Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘คุณปลื้ม’ ยก!! ‘เสธ.เม่น’ เปล่งเสียงได้มีพลัง ยิ่งกว่านักร้องโอเปร่า ภาษาอังกฤษเพราะ ภาษาไทยไพเราะ มาดนิ่ง สมเป็นชายชาติทหาร

(10 ส.ค. 68) หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ ‘คุณปลื้ม’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับ ‘เสธ.เม่น’ พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. เผย!! มีความรอบรู้ เก่งเรื่องความมั่นคงสามารถใช้ภาษาไทย และอังกฤษได้อย่างแตกฉาน โดยในคลิปนั้น มีใจความว่า ...

ผมเป็นคนที่ไม่ได้สนใจประทับใจ คนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ เพราะว่าคนที่เรียนจบต่างประเทศ การใช้ภาษาอังกฤษนั้น มันก็เหมือนกับคนไทยที่ใช้ภาษาไทยได้ แต่ว่า เสธ.เม่น เขามีบางอย่างที่พิเศษมาก เขาเป็นคนที่มีพลังในเสียง

สมัยที่ผมฝึกทหาร ทหารเขาสอนให้ผมเปล่งเสียงให้มีพลัง เพื่อให้คนมาเข้าแถวกัน มันทำให้ผมมีพลังเสียง ซึ่งก็ยังมีมาถึงทุกวันนี้

ผมได้ฟัง เสธ.เม่น พูด เขาเป็นคนที่พูดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดีทั้งคู่ ซึ่งหาได้ยากมาก คนที่พูดได้ในระดับนี้ ก็อย่างเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปัญญารชุน ซึ่งนับได้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งท่านเหล่านี้ใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งมาก แล้วก็ใช้ภาษาไทยได้เก่งด้วย

เสธ.เม่น นั้น เปล่งเสียงออกมาได้ดียิ่งกว่า พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เสียอีก เขาไม่ได้เป็นเพียงล่ามที่เก่ง เพราะล่ามที่เก่งนั้นก็มีเยอะ แต่เขาเป็นล่ามที่เก่ง เป็นล่าม เป็นทหารและก็เป็นนายพลด้วย ซึ่งหาได้ยากมาก เขาเปล่งเสียงได้มีพลังยิ่งกว่านักร้อง เปล่งเสียงได้เหมือนโอเปร่า เขาสุดยอดมาก

ภาษาอังกฤษเพราะ ภาษาไทยไพเราะ บุคลิกมาดนิ่ง สมเป็นชายชาติทหาร!!

หมดยุคลุง ‘ลีกาชิง’ ปิดฉาก!! ยุคทุนผูกขาดฮ่องกง วันนี้… ลมแห่งโอกาส ไม่พัดมาทางนี้ อีกแล้ว

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สะใภ้จีนbyฮูหยินปักกิ่ง’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ฮ่องกง’ โดยมีใจความว่า ...

ลุงลีกาชิง จากชายขายดอกไม้พลาสติก → เจ้าพ่ออสังหาฯ และสาธารณูปโภค → สัญลักษณ์ทุนผูกขาดฮ่องกง วันนี้… ลมแห่งโอกาส ไม่พัดมาทางนี้อีกแล้ว

ในอดีตฮ่องกง มีคำพูดหนึ่งที่คนท้องถิ่นเข้าใจกันดีว่า“คนฮ่องกง ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีวันหนีพ้นตระกูลลี” 

(คุ้นๆกับอาณาจักรSamsungในเกาหลีใต้ไหม) เพราะทุกสิ่งในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่บ้านที่อยู่ น้ำที่ดื่ม ไฟที่ใช้ โทรศัพท์ที่ต่อ จนถึงผ้าอ้อมเด็กที่คุณซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต — เบื้องหลังอาจมีชื่อของ “ลี กา-ชิง” และเครือธุรกิจของเขาอยู่ทั้งนั้น

แต่วันนี้…ผู้ชายที่เคยเป็นเสมือนเข็มทิศเศรษฐกิจของฮ่องกงกำลังถอยออกจากเวทีอย่างเงียบๆจ้า โดยส่งสัญญาผ่าน“ตำแหน่ง” และ “กองสมบัติ”ที่ตระกูลนี้เคยถืออยู่ เมื่อปีนี้รัฐบาลฮ่องกงประกาศรายชื่อ คณะที่ปรึกษาพิเศษ — กลุ่มสมองและอิทธิพลสูงสุดที่ช่วยออกแบบนโยบายให้ผู้ว่าฯฮ่องกง
โดยปกติจะมีรายชื่อของ34 คนดังที่มีอิทธิพลสูงสุดในฮ่องกง ซึ่งในปีนี้นอกจากตำแหน่งของผู้ที่เสียชีวิตและเกษียณ ทุกคนได้ต่อวาระหมดยกเว้น… “ลี เจ๋อ-กี” ลูกชายคนโตทายาทของลุงLeeที่ถูกตัดออกแบบเฉพาะเจาะจง

