แอร์บัส H160 เสริมศักยภาพ ภารกิจฉุกเฉิน

(20 ก.ค. 68) สำนักดับเพลิงเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น สั่งซื้อเฮลิคอปเตอร์แอร์บัสรุ่น เอช160 (H160) เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานด้านการดับเพลิง การค้นหาและกู้ภัย ตลอดจนการตอบสนองต่อภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะการบินสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฉุกเฉิน

ฌอง-ลุค แอลฟองซี กรรมการผู้จัดการ แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าว “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สำนักดับเพลิงเมืองนาโกยา ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญที่ให้ความไว้วางใจเราอย่างต่อเนื่อง ได้เลือกเฮลิคอปเตอร์ H160 สำหรับภารกิจที่มีความสำคัญต่อชุมชน เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ทั้งด้านความปลอดภัย สมรรถนะ และการออกแบบ ซึ่งตอบโจทย์ภารกิจที่ท้าทายของหน่วยงานฯ ได้อย่างลงตัว” และกล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามั่นใจว่า H160 จะเข้ามามีบทบาทอย่างมีนัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน และแอร์บัสยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจของสำนักดับเพลิงเมืองนาโกยาอย่างเต็มที่ พร้อมเดินหน้าสานต่อความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระยะยาว”

เฮลิคอปเตอร์ H160 ลำใหม่นี้จะถูกปรับแต่งเพื่อภารกิจค้นหาและกู้ภัย รวมถึงภารกิจดับเพลิงทางอากาศ โดยสามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้ทั้งถังน้ำแบบแขวนใต้ลำตัว (firefighting bucket) หรือถังน้ำแบบติดตั้งใต้ท้องเครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนการควบคุมไฟป่าของเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน

สำนักดับเพลิงเมืองนาโกยาเริ่มนำเฮลิคอปเตอร์มาใช้ในการปฏิบัติงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 โดยเริ่มจากเฮลิคอปเตอร์รุ่น อาลูเอ็ตต์ 3 (Allouette III) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนจากทางอากาศ ปัจจุบันมีเฮลิคอปเตอร์รุ่น เอเอส365เอ็น3 (AS365N3) ประจำการอยู่สองลำ และเมื่อได้รับมอบ H160 ลำใหม่ หนึ่งในเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้งานอยู่ในขณะนี้จะปลดประจำการ เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการสนับสนุนภารกิจทางอากาศของเมืองนาโกยา

H160 ถือเป็นหนึ่งในเฮลิคอปเตอร์ที่ล้ำหน้าที่สุดของโลก ได้รับการออกแบบและผลิตมาเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน พร้อมมอบความสะดวกสบายเหนือระดับเมื่อเทียบกับเฮลิคอปเตอร์ในระดับเดียวกัน รองรับภารกิจได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงการขนส่งนอกชายฝั่ง ภารกิจค้นหาและกู้ภัย การบินส่วนบุคคลและธุรกิจ ตลอดจนการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ปัจจุบัน H160 ได้เริ่มปฏิบัติงานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น บราซิล แคนาดา ฝรั่งเศส มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ซาอุดีอาระเบีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศในยุโรป

แอร์บัส เฮลิคอปเตอร์ ดำเนินธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปี ปัจจุบันมีเฮลิคอปเตอร์ราว 380 ลำที่สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจหลากหลายทั่วประเทศ เฮลิคอปเตอร์รุ่น H160 ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีใช้งานแล้ว 3 ลำในญี่ปุ่น ได้แก่ 2 ลำสำหรับภารกิจด้านความมั่นคง และอีก 1 ลำสำหรับการรายงานข่าว การสั่งซื้อ H160 เพิ่มในครั้งนี้จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝูงบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นจากผู้ใช้งานในสมรรถนะและความอเนกประสงค์ของเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้

ตีแผ่!! พฤติกรรมการเงิน ของคนรุ่นใหม่ วิธีบริหารเงิน ให้สมดุล ‘เหตุผล-อารมณ์’