ต่อมาไม่นานฮูหยินก็เริ่มเห็นข่าวตระกูลลีเทขายสมบัติรัว ๆ เช่น
• ช่วงพ.ค. ลดราคาคอนโดหรูในปักกิ่ง 30% หลังถือไว้นาน 23 ปี
• ช่วงก.ค. ปล่อยบ้านใน Greater Bay Area 400 ยูนิต ลดเหลือ 60% ของราคาเดิม ต่ำสุดราว 40 ล้านบาท หรือ
• กระทั่ง “บ้านแต่งงาน” ของลุงLee ที่เคยลั่นว่า “ไม่มีวันขาย” ก็มีข่าวลือว่ากำลังปล่อย 50,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (แม้ลูกชายจะออกมาปฏิเสธ แต่กระแสสงสัยก็แรงเกินห้าม)

จากจุดเริ่มต้นของลุงLee คือการขาย “ดอกไม้พลาสติก”จนปี 1967 เกิดวิกฤติอสังหาฯ ราคาที่ดินร่วงแรง คนเทขายกัน แต่เขากลับสวนกระแสกว้านซื้อไว้ไม่กี่ปีให้หลังที่ดินเหล่านั้นราคาพุ่ง 20 เท่า — ทำให้เขาเห็นชัดว่า“ทำโรงงานสู้เก็งที่ไม่ไหว”จากนั้น ลุงLeeก็ใช้สูตรเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก — ซื้อถูก+เก็บยาว+ปล่อยเช่าหรือขายกำไรทีหลัง เมื่อฮ่องกงเริ่มไม่มีช่องเก็งกำไร เขาก็ยกโมเดลนี้ไปเล่นในจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยจ้า โดยเลือกเล่นงานเมืองใหญ่ทีละเมือง
แต่รู้ไหมว่า กิจการของลุงLeeไม่ได้แค่ผูกขาดชีวิตประจำวันจ้า เขาไม่ได้หยุดที่อสังหาฯหรอกนะ แต่เขาเล็งไปที่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเลย — น้ำ ไฟ โทรคมนาคม ท่าเรือ เพราะรู้ว่า ถ้าผูกขาดได้ก็เท่ากับ “นอนรอเงิน” 

(โดยในยุคนั้นฮ่องกงยังอยู่ใต้การปกครองอังกฤษ ทรัพยากรเหล่านี้ถูกทุนอังกฤษครองจนปี 1979 อังกฤษเริ่มมองหาคนท้องถิ่นที่คิดแบบทุนตะวันตกมารับช่วงและลี กา-ชิง ที่เติบโตภายใต้ระบบอังกฤษก็ลงล็อกพอดีด้วย+มีแรงหนุนจากกลุ่มธนาคาร HSBCเป็นหลัก) 
ผลลัพธ์คือ ฮ่องกงกลายเป็นเมืองที่ถูกทุนอสังหาฯ จับตัวประกัน 

ทั้งบ้านแพงติดอันดับโลก 

ของกินของใช้ก็ราคาโหด 

ประชาชนทำงานทั้งชีวิตยังซื้อบ้านไม่ได้

ซึ่งจริงๆปัญหานี้ รัฐบาลฮ่องกงมีแผนที่จะต้องแก้ และมีนโยบายที่จะเปลี่ยนให้เกาะฮ่องกงเป็นเมืองเทคโนโลยี

แต่…ในช่วงที่ฮ่องกงตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเองเป็น “เมืองเทคโนโลยี” ผ่านโครงการCyberportที่รัฐบาลต้องการให้เป็นศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพแบบ Silicon Valley ดีลนี้กลับกลายเป็นโอกาสที่ลูกชายคนเล็กของลุงLeeใช้โอกาสในการฮุบที่ดิน แล้วแปลงเป็นอสังหาฯ หรูพื้นที่เพื่อเทคโนโลยีจริงๆเหลือเพียงเศษเสี้ยว และในหลายสิบปีที่ลุงLeeทำเงินมหาศาลจากฮ่องกง ซึ่งพอรัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมฮ่องกงอย่างหนัก สุดท้ายทุนหลักๆกลับย้ายหนีกลับไปอังกฤษ และก็ทำให้พบว่า ตลอดระยะเวลาที่กลุ่มทุนใหญ่ครอบงำฮ่องกง … ที่ผ่านฮ่องกงไม่ได้รับการลงทุนในด้านเทคโนโลยีหรือสาธารณูปโภคอย่างที่ควร 

(ในมุมนี้ สื่อตะวันตกอาจจะเสนออีกมุม ต้องคิดกันเองจ้า)

ส่วนเรื่องการหยุดขายท่าเรือในคลองปานามาของลุงLeeที่เป็นกระแสโด่งดังก่อนหน้านี้ ที่ต้องหยุดฉะงักลง เพราะเป็นการสั่งเหยียบเบรคอย่างแรงจากแผ่นดินใหญ่ ท่าเรือในคลองปานามาและอีกกว่า 23 ประเทศเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก ซึ่งจีนไม่อยากโดนล้อมโดยสหรัฐฯแน่ คนในแผ่นดินใหญ่มองว่าเขาเป็นคนขายชาติ เป็นคนฝั่งอังกฤษไปแล้ว แน่นอนผลกระทบจากเรื่องนี้ ก็ทำให้การขยับเขยื้อนของลุงLeeถูกทางการจีนเพ่งเล็งแบบขีดสุด ต่อแต่นี้ไป เขาจะทำอะไร ขยับไปทางไหนก็คงยากขึ้น

ครั้งหนึ่ง คนฮ่องกงเคยเชื่อว่า “ตามลุงLeeไป ก็เจอโอกาส”แต่วันนี้ ลมแห่งโอกาส ไม่พัดไปทางนั้นแล้ว บางคนคิดว่านี่ไม่ใช่แค่การปิดฉากของมหาเศรษฐีคนหนึ่งแต่เป็นการสิ้นสุดของยุค “ทุนผูกขาด – เก็งกำไร – เก็บค่าเช่า” ที่เคยครอบงำเกาะฮ่องกงมาตลอด

21 อาจารย์ นิติฯ จุฬาฯ ร่วมลงชื่อ อนุญาตนิสิต ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบมาเรียน ชี้ไม่กระทบการเรียน

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก คณะจุฬาฯ ได้เผยแพร่บันทึกข้อความของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ที่อนุญาตให้นิสิตระดับปริญญาตรีเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือชุดสุภาพเข้าเรียนในทุกรายวิชา และทุกชั่วโมงที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกข้อความเป็นอาจารย์ผู้สอน

โดยระบุว่า คณาจารย์ผู้ร่วมลงนามในบันทึกข้อความ เห็นร่วมกันว่า นิสิตควรมีเสรีภาพในการแต่งกาย อันเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการไม่แต่งกายชุดเครื่องแบบปกติไม่ได้เป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือ กระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนแต่อย่างใด

จึงสมควรอนุญาตให้นิสิต สามารถเลือกแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบปกติ หรือแต่งกายด้วยชุดสุภาพ ในการเข้าห้องเรียนในทุกรายวิชาและทุกชั่วโมง ที่คณาจารย์ผู้ลงนามในบันทึกเป็นผู้สอน

อย่างไรก็ตาม บันทึกข้อความดังกล่าว ได้มีคณาจารย์ร่วมเข้าชื่อหลายปีต่อเนื่องกัน โดยจะมีรายนามอาจารย์เพิ่มขึ้น เรื่อยมา สำหรับปีนี้ มีเหล่าคณาจารย์ลงนามทั้งหมด 21 คน

Geely ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ปล่อยดาวเทียม 11 ดวง

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ผู้ผลิตรถยนต์จีนก็ผลิตดาวเทียมเช่นกัน เมื่อคืนที่ผ่านมา มีการปล่อยดาวเทียม 11 ดวงจากทะเลในเกาะรื่อจ้าวของจีนอีกครั้ง

ดาวเทียมเหล่านี้มาจากบริษัทเอกชนจีนในเครือของ Geely และจะทำหน้าที่ระบุตำแหน่ง สื่อสาร และสนับสนุนการขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับ EV ของ Geely

ด้วยการเปิดตัวครั้งนี้ Geely ได้ปล่อยดาวเทียมไปแล้ว 41 ดวง และจำนวนดาวเทียมทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น 64 ดวงภายใน 2 เดือนข้างหน้า

‘ช่อ พรรณิการ์’ ยินดี!! ภาพยนตร์สารคดี Breaking the Cycle ได้เข้าชิง!! รางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ ถึง 4 สาขา ลุ้นผล 14 ก.ย.นี้