(20 ก.ค. 68) ในยุคที่ความรวดเร็วคือความเคยชินโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับบริบททางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของอาชีพในโลกยุค AI หรืออิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคแบบทันทีทันใด จากรายงานของ Bank of America ในปี 2024 ระบุว่า Gen Z มียอดใช้จ่ายเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับยอดเงินออมเฉลี่ย ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารการเงินที่ต้องเผชิญกับแรงจูงใจจากทั้งเหตุผลและอารมณ์อยู่ตลอดเวลา เคทีซีจึงได้รวบรวม 5 วิธีการบริหารเงินสำหรับคนรุ่นใหม่ ให้ตอบโจทย์ทั้งความต้องการในปัจจุบันและเป้าหมายในอนาคตได้อย่างสมดุล

1.กำหนดงบประมาณอย่างมีขอบเขต 
แม้การใช้เงินเพื่อเยียวยาความรู้สึกในวันที่เหนื่อยล้าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่การปล่อยให้การใช้จ่ายถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์โดยไม่มีการวางแผนอาจนำไปสู่ปัญหาการเงินในระยะยาว การตั้งวงเงินสำหรับค่าใช้จ่ายหมวดตามใจที่ชัดเจน จะช่วยควบคุมการตัดสินใจไม่ให้ส่งผลต่อภาพรวมทางการเงินได้ เช่น กำหนดว่าในแต่ละเดือนจะใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง อาหารนอกบ้าน หรือไลฟ์สไตล์ไม่เกิน 10–15% ของรายได้ นอกจากนี้ ควรแยกบัญชีเงินใช้กับเงินเก็บออกจากกันเพื่อป้องกันการใช้เกินแผนโดยไม่รู้ตัว

2.ใช้เครื่องมือให้เห็นภาพรวมการใช้จ่าย 
การบริหารเงินอย่างมีเหตุผล เริ่มต้นจากการรู้จักตัวเองผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายจริง การมีตัวช่วยที่ทำให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ เช่น อาหาร ท่องเที่ยว หรือผ่อนสินค้า จะทำให้ทราบว่าตนเองใช้อะไรมากเกินไปและวางแผนล่วงหน้าได้อย่างมีระบบ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งเป้าหมายทางการเงินหรือเตือนเมื่อใช้จ่ายเกินงบ ทำให้ควบคุมอารมณ์ขณะตัดสินใจได้ดีขึ้น

3.ใช้สิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด 
การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่ได้ก่อให้เกิดภาระเสมอไปหากใช้อย่างเข้าใจและมีวินัย การใช้สิทธิประโยชน์ เช่น สะสมคะแนน KTC FOREVER เพื่อแลกส่วนลดหรือเครดิตเงินคืนจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ถือเป็นการได้เพิ่มจากการใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว นอกจากนี้บัตรเครดิตยังมีแผนการผ่อนชำระ 0% ที่ช่วยให้วางแผนรายจ่ายก้อนใหญ่ได้โดยไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ยเพื่อความคล่องตัวในการบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด

4.สร้างระบบการออมแบบอัตโนมัติ 
การตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีรายรับไปยังบัญชีเงินออมทันทีเมื่อเงินเดือนเข้า เป็นวิธีที่ช่วยให้การออมเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงจูงใจ เช่น โอนเข้าบัญชีเงินฝากประจำ หรือบัญชีเงินเก็บทันทีหลังเงินเดือนเข้า จะช่วยสร้างวินัยโดยไม่ต้องตัดสินใจทุกเดือน และลดความเสี่ยงที่เงินจะหมดก่อนออม นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดเป้าหมายรายเดือน เช่น ออม 20% ของรายได้ หรือตั้งเป้าสำหรับเป้าหมายระยะกลาง เช่น เที่ยวต่างประเทศ ซื้อคอร์สเรียน หรือสร้างกองทุนฉุกเฉิน

5.ให้รางวัลตัวเองอย่างมีหลักการ 
การให้รางวัลตนเองไม่ใช่เรื่องผิดเมื่อมาพร้อมกับการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไข เช่น หากสามารถออมได้ครบตามเป้าหมายจะซื้อของที่อยากได้ 1 ชิ้น หรือพาตัวเองไปเที่ยวพักผ่อนเล็ก ๆ จะช่วยให้ไม่รู้สึกว่าการบริหารการเงินเป็นเรื่องที่กดดันเกินไป แนวคิดนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพราะความรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จและให้รางวัลกับความพยายามจะช่วยให้มีแรงจูงใจในระยะยาวได้

ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและความเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน หรือการวางแผนอนาคตอย่างรอบคอบ หากมีระบบคิดและเครื่องมือที่เหมาะสม การใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าและการออมอย่างมีเป้าหมายสามารถเกิดขึ้นควบคู่กันได้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC PHONE 02 123 5000 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ 

อพท. ดัน!! ชุมชนท่องเที่ยว คว้า 6 รางวัลนานาชาติ ด้านความยั่งยืน และความรับผิดชอบต่อสังคม

(20 ก.ค. 68) สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ PATA ประกาศผลผู้ชนะรางวัลด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. คว้ารางวัลชนะเลิศระดับ Grand Award จำนวน 1 รางวัล และอีก 5 รางวัลระดับ Gold Awards ประจำปี 2568 จาก 10 ประเภทรางวัล รวมทั้งหมด 6 รางวัล 

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เปิดเผยว่า ในนามทีมงาน อพท. นักพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบของ อพท. ที่ได้รับรางวัลทั้งระดับ Grand และ Gold Awards ของสมาคม PATA ประจำปี 2568 รวมถึงหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่กันมาอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ปีนี้นับเป็นปีแรกของการได้รับรางวัลชนะเลิศ หรือ PATA Grand Award 2025 และได้รับรางวัลระดับ PATA Gold Awards 2025 อีก 5 รางวัลจาก 10 ประเภทรางวัล รวมได้รางวัลทั้งสิ้น 6 รางวัล 

ถือเป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมที่ได้รับการยอมรับถึงกระบวนการทำงานและผลลัพธ์ของการพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนของ อพท. ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่ง อพท. ดำเนินงานภายใต้ปรัชญาการทำงาน Co-Creation ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมเป็นเจ้าของ ตามแนวทางเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือ Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ติดตามและประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ร่วมกับชุมชนท่องเที่ยวและหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่พิเศษ กระบวนการทำงานและชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลนี้ จะได้เป็นต้นแบบในการขยายผลองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อพัฒนาจุดหมายปลายทางทางการท่องเที่ยวและชุมชนท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มุ่งเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 

สำหรับรางวัลที่ อพท. ได้รับในปีนี้ ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ PATA Grand Award 2025 ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม (Sustainability and Social Responsibility: SSR) ในผลงาน “การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่นอย่างยั่งยืน (Sustainable Cultural Heritage Preservation of the Ban Na Ton Chan Homestay Community Enterprise)” 

รางวัล PATA Gold Awards 2025 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ 

1. ประเภท การริเริ่มด้านการปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดีที่สุด (ระดับแหล่งท่องเที่ยว) (Best Climate Action Initiative (Destination) ในผลงาน “ต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ปลดปล่อยคาร์บอนอย่างสมดุล (Carbon Neutral Community-based Tourism Prototype)”

2. ประเภท การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All: Best Inclusion and Diversity Initiative) ในผลงาน “การริเริ่มด้านการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มและความแตกต่างหลากหลายที่ดีที่สุด (Community-based Tourism for All : CBT for All)”

3. ประเภท การปรับตัวและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว (ทุกพื้นที่) (Destination Resilience (All Destinations)) ในผลงาน “พื้นที่สร้างสรรค์ สู่การพลิกฟื้นคืนเมืองเก่าสงขลา สู่ย่านเมืองเก่าที่มีชีวิต (Creative Spaces Revitalizing the Old Town into a Lively Heritage District)”

4. ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทสตรีที่ดีที่สุด (Best Women Empowerment Initiative) ในผลงาน “พลังสตรีกับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน: กรณีศึกษา บ้านสันทางหลวง จังหวัดเชียงราย (Women’s Empowerment in Driving Community-Based Tourism: A Case Study of Ban San Thang Luang, Chiang Rai Province)”

5. ประเภท การริเริ่มด้านการพัฒนาบทบาทเยาวชนที่ดีที่สุด (Best Youth Empowerment Initiative) ในผลงาน “กลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” (องค์กรสาธารณประโยชน์) SE For Youth in Thailand - Loei Youth Saving Group / SE For Youth in Thailand