(10 ส.ค. 68) นางสาวพรรณิการ์ วานิช หรือ‘ช่อ’ โฆษกคณะก้าวหน้า อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคอนาคตใหม่ อดีตโฆษกและคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ได้รับแจ้งจากผู้กำกับว่า Breaking the Cycle ภาพยนตร์สารคดีที่บันทึกการเดินทางของพรรคอนาคตใหม่ ได้เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ถึง 4 สาขา

ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ผู้กำกับยอดเยี่ยม
ลำดับภาพยอดเยี่ยม

ประกาศผล 14 กันยายนนี้ แต่แค่ได้เข้าชิงก็ต้องแสดงความยินดีกับเอกและสนุ้ก ว่ามาได้ไกลเกินคาดมากจริงๆ ภูมิใจในตัวทั้งสองคนมากๆ ค่ะ นึกถึงวันที่สองคนมานั่งรอ ดักรอเราที่ตึก หรือพยายามขอติดรถไปหาเสียง ขอคิวสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ค่อยได้ 5555

เปิดศึกคู่ใหม่ในอาเซียน ‘อินโดนีเซีย – มาเลเซีย’ พิพาท!! แหล่งน้ำมันอัมบาลัต ในทะเลสุลาเวสี

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

เปิดศึกคู่ใหม่ใน #อาเซียน 
ระหว่าง #อินโดนีเซีย กับ #มาเลเซีย 

มีข้อพิพาทเรื่องแหล่งน้ำมันอัมบาลัตในทะเลสุลาเวสี ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่อันอุดมไปด้วยทรัพยากร

ด้านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย พลเอก ปราโบโว ซูเบียนโต ให้ความมั่นใจว่าข้อพิพาทระหว่างเกาะสุลาเวสีและทะเลอัมบาลัตจะได้รับการแก้ไขด้วยการทูตและวิธีการที่สันติที่สุด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเกิดการทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่บนโซเชียลมีเดียระหว่างชาวมาเลเซียและชาวอินโดนีเซีย หลังจากที่วิสมาปูตราประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะเปลี่ยนชื่อเมืองอัมบาลัตเป็นทะเลสุลาเวสี

ชาวอินโดนีเซียบางคนตะโกนคำขวัญต้องการทำสงครามกับมาเลเซีย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของอินโดนีเซียประกาศว่าการหารือทางการทูตขั้นสูงสุดยังคงดำเนินต่อไปเพื่อกำหนดการจัดการน้ำมันและก๊าซในพื้นที่ทะเลสุลาเวสี

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2568

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ
ในทุก ๆ สิ่งมี ความดี และความเลว
ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบ
ฉะนั้นเราต้องรู้จักเก็บเกี่ยว
สิ่งที่ดีเราเอาไว้ในใจของเรา
สิ่งที่ไม่ดีเราก็อย่าไปยึดติดมัน

พระอาจารย์อุทัย ฌานุตฺตโม

10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 วันสถาปนาพระราชฐาน ‘พระจุฑาธุชราชฐาน’ ที่ประทับกลางทะเลบนเกาะสีชัง ของรัชกาลที่ ๕

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระราชฐานที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี พร้อมพระราชทานนามว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” เพื่อเฉลิมพระนามแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ซึ่งประสูติบนเกาะสีชังเมื่อเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

พระราชฐานแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่พักผ่อนและปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงมีพระราชดำริพัฒนาเกาะให้เจริญทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ แต่การก่อสร้างต้องหยุดลงในปีถัดมาเมื่อเกิด วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 หรือ “สงครามฝรั่งเศส - สยาม” พระราชฐานจึงไม่ได้ถูกใช้ต่อในรัชกาลนั้น

ต่อมา โปรดฯ ให้รื้อถอนบางส่วนของพระที่นั่งและตำหนักบนเกาะ เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ เพื่อนำไปสร้างใหม่ที่พระราชวังดุสิตในนาม พระที่นั่งวิมานเมฆ ขณะที่พื้นที่พระจุฑาธุชราชฐานเดิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์ดูแลและใช้ประโยชน์ด้านวิจัยทางทะเล

ปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์โดยกรมศิลปากร และเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2547 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะสีชัง มีผู้มาเยือนไม่ต่ำกว่าปีละ 250,000 คน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

‘กัมพูชา’ เจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย!! แต่แอบใช้กับ ‘ประเทศไทย’

(9 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กเพจ 'กองทัพบก ทันกระแส' โพสต์ข้อความระบุว่า …

กัมพูชาโกงเงินนานาชาติ! เคยเจ็บจากทุ่นระเบิด แต่ละเมิดออตตาวา รับเงินมาทำลาย แต่แอบใช้กับไทย

กัมพูชาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดรุนแรงที่สุดในโลก ผลพวงจากยุคเขมรแดง และสงครามกลางเมืองตลอดทศวรรษ 1970–1990 ทำให้ทั่วประเทศเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิสำคัญ

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กัมพูชาได้เข้าร่วม อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เมื่อปี พ.ศ. 2542 ซึ่งมีข้อห้ามในการผลิต ใช้ เก็บรักษา และส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมพันธกรณีที่จะต้องกำจัดทุ่นระเบิดในดินแดนของตน และช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาได้รับเงินสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และองค์การสหประชาชาติ ผ่านโครงการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อ อาทิ การสนับสนุนให้ CMAC (Cambodian Mine Action Centre) โดยมี นายเฮง รัตนา เป็นผู้อำนวยการ และโครงการ 'Clearing for Results' ของ UNDP เงินทุนเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และฟื้นฟูพื้นที่ทำกินของประชาชน

จากข้อความดังกล่าวกัมพูชาดูเป็นประเทศที่น่าสงสารใช่ไหมครับแต่ไม่เลย

จากสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ล่าสุดกัมพูชายังคงมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 เป็นผลทำให้กำลังพลไทยบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะถึง 3 นาย (ก่อนการปะทะ 2 นาย หลังการปะทะ 1 นาย)

แม้นายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) จะออกมาปฏิเสธเสมอว่ากัมพูชาไม่ได้มีการใช้ทุ่นระเบิด ที่พบเจอนั่นคือของไทยเพราะอยู่ในเขตประเทศไทย แต่คำปฏิเสธนี้ดันขัดกับ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ออกมาบอกว่า ทุ่นระเบิดนั้นเป็นของเก่าและฝังอยู่ในเขตกัมพูชา แต่ภาพล่าสุดเมื่อ 31 ก.ค. 68 ที่สื่อกัมพูชาได้ถ่ายลง ณ ปราสาทตาควายนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่

แม้การประชุม GBC เพื่อคลี่คลายสถานการณ์การปะทะจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่หนึ่งในข้อที่ไทยเรียกร้อง นั่นคือขอให้กัมพูชาจัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งกัมพูชาเองไม่ตอบรับ อาจจะเป็นเพราะกัมพูชาพยายามโกหกในนานาชาติว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด

สุดท้ายนี้กัมพูชายังคงโกหกต่อนานาชาติเรื่อยๆว่าตนเองไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิด และยังคงรับเงินจากนานาชาติเพื่อเก็บกู้ เป็นสิ่งที่บอกนานาชาติได้อย่างดีเลยว่า กัมพูชายังคงโกงเงินทุกประเทศ ทุกๆช่องทางที่มีโอกาส สมกับเป็นประเทศ Scambodia

ทุ่นระเบิดแม้อาจจะได้เปรียบในสนามรบระยะสั้น แต่ส่งผลต่อประชาชนในระยะยาว

‘โฆษกกองทัพบก’ ซัด!! เขมร วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในการรบ ชี้!! เป็นอุปสรรค มาตรการหยุดยิง การแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี

(9 ส.ค. 68) พลตรีวินธัย  สุวารี  โฆษกกองทัพบก ระบุว่า กรณีกำลังพลของ กองร้อยทหารราบที่ 111 เหยียบกับระเบิด ขณะทำการลาดตระเวนเส้นทาง เพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย  

โดย ผู้บาดเจ็บทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลในพื้นที่ และนำส่งโรงพยาบาลทหารภาคสนามทันที 

โดยได้ส่งต่อ จ่าสิบเอก ธานี พาหา ที่เหยียบกับระเบิดข้อเท้าขาด  ไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

“จากเหตุการณ์นี้ อาจ ทำให้สังคม ภายในประเทศและในสังคมโลก ทั่วไปเข้าใจได้ว่า การใช้อาวุธต่อกันยังคงมีอยู่  เป็นลักษณะของการพยายามที่จะใช้อาวุธต่อกันในแบบซ่อนรูป

สิ่งนี้อาจนับเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงและการแก้ไขปัญหาในแบบสันติวิธี 

รวมถึงแสดงถึงว่าที่ผ่านมา กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มในการใช้อาวุธก่อนมาตลอด ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top