ในโอกาสเดียวกันนี้ ร่วมแสดงความยินดีกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่ได้รับ 2 รางวัล PATA Gold Awards 2025 ในด้านการส่งเสริมการตลาด ประเภท Best Integrated Digital Marketing Campaign (Destination) “Love Season” Initiative และ Best Travel Photography “The Hidden Romance of Sam Roi Yot”

นอกจากนี้ อพท. ยังมีเครื่องมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานสากลและเกิดผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติสำหรับหน่วยงานภาคีในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงยังมีพื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวและพื้นที่พิเศษที่พัฒนาเป็นต้นแบบ อยู่ระหว่างการพิจารณาการรับรองมาตรฐานและรางวัลทางการท่องเที่ยวในระดับประเทศและนานาชาติ และพร้อมส่งมอบสู่ตลาดการท่องเที่ยวคุณภาพสูงต่อไป

‘พี่วิทย์’ โพสต์ TikTok!! 4 แนวทาง ดันท่องเที่ยว เน้น!! เที่ยวเมืองไทย ให้เงินหมุนเวียนในประเทศ

(20 ก.ค. 68) นาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นไว้ใน TIKTOK #พี่วิทย์วรวิทย์ เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว โดยมีใจความว่า ...

เห็นข่าวการขึ้นกำแพงภาษีจากต่างประเทศแล้ว ถ้าเรากินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย เงินก็จะหมุนเวียนในประเทศไทย คนก็จะมีอาชีพ มีงานทำ เราสามารถช่วยกันได้ เพราะปัญหาของวันนี้คือ ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยน้อยลง ส่วนคนไทยก็ยังไม่ค่อยไปเที่ยวเมืองรอง ทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ ทำให้เรื่องการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ ทุกหน่วยงานของทางภาครัฐต้องเน้นเรื่องการท่องเที่ยว และต้องมุ่งแก้ไขปัญหา 4 เรื่องดังนี้

1. การเดินทางไม่สะดวก มีรถโดยสารวิ่งภายในจังหวัดมากถึง 75% แต่วิ่งข้ามจังหวัดแค่ 10% จึงต้องจัดการเชื่อมต่อให้เป็นระบบ ทั้งรถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน ให้ดีขึ้น

2. แก้ไขเรื่องความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น โรงแรมที่พัก ห้องน้ำ ให้ได้คุณภาพและจำนวน เรามีห้องพัก 65% กระจุกอยู่ใน 11 จังหวัดเมืองหลัก และมีอัตราการเข้าพักในเมืองรองก็ยังต่ำแค่ 30-50%

3. เพิ่มโปรโมชั่นที่เน้นเมืองรอง เช่น เอาใบเสร็จค่าใช้จ่าย ที่เที่ยวเมืองรอง มาหักภาษีได้เยอะๆ รวมถึงสนับสนุนให้บริษัทเอกชน จัดอบรมสัมมนาเพิ่มด้วย

4. เร่งฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาด สะดวกและปลอดภัย

‘เอกนัฏ’ สั่ง!! ‘สุดซอย’ กวาดล้างจับปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วง เถื่อน-ตกเกรด อายัดสินค้าของกลาง 7.2 ล้านบาท ดำเนินคดี!! มีโทษ ทั้งจำและปรับ

(20 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เข้าตรวจค้นโกดังและสถานที่ตั้งบริษัทนำเข้าจำนวน 3 แห่ง หลังได้รับรายงานว่าเป็นโกดังจัดเก็บสินค้าไม่มี มอก. และสินค้าตกมาตรฐาน ที่จำหน่ายในร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบทั้ง 3 จุด พบว่า จุดที่ 1 เป็นโกดังของ บริษัท ทีที-วัน เทคโนโลยี จำกัด ตั้งอยู่ในโครงการ ซีทีที ศาลายา ปาร์ค โกดังเลขที่ 52/36-39 และโกดังเลขที่ 52/34 มีร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 21 ร้านค้า เจ้าหน้าที่ตรวจพบเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ เช่น ปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วง เพาเวอร์แบงค์ หม้อทอดไร้น้ำมัน พัดลม และสินค้าอื่นๆเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศจีน ที่ไม่มี มอก. และไม่ได้ขออนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

จุดที่ 2 ได้เข้าตรวจสถานที่จำหน่าย ของบริษัท เอ็นทีพี อิเล็กทรอนิก 2019 จำกัด ตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตบางแค กรุงเทพฯ มีร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 3 ร้านค้าชื่อ ONESAM เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง เจ้าหน้าที่ สมอ. ได้เข้าตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชนและได้นำตัวอย่างชุดปลั๊กพ่วงที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้ยี่ห้อ ONESAM ไปตรวจสอบ ผลทดสอบผลิตภัณฑ์ชุดสายพ่วง ปรากฏไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโกดังสินค้าเพิ่มเติม พบว่ามีการจำหน่ายเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ตและชุดสายพ่วงด้วย จึงได้ทำการอายัดสินค้าดังกล่าวไว้ทั้งหมด 

และเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจากตัวแทนของบริษัท เอ็นทีพีฯ จำกัด ทราบว่ามีการสั่งซื้อสินค้านำเข้ามาจากประเทศจีน โดยผ่าน บริษัท เอ็ม จี ที อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบยังจุดที่ 3 คือ บริษัท เอ็ม จี ที ฯ เพิ่มเติม พบผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ และแท็บเล็ตพร้อมเครื่องจ่ายไฟฟ้า นำเจ้าจากประเทศจีน ไม่พบการแสดงเครื่องหมายมาตรฐานที่ตัวเครื่องจ่ายไฟฟ้า จึงทำการยึดอายัดสินค้าทั้งหมด

โดยเจ้าหน้าที่สั่งให้ทั้ง 3 บริษัทฯ นำสินค้าที่ไม่มี มอก. และสินค้าที่ตกมาตรฐานออกจากระบบการซื้อขายในร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีมาตรฐาน มีโทษทั้งจำและปรับ

"ตามนโยบายปราบดัมพ์ สู้ ทรัมป์ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่สั่งกวาดล้างสินค้าเถื่อน ไม่มีมาตรฐาน นำเข้ามาดัมพ์ตลาดในไทย ทั้งปลั๊กพ่วง ปลั๊กราง สายไฟ เพาเวอร์แบงค์ เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด ที่นำเข้ามาขายราคาถูก ไม่มีการขอ มอก. ซ้ำยังมีบางสินค้า แอบแปะสัญลักษณ์ มอก. เอง แบบไม่ถูกต้อง นอกจากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ซื้อไปใช้แล้ว ผู้นำเข้าบางรายยังใช้ไทยเป็นทางผ่านหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี บางรายมีการนำชิ้นส่วนรวมไปถึงฉลากมาประกอบในไทย แต่แอบติดตรา Made in Thailand ทำให้เกิดความเสียหาย ทำลายชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือประเทศไทยแล้ว ยังทำลายผู้ประกอบการไทยที่ทำสินค้าดีมีมาตรฐานในประเทศอีกด้วย" นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

ตำรวจภูธรภาค 2 โชว์ “พัทยาโมเดล” แซนด์บ็อกซ์เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย CRIME MAPPING ล็อกเป้าลดอาชญากรรมเห็นผล กล้องอัจฉริยะ 5 จุดแลนด์มาร์ก 

(20 ก.ค. 68)  พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 ได้สร้าง “พัทยาโมเดล” ต้นแบบนวัตกรรมสร้างความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยว แบบเชิงรุก ผนึกเทคโนโลยีขั้นสูง ผสานความร่วมมือผนวกข้อมูลของตำรวจและท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และชาวเมืองพัทยา โดยผลลัพธ์จากการทดลองในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงปัจจุบัน รวม 4 เดือน ผลออกมาดี พบว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จับกุมคนร้ายตามหมายจับได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความพึงพอใจและเพิ่มเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่วอล์กกิ้งสตรีทพัทยาเพื่อตรวจความพร้อมงานพัทยามาราธอน ตนจึงได้นำเสนอ “พัทยาโมเดล” ที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านระบบ AI เชื่อมโยงบิ๊กดาต้า มาใช้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดย รมว.ท่องเที่ยวฯ ชื่นชมว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเมืองอื่น ๆ ในประเทศไทยด้วย

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 เราเล็งเห็นว่าความมั่นใจในความปลอดภัยเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน เราต้องสร้างเมืองท่องเที่ยวของไทย โดยเลือก “พัทยา” ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เป็นพื้นที่ต้นแบบทำ พัทยาโมเดล ให้เป็นเมืองปลอดภัย น่าเที่ยวและน่าเชื่อถือ  ตำรวจต้องปรับตัว คิดและลงมือทำแบบเชิงรุกสร้างความมั่นใจให้ได้ก่อนปัญหาเกิด ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสาน เมืองพัทยา และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางสร้างข้อมูลบิ๊กดาต้าครบวงจร มีฐานข้อมูลบุคคลต้องสงสัย บุคคลเฝ้าระวัง และบุคคลตามหมายจับ ทำแผนที่ความเสี่ยง หรือ CRIME MAPPING เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดอัจฉริยะใน 5 จุดในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ โดยเลือกสถานที่ 3 แห่ง 5 จุดสำคัญ คือ 1.ชายหาดพัทยา 2 จุด  2.วอล์กกิ้งสตรีท 2 จุด  และ 3. ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย 1 จุด มีฟังก์ชันตรวจจับใบหน้าบุคคล หรือ FACE RECOGNITION แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย เคลื่อนที่ได้สามารถปรับใช้ในอีเว้นต์ต่าง ๆ ได้ โดยมีระบบ Smart Notification แจ้งเตือนทันทีไปยังเจ้าหน้าที่ สามารถจับได้ไว ลดโอกาสคนร้ายหนีรอด ตั้งแต่ติดตั้งระบบนี้สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้หลายรายได้เร็วขึ้นหลายเท่า

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ยังมีนวัตกรรม CRIME DASHBOARD รายงานเหตุ บันทึกเหตุอาชญากรรม ติดตามสถิติอาชญากรรมครบในระบบเดียวช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้ง่าย ลดภาระงาน ลดความผิดพลาด และที่สำคัญมีข้อมูลพร้อมใช้ทันที โดยหลังจากติดตั้งระบบนี้สถิติอาชญากรรมในเมืองพัทยาลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ยกตัวอย่างเหตุทำร้ายร่างกายในเดือนมิถุนายน มี 50 ราย ลดลงจากเดือนเมษายน ที่มี 111 รายเหตุเกี่ยวกับทรัพย์ก็ลดลงเช่นกันเดือนเมษายน 81 ราย เดือนมิถุนายนเหลือ 48 ราย ผลมาจากตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้แม่นยำขึ้น ตรวจจุดเสี่ยงลดการเกิดเหตุ รวดเร็ว เห็นผลจริง

“5 ข้อ หัวใจสำคัญของการใช้นวัตกรรมตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นให้เมืองท่องเที่ยวโลก โดยเมืองพัทยามุ่งมั่นจะยกระดับพัฒนา “พัทยาโมเดล” ให้สมบูรณ์ ต้องมี 5 ส่วนสำคัญ คือ 
1.CRIME PREVENTION BY DESIGN วางโครงสร้างป้องกันก่อนเหตุด้วยเทคโนโลยี 
2. AI-DRIVEN POLICING ใช้ AI และ BIG DATA เป็น “หัวใจ” ทุกกระบวนการ
 3. SMART COLLABORATION ประสานทุกภาคส่วน ตํารวจ, ท้องถิ่น, ภาคเอกชน,
ประชาชน ร่วมสร้างเมืองปลอดภัยร่วมกัน
 4.TOURIST FRIENDLY TECH สร้าง APPLICATION / QR CODE  ให้นักท่องเที่ยวติดต่อขอความช่วยเหลือ แจ้งเหตุง่าย
และ 5. RAPID RESPONSE ตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันที เชื่อมต่อทั้ง ตำรวจ กู้ภัย สาธารณสุข” ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 2 กำลังพัฒนาระบบต่าง ๆ นำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ขอให้เชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของเรา 

คนไทย ได้ใช้ ‘ยารักษามะเร็ง’ ราคาถูก ด้วยพระปรีชาของ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

(20 ก.ค. 68) นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศิษย์เก่าปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟสบุ๊ค กรณียารักษาโรคมะเร็ง อิมครานิบ 100 ชนิดเม็ดที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยพัฒนาขึ้นจากพระปรีชาสามารถของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนา ระบุว่า …

ยารักษามะเร็ง

พวกเราที่ต้องกินยาฝรั่งเป็นประจำ ต้องรูัว่ามันแพง บางอย่างแพงมากๆ
แล้วคนไหนที่เปลี่ยนจากยาฝรั่งต้นตำรับที่เรียกว่า innovator (อิน-โน-เว-เต้อร์) เป็นยาตัวเดียวกันที่หมดความคุ้มครองของสิทธิบัตรแล้วที่เรียกว่า generic (เจ-เนอ-หริก) ที่ผลิตในประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะรู้ด้วยว่า ราคาถูกลงเยอะมาก ถูกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง บางอย่างราคาแค่ 10% เท่านั้นเอง

ที่ราคาต่างกันราวกับฟ้ากะเหวเป็นเพราะว่า การวิจัย พัฒนา ยารักษาโรคใหม่ขึ้นมา มันทั้งแพงและใช้เวลายาวนาน
เรามาดูกันว่า แพงแค่ไหน นานแค่ไหน

การพัฒนายารักษาโรคใหม่ๆ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และต้องผ่านขั้นตอนการวิจัยและทดสอบที่เข้มงวดหลายขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนที่จะนำไปใช้กับผู้ป่วยได้จริง ดังนี้

1. การค้นพบและพัฒนา (Discovery and Development) - ระยะเวลา: 2-4 ปี
ศึกษาค้นคว้าโรค สาเหตุและกลไกของโลก หาสารออกฤทธิ์ที่มีเป็นแสนๆชนิดที่มีศักยภาพใฃในการรักษาโรค

2. การวิจัยพรีคลินิก (Preclinical Research) - ระยะเวลา: 1-2 ปี
ทดสอบตัวยาที่เลือกไว้ว่ามีผลลัพธ์ที่ต้องการ ประสิทธิภาพ และเป็นพิษ ทั้งในหลอดทดลองมาจนเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย
รวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นขออนุญาตทำการวิจัยทางคลินิก ต่อหน่วยงานกำกับดูแล เช่น อย. (FDA ในสหรัฐอเมริกา)

3. การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) - การทดสอบในมนุษย์ ระยะเวลา: 6-7 ปี โดยเพิ่มจำนวนขึ้นทีละขั้นจนแน่ใจว่าปลอดภัย และรูัว่าผลข้างเคียงทั้งหมดคืออะไร

4. การยื่นขอขึ้นทะเบียนและอนุมัติ (Regulatory Review and Approval) - ระยะเวลา: 1-2 ปี

5. การเฝ้าระวังหลังการวางตลาด (Post-Market Safety Monitoring)

โดยเฉลี่ยแล้ว กระบวนการพัฒนายาใหม่ตั้งแต่ต้นจนถึงการได้รับอนุมัติให้ขายได้ ใช้เวลาประมาณ 10 - 15 ปี ในบางกรณีอาจนานกว่านั้นถึง 20 ปี

ส่วนเรื่องของต้นทุน จากการศึกษาล่าสุด ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการพัฒนายาใหม่ 1 ขนาน (รวมถึงต้นทุนของยาที่ล้มเหลวในกระบวนการ) อยู่ระหว่าง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท ถึง 91,000 ล้านบาท) หรือสูงกว่านั้นในยาบางชนิด โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งที่จะต้องไม่เป็นพิษต่อผู้ป่วย อย่างเช่น

ยารักษามะเร็งไขสันหลังชื่อ Carvykit ของบริษัท Janssen Biotech ที่ราคาต่อการเข้ารักษาหนึ่งครั้งอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท และจะต้องได้รับการรักษาหลายครั้งจึงจะมีโอกาสหาย

ด้วยเหตุนี้ ในโลกตะวันตก ผู้ป่วยโรคร้ายแรงจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้รับการรักษาหรือเลือกที่จะไม่รักษา เพราะราคายาที่นั่นแพงสุดๆ ใครไม่มีประกันสุขภาพ ก็หมดโอกาสรักษาตัว แต่ถ้ารักษาก็จะสิ้นเนื้อประดาตัว

แต่ไม่ใช่ที่บ้านของเรา เมืองไทยของเรา

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอาหารและยา หรือ อย. ได้ขึ้นทะเบียนยารักษามะเร็ง 2 ขนาน ชื่อ Herdara และ Imcranib 100 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดย สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

จากตรงนี้ไป ผมขอเรียกพระองค์ว่า เจ้าหญิงของคนไทย ในโพสต์นี้

คนไทยเป็นมะเร็งมากขึ้นเพราะอายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้น ควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมและอาหารที่มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อนมากขึ้นๆ แต่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงยารักษามะเร็งราคาแพง

เจ้าหญิงของเราจึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ให้หน่วยงานของพระองค์วิจัยพัฒนายาทั้ง 2 ขนานจากยาต้นตำรับ (Innovator) ที่ถูกพิสูจน์จากการใช้งานจริงแล้วว่า ใช้ได้ผลและมีประสิทธิภาพดี เพื่อให้ได้ยาที่ราคาถูกลง คนไทยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยใช้เวลานานนับปีๆ และทรัพยากรทุกอย่างที่พระองค์ทรงสนับสนุน ส่งเสริม และจัดหาให้

ยา Herdara เป็นยารักษามะเร็งเต้านม ถูกพัฒนามาจากยา Herceptin ที่ราคาสูงถึง 45,000 บาทต่อ หนึ่ง ไวอัล และการรักษาแต่ละคอร์สต้องใช้ยาหลายไวอัล แม้ว่ายังไม่มีการประกาศราคา แต่เจ้าหญิงของคนไทยทรงมุ่งมั่นที่จะทำให้ราคายาของพระองค์ราคาถูกกว่ายาต้นแบบมาก

ยา Imcranib 100 ที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง พัฒนาจากยาต้นตำรับ Gleevec ที่มีราคาสูงถึงเม็ดละหลายพันบาท โดยยาของเจ้าหญิงของเราจะมีราคาถูกกว่า 10 เท่าคือเม็ดละร้อยกว่าบาทเป็นอย่างสูง

ยาทั้งสองนี้จะถูกผลิตที่โรงงานผลิตยาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่จังหวัดชลุบรี เพื่อคนไทย พสกนิกรไทยต่อไป

เจ้าหญิงของคนไทยเรา ทรงศึกษาวิชาการสายวิทยาศาสตร์ถึงขั้นสูงสุด ทรงพระเมตตา ทรงงานด้านสาธารณสุขอย่างหนักเพื่อคนไทยของพระองค์มาตลอดโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของพระองค์เอง เช่นเดียวกับ ในหลวงรัชกาลที่เก้า พ่อของพระองค์ และสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปู่ของพระองค์

ขอพระองค์ทรงพระเจริญเป็นขวัญเป็นมงคลให้กับคนไทยชั่วกาลนานด้วยเทอญ

‘กระทรวงท่องเที่ยวฯ’ เผย!! นทท.มาเลเซีย แห่เที่ยวไทย แซงหน้า นทท.จีน ด้านผู้ประกอบการ ไม่คาดหวังตัวเลข ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

(20 ก.ค. 68) มาเลเซียแซงหน้าจีน กลายเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 นี้ ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายรายแทบไม่คาดหวังว่าสถานการณ์ตลาดเอเชียจะดีขึ้นในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าในช่วง 6 เดือนแรก ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวน 16.6 ล้านคน ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีตลาดท่องเที่ยวเพียง 4 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเกิน 1 ล้านคน ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย และรัสเซีย

โดยมาเลเซียมียอดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุดที่ 2.29 ล้านคน และจีน 2.26 ล้านคน ลดลง 5.59% และ 34.1% ตามลำดับ ตามมาด้วยอินเดียที่ 1.18 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.8% และรัสเซียที่ 1.03 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12.3%

ด้านสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีกล่าวว่า ภาพรวมในไตรมาสที่ 3 อาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากตลาดจีนอาจยังไม่ดีขึ้นมาก ขณะที่ในระยะยาว สมาคมฯ มองว่าไทยจะยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายจากชื่อเสียงที่ลดลงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเฉพาะในภาพลักษณ์ว่าไทยไม่คุ้มค่าเงินอีกต่อไป โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้เปลี่ยนเป้าหมายไปยังเวียดนาม เนื่องจากมีความสามารถในการแข่งขันในด้านราคาสูงกว่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